ข้ามไปเนื้อหา

สาธารณรัฐโซเวียตจีน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สาธารณรัฐโซเวียตจีน
中華蘇維埃共和國
1931–1937
ธงชาติของสาธารณรัฐโซเวียตจีน
ธงชาติ (ค.ศ. 1934–1937)[1][2][3]
ตราแผ่นดินของสาธารณรัฐโซเวียตจีน
ตราแผ่นดิน
คำขวัญ: "ชนกรรมาชีพและผู้ถูกกดขี่ทั่วโลกจงสามัคคีกัน!"[n 1]
เพลงชาติ: "แองเตอร์นาซิอองนาล"[n 2]
แผนที่โซเวียตต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นสาธารณรัฐโซเวียตจีนและเส้นทางการเดินทัพทางไกล
แผนที่โซเวียตต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นสาธารณรัฐโซเวียตจีนและเส้นทางการเดินทัพทางไกล
เมืองหลวง
เมืองใหญ่สุดรุ่ยจิน
การปกครองสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตพรรคเดียวแบบลัทธิมากซ์–เลนินภายใต้รัฐบาลเฉพาะกาล
ประธานกรรมาธิการบริหารกลาง 
 1931–1937
เหมา เจ๋อตง
ประธานคณะกรรมาธิการทหารปฏิวัติกลาง 
 1931–1937
จู เต๋อ
ประธานสภากรรมการประชาชน 
 1931–1934
เหมา เจ๋อตง
 1934–1937
จาง เหวินเทียน
สภานิติบัญญัติสภาแห่งชาติโซเวียตจีนของผู้แทนแรงงาน ชาวนา และทหาร
ยุคประวัติศาสตร์สมัยระหว่างสงคราม
 ประกาศเอกราชจากสาธารณรัฐจีน
7 พฤศจิกายน 1931
7 ตุลาคม ค.ศ. 1934
10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1934
 มาถึงมณฑลฉ่านซี
22 ตุลาคม ค.ศ. 1935
22 กันยายน 1937
สกุลเงินหยวนโซเวียตจีน
ก่อนหน้า
ถัดไป
เขตโซเวียต
เขตโซเวียต
ภูมิภาคชายแดนฉ่าน-กาน-หนิง

สาธารณรัฐโซเวียตจีน (จีน: 中华苏维埃共和国; อังกฤษ: Chinese Soviet Republic; ย่อ: CSR)[n 3] เป็นรัฐที่อยู่ในประเทศจีน การประกาศก่อตั้งขึ้นเมื่อ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1931 โดยผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน เหมา เจ๋อตงและจู เต๋อในช่วงต้นสงครามกลางเมืองจีน ดินแดนของสาธารณรัฐโซเวียตจีนนั้นไม่ต่อเนื่องกัน โดยครอบคลุม 18 มณฑลและ 4 อำเภอที่อยู่ภายใต้การควบคุมของคอมมิวนิสต์ รัฐบาลของสาธารณรัฐโซเวียตจีนตั้งอยู่ในดินแดนส่วนที่ใหญ่ที่สุด โซเวียตเจียงซี ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่รุ่ยจิน ด้วยความสำคัญของโซเวียตเจียงซีในช่วงต้นของสาธารณรัฐโซเวียตจีน บางครั้งจึงมีการใช้ชื่อ "โซเวียตเจียงซี" เพื่อเรียกสาธารณรัฐโซเวียตจีนโดยรวม[8] ดินแดนส่วนประกอบอื่น ๆ ของสาธารณรัฐโซเวียตจีน ได้แก่ โซเวียตหมิ่นเจ้อก้าน, เซียงก้าน, เซียงเอ้อก้าน, หงหู, เซียงเอ้อชวนเฉียน, เอ้อยฺวี่หว่าน, เอ้อยฺวี่ฉ่าน, ฉ่านซี-กานซู่, เสฉวน-ฉ่านซี และไห่ลู่เฟิง

เหมา เจ๋อตงดำรงตำแหน่งทั้งประธานและนายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐโซเวียตจีน; เขาสั่งการทั้งรัฐและรัฐบาล ประสบการณ์ของเหมาในฐานะผู้บัญชาการ "รัฐเล็กภายในรัฐ" นี้ทำให้เขามีความเชี่ยวชาญด้านสงครามเคลื่อนที่และการจัดระเบียบชาวนา ซึ่งช่วยให้เขานำพรรคคอมมิวนิสต์จีนไปสู่ชัยชนะใน ค.ศ. 1949[9]

การทัพโอบล้อมที่ริเริ่มโดยก๊กมินตั๋งใน ค.ศ. 1934 บังคับให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องละทิ้งโซเวียตส่วนใหญ่ในภาคใต้ของจีน[9] พรรคคอมมิวนิสต์จีน (รวมถึงผู้นำสาธารณรัฐโซเวียตจีน) เริ่มต้นการเดินทัพทางไกลจากภาคใต้ของจีนไปยังโซเวียตเหยียนอาน ซึ่งเป็นที่ที่สาธารณรัฐโซเวียตจีนยังคงดำรงอยู่ต่อไปได้ในส่วนที่เหลืออยู่ หลายเหตุการณ์ที่ซับซ้อนใน ค.ศ. 1936 ถึงจุดสูงสุดในอุบัติการณ์ซีอาน ซึ่งเจียง ไคเชกถูกลักพาตัวและถูกบังคับให้เจรจากับพรรคคอมมิวนิสต์จีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนเสนอยุบสาธารณรัฐโซเวียตจีนและให้กองทัพแดงจีนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา (ในนาม) ของก๊กมินตั๋ง แลกกับการปกครองตนเองและการเป็นพันธมิตรเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น การเจรจาเหล่านี้ประสบความสำเร็จ และในที่สุดก็นำไปสู่การก่อตั้งแนวร่วมที่สอง สาธารณรัฐโซเวียตจีนถูกยุบอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1937 และโซเวียตเหยียนอานถูกจัดตั้งขึ้นใหม่อย่างเป็นทางการในชื่อภูมิภาคชายแดนฉ่าน-กาน-หนิงและจิ้น-ฉา-จี้[ต้องการอ้างอิง]

ประวัติศาสตร์

[แก้]

ภูมิหลัง

[แก้]

ในช่วงระหว่างแนวร่วมที่หนึ่งระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และก๊กมินตั๋ง ทั้งสองพรรคเริ่มการกรีธาทัพขึ้นเหนือเพื่อรวมจีนให้เป็นรัฐบาลเดียว[10]:35 ใน ค.ศ. 1927 ก๊กมินตั๋งยุติแนวร่วมด้วยการสังหารหมู่ที่เซี่ยงไฮ้และปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง[10]:35 คอมมิวนิสต์รวมถึงหน่วยทหารบางส่วนที่ภักดีต่อพวกเขาหนีออกจากเขตเมืองเข้าไปในชนบท ที่ซึ่งพวกเขาก่อตั้งกองทัพแดงของกรรมกรและชาวนาจีนเพื่อทำสงครามกลางเมือง กลุ่มขนาดใหญ่ทางตอนใต้ของจีนนำโดยเหมา เจ๋อตงสร้างฐานในเทือกเขาจิ่งกังที่ห่างไกล[11] การปราบปรามการก่อความไม่สงบของก๊กมินตั๋งบีบให้เหมาและกลุ่มของเขาต้องย้ายที่ตั้งอีกครั้ง และพวกเขาก็ย้ายเข้าไปในพื้นที่ชายแดนระหว่างมณฑลเจียงซีและฝูเจี้ยน[10]:35

ขณะเดียวกัน คอมมิวนิสต์จากพื้นที่อื่น ๆ ของจีนก็ดำเนินรอยตามรูปแบบการถอยร่นเข้าสู่ชนบทที่คล้ายคลึงกัน เพื่อฟื้นฟูความเข้มแข็งของพรรค การประชุมสภาแห่งชาติครั้งที่ 6 มีคำสั่งให้แกนนำระดับท้องถิ่นในชนบทเหล่านี้จัดตั้งรัฐบาลโซเวียตขึ้น[12] ตั้งแต่ ค.ศ. 1929 โซเวียตเริ่มถูกจัดตั้งขึ้นในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ รวมถึงพื้นที่ชนบทของกว่างซี, พื้นที่ชายแดนเอ้อยฺวี่หว่านและพื้นที่ชายแดนเซียงเอ้อก้าน[13][14] กลุ่มของเหมาก่อตั้งโซเวียตเจียงซีขึ้น ซึ่งกลายเป็นรัฐบาลโซเวียตที่ใหญ่ที่สุดและมีการบริหารที่ดีที่สุดเนื่องจากมีแกนนำคอมมิวนิสต์จำนวนมากจากทั่วประเทศเข้ามาลี้ภัยอยู่ที่นั่น แม้คณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จะยังคงเคลื่อนไหวใต้ดินอยู่ในเซี่ยงไฮ้ในช่วงเวลานี้ แต่ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองก็เริ่มย้ายมาอยู่ที่เหมาในเจียงซีแล้ว[15]

การสถาปนาและการเติบโต

[แก้]

ใน ค.ศ. 1931 พรรคคอมมิวนิสต์ตัดสินใจรวมฐานซึ่งกระจัดกระจายเหล่านี้ให้เป็นรัฐเดียว นั่นคือสาธารณรัฐโซเวียตจีน[10]:1 ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1931 การประชุมผู้แทนประชาชนโซเวียตแห่งชาติประกาศสถาปนาสาธารณรัฐโซเวียตจีนขึ้นในรุ่ยจิน มณฑลเจียงซี[16]:63 เป็นที่น่าสังเกตว่า การสื่อสารระหว่างโซเวียตที่อยู่ห่างไกลนั้นแย่มาก (ด้วยการแยกตัวและแรงกดดันอย่างหนักจากก๊กมินตั๋ง) ถึงขนาดที่โซเวียตใหญ่อันดับสอง ในเอ้อยฺวี่หว่าน ไม่สามารถส่งผู้แทนเข้าร่วมได้ แต่กลับจัดการประชุมของตนเองขึ้นแทน[17][18]

ด้วยเหมา เจ๋อตงในฐานะทั้งประมุขแห่งรัฐ (จีน: 中央執行委員會主席; แปลตรงตัว: "ประธานคณะกรรมาธิการบริหารกลาง") และหัวหน้ารัฐบาล (จีน: 人民委員會主席; แปลตรงตัว: "ประธานสภากรรมการประชาชน") สาธารณรัฐโซเวียตจีนจึงค่อย ๆ ขยายตัวจนรุ่งเรืองถึงขีดสุดใน ค.ศ. 1933[10]:1 โดยปกครองประชากรที่เกิน 3.4 ล้านคนในพื้นที่ประมาณ 70,000 ตารางกิโลเมตร (แม้โซเวียตที่แยกตัวออกมาไม่ได้เชื่อมต่อกันเป็นผืนดินต่อเนื่องก็ตาม)[10]:1

การทัพโอบล้อม

[แก้]

กองทัพปฏิวัติแห่งชาติดำเนินการทัพหลายครั้งเพื่อต่อต้านโซเวียตต่าง ๆ ของสาธารณรัฐโซเวียตจีนซึ่งรู้จักในชื่อ "การทัพโอบล้อม"[19] โซเวียตเจียงซีสามารถรอดพ้นจากการทัพโอบล้อมครั้งที่หนึ่ง สองและสามมาได้ด้วยการใช้ยุทธวิธีกองโจรที่ยืดหยุ่น อย่างไรก็ตาม หลังการทัพต่อต้านการโอบล้อมครั้งที่สาม เหมาถูกแทนที่โดยหวัง หมิง คอมมิวนิสต์จีนที่เดินทางกลับจากสหภาพโซเวียต กองทัพแดงจีนถูกบัญชาการโดยคณะกรรมาธิการสามคน รวมถึงอ็อทโท เบราน์ (ที่ปรึกษาทางทหารของโคมินเทิร์น), ปั๋ว กู่และโจว เอินไหล ผู้ร่วมงานของหวัง หมิง จากนั้นสาธารณรัฐโซเวียตจีนก็เริ่มเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว ด้วยการปกครองแบบฝ่ายซ้ายจัดและบัญชาการทางทหารที่ไร้ความสามารถ ผู้นำชุดใหม่ไม่สามารถกำจัดอิทธิพลของเหมาได้ (ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปในระหว่างการทัพโอบล้อมครั้งที่สี่) ซึ่งช่วยปกป้องคอมมิวนิสต์ไว้ได้ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ด้วยการครอบงำของผู้นำคอมมิวนิสต์ชุดใหม่หลังการทัพต่อต้านการโอบล้อมครั้งที่สี่ กองทัพแดงจึงลดจำนวนลงเกือบครึ่ง ยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่สูญหายไปในระหว่างการทัพโอบล้อมครั้งที่ห้าของเจียง ไคเชก ซึ่งเริ่มต้นใน ค.ศ. 1933 และถูกวางแผนโดยที่ปรึกษาชาวนาซีที่เจียงเพิ่งจ้างมาซึ่งพัฒนากลยุทธ์การสร้างป้อมเพื่อรุกคืบในการโอบล้อม[20] สิ่งนี้มีประสิทธิภาพ ในความพยายามฝ่าวงล้อม กองทัพแดงปิดล้อมป้อมหลายครั้ง ประสบความสูญเสียอย่างหนักและประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ สาธารณรัฐโซเวียตจีนจึงหดตัวลงอย่างมากเนื่องด้วยการเสียกำลังคนและยุทโธปกรณ์ของกองทัพแดงจีน[ต้องการอ้างอิง]

การเดินทัพทางไกล

[แก้]

เนื่องจากไม่สามารถรักษาโซเวียตเจียงซีไว้ได้ คณะกรรมาธิการสามัญจึงแต่งตั้งปั๋ว (รับผิดชอบด้านการเมือง), เบราน์ (รับผิดชอบยุทธศาสตร์ทางทหาร) และโจว (รับผิดชอบการดำเนินงานตามแผนทางทหาร) เพื่อจัดการการอพยพ คอมมิวนิสต์สามารถซ่อนความตั้งใจของตนจากกองกำลังชาตินิยมที่ปิดล้อมได้นานพอจะดำเนินการฝ่าวงล้อมได้สำเร็จ[21] วันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1934 กำลังทหารและพลเรือนประมาณ 130,000 นายภายใต้ปั๋ว กู่และอ็อทโท เบราน์เข้าโจมตีแนวรบของก๊กมินตั๋งใกล้เมืองยฺวี่ตู ทหารกว่า 86,000 นาย เจ้าหน้าที่ปกครอง 11,000 คนและพลเรือนผู้แบกหามอีกหลายพันคนสามารถฝ่าวงล้อมออกมาได้สำเร็จ ส่วนที่เหลือซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารที่บาดเจ็บหรือป่วย ยังคงสู้รบเพื่อถ่วงเวลาหลังกำลังหลักจากไปแล้ว และจากนั้นก็กระจัดกระจายไปในชนบท[22] หลังผ่านป้อมสามในสี่แห่งที่จำเป็นในการหลบหนีจากการโอบล้อมของเจียง กองทัพแดงก็ถูกสกัดโดยทหารชาตินิยมประจำการ และได้รับความสูญเสียอย่างหนัก จากคอมมิวนิสต์ 86,000 คนที่พยายามฝ่าออกจากเจียงซีพร้อมกับกองทัพแดงที่หนึ่ง มีเพียง 36,000 คนเท่านั้นที่หลบหนีได้สำเร็จ ด้วยขวัญกำลังใจที่ต่ำภายในกองทัพแดงในเวลานั้น จึงไม่สามารถทราบได้ว่าสัดส่วนความสูญเสียเหล่านี้เกิดจากการบาดเจ็บจากการสู้รบมากน้อยเพียงใด และสัดส่วนใดเกิดจากการละทิ้งหน้าที่ สภาพการณ์ของการถอนทัพโดยบังคับของกองทัพแดงทำให้ผู้นำคอมมิวนิสต์บางคน (โดยเฉพาะปั๋ว กู่และอ็อทโท เบราน์) ขวัญเสีย แต่โจวยังคงสงบและรักษากองบัญชาการของตนไว้ได้[23]

การล่าถอยครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อการเดินทัพทางไกล ตลอดระยะเวลาสองปีต่อมา กำลังคอมมิวนิสต์ละทิ้งโซเวียตเกือบทั้งหมดในจีนตอนใต้ซึ่งเคยเป็นแกนหลักของสาธารณรัฐโซเวียตจีน ผู้รอดชีวิตบางส่วนหลบซ่อนตัวหรือไม่ก็ติดตามเหมาไปเหยียนอาน ที่ซึ่งพวกเขาลี้ภัยในภูมิภาคชายแดนฉ่าน-กาน-หนิง[24][25]

การล่มสลาย

[แก้]

สาธารณรัฐโซเวียตจีนยังคงดำรงอยู่ต่อไปอย่างเป็นทางการแม้หลังการเดินทัพทางไกล เนื่องจากคอมมิวนิสต์ยังคงควบคุมพื้นที่บางส่วน เช่น โซเวียตหูเป่ย์-เหอหนาน-ฉ่านซี เป่าอานเคยเป็นเมืองหลวงชั่วคราวกระทั่งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ย้ายไปโซเวียตเหยียนอาน สาธารณรัฐโซเวียตจีนถูกยุบในวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1937 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนออกแถลงการณ์เรื่องความเป็นเอกภาพกับก๊กมินตั๋งในแนวร่วมที่สอง ซึ่งสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สองเพิ่งเริ่มต้นได้เพียงไม่กี่สัปดาห์[26] พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงควบคุมเหยียนอาน โดยพฤตินัย ซึ่งเป็นฐานตลอดช่วงที่เหลือของสงครามกับญี่ปุ่น

การปกครอง

[แก้]
แผนที่แสดงเขตโซเวียตที่คอมมิวนิสต์ควบคุมในจีนระหว่าง ค.ศ. 1929 ถึง 1935

สาธารณรัฐโซเวียตจีนมีทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นและภูมิภาค[10]:1 ดำเนินงานสถาบันต่าง ๆ รวมถึงระบบการศึกษาและระบบศาล[10]:1 สาธารณรัฐโซเวียตจีนยังออกสกุลเงิน[10]:1 และบัญญัติแนวทางรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐใน ค.ศ. 1934[27]

การปฏิรูปที่ดิน

[แก้]

นโยบายสำคัญที่สุดที่รัฐบาลโซเวียตนำมาใช้คือการจัดสรรที่ดินใหม่ ซึ่งทำลายระบบเศรษฐกิจการเมืองที่ครอบงำโดยเจ้าของที่ดินซึ่งเคยมีมาก่อนหน้านี้[10]:2 สาธารณรัฐโซเวียตจีนออกกฎหมายที่ดิน ค.ศ. 1931 ซึ่งระบุว่า:[10]:37

ที่ดินทั้งหมดที่เป็นของเจ้าของที่ดินศักดินา ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นและขุนนางชั่ว ขุนศึก ข้าราชการ และเจ้าของที่ดินส่วนตัวรายใหญ่อื่น ๆ ไม่ว่าจักทำการเพาะปลูกเองหรือให้เช่า จักถูกริบโดยไม่มีการชดเชย ที่ดินที่ถูกริบนี้จักถูกจัดสรรใหม่แก่ชาวนาผู้ยากไร้และชาวนาชนชั้นกลางผ่าน [สาธารณรัฐโซเวียตจีน] อดีตเจ้าของที่ดินที่ถูกริบจักไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรที่ดินใด ๆ

ที่ดินของชาวนาผู้มั่งคั่งก็ถูกริบเช่นกัน แม้ชาวนาผู้มั่งคั่งมีสิทธิได้รับที่ดินคุณภาพต่ำกว่าหากพวกเขาเพาะปลูกเอง[10]:37 ภายใน ค.ศ. 1932 พรรคคอมมิวนิสต์ได้ทำให้การถือครองที่ดินเท่าเทียมกัน และกำจัดหนี้สินภายในสาธารณรัฐโซเวียตจีน[10]:44 แม้กฎหมายที่ดิน ค.ศ. 1931 จะยังคงเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการในดินแดนของสาธารณรัฐโซเวียตจีนกระทั่งฝ่ายชาตินิยมโค่นล้มสาธารณรัฐโซเวียตจีนใน ค.ศ. 1934[10]:37 แต่หลัง ค.ศ. 1932 พรรคคอมมิวนิสต์มีความคิดสุดโต่งมากขึ้นในการวิเคราะห์ชนชั้น ส่งผลให้ชาวนาชนชั้นกลางในอดีตถูกมองว่าเป็นชาวนาผู้มั่งคั่ง[10]:44–46

กองทัพแดงจีนมีเทคโนโลยีการสื่อสารทันสมัย (โทรศัพท์ โทรเลข และวิทยุ ซึ่งกองทัพของขุนศึกไม่มี) และส่งข้อความไร้สายแบบเข้ารหัสได้ ขณะเดียวกันก็สามารถถอดรหัสของฝ่ายชาตินิยมได้ ในเวลานั้น มีเพียงกองทัพของเจียง ไคเชกเท่านั้นที่สามารถทัดเทียมกับกำลังคอมมิวนิสต์ได้[ต้องการอ้างอิง]

สาธารณรัฐโซเวียตจีนประกาศตนว่าเป็นรัฐบาลของแรงงานจีนทุกคน ทหารกองทัพแดง และมวลชน[10]:38 นโยบายของสาธารณรัฐโซเวียตจีนส่วนใหญ่ดำเนินโดยองค์การมวลชน โดยเฉพาะสันนิบาตชาวนายากไร้ ซึ่งประกอบด้วยชาวนายากจนและแรงงานไร่นาล้วน ๆ[10]:38 ชาวนายากจนเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมหรือหน่วยงานของรัฐทั้งหมดของสาธารณรัฐโซเวียตจีน[10]:38

สาธารณรัฐโซเวียตจีนออกกฎระเบียบห้ามเจ้าของที่ดิน ชาวนาผู้มั่งคั่ง พ่อค้า ผู้นำศาสนา และสมาชิกก๊กมินตั๋งเข้าร่วมในการเลือกตั้งของตน[10]:38 เจ้าของที่ดินและชาวนาผู้มั่งคั่งถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมองค์การพลเรือนขนาดใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐโซเวียตจีน คือสันนิบาตต่อต้านจักรวรรดินิยมและสันนิบาตคุ้มครองโซเวียต[10]:38

การเงิน

[แก้]

การประชุมสภาแห่งชาติครั้งที่ 1 ของสาธารณรัฐโซเวียตจีนมอบหมายให้เหมา เจ๋อหมินเป็นผู้นำการก่อตั้งธนาคารแห่งชาติ[16]:174 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1932 ธนาคารแห่งชาติสาธารณรัฐโซเวียตจีนถูกก่อตั้งขึ้น โดยมีเหมา เจ๋อหมินเป็นประธาน โรงกษาปณ์กลางสาธารณรัฐโซเวียตจีนออกสกุลเงินสามประเภท ได้แก่ ธนบัตร เหรียญทองแดง และเหรียญเงิน

สาธารณรัฐโซเวียตจีนได้รับเงินทุนหลักจากภาษีข้าวเปลือกและข้าวสาร[10]:48 นอกจากนี้ยังได้รับการบริจาคโดยสมัครใจจากกลุ่มผู้สนับสนุนหลักทางการเมืองคือชาวนา[10]:48 ในช่วง ค.ศ. 1931 ถึง 1934 สาธารณรัฐโซเวียตจีนออกพันธบัตรรัฐบาลสามชุดเพื่อเป็นเงินทุนในการดำเนินงานเพิ่มเติม[10]:47

ธนบัตร

[แก้]
Brown-and-green bill, with picture of Lenin
A one yuan banknote with Lenin's image in the centre

โรงกษาปณ์กลางออกธนบัตรและเหรียญทองแดงเป็นการชั่วคราว ทั้งสองอย่างหมุนเวียนได้ไม่นาน สาเหตุหลักมาจากสกุลเงินนี้ไม่สามารถใช้ได้ในพื้นที่อื่นของจีน บนธนบัตรมีข้อความ "ธนาคารแห่งชาติสาธารณรัฐโซเวียตจีน" (中華蘇維埃共和國國家銀行) พิมพ์ด้วยอักษรจีนตัวเต็ม และมีรูปวลาดีมีร์ เลนินอยู่บนธนบัตร[16]:235

เหรียญทองแดง

[แก้]

เช่นเดียวกับธนบัตร เหรียญทองแดงที่ออกโดยโรงกษาปณ์กลางก็มีข้อความ "สาธารณรัฐโซเวียตจีน" (中華蘇維埃共和國) สลักด้วยอักษรจีนตัวเต็ม เนื่องจากเหรียญมีอายุการใช้งานนานกว่าธนบัตร เหรียญเหล่านี้จึงถูกผลิต (และหมุนเวียน) ในปริมาณมากกว่ามาก อย่างไรก็ตาม เหรียญเหล่านี้กลับหายากกว่าธนบัตร เนื่องจากทองแดงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกระสุน เหรียญทองแดงเหล่านี้จึงถูกเรียกคืนและแทนที่ด้วยเหรียญเงิน

เหรียญเงิน

[แก้]

สกุลเงินหลักที่โรงกษาปณ์กลางผลิตคือเหรียญเงิน ต่างจากธนบัตรและเหรียญทองแดงตรงที่เหรียญเงินไม่มีสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์ และเป็นเหรียญที่เลียนแบบจากเหรียญดอลลาร์ที่ผลิตโดยโรงกษาปณ์อื่นในจีน (รวมถึงเหรียญยอดนิยมที่มีรูปศีรษะของยฺเหวียน ชื่อไข่ และเหรียญเงินดอลลาร์นกอินทรีของเปโซเม็กซิกัน) การที่เหรียญทำจากเงินและไม่มีสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์ ทำให้สามารถนำไปหมุนเวียนในพื้นที่อื่น ๆ ของจีนได้ จึงกลายเป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยม[ต้องการอ้างอิง]

เมื่อกองทัพแดงจีนแนวหน้าแรกเริ่มต้นการเดินทัพทางไกลในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1934 ธนาคารคอมมิวนิสต์เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังที่ถอยร่น โดยมีพนักงานธนาคารสิบสี่คน คนงานขนของกว่าร้อยคน และทหารหนึ่งกองร้อยคุ้มกันเงินและเครื่องจักรโรงกษาปณ์ หน้าที่สำคัญของธนาคารคือเมื่อกองทัพแดงจีนพักอยู่ในสถานที่ใดนานกว่าหนึ่งวัน จะต้องให้คนในท้องถิ่นแลกเปลี่ยนธนบัตรคอมมิวนิสต์และเหรียญทองแดงเป็นสกุลเงินที่ใช้ในพื้นที่ที่ชาตินิยมควบคุมเพื่อเลี่ยงการถูกดำเนินคดีโดยฝ่ายชาตินิยมหลังคอมมิวนิสต์จากไป ที่ประชุมจุนอี้ตัดสินใจว่าการนำธนาคารทั้งหมดติดตัวไปในการเดินทัพนั้นไม่สามารถทำได้ และในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1935 ที่ถู่เฉิง (土城) พนักงานธนาคารเผาธนบัตรคอมมิวนิสต์ทั้งหมดและทำลายเครื่องจักรโรงกษาปณ์ เมื่อสิ้นสุดการเดินทัพทางไกลในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1935 เหลือพนักงานเพียงแปดคนจากเดิมสิบสี่คน ส่วนอีกหกคนเสียชีวิตระหว่างทาง[ต้องการอ้างอิง]

การเก็บภาษี

[แก้]

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1931 กรมสรรพากรแห่งชาติถูกก่อตั้งขึ้น ใน ค.ศ. 2002 อาคารเดิมได้รับการปรับปรุงสำหรับสาธารณะ[ต้องการอ้างอิง]

แสตมป์

[แก้]

กรมไปรษณีย์โซเวียตจีนก่อตั้งขึ้นในรุ่ยจินในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1932[28] ดวงตราไปรษณียากรชุดแรกออกแบบโดยหวง ย่ากวงและพิมพ์ด้วยระบบหิน โดยโรงพิมพ์ของกระทรวงการคลังในรุ่ยจิน โดยใช้กระดาษสีขาวหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ ดวงตราไปรษณียากรเหล่านั้นไม่มีปรุรู และระบุราคาเป็นสกุลเงินดอลลาร์โซเวียตจีน ซึ่งค่อนข้างหายากและเป็นที่ต้องการของนักสะสม นอกจากนี้ยังมีของปลอมและของที่ทำเลียนแบบดวงตราไปรษณียากรยุคแรกจากพื้นที่คอมมิวนิสต์จำนวนมาก[ต้องการอ้างอิง]

สื่อ

[แก้]

วันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1931 รัฐบาลสาธารณรัฐโซเวียตจีนก่อตั้งหนังสือพิมพ์อย่างเป็นทางการของตนชื่อ Red China[16]:63

ข่าวกรอง

[แก้]

โจว เอินไหลได้ปลูกฝังสายลับมากกว่าสิบคนในคนวงในของเจียง ไคเชก รวมถึงกองบัญชาการใหญ่ของเขาที่หนานชาง หนึ่งในสายลับที่สำคัญที่สุดของโจว มั่ว สฺยง ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือของเขาช่วยพรรคคอมมิวนิสต์จีนและกองทัพแดงจีนไว้ได้

แม้แต่คำแนะนำจากเลขาธิการของเจียง ไคเชก อย่างหยาง หย่งไท่ (ซึ่งไม่ทราบถึงกิจกรรมคอมมิวนิสต์ของมั่ว) ทำให้มั่วก้าวขึ้นมาในระบอบของเจียงและกลายเป็นสมาชิกคนสำคัญในกองบัญชาการใหญ่ของเขาช่วงต้นทศวรรษ 1930 ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1934 เจียงแต่งตั้งเขาเป็นผู้บริหารและผู้บัญชาการทหารสูงสุดประจำเขตพิเศษที่สี่ทางตอนเหนือของเจียงซี มั่วใช้ตำแหน่งของเขาในการฝังสายลับคอมมิวนิสต์กว่าหนึ่งโหลในกองบัญชาการใหญ่ของเจียง รวมถึงหลิว ย่าฝู (劉亞佛) (ผู้แนะนำพรรคคอมมิวนิสต์จีน), เซี่ยง ยฺหวี่เหนียน (項與年) (สายลับคอมมิวนิสต์ที่ดูแลมั่ว ซึ่งมั่วจ้างมาเป็นเลขาธิการของเขา) และหลู จื้ออิง (หัวหน้าเครือข่ายสายลับชั่วคราว ภายใต้บัญชาการของโจว เอินไหล)

หลังสามารถปิดล้อมพื้นที่รุ่ยจิน (เมืองหลวงของสาธารณรัฐโซเวียตจีน) และยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของสาธารณรัฐโซเวียตจีนได้สำเร็จ เจียงมั่นใจว่าเขาสามารถเอาชนะคอมมิวนิสต์ได้ในการโจมตีครั้งสุดท้ายอย่างเด็ดขาด ในช่วงปลายเดือนกันยายน ค.ศ. 1934 เขาแจกจ่าย "แผนถังเหล็ก" เอกสารลับสุดยอด ให้กับกองบัญชาการใหญ่ที่หลูชาน (ที่ทำการชั่วคราวในช่วงฤดูร้อนแทนหนานชาง) ซึ่งรายละเอียดของแผนคือการผลักดันครั้งสุดท้ายเพื่อทำลายกำลังคอมมิวนิสต์ให้สิ้นซาก เจียงวางแผนสร้างแนวปิดล้อม 30 แนวสนับสนุนด้วยรั้วลวดหนาม 30 ชั้น (ส่วนใหญ่เป็นรั้วไฟฟ้า) ในรัศมี 150 กิโลเมตร (93 ไมล์) รอบรุ่ยจินเพื่อทำให้คอมมิวนิสต์อดอยาก นอกจากนี้ รถบรรทุกกว่า 1,000 คันจะถูกระดมเป็นกองกำลังตอบโต้ฉับพลันเพื่อป้องกันไม่ให้คอมมิวนิสต์ฝ่าวงล้อม เมื่อตระหนักถึงความแน่นอนของการถูกทำลายล้างของคอมมิวนิสต์ มั่ว สฺยงมอบเอกสารน้ำหนักหลายกิโลกรัมให้เซี่ยง ยฺหวี่เหนียนในคืนเดียวกันนั้น โดยเสี่ยงชีวิตของเขาและครอบครัว

ด้วยความช่วยเหลือจากหลิว ย่าฝัวและหลู จื้ออิง สายลับคอมมิวนิสต์คัดลอกข้อมูลลับลงในพจนานุกรมสี่เล่มและเซี่ยง ยฺหวี่เหนียนได้รับมอบหมายให้นำข้อมูลนี้ไปยังสาธารณรัฐโซเวียตจีน การเดินทางเต็มไปด้วยอันตราย เนื่องจากกองกำลังชาตินิยมจะจับกุมและประหารชีวิตใครก็ตามที่พยายามฝ่าด่านปิดล้อม เซี่ยงซ่อนตัวอยู่ในภูเขา ทุบฟันสี่ซี่ของตัวเองด้วยก้อนหินจนใบหน้าบวมปูด เขาปลอมตัวเป็นขอทาน ฉีกปกพจนานุกรมทั้งสี่เล่มออกแล้วเอาอาหารเน่าเสียคลุมไว้ที่ก้นกระเป๋า หลังผ่านแนวปิดล้อมหลายแห่ง เขาก็เดินทางถึงรุ่ยจินในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1934 ข้อมูลที่ได้รับจากมั่ว สฺยงทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ในสาธารณรัฐโซเวียตจีนตัดสินใจทิ้งฐานและถอยทัพก่อนที่เจียง ไคเชกจะสามารถเสริมแนวปิดล้อมด้วยรั้วลวดหนามได้ พวกเขาระดมรถบรรทุกและทหาร ทำให้รอดพ้นจากการถูกทำลายล้าง

ประวัติศาสตร์นิพนธ์

[แก้]

ประวัติศาสตร์ฉบับทางการในสาธารณรัฐประชาชนจีนมองสาธารณรัฐโซเวียตจีนในแง่บวก แม้จะมีการยอมรับว่าระบอบนี้ล้มเหลวในท้ายที่สุด ในสุนทรพจน์ฉลองครบรอบ 80 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐโซเวียตจีน สี จิ้นผิงเน้นย้ำถึงข้อเท็จจริงที่ว่าสาธารณรัฐโซเวียตจีนกำลังพยายามทำสิ่งใหม่ โดยกล่าวว่า "สาธารณรัฐโซเวียตจีนเป็นระบอบของกรรมกรและชาวนาแห่งชาติแรกในประวัติศาสตร์จีน"[29][30][31] ความพยายามของรัฐบาลสาธารณรัฐโซเวียตจีนถูกมองว่าได้สร้างชื่อเสียงให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพแดงจีน บทวิเคราะห์ต่าง ๆ มักยกย่องสาธารณรัฐโซเวียตจีนว่าเป็นการทดลองที่ปูทางไปสู่ความสำเร็จของสาธารณรัฐประชาชนในภายหลัง[32] ใน หนังสือภาพประวัติศาสตร์สาธารณรัฐโซเวียตจีน คณะกรรมาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองก้านโจวเรียกสาธารณรัฐโซเวียตจีนว่า "การซักซ้อมครั้งใหญ่สำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีน"[33]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Yang & Chen 2019.
  2. Smith 1975.
  3. Cui 2003.
  4. Communist Party of China (1997–2006). 中國國歌百年演變史話. People's Daily (ภาษาจีน). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 November 2018. สืบค้นเมื่อ 21 May 2012.
  5. "Founding of the temporary central government of the Chinese Soviet Republic". China Military Online. People's Liberation Army.
  6. "Announcement of the Interim Government of the China Soviet Republic (No. 1)". National Museum of China. Government of the People's Republic of China. สืบค้นเมื่อ 24 November 2022.
  7. "Address by Foreign Minister George K.C. Yeh/Statement by Dr. C.L. Hsia on Land Reform in Taiwan before the Second Committee of the UN General Assembly, Nov. 12, 1954". Taiwan Today (ภาษาอังกฤษ). Ministry of Foreign Affairs, Republic of China (Taiwan). 1 April 1955.
  8. Waller, Derek J. (1973). The Kiangsi Soviet Republic: Mao and the National Congresses of 1931 and 1934. Center for Chinese Studies, University of California.
  9. 1 2 "Chinese Soviet Republic". Cultural China. cultural-china.com. 2007–2010. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 October 2012. สืบค้นเมื่อ 21 September 2012.
  10. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 Opper, Marc (2020). People's Wars in China, Malaya, and Vietnam. Ann Arbor: University of Michigan Press. doi:10.3998/mpub.11413902. hdl:20.500.12657/23824. ISBN 978-0-472-90125-8. JSTOR 10.3998/mpub.11413902. S2CID 211359950.
  11. Carter 1976, p. 64; Schram 1966, pp. 122–125; Feigon 2002, pp. 46–47
  12. Averill 1987, p. 289.
  13. Benton 1992, p. 312.
  14. Goodman 1994, p. 31.
  15. Benton 1992, p. 311.
  16. 1 2 3 4 Li, Ying (2024). Red Ink: A History of Printing and Politics in China. Royal Collins Press. ISBN 9781487812737.
  17. Phillips 1996, p. 109.
  18. Benton 1992, p. 307.
  19. Military History Research Department (2000). "Overview of Campaigns and Battles Fought by the People's Liberation Army (中国人民解放军战役战斗总览)". 中国人民解放军全史 [The Complete History of the People's Liberation Army]. Beijing: Military Science Publishing House. ISBN 7801373154.
  20. Karl, Rebecca E. (2010). Mao Zedong and China in the Twentieth-Century World: a Concise History. Durham [NC]: Duke University Press. p. 46. ISBN 978-0-8223-4780-4. OCLC 503828045.
  21. Barnouin & Yu 2006, pp. 56–57.
  22. Mao Zedong, On Tactics...: Note 26 retrieved 2007-02-17
  23. Barnouin & Yu 2006, p. 58.
  24. Barnouin, Barbara and Yu Changgen. Zhou Enlai: A Political Life. Hong Kong: Chinese University of Hong Kong, 2006. ISBN 962-996-280-2. Retrieved March 12, 2011. p.61
  25. Chang, Jung (2005). Mao: The Unknown Story. Alfred A. Knoff.
  26. Lyman P. Van Slyke, The Chinese Communist movement: a report of the United States War Department, July 1945, Stanford University Press, 1968, p. 44.
  27. Fang, Qiang (2024). "Understanding the "Rule of Law" in Xi's China". ใน Fang, Qiang; Li, Xiaobing (บ.ก.). China under Xi Jinping: A New Assessment. Leiden University Press. p. 112. ISBN 9789087284411.
  28. The Postage Stamp Catalogue of the Chinese People's Revolutionary Period, published by Chinese Postage Stamp Museum.
  29. "在纪念中央革命根据地创建暨中华苏维埃共和国成立80周年座谈会上的讲话(2011年11月4日)". People's Daily. 5 November 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 29 November 2018.
  30. "纪念中央革命根据地创建暨中华苏维埃共和国成立80周年座谈会在京举行 习近平出席并讲话". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 November 2011. สืบค้นเมื่อ 3 November 2014.
  31. "在纪念中央革命根据地创建暨中华苏维埃共和国成立80周年座谈会上的讲话(2011年11月4日)". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 November 2014. สืบค้นเมื่อ 3 November 2014.
  32. "走向胜利之本——从红都到首都的启示". People's Daily. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 29 November 2018.
  33. "《中华苏维埃共和国历史画册》". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 August 2007. สืบค้นเมื่อ 29 July 2007. The Chinese Soviet Republic is the first of a new type of state in Chinese history, founded under the leadership of the Communist Party of China with a dictatorship of the proletariat. This experimental regime can be said to have been a great rehearsal for the People's Republic of China... The Chinese Soviet Republic was the precursor of today's People's Republic of China, and so was the cradle of the Republic.

แหล่งที่มา

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

แม่แบบ:สงครามกลางเมืองจีน แม่แบบ:รัฐสังคมนิยม แม่แบบ:หัวข้อเจียงซี แม่แบบ:หัวข้อจีน

  1. จีน: 全世界無產階級和被壓迫的民族聯合起來; พินอิน: Quánshìjiè wúchǎnjiējí hé bèi yāpò de mínzú liánhé qǐlai
  2. จีน: 國際歌; พินอิน: Guójìgē[4]
  3. Less common English translations include the Soviet Republic of China,[5] the China Soviet Republic,[6] and the Chinese Soviet Socialist Republic.[7]
อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "n" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="n"/> ที่สอดคล้องกัน