ข้ามไปเนื้อหา

สุลต่านมะฮ์มุด มูซัฟฟาร์ ชะฮ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มะฮ์มุด มูซัฟฟาร์ ชะฮ์
สุลต่านแห่งรีเยา-ลิงกา
ครองราชย์พ.ศ. 2385–2400
ก่อนหน้าสุลต่านมุฮัมมัดที่ 2
ถัดไปสุลต่านซูไลมัน
ประสูติพ.ศ. 2366
กัวลาเตอเริงกานู รัฐสุลต่านตรังกานู
ถึงแก่กรรม7 สิงหาคม พ.ศ. 2407
ปากน้ำปะหัง อาณาจักรปะหัง
ราชวงศ์เบินดาฮารา
พระบิดาสุลต่านมูฮัมมัดที่ 2 มูอัซซัม ชะฮ์
พระมารดาเติงกูเกิลซุม เลอบาร์ ปูติฮ์
ศาสนาอิสลาม

สุลต่านมะฮ์มุดที่ 4 มูซัฟฟาร์ ชะฮ์ (มลายู: Sultan Mahmud IV Muzaffar Shah; พ.ศ. 2366 – 7 สิงหาคม พ.ศ. 2407) เอกสารไทยเรียก มะหะหมุด หรือ มะหมุด เป็นสุลต่านแห่งรีเยา-ลิงกา (หรือ สิงคา) แต่ภายหลังสุลต่านมะฮ์มุดถูกดัตช์ปลดออกจากตำแหน่ง พระองค์พยายามที่จะกลับคืนสู่บัลลังก์ด้วยการยึดครองอาณาจักรปะหังแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

พระประวัติ

[แก้]

พระชนม์ชีพช่วงต้น

[แก้]

สุลต่านมะฮ์มุดที่ 4 มูซัฟฟาร์ ชะฮ์ เป็นพระราชโอรสในสุลต่านมูฮัมมัดที่ 2 มูอัซซัม ชะฮ์ ประสูติแต่เติงกูเกิลซุม เลอบาร์ ปูติฮ์ (หรือ ตนกูลีปอ) พระชายาพระองค์แรก และเป็นพระธิดาในสุลต่านอะฮ์มัด ชะฮ์แห่งตรังกานู (หรือ พระยาตรังกานูอามัด) สุลต่านมะฮ์มุดมีพระขนิษฐาพระองค์หนึ่งที่มีชื่อเสียงคือ เติงกูซาฟียะฮ์ (หรือ ตนกูสุเบีย) เป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[1][2] และพระองค์ทรงสมมุติพระองค์เป็น "รัชทายาทที่ถูกต้องของรัฐทั้งหลายที่ประกอบกันเป็นรัฐยะโฮร์"[3] และทรงอ้างว่าพระองค์เป็น "จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายของยะโฮร์ ปะหัง หมู่เกาะรีเยา หมู่เกาะการีมน และสิงคโปร์"[4]

สุลต่านมะฮ์มุดไม่ค่อยได้รับการชื่นชมนัก แม้พระองค์จะดูเฉลียวฉลาดแต่ดำรงพระองค์สนุกสนาน[3] แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าสุลต่านพระองค์นี้เป็น "คนที่ไร้ความคิด" และ "ชอบความสำราญ"[5]

เสวยราชสมบัติ

[แก้]

สุลต่านมะฮ์มุดขึ้นเป็นผู้สำเร็จการใน พ.ศ. 2377 และฝ่ายดัตช์ตั้งมะฮ์มุดขึ้นเสวยราชสมบัติสืบพระบิดาใน พ.ศ. 2485 โดยได้รับการสนับสนุนจากสุลต่านโอมาร์ เรียยัต ชะฮ์แห่งตรังกานู (หรือ พระยาตรังกานูอุมา) ซึ่งเป็นเครือญาติ[6] พระองค์หมกมุ่นกับพระราชพิธีที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ กลับเชิดชูกันว่าคือพระราชกรณียกิจ และไม่ใส่พระทัยใน "สิ่งที่เป็นความจริงที่เกิดขึ้น" ในอาณาจักรของพระองค์[7] พระองค์รังสรรค์ความเจริญแก่หมู่เกาะรีเยาและลิงกา ด้วยทรงก่อตั้งกองทหารขนาดเล็ก ติดอาวุธ และแต่งกายอย่างตะวันตก อีกทั้งยังได้สร้างพระราชวังแห่งใหม่ กำแพงป้อมหินขนาดใหญ่ รวมไปถึงถนนในราชธานีที่มีคุณภาพสูง[5] และมีพระราโชบายต่อต้านกลุ่มคนเชื้อสายบูกิซ ที่เข้ามามีบทบาทในกิจการภายในเหนือดินแดนของพระองค์มากว่าศตวรรษ[5]

สุลต่านมะฮ์มุดพยายามขยายพระราชอำนาจไปยังคาบสมุทรมลายู ใน พ.ศ. 2395 พระองค์เริ่มผูกมิตรกับสุลต่านตรังกานู ด้วยการอภิเษกสมรสกับพระขนิษฐาของสุลต่านตรังกานู[5] นอกจากนี้ยังทรงผูกมิตรกับเจ้านายยะโฮร์ ซึ่งเป็นสายตระกูลที่ได้รับการสนับสนุนจากสหราชอาณาจักร ซึ่งสุลต่านมะฮ์มุดได้ชักจูงให้เติงกูอาลี ยอมยกดินแดนที่ชายแดนติดกับเกาะสิงคโปร์แก่พระองค์ แต่ข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านจากเจ้าหน้าที่ชาวยุโรป นอกจากนี้พระองค์ยังวางแผนให้เติลกูอาลีร่วมกดดันให้เบินดาฮาราแห่งปะหังอยู่ในการควบคุมของพระองค์[5]

การกระทำของสุลต่านมะฮ์มุดสร้างความไม่พอใจแก่สหราชอาณาจักร ซึ่งมีอิทธิพลเหนือคาบสมุทรมลายูตอนล่าง รัฐบาลอาณานิคมช่องแคบประท้วงพฤติกรรมแทรกแซงของพระองค์ และรัฐบาลเนเธอร์แลนด์เองไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมใด ๆ ของพระองค์ได้เลย[8]

ถูกถอดจากราชสมบัติ

[แก้]

ต่อมาสุลต่านมะฮ์มุดพยายามอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนรัฐปะหังและคุกคามชาวดัตช์ ด้วยเหตุนี้เขาถึงถูกปลดออกจากบัลลังก์ โดยทางดัตช์ให้เหตุผลว่าสุลต่านมะฮ์มุดไม่เอาใจใส่ในราชการ มีแต่เล่นและเที่ยวไกล ๆ อยู่บ่อย ๆ[9] หลังถูกปลดออกจากตำแหน่ง ครอบครัวของสุลต่านมะฮ์มุดกลับหมู่เกาะลิงกาไม่ได้ จึงย้ายครอบครัวไปที่สิงคโปร์ โดยประทับอยู่ร่วมกับเตอเมิงกง ซึ่งเตอเมิงกงเองก็ต้องการราชสมบัติยะโฮร์เช่นเดียวกับพระองค์ และพระองค์คือหนึ่งในเสี้ยนหนาม[8] พระองค์จึงย้ายไปที่เมืองราเตะฮ์ ใกล้เมืองอินเดอรากีรี ชายฝั่งตะวันออกของเกาะสุมาตรา แต่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์สังหารข้าราชบริพารที่ทรงอำนาจที่สุดในราเตะฮ์ ทำให้สุลต่านมะฮ์มุดขาดผู้สนับสนุน จึงโยกย้ายเข้าไปคาบสมุทรมลายูอีกคำรบหนึ่ง[8] แล้วจึงย้ายไปอยู่รัฐปะหัง และตรังกานู[9] รัฐสุลต่านรีเยา-ลิงกาจึงค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมดัตช์โดยสมบูรณ์ในเวลาต่อมา[10] หลังถูกปลดจากอำนาจ พระองค์ทรงระทมฤทัยจากการเป็นหน่อเนื้อสุลต่านที่ไร้อำนาจราชศักดิ์[3]

ในช่วงเวลานั้นอาณาจักรปะหัง เกิดการวิวาทกันระหว่างตุนมูตาฮีร์แห่งปะหัง (หรือ โต๊ะบันดาหรา) กับสุลต่านอะฮ์มัด มูอัซซัม (หรือ ชีหวันมะหมัด) สุลต่านมะฮ์มุดที่พยายามอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนปะหังอยู่แล้วจึงไปเข้าฝ่ายอะฮ์มัด มูอัซซัม[9] แล้วทูลขอพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้สนับสนุนตนขึ้นเป็นเจ้าเมืองปะหัง และจะเอาเมืองปะหังมาขึ้นกับกรุงเทพมหานครแทน แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิเสธ เพราะทรงมองว่าปะหังอยู่ในอารักขาของสหราชอาณาจักร และสยามกับสหราชอาณาจักรมีไมตรีสนิทสนมกันมานาน[6] สุลต่านมะฮ์มุดเข้ามาพำนักในกรุงเทพมหานครกับครอบครัว และเดินทางกลับไปตรังกานูเพื่อหวังจะไปยึดเมืองปะหัง ตุนมูตาฮีร์จึงส่งหนังสือฟ้องผู้ว่าการเมืองสิงคโปร์ว่าสุลต่านมะฮ์มุดและอะฮ์มัด มูอัซซัมจะยึดเมืองปะหัง ผู้ว่าการเมืองสิงคโปร์จึงส่งหนังสือไปสถานกงสุลอังกฤษที่กรุงเทพมหานคร เพราะเข้าใจว่าสยามส่งเรือรบไปช่วยสุลต่านมะฮ์มุด ทำให้เมืองปะหังรบพุ่งกัน แต่ทางการสยามปฏิเสธ สหราชอาณาจักรจึงส่งเรือรบไปยิงปืนใหญ่ใส่เมืองตรังกานูในวันที่ 11–17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2405 รวมกว่า 40 นัด เพื่อกดดันให้ฝ่ายตรังกานูส่งตัวสุลต่านมะฮ์มุดแก่สหราชอาณาจักร จนมีหญิงถูกลูกปืนตายหนึ่งคน[11] หลังจากนั้นวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2406 สุลต่านมะฮ์มุดพร้อมไพร่พล 78 คน ถูกนำตัวไปกรุงเทพมหานคร[12] แต่ก็ทรงปลอมตัวเป็นกะลาสีหนีไปเมืองสิงคโปร์เพื่อลอบเข้าเมืองปะหังเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2406[13]

ถึงแก่กรรม

[แก้]

สุลต่านมะฮ์มุดถึงแก่กรรมเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 8 ขึ้น 5 ค่ำ ตรงกับวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2407 มีพิธีฝังตามธรรมเนียมอิสลามที่ปากน้ำปะหัง เอกสารไทยระบุว่าตายเพราะตรอมใจที่ไม่ได้เป็นเจ้าเมืองปะหัง[14] ภายหลังพระยาตรังกานูซึ่งเป็นญาติส่งหนังสือเข้าไปยังกรุงเทพมหานคร ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต นำครอบครัวของสุลต่านมะฮ์มุดที่ยังหลงเหลืออยู่ในกรุงเทพมหานครกลับคืน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็โปรดเกล้าพระราชทานให้ไป[15]

อ้างอิง

[แก้]
เชิงอรรถ
  1. พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระชายานารี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม ในรัชกาลที่ ๑-๗, หน้า 138
  2. อ่านสยามตามแอนนา, หน้า 303
  3. 1 2 3 เกอราจาอัน : วัฒนธรรมการเมืองมลายูในยุคก่อนอรุณรุ่งของระบอบอาณานิคม, หน้า 203
  4. เกอราจาอัน : วัฒนธรรมการเมืองมลายูในยุคก่อนอรุณรุ่งของระบอบอาณานิคม, หน้า 202
  5. 1 2 3 4 5 เกอราจาอัน : วัฒนธรรมการเมืองมลายูในยุคก่อนอรุณรุ่งของระบอบอาณานิคม, หน้า 204
  6. 1 2 พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4, หน้า 237
  7. เกอราจาอัน : วัฒนธรรมการเมืองมลายูในยุคก่อนอรุณรุ่งของระบอบอาณานิคม, หน้า 177
  8. 1 2 3 เกอราจาอัน : วัฒนธรรมการเมืองมลายูในยุคก่อนอรุณรุ่งของระบอบอาณานิคม, หน้า 205
  9. 1 2 3 พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4, หน้า 236
  10. Mahmud Muzaffar Shah
  11. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4, หน้า 280-282
  12. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4, หน้า 289
  13. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4, หน้า 300
  14. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4, หน้า 313
  15. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4, หน้า 314
บรรณานุกรม
  • กัลยา เกื้อตระกูล. พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระชายานารี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม ในรัชกาลที่ ๑-๗. กรุงเทพฯ : ยิปซี, 2552. 288 หน้า. ISBN 978-611-7071-05-8
  • ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4. กรุงเทพฯ : ไทยควอลิตี้บุ๊คส์ (2006), 2563. 500 หน้า. ISBN 978-616-514-661-6
  • ลีโอโนเวนส์, แอนนา แฮร์เรียต (เขียน), สุภัตรา ภูมิประภาสและสุภิดา แก้วสุขสมบัติ (แปล). อ่านสยามตามแอนนา. กรุงเทพฯ : มติชน, 2562. 448 หน้า. ISBN 978-974-02-1660-5
  • เอ.ซี. มิลเนอร์ (เขียน), ชนิดา พรหมพยัคฆ์ เผือกสม (แปล). เกอราจาอัน : วัฒนธรรมการเมืองมลายูในยุคก่อนอรุณรุ่งของระบอบอาณานิคม. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2551. 368 หน้า. ISBN 978-974-7385-30-4