สุดแค้นแสนรัก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สุดแค้นแสนรัก
ละครสุดแค้นแสนรัก
ประเภท ละครโทรทัศน์
สร้างโดย บริษัท เมคเกอร์ เค จำกัด
เขียนโดย บทประพันธ์โดย : จุฬามณี
บทโทรทัศน์โดย : ยิ่งยศ ปัญญา
กำกับโดย กฤษณ์ ศุกระมงคล
อดุลย์ ประยันโต
แสดงนำ พัชฏะ นามปาน
ปฏิภาณ ปฐวีกานต์
พรชิตา ณ สงขลา
มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล
กุณณัฏฐ์ กุลปรียาวัฒน์
รฐา โพธิ์งาม
วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์
พิษณุ นิ่มสกุล
จินตหรา สุขพัฒน์
รัดเกล้า อามระดิษ
อธิวัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
นึกคิด บุญทอง
ผู้ประพันธ์
ดนตรีท้องเรื่อง
เจ็บนี้จำจนตาย ร้องโดย นัดดา วิยะกาญจน์
แพ้รัก ร้องโดย วาทิยา รวยนิรัตน์
ให้ตายก็ไม่รักกัน ร้องโดย สุชาติ แซ่เห้ง
ประเทศแหล่งกำเนิด ไทย ไทย
ภาษาต้นฉบับ ไทย ไทย
จำนวนตอน 18 ตอน
การผลิต
ผู้อำนวยการสร้าง กฤษณ์ ศุกระมงคล
มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช
ความยาวตอน 1 ชั่วโมง 45 นาที
การแพร่ภาพ
เครือข่าย/ช่อง สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ออกอากาศครั้งแรก 18 เมษายน พ.ศ. 2558
การออกอากาศแรก 18 เมษายน พ.ศ. 2558 – 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ลำดับเวลา
ก่อนหน้า ข่าวในพระราชสำนัก
สีสันบันเทิง (งดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์)
แฟลช นิวส์
ถัดไป ข่าว 3 มิติ
แหล่งข้อมูลอื่น
เว็บไซต์
เรต รายการทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย

สุดแค้นแสนรัก เป็นบทประพันธ์ของ จุฬามณี หรือ นิพนธ์ เที่ยงธรรม เป็นนวนิยายที่โด่งดังมีสไตล์เดียวกับ ชิงชัง และคนแต่งคนเดียวกัน นำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 สร้างโดย บริษัท เมคเกอร์ เค จำกัด กำกับการแสดงโดย กฤษณ์ ศุกระมงคล และ อดุลย์ ประยันโต นำแสดงโดย รัดเกล้า อามระดิษ พรชิตา ณ สงขลา มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล พัชฏะ นามปาน วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์ เริ่มถ่ายทำ มกราคม พ.ศ. 2557[1] เริ่มออกอากาศตอนแรกวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 255829 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 และทางช่อง 3 SD ช่อง 28 ได้นำละครเรื่องนี้มาออกอากาศรีรันให้ชมกันอีกครั้ง เริ่ม 15 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 11.15 - 12.15 น. , 19.00 - 20.00 น.

นักแสดง[แก้]

รุ่นพ่อแม่ (สุดแค้น) (พ.ศ. 2515)[แก้]

รุ่นลูก (แสนรัก) (พ.ศ. 2532)[แก้]

รุ่นลูก (สุดแค้นแสนรัก) (พ.ศ. 2544)[แก้]

นักแสดงรับเชิญ[แก้]

เนื้อเรื่อง[แก้]

ภาคสุดแค้น พ.ศ. 2515[แก้]

ในปี พ.ศ. 2515 ที่หมู่บ้านหนองนมวัว จังหวัดนครสวรรค์ หมู่บ้านที่มีบรรยากาศท้องทุ่ง ชาวบ้านช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี มีสองครอบครัว คือ ครอบครัว “แย้ม” (รัดเกล้า อามระดิษ) กับ “เทือง” (นึกคิด บุญทอง) ที่มีลูกชายคือ “ประยงค์” (พัชฏะ นามปาน) ได้แต่งงานกับ “อัมพร” (มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล) ลูกสาวของ “ขัน” (อธิวัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) กับ “อ่ำ” (จินตหรา สุขพัฒน์) ชาวบ้านหมู่บ้านเดียวกัน แต่แย้มไม่ถูกใจลูกสะใภัสักเท่าไร เมื่ออัมพรตั้งท้องลูกอยู่ เกิดเหตุการณ์เทือง สามีแย้มตายเนื่องจากทะเลาะวิวาทกับขัน พ่อของอัมพร เนื่องจากปล่อยน้ำเข้านา ทำให้แย้มโกรธแค้นเป็นอย่างมากสาปแช่งขันให้ถูกฟ้าผ่า และคำสาปแช่งดูเหมือนจะได้ผล เพราะคืนนั้นเองขันก็ถูกฟ้าผ่าตายตามเทืองไป

แย้มยังคงโกรธแค้นครอบครัวของอัมพร ขัดขวางไม่ให้ประยงค์ไปดูแลอัมพรและลูกที่โรงพยาบาล แย้มยังไม่ยอมให้ศพของขันสวดและเผาวัดเดียวกับเทือง “อุไร” (พรชิตา ณ สงขลา) น้องสาวของอัมพร ทนไม่ได้ด่าแย้มถึงศาลาสวดศพเทือง “ลือพงษ์” (วรฤทธิ์ เฟื่องอารมณ์) เจ้าของคิวรถประจำทางและกิจการห้องเช่าประจำหมู่บ้าน ได้คบหากับอุไร แต่พ่อของลือพงษ์ “โกตา” (สุทธิพงษ์ วัฒนจัง) และแม่ลือพงษ์ “นกเล็ก” (ไปรมา รัชตะ) ถูกแย้มยุยงให้เกลียดชังอุไร พร้อมทั้งหมายตาลือพงษ์ไว้ให้ “พะยอม” (น้ำฝน กุลณัฐ) ลูกสาวคนเล็กที่แอบชอบลือพงษ์

หลังจากอัมพรคลอดลูกชาย แย้มตั้งชื่อให้ว่า “ยงยุทธ” อัมพรย้ายมาอยู่ที่บ้านประยงค์ เหตุเพราะทน คำเหน็บแนม ด่าทอไม่ได้ แย้มพยายามจับคู่ประยงค์กับ “สุดา” (รฐา โพธิ์งาม) ลูกสาวของเพื่อนรัก เมื่ออัมพรรู้เรื่องจึงเกิดความหึงหวง และทะเลาะวิวาทอย่างหนัก เป็นเหตุให้แย้มถือโอกาสไล่อัมพรกลับบ้านและไม่ให้กลับมาอีก โดยลูกอยู่กับแย้ม

อุไรก็เผลอใจแอบได้เสียกับลือพงษ์ อุไรร้องขอให้ลือพงษ์รีบบอกพ่อแม่มาสู่ขอโดยเร็ว ลือพงษ์รับปากไปทั้งๆ ที่รู้แก่ใจว่าพ่อแม่ไม่ยอม เพราะทั้งคู่ไม่ชอบอุไร ด้านประยงค์ดื่มเหล้าย้อมใจเพราะคิดถึงภรรยา จนอัมพรไปเจอ และได้ปรับความเข้าใจกัน อัมพรขอลูกคืน แต่ประยงค์ขอลูกไว้เพื่อเป็นตัวแทนรักของอัมพร และสัญญาว่าจะไม่แต่งงานใหม่ หากวันใดเขาแต่งงาน อัมพรจะได้ลูกคืน อัมพรจึงยกลูกให้อยู่กับประยงค์และให้รักษาสัญญาให้ดี แย้มไม่หยุดความแค้นวางแผนให้ “ประยูร” (พิษณุ นิ่มสกุล) ลูกชายคนกลาง ทำให้อุไรกับลือพงษ์เข้าใจผิดและทะเลาะกันรุนแรง เวลาผ่านไปอัมพรแอบเอาเข้าไปส่งให้ประยงค์ทุกกลางวัน อัมพรยังแอบหายงยุทธ โดยได้พะยอมช่วย แต่แย้มก็จับได้ในที่สุด มีเรื่องตบตีกันจนขึนโรงพัก เป็นจุดที่อุไรและอัมพรได้พบกับ “ร้อยตำรวจตรีทวี” (ปฏิภาณ ปฐวีกานต์) ร้อยเวรบันทึกการแจ้งความ ทวีถูกชะตาสองพี่น้องมาก อาสาไปส่งถึงบ้าน ลือพงษ์เองเผลอไผลได้เสียกับพะยอม ทำให้ลือพงษ์ต้องแต่งงานกับพะยอมอย่างไม่เต็มใจ ขณะที่อุไรก็รู้ว่าตัวเองท้อง

ประยงค์เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าระยะสุดท้าย อัมพรทันมาดูใจในนาทีสุดท้าย หลังประยงค์ตาย อัมพรแน่ใจว่าคงไม่ได้ลูกชายคืนอย่างแน่ จึงพาครอบครัวทั้งหมดย้ายไปทำมาหากินในเมือง ตั้งหลักชีวิตใหม่

ภาคแสนรัก พ.ศ. 2534[แก้]

นักแสดงรุ่นลูก (แสนรัก) (พ.ศ. 2532)

เมื่อย้ายมาอยู่ในเมือง อุไรเปิดร้านขายข้าวแกง ส่วนทวีพลาดรักจากอุไร จึงได้ตกลงปลงใจแต่งงานกับอัมพร มีลูกสองคน คือ “ธนา” (วิชยุตม์ ลิ่มรัตนะมงคล) กับ “มยุรีย์” (พรสรวง รวยรื่น) ส่วนอุไรก็คลอดลูกสาว ชื่อ “ระพีพรรณ” (สรัลชนา อภิสมัยมงคล) และฝ่ายครอบครัวของลือพงษ์กับพะยอม มีลูกชายชื่อ “ลือชัย” (รวีโรจน์ รัตนตระกูลชัย) ส่วนประยูรลูกชายคนเล็ก แย้มก็ให้แต่งงานกับสุดามีลูกด้วยกันสองคน คือ “ปวริศ” (พิสิฐพงศ์ ช่างหล่อ) และ “ลลดา” (ครองขวัญ มงคล)

ส่วนยงยุทธ (จักริน ภูริพัฒน์) ถูกแย้มเสี้ยมสอนให้เกลียดแม่ โดยบอกว่าอัมพรมีคนมาติดพันจนทิ้งสามี แล้วพ่อก็ตรอมใจตาย เมื่อเวลาผ่านไป ทุกชีวิตได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนเดียวกัน เมื่ออัมพรรู้ว่ายงยุทธอยู่โรงเรียนกับลูกของตน แต่ถูกยงยุทธหลบหนีหน้า เมินเฉยเพราะคำเสี้ยมสอนจากแย้ม

สำหรับธนากับมยุรีย์ ก็ไม่เคยนับถือยงยุทธเป็นพี่ชายเพราะเห็นการกระทำที่ยงยุทธแสดงกับอัมพรและไม่เคยเห็นเขากับมยุรีย์อยู่ในสายตาว่าเป็นพี่เป็นน้องด้วย แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเป็นพี่น้องกัน ยงยุทธนั้นมีโรคประจำตัวคือหอบหืด ทำให้เขากลายเป็นคนอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ยงยุทธได้คบหากับ “หทัยรัตน์” (นิคิต้า กรรณเกตุ) ลูกสาวเจ้าของกิจการร้านทอง แต่ธนานั้นหลงรักหทัยรัตน์อย่างหัวปักหัวปำ ตามตื้อจนฝ่ายหญิงรำคาญใจ หทัยรัตน์ไม่เคยรู้ความสัมพันธ์ของยงยุทธกับธนา ส่วนปวริศลูกชายประยูรก็มาตามจีบระพีพรรณ โดยที่อุไรไม่เคยชอบใจสักนิด ทำให้ระพีพรรณคิดเรื่องของตนเองไม่ตก

เมื่ออยู่ในช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย แย้มซึ่งหมายมั่นให้ยงยุทธสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ แต่ยงยุทธอยากเรียนวิศวกรรมศาสตร์มากกว่า ผลออกมายงยุทธสอบไม่ติดคณะแพทย์สร้างความเสียใจให้แย้ม ส่วนระพีพรรณและหทัยรัตน์สามารถสอบติดแพทย์ได้เหมือนกัน จนในที่สุด ยงยุทธสอบติดที่เชียงใหม่ ส่วนปวริศ สอบติดนายร้อยทำให้นางแย้มปลื้มนักหนา และธนาก็ได้โควตาด้านกีฬาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

ด้านลือชัย ที่เรียนวิทยาลัยเทคนิค คบเพื่อนไม่ดี ไม่สนใจการเรียน ไปพัวพันกับยาเสพติด จนถูกตำรวจจับติดคุก สร้างความเสียใจให้กับพะยอมและลือพงษ์มาก ลือพงษ์เองก็ทำตัวเป็นเสี่ยยุ่งกับสาวๆ มากหน้าหลายตา ด้านระพีพรรณซึ่งรู้ความว่าลือพงษ์เป็นพ่อของตน เมื่ออุไรจับได้สั่งห้ามลือพงษ์เข้ามาเกี่ยวข้องกับลูก อุไรยังขอให้ระพีพรรณแกล้งไปทำดีกับปวริศแล้วตีจากเพื่อให้ปวริศเจ็บช้ำ

ภาคสุดแค้นแสนรัก พ.ศ. 2544[แก้]

ในปี พ.ศ. 2544 ธนา (ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์) เป็นนักร้อง นักแสดงที่มีชื่อเสียง ลลดา (ชุติมณฑน์ สกุลไทย) ซึ่งเป็นอาชีพเป็นนักแสดง หลงชอบธนา แต่ธนาไม่เคยสนใจ แต่งยังคงรักมั่นคงในหทัยรัตน์ (ศิรินทร์ ปรีดียานนท์) ส่วนมยุรีย์ (พรรณปพร ศรีดุรงคธรรม) มีอาชีพเป็นครู ยงยุทธ (คณิน ชอบประดิถ) เป็นผู้จัดการธนาคาร หทัยรัตน์กับระพีพรรณที่เรียนจบแพทย์ทำงานที่โรงพยาบาลแห่งเดียวกัน

ด้านความสัมพันธ์ หทัยรัตน์กับยงยุทธดูห่างเหินกันไป ปวริศ (เศรษฐพงศ์ เพียงพอ) และรพีพรรณ (อนุธิดา อิ่มทรัพย์) ยังคงคบกันอยู่ ด้านลือชัย (อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์) หลังออกจากคุกก็ติดยาบ้า ระพีพรรณผู้เป็นน้องต่างมารดา ได้พาลือชัยไปบำบัด ทำให้พะยอมซาบซึ้งใจระพีพรรณมาก

อัมพรตรอมใจเรื่องยงยุทธหนักขึ้น จนล้มป่วยหนัก ทุกคนพยายามพายงยุทธมาเยี่ยมอัมพร ทำให้หทัยรัตน์รู้ความจริงว่า ธนาและยงยุทธมีแม่เป็นคนเดียวกัน ระพีพรรณขอให้หทัยรัตน์พายงยุทธมาหาอัมพร สุดท้ายยงยุทธก็ใจอ่อนยอมมาเยี่ยมอัมพรจนได้ก่อนอัมพรสิ้นใจ ก่อนตายอัมพรสั่งเสียว่า เป็นพี่น้องอย่าทอดทิ้งกัน ช่วยเหลือกันเวลามีเรื่องเดือดร้อน ให้รักย่าให้มากๆ และขอร้องอุไรไม่ให้ขัดขวางความรักของปวริศกับระพีพรรณ อุไรจำใจตอบตกลงเห็นแก่พี่สาวที่กำลังจะจากโลกนี้ไป

สุดาเล่าเรื่องความขัดแจ้งระหว่างย่าแย้มกับอัมพรให้ยงยุทธ เมื่อยงยุทธรู้ก็รับไม่ได้กับการกระทำของย่า กลับบ้านเก็บข้าวของและทะเลาะกับย่า หนีออกจากบ้านมา มุ่งหน้าสู่เขียงใหม่ แย้มมาตามหายงยุทธที่งานศพอัมพร แต่ไม่พบ ปวริศขอแต่งงานกับระพีพรรณกับอุไร แต่อุไรบอกเงื่อนไข ว่าแต่งงานได้หากแย้มตายเสียก่อน ด้านลือพงษ์ประสบอุบัติเหตุขับรถลงข้างทาง ทำให้เป็นอัมพาต

ยงยุทธหลังออกจากบ้านและลาออกจากงานไป ก็เป็นผู้จัดการรีสอร์ตที่ลำปาง ซึ่งเป็นของวสันต์เพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัย โดยยงยุทธไม่สนใจครอบครัวอีกเลย โดยเฉพาะแย้มที่มีปัญหากับลูกหนี้ มีเรื่องกันจนมีเรื่องถึงตำรวจ

ธนาอยากพาหทัยรัตน์ไปพักผ่อนต่างจังหวัด ได้ชวนปวริศ ระพีพรรณ ไปด้วยกัน ซึ่งยังเอิญมาพัก รีสอร์ตที่ยงยุทธทำงานอยู่ ทำให้ยงยุทธรู้ว่าธนากับหทัยรัตน์สนิทสนมกัน ยงยุทธจึงถามว่า ความสัมพันธ์ของพวกเขายังเหมือนเดิมหรือไม่ หทัยรัตน์รู้ใจตัวเองว่าไขว้เขวมาทางธนา จบตอบอย่างถนอมน้ำใจว่า ยังคงเหมือนเดิม ด้านลลดาขับรถชนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ได้ขอความช่วยเหลือกับก้องภพ ทำให้ลลดามีความรู้สึกดีกับก้องภพ ธนาเห็นว่าหทัยรัตน์ยังคงตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกยงยุทธหรือธนา เขาจึงขอเป็นฝ่ายไป โดยบอกว่าไปเรียนต่อต่างประเทศ หทัยรัตน์ใจหาย จึงเผยความรู้สึกที่แท้จริงในใจ โดยเธอบอกกว่า เธอรักธนาไม่ใช่ยงยุทธอีกต่อไป ธนาดีใจมากและไม่ไปเรียนต่อ ยอมทำตามใจหทัยรัตน์ทุกอย่าง

แย้มที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย อาการไม่ดีขึ้นและยังคงคิดถึงหลาน ในที่สุดยงยุทธติดต่อกลับมาที่หทัยรัตน์และคิดจะกลับมาเยี่ยมย่า แต่เกิดอาการหอดหืบกระทันหัน ระพีพรรณกับลลดาจึงมาตามเขา พาเขากลับมาหาย่าจนได้ แต่เมื่อมาถึงยงยุทธกลับตัดพ้อเรื่องในอดีต และบอกว่าเกลียดย่า ทำให้แย้มเสียใจ สุดาเห็นว่าเป็นโอกาสดี จึงเป่าหูให้เขียนพินัยกรรมใหม่ จนแย้มได้เปลี่ยนพินัยกรรม

เมื่อยงยุทธหายป่วย ได้กลับมาที่บ้าน ได้กลับมาสำนึกบุญคุณที่ย่าเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก จึงรุดไปหาย่าที่โรงพยาบาล ย่าดีใจมาก แต่ในคืนนี้นสุดาลักลอบเพิ่มความเร็วของสายน้ำเกลือให้เร็วขึ้นจนทำให้แย้มหัวใจวายตาย ยงยุทธเสียใจมาก แต่ถูกสุดาไล่กลับเขาทางอ้อม แต่เมื่อพินัยกรรมฉบับแก้ไขเปิด แย้มได้แก้ไขให้ที่ดินเป็นของยงยุทธแต่เพียงผู้เดียว สุดาเจ็บใจที่สมบัติได้กลายเป็นของยงยุทธ หทัยรัตน์ตัดสินใจบอกเลิกยงยุทธทางจดหมาย เพราะไม่กล้าที่จะบอกต่อหน้าเนื่องจากยงยุทธต้องเจอกับเรื่องสะเทือนใจมากมาย เมื่อยงยุทธอ่านจดหมายแล้วเสียใจมาก ตัดสินใจฆ่าตัวตายแต่ ลลดา ธนา และหทัยรัตน์ช่วยไว้ได้ทัน

เมื่อยงยุทธฟื้น ธนารู้สึกผิดจึงขอให้หทัยรัตน์เลือกยงยุทธ แต่ยงยุทธเป็นฝ่ายมาหาธนามาบอกให้ธนาเลือกหทัยรัตน์ ด้านพะยอมและประยูร ตัดสินใจมาขมาอ่ำและอุไร หลังจากนั้นยงยุทธตัดสินใจบวชตลอดชีวิต

การผลิต[แก้]

ละครเรื่องนี้ เป็นละครแนวย้อนยุค ใช้เวลาถ่ายทำนาน 16 เดือน โดยเริ่มถ่ายทำในเดือนมกราคม พ.ศ. 2557[2] และมีการถ่ายทำในต่างจังหวัดหลายแห่ง การคัดตัวนักแสดงนั้น นักแสดงรุ่นใหญ่เป็นนักแสดงที่วางตัวไว้แต่แรก ส่วนนักแสดงหน้าใหม่นั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ประวิทย์ มาลีนนท์ อยากให้ปั้นนักแสดงหน้าใหม่ ซึ่งเคยมีละครที่ประสบความสำเร็จในการปั้นนักแสดงหน้าใหม่อย่าง 4 หัวใจแห่งขุนเขา และสุภาพบุรุษจุฑาเทพ[3]

เพลงประกอบละคร[แก้]

ก่อนที่ละครจะปิดกล้อง ผู้จัด ได้ให้หนึ่ง ณรงค์วิทย์มาแต่งเพลงละคร โดยได้นัดดา วิยะกาญจน์ มาร้องเพลง "เจ็บนี้จำจนตาย" ซึ่งถือเป็นการร้องเพลงละครครั้งแรก และถือเป็นเพลงหลักของละครเรื่องนี้[4] ส่วนเพลงอื่น ๆ ในละครได้แก่เพลง "แพ้รัก" ร้องโดย วาทิยา รวยนิรัตน์ และ "ให้ตายก็ไม่รักกัน" ร้องโดย ชาติ สุชาติ นอกจากนั้นในละครยังมีการใช้เพลงเพื่อแสดงในยุคสมัย อย่างเพลง "ยินยอม" ของอัสนี วสันต์ เพลง "สลัด…สะบัด" ของปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ซึ่งแสดงในเรื่องนี้ด้วย ในฉากที่ธนาเล่นคอนเสิร์ต ในยุคปี พ.ศ. 2544[5]

การตอบรับ[แก้]

ละครเรื่องนี้เหมือน "ม้านอกสายตา" ก่อนออกฉายดูไม่โดดเด่น เพราะพระเอกนางเอก ไม่ใช่นักแสดงในกระแส แต่เมื่อออกอากาศได้รับกระแสตอบรับอย่างมาก คือมีจุดแข็งทั้งบทและนักแสดง ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงรุ่นพ่อแม่ รุ่นลูกตอนเด็กและตอนโต ที่ใช้นักแสดงใหม่แทบทั้งหมด คมชัดลึกวิจารณ์นักแสดงรุ่นลูกว่า แสดงออกมาค่อนข้างดี คนที่น่าชื่นชมคือ อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ ที่รับบทลือชัย บทแสดงน้อยที่พลังมากมายมหาศาล ส่วนคณิน ในบทยงยุทธ ช่วงแรกทำได้ติดจะแข็งทื่อ แต่มาพีคทุกครั้งในฉากอารมณ์ ถือว่าทำได้ดี[6] ส่วนตัวละครที่ได้รับการกล่าวถึงมากอีกสุดคือ "แย้ม หมั่นกิจ" ที่รับบทโดยรัดเกล้า อามระดิษ ที่ร้ายกาจสมบทบาท[7][8][9] ซึ่งรัดเกล้าออกมายอมรับว่า "...รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ท้าทาย ทำให้เราอยากจะลองเป็นตัวละครนี้ให้ได้ แต่พอรับมาแล้วรู้สึกเหนื่อยมาก... "[10] จากผลสำรวจของไทยพีเพิลส์ชาร์ต (Thailand People’s Chart) ในหัวข้อ "นางร้ายที่คนไทยชื่นชอบ" เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ก็พบว่ารฐา โพธิ์งาม และรัดเกล้า อามระดิษ จากละครเรื่องนี้อยู่อันดับที่ 2 และ 4 ตามลำดับ หากจำแนกก็พบว่าคนโสดส่วนใหญ่ให้คะแนนรฐา และผู้ที่มีการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปส่วนใหญ่ให้คะแนนรัดเกล้า[11]

นอกจากนี้ยังมีกระแสในโซเชียลมีเดีย เมื่อมีผู้โพสต์ลงในเฟซบุกส่วนตัวว่า แย้ม หมั่นกิจ ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญนั้นมีตัวตนจริง โดยเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในตำบลหนองนมวัว อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมกับลงรูปของผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง พร้อมกับมีข้อความระบุให้เชื่อว่าผู้หญิงคนนั้นคือนางแย้ม และระบุว่านางแย้มเป็นบุคคลที่มีอารมณ์ร้าย แต่ได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 แต่ในส่วนของจุฬามณี ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์ยืนยันว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องแต่ง และรูปของผู้หญิงที่ถูกอ้างว่าเป็นตัวจริงของนางแย้ม แท้จริงแล้วเป็นรูปป้าของตน[12][13]

อ้างอิง[แก้]

  1. โดนัท มอส นำทีมเปิดกล้องบวงสรวง สุดแค้น แสนรัก : กระปุก
  2. ‘ต๊งเหน่ง’เครียดคนเกลียด‘แย้ม’ปลื้ม‘สุดแค้นแสนรัก’กระแสดี
  3. ‘หนุ่ม’ยกบทดีส่ง‘สุดแค้นแสนรัก’เปรี้ยง
  4. นัดดา วิยะกาญจน์ ร้องเพลงประกอบละคร สุดแค้นแสนรัก
  5. “อาโป” พระเอกใหม่ไฟแรง บท “ธนา” สุดแค้นแสนรัก อ้อนเต็มกำลัง!
  6. กะเทาะเปลือก‘สุดแค้นแสนรัก’ปมฟูมฟัก‘ผลผลิต’บิดเบี้ยว คมชัดลึก
  7. ""รัดเกล้า"ผวาหนามทุเรียน-บท"อีแย้ม" ฟีดแบ็ก"สุดแค้น"ดี-มีแต่คนอยากตบ". ข่าวสดออนไลน์. 24 เมษายน 2558. สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2558. 
  8. "รัดเกล้า อามระดิษ : ป้าแย้มแห่ง "สุดแค้นแสนรัก", ทุเรียนที่เธอได้รับ และผลงานเพลงของเธอ". Headlight Magazine. 15 พฤษภาคม 2558. สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2558. 
  9. "ปิดฉาก‘สุดแค้นแสนรัก’ สะสางหนี้ น้ำตาท่วมจอ". ไทยรัฐ. 29 พฤษภาคม 2558. สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2558. 
  10. "“รัดเกล้า” ยอมรับ ถึงกับกุมขมับ บท “แย้ม” ร้ายและแค้นโลกไม่ลืม!". ASTV ผู้จัดการออนไลน์. 4 พฤษภาคม 2558. สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2558. 
  11. "เรื่องนี้ต้องขยายกับพัทรวี : โพลมหาชน นางร้ายในใจประชาชน". สำนักข่าวไทย. 31 พฤษภาคม 2558. สืบค้นเมื่อ 3 มิถุนายน 2558. 
  12. ข่าวมั่วอ้างตัวจริง อีแย้ม สุดแค้นแสนรัก เอ็มไทยดอตคอม
  13. "ผู้แต่ง'สุดแค้นแสนรัก'ยัน 'อีแย้ม'ไม่มีตัวตนจริงๆ". เดลินิวส์. 30 พฤษภาคม 2558. สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2558. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ไทยทีวีสีช่อง 3: ละครวันศุกร์–อาทิตย์ 20:15 – 22:45
ก่อนหน้า สุดแค้นแสนรัก ถัดไป
หัวใจปฐพี ข้าบดินทร์