ข้ามไปเนื้อหา

สุลต่านตูฆริลที่ 1

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตูฆริล
طغریل
เบย์
อัซสุลต่านอัลมุอัซซ็อม
ชาห์อันชาห์
สุลต่านแห่งจักรวรรดิซัลญูก
ครองราชย์1037 – 1063
ก่อนหน้าสถาปนาตำแหน่ง
ถัดไปอัลป อาร์เซลาน
ประสูติป.993
ทุ่งหญ้าในเอเชียกลาง
สวรรคต4 ตุลาคม 1063 (70 ปี)
เรย์ ภูมิภาคญิบัล จักรวรรดิซัลญูก
คู่อภิเษก6 นาง
พระนามเต็ม
อบูฏอลิบ มุฮัมมัด ตูฆริล บิน มีกาอีล
ราชวงศ์ซัลญูก
พระราชบิดาMikail
ศาสนาอิสลามซุนนี

ตูฆริลที่ 1 หรือชื่อเต็มคือ อบูฏอลิบ มุฮัมมัด ตูฆริล บิน มีกาอีล (เปอร์เซีย: ابوطالبْ محمد طغرل بن میکائیل) เป็นหัวหน้ากลุ่มชนเติร์ก ซึ่งต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์เซลจูก และเป็นสุลต่านองค์แรกของจักรวรรดิที่ทรงอิทธิพลสูงในโลกอิสลามช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 พระองค์มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมอำนาจของชนเผ่าเติร์กในเปอร์เซียและอิรัก และสถาปนาอำนาจใหม่ที่กลายเป็นหนึ่งในมหาจักรวรรดิอิสลามที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์

ตูฆริลเป็นมากกว่านักรบ เขาคือผู้เปลี่ยนกลุ่มชนเติร์ก ซึ่งเป็นกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนให้กลายเป็นจักรวรรดิ เขาสถาปนาแนวทางการปกครองที่ผสมผสานวัฒนธรรมเติร์ก–เปอร์เซียซึ่งกลายเป็นรากฐานของโลกอิสลามตะวันออกนับศตวรรษต่อมา อิทธิพลของเขายังสะท้อนในโครงสร้างการเมืองของราชวงศ์ที่ตามมา เช่น ออตโตมัน ที่ยืมรูปแบบการเมือง-ศาสนาของเขาไปใช้ต่อ[1]

ภูมิหลัง

[แก้]

ตูฆริลเกิดราวคริสตศักราช 990 ในชนเผ่าโอกูซ ซึ่งเป็นเติร์กเผ่าหนึ่งที่เร่ร่อนอยู่ในเอเชียกลาง เป็นหลานของซัลญูก เบก ผู้ซึ่งเผ่าถือเป็นบรรพบุรุษผู้ตั้งชื่อให้ราชวงศ์ ซัลญูก เป็นชนชั้นนำในเผ่าโอกูซ ซึ่งเดิมนับถือความเชื่อของชาวเติร์กโบราณ ก่อนจะเปลี่ยนมานับถืออิสลามซุนนี

หลังการสิ้นชีวิตของซัลญูก บุตรหลานหลายคนรวมถึงตูฆริลเริ่มแข่งขันกันเพื่ออำนาจ ตูฆริลและน้องชายของเขา ชากรี เบก (Chaghri Beg) เริ่มสร้างฐานกำลังในโฆรอซอน ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของราชวงศ์กาสนาวิยะห์

ขึ้นสู่อำนาจ

[แก้]

ชัยชนะสำคัญของตูฆริลเกิดขึ้นในยุทธการที่ดานดานกันเมื่อปี 1040 ซึ่งกองกำลังซัลญูกสามารถเอาชนะทัพกาสนาวิยะห์อย่างเด็ดขาด ทำให้ตูฆริลเริ่มได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำ และสามารถควบคุมโฆรอซอน อันเป็นหัวใจของอิหร่านตะวันออก จากนั้นเขาได้ขยายอำนาจไปยังเปอร์เซียตอนกลาง เช่น รีย์, อีสฟาฮาน, และฮัมดาน[2]

ในเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ ตูฆริลควบคุมพื้นที่กว้างใหญ่ตั้งแต่เอเชียกลางถึงอิรักตะวันตก เขาใช้ทั้งยุทธศาสตร์ทางทหาร การทูต และการอุปถัมภ์ศาสนาเพื่อรวบรวมอำนาจ ภายใต้ความวุ่นวายทางการเมืองและศาสนาในโลกอิสลามช่วงหลังยุคอับบาซียะห์ การปรากฏตัวของผู้นำที่เข้มแข็งจึงได้รับการต้อนรับ ในปี 1055 เคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ในแบกแดดซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์บูยิดนิกายชีอะห์ ขอความช่วยเหลือจากตูฆริลให้ปลดปล่อยตนจากอำนาจของบูยิด ตูฆริลจึงนำทัพเข้าสู่แบกแดดโดยไม่เสียเลือดเนื้อและขับไล่ราชวงศ์บูยิด เคาะลีฟะฮ์จึงแต่งตั้งให้เขาเป็น "สุลต่านแห่งโลกมุสลิมซุนนี" นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชนเผ่าเติร์กกลายเป็นผู้อุปถัมภ์ทางการเมืองของเคาะลีฟะฮ์ การสถาปนาตำแหน่งสุลต่านจึงถือเป็นความร่วมมือระหว่างอำนาจทางโลก (เติร์ก) และอำนาจทางศาสนา (คอลีฟะห์)[3]

การปกครองในฐานะสุลต่าน

[แก้]
เหรียญทองตูฆริล

แม้ตูฆริลที่ 1 จะมีพื้นเพมาจากชนเผ่าเติร์กเร่ร่อน แต่พระองค์สามารถนำระบบราชการแบบเปอร์เซียมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผ่านตำแหน่ง “เวซิร” (vizier) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายมหาเสนาบดีในการบริหารกิจการของรัฐ[3] ระบบนี้กลายเป็นต้นแบบของการปกครองแบบกึ่งราชาธิปไตยที่สมดุลระหว่างอำนาจกษัตริย์และขุนนางท้องถิ่น ซึ่งต่อมาได้รับการสืบทอดโดยราชวงศ์ออตโตมันและอื่น ๆ พระองค์ยังอาศัยเครือข่ายของนักวิชาการและเสนาบดีชาวเปอร์เซียในการออกกฎหมาย จัดเก็บภาษี และควบคุมกองทัพอย่างเป็นระบบ[4] ทำให้ราชสำนักเซลจูกสามารถปกครองดินแดนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และภาษาได้อย่างมั่นคง

ในด้านวัฒนธรรม ตูฆริลทรงอุปถัมภ์ศาสนาอิสลามนิกายซุนนีอย่างจริงจัง โดยสร้างมัดเราะซะฮ์และสนับสนุนบทบาทของ “อุละมาอ์” (ผู้รู้) เพื่อสร้างเอกภาพในอาณาจักร[5] การเน้นบทบาทของศาสนาในระบบการปกครองช่วยเสริมความชอบธรรมทางการเมือง และลดอิทธิพลของนิกายชีอะห์ที่มีอยู่ก่อนหน้า โดยเฉพาะในนครแบกแดด[6] นอกจากนี้ ตูฆริลยังเป็นผู้บุกเบิกแนวทางการผสานวัฒนธรรมเติร์ก–เปอร์เซีย ที่ต่อมากลายเป็นเอกลักษณ์ของจักรวรรดิซัลญูก และมีอิทธิพลต่อโลกมุสลิมต่อมาอีกหลายศตวรรษ[1][2]

สิ้นพระชนม์

[แก้]

สุลต่านตูฆริลสิ้นพระชนม์ในปี 1063 ณ เมืองเรย์ โดยไม่มีทายาทโดยตรง ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงอำนาจระยะสั้น แต่ท้ายที่สุด อัลป อาร์เซลาน ผู้มีศักดิ์เป็นหลานลุง ขึ้นครองราชย์และขยายอำนาจซัลญูกสู่ระดับสูงสุด

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 Peacock, A.C.S. The Great Seljuk Empire, Edinburgh University Press, 2015.
  2. 1 2 Bosworth, C.E. The Ghaznavids: Their Empire in Afghanistan and Eastern Iran 994–1040, Edinburgh University Press, 1963.
  3. 1 2 Lambton, A.K.S. Continuity and Change in Medieval Persia, SUNY Press, 1988.
  4. Kennedy, Hugh. The Prophet and the Age of the Caliphates, Routledge, 2004.
  5. Frye, Richard N. The Golden Age of Persia, Weidenfeld & Nicolson, 1975.
  6. Hodgson, Marshall G.S. The Venture of Islam: The Expansion of Islam in the Middle Periods, University of Chicago Press, 1974.