สุลต่านตูฆริลที่ 1
| ตูฆริล طغریل | |||||
|---|---|---|---|---|---|
| เบย์ อัซสุลต่านอัลมุอัซซ็อม ชาห์อันชาห์ | |||||
| สุลต่านแห่งจักรวรรดิซัลญูก | |||||
| ครองราชย์ | 1037 – 1063 | ||||
| ก่อนหน้า | สถาปนาตำแหน่ง | ||||
| ถัดไป | อัลป อาร์เซลาน | ||||
| ประสูติ | ป. 993 ทุ่งหญ้าในเอเชียกลาง | ||||
| สวรรคต | 4 ตุลาคม 1063 (70 ปี) เรย์ ภูมิภาคญิบัล จักรวรรดิซัลญูก | ||||
| คู่อภิเษก | 6 นาง | ||||
| |||||
| ราชวงศ์ | ซัลญูก | ||||
| พระราชบิดา | Mikail | ||||
| ศาสนา | อิสลามซุนนี | ||||
ตูฆริลที่ 1 หรือชื่อเต็มคือ อบูฏอลิบ มุฮัมมัด ตูฆริล บิน มีกาอีล (เปอร์เซีย: ابوطالبْ محمد طغرل بن میکائیل) เป็นหัวหน้ากลุ่มชนเติร์ก ซึ่งต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์เซลจูก และเป็นสุลต่านองค์แรกของจักรวรรดิที่ทรงอิทธิพลสูงในโลกอิสลามช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 พระองค์มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมอำนาจของชนเผ่าเติร์กในเปอร์เซียและอิรัก และสถาปนาอำนาจใหม่ที่กลายเป็นหนึ่งในมหาจักรวรรดิอิสลามที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์
ตูฆริลเป็นมากกว่านักรบ เขาคือผู้เปลี่ยนกลุ่มชนเติร์ก ซึ่งเป็นกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนให้กลายเป็นจักรวรรดิ เขาสถาปนาแนวทางการปกครองที่ผสมผสานวัฒนธรรมเติร์ก–เปอร์เซียซึ่งกลายเป็นรากฐานของโลกอิสลามตะวันออกนับศตวรรษต่อมา อิทธิพลของเขายังสะท้อนในโครงสร้างการเมืองของราชวงศ์ที่ตามมา เช่น ออตโตมัน ที่ยืมรูปแบบการเมือง-ศาสนาของเขาไปใช้ต่อ[1]
ภูมิหลัง
[แก้]ตูฆริลเกิดราวคริสตศักราช 990 ในชนเผ่าโอกูซ ซึ่งเป็นเติร์กเผ่าหนึ่งที่เร่ร่อนอยู่ในเอเชียกลาง เป็นหลานของซัลญูก เบก ผู้ซึ่งเผ่าถือเป็นบรรพบุรุษผู้ตั้งชื่อให้ราชวงศ์ ซัลญูก เป็นชนชั้นนำในเผ่าโอกูซ ซึ่งเดิมนับถือความเชื่อของชาวเติร์กโบราณ ก่อนจะเปลี่ยนมานับถืออิสลามซุนนี
หลังการสิ้นชีวิตของซัลญูก บุตรหลานหลายคนรวมถึงตูฆริลเริ่มแข่งขันกันเพื่ออำนาจ ตูฆริลและน้องชายของเขา ชากรี เบก (Chaghri Beg) เริ่มสร้างฐานกำลังในโฆรอซอน ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของราชวงศ์กาสนาวิยะห์
ขึ้นสู่อำนาจ
[แก้]ชัยชนะสำคัญของตูฆริลเกิดขึ้นในยุทธการที่ดานดานกันเมื่อปี 1040 ซึ่งกองกำลังซัลญูกสามารถเอาชนะทัพกาสนาวิยะห์อย่างเด็ดขาด ทำให้ตูฆริลเริ่มได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำ และสามารถควบคุมโฆรอซอน อันเป็นหัวใจของอิหร่านตะวันออก จากนั้นเขาได้ขยายอำนาจไปยังเปอร์เซียตอนกลาง เช่น รีย์, อีสฟาฮาน, และฮัมดาน[2]
ในเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ ตูฆริลควบคุมพื้นที่กว้างใหญ่ตั้งแต่เอเชียกลางถึงอิรักตะวันตก เขาใช้ทั้งยุทธศาสตร์ทางทหาร การทูต และการอุปถัมภ์ศาสนาเพื่อรวบรวมอำนาจ ภายใต้ความวุ่นวายทางการเมืองและศาสนาในโลกอิสลามช่วงหลังยุคอับบาซียะห์ การปรากฏตัวของผู้นำที่เข้มแข็งจึงได้รับการต้อนรับ ในปี 1055 เคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ในแบกแดดซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์บูยิดนิกายชีอะห์ ขอความช่วยเหลือจากตูฆริลให้ปลดปล่อยตนจากอำนาจของบูยิด ตูฆริลจึงนำทัพเข้าสู่แบกแดดโดยไม่เสียเลือดเนื้อและขับไล่ราชวงศ์บูยิด เคาะลีฟะฮ์จึงแต่งตั้งให้เขาเป็น "สุลต่านแห่งโลกมุสลิมซุนนี" นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชนเผ่าเติร์กกลายเป็นผู้อุปถัมภ์ทางการเมืองของเคาะลีฟะฮ์ การสถาปนาตำแหน่งสุลต่านจึงถือเป็นความร่วมมือระหว่างอำนาจทางโลก (เติร์ก) และอำนาจทางศาสนา (คอลีฟะห์)[3]
การปกครองในฐานะสุลต่าน
[แก้]
แม้ตูฆริลที่ 1 จะมีพื้นเพมาจากชนเผ่าเติร์กเร่ร่อน แต่พระองค์สามารถนำระบบราชการแบบเปอร์เซียมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผ่านตำแหน่ง “เวซิร” (vizier) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายมหาเสนาบดีในการบริหารกิจการของรัฐ[3] ระบบนี้กลายเป็นต้นแบบของการปกครองแบบกึ่งราชาธิปไตยที่สมดุลระหว่างอำนาจกษัตริย์และขุนนางท้องถิ่น ซึ่งต่อมาได้รับการสืบทอดโดยราชวงศ์ออตโตมันและอื่น ๆ พระองค์ยังอาศัยเครือข่ายของนักวิชาการและเสนาบดีชาวเปอร์เซียในการออกกฎหมาย จัดเก็บภาษี และควบคุมกองทัพอย่างเป็นระบบ[4] ทำให้ราชสำนักเซลจูกสามารถปกครองดินแดนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และภาษาได้อย่างมั่นคง
ในด้านวัฒนธรรม ตูฆริลทรงอุปถัมภ์ศาสนาอิสลามนิกายซุนนีอย่างจริงจัง โดยสร้างมัดเราะซะฮ์และสนับสนุนบทบาทของ “อุละมาอ์” (ผู้รู้) เพื่อสร้างเอกภาพในอาณาจักร[5] การเน้นบทบาทของศาสนาในระบบการปกครองช่วยเสริมความชอบธรรมทางการเมือง และลดอิทธิพลของนิกายชีอะห์ที่มีอยู่ก่อนหน้า โดยเฉพาะในนครแบกแดด[6] นอกจากนี้ ตูฆริลยังเป็นผู้บุกเบิกแนวทางการผสานวัฒนธรรมเติร์ก–เปอร์เซีย ที่ต่อมากลายเป็นเอกลักษณ์ของจักรวรรดิซัลญูก และมีอิทธิพลต่อโลกมุสลิมต่อมาอีกหลายศตวรรษ[1][2]
สิ้นพระชนม์
[แก้]สุลต่านตูฆริลสิ้นพระชนม์ในปี 1063 ณ เมืองเรย์ โดยไม่มีทายาทโดยตรง ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงอำนาจระยะสั้น แต่ท้ายที่สุด อัลป อาร์เซลาน ผู้มีศักดิ์เป็นหลานลุง ขึ้นครองราชย์และขยายอำนาจซัลญูกสู่ระดับสูงสุด
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 Peacock, A.C.S. The Great Seljuk Empire, Edinburgh University Press, 2015.
- 1 2 Bosworth, C.E. The Ghaznavids: Their Empire in Afghanistan and Eastern Iran 994–1040, Edinburgh University Press, 1963.
- 1 2 Lambton, A.K.S. Continuity and Change in Medieval Persia, SUNY Press, 1988.
- ↑ Kennedy, Hugh. The Prophet and the Age of the Caliphates, Routledge, 2004.
- ↑ Frye, Richard N. The Golden Age of Persia, Weidenfeld & Nicolson, 1975.
- ↑ Hodgson, Marshall G.S. The Venture of Islam: The Expansion of Islam in the Middle Periods, University of Chicago Press, 1974.