สะล้อ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สะล้อทั่วไป

สะล้อเป็นเครื่องดนตรีเครื่องสีพื้นเมืองล้านนาเพียงชนิดเดียว ซึ่งมีทั้ง 2 สายและ 3 สาย เป็นตัวหลักมักนิยมใช้ขึ้นนำเพลงในวง สะล้อ ซอ ซึง สะล้อมีขนาด 3 ขนาดได้แก่ เล็ก กลาง ใหญ่ ซึ่งมีหน้าที่ในการเล่นในวงไม่เหมือนกัน ส่วนมากมักนิยมผสมกับซึ่ง และขลุ่ยล้านนา มีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถสื่อเล่าถึงอารมณ์ที่ผู้เล่นต้องสื่อได้ หรือการสีเลียนเสียงมนุษย์ก็สามารถทำได้ สะล้อเป็นเครื่องดนตรีที่ละเอียดอ่อน เพราะพื้นที่วางสะล้อเมื่อเล่นก็มีผลต่อเสียงที่ออกมาทั้งหมด

 ประวัติ[แก้]

ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่า สะล้อมีต้นกำเนิดมาจากที่ใด แต่มีการสันนิษฐานว่า น่าจะมีต้นกำเนิดเดียวกันกับซอของภาคกลาง เพราะคำว่า "สะล้อ" ถ้าเขียนเป็นตัว อักษรล้านนา[1] สามารถเขียนได้หลายแบบและอาจจะเพื้ยน(ทรอ ทร้อ ตะล้อ สะล้อ)จนมาเป็นคำว่า "สะล้อ"ในปัจจุบัน และในสมัยก่อนการเล่นสะล้อไม่นิยมผสมวงกันเหมือนในปัจจุบัน หากแต่เล่นเดี่ยวไว้ยามว่าง หรือเมื่อไปจีบเกี้ยวสาวตามบ้านต่างๆตามวิถีของล้านนาสมัยก่อน

พัฒนาการของสะล้อตั้งแต่อดีต มีการประดิษฐ์ที่ไม่ปราณีตเท่ากับในปัจจุบัน เพราะเครื่องไม้เครื่องมือยังไม่สะดวก ในสมัยก่อนจึงมีการขึ้นรูปเพื่อให้สามารถผลิตเสียงได้เท่านั้น แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาท ช่าง(ภาษาล้านนาเรียก "สล่า")ผู้ผลิตสะล้อได้นำเทคโนโลยีมาช่วยในการผลิต มีการคำนึงถึงองค์ประกอบเพื่อให้ได้เสียงที่มีคุณภาพ กังวาล เช่น ชนิดของไม้ ขนาดของกะลา หรือแม้แต่อายุของไม้ เป็นต้น

 โครงสร้างสะล้อ[แก้]

โครงสร้างของสะล้อ เรียงจากบนไปล่าง

ส่วนประกอบของสะล้อ
  • หัวสะล้อ มีการแกะเป็นรูปทรงต่างๆเช่น ทรงน้ำต้น ทรงดาบสะหรีกัญไชย ฯลฯ
  • ช่วงลูกบิด เป็นช่วงที่ยึดลูกบิดเข้ากับตัวสะล้อ
  • ลูกบิด มีหน้าที่ปรับเสียงของสะล้อ
  • รัดอก ไว้รวบสายสะล้อจากลูกบิดให้ใกล้กัน เพื่อให้อำนวยต่อการเล่น
  • ลำตัว ช่วงที่มีไว้ให้มือซ้ายสำหรับกดลงบนสาย เพื่อเล่นเป็นโน้ตต่างๆ
  • สายสะล้อ เป็นสายชนิดเดียวกับสายกีตาร์ มี 2 สายหรือ 3 สาย
  • กะโหล้ง หรือ กะโหลกสะล้อ เพื่อเป็นทางออกของเสียง
  • ก๊อบสะล้อ หรือหย่อง อยู่ชิดกับตาดสะล้อ(อาศัยแรงฝึดและแรงกดจากสายที่ขึง ผ่าน)เป็นตัวผ่านของสาย เป็นส่วนที่รับการสั่นสะเทือนของสาย เพื่อมีเสียง
  • ตาดสะล้อ เป็นไม้แผ่นบางๆ ที่ปิดกะโหล้งหรือกะโหลกซอ เป็นตัวรับการสั่นสะเทือนจากสายที่ผ่านก๊อบสะล้อ ทำให้เกิดเป็นเสียงขึ้น
  • ขาสะล้อ เป็นตัวรับน้ำหนักสะล้อและน้ำหนักมือของผู้เล่น
  • ก๋งสะล้อ หรือคันชัก เป็นตัวสีทำให้สายสั่นสะเทือนเพื่อให้เกิดเสียงได้
  • สายก๋ง สมัยก่อนใช้หางม้า แต่ปัจจุบันใช้ไนลอน สัมผัสกับสายสะล้อเวลาสีเพื่อให้เกิดเสียง ต้องใช้ยางสนถูเพื่อให้เกิดความฝึดก่อน

ขนาดของสะล้อ คือ

 สะล้อใหญ่

 สะล้อกลาง

 สะล้อเล็ก

การทำสะล้อ[2][แก้]

การทำสะล้อ 

นับตั้งแต่การเลือกไม้ไปจนถึงผลิตเป็นสะล้อ มีความสำคัญมาก เพราะให้คุณภาพเสียงที่แตกต่างกัน นิยมใช้ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน ไม้พญางิ้วดำ เป็นต้น กะโหล้งหรือกระโหลกเสียงสะล้อ การเลือกใช้กะลามะพร้าวก็สำคัญมาก หากเลือกกะลาที่ยังไม่ค่อยแก่นัก เสียงจะออกทุ้มๆ[3] หากเลือกกะลาที่แก่ จะให้คุณภาพเสียงที่แกร่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่างผู้ผลิต ส่วนตาดสะล้อเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะการเลือกใช้ไม้ที่มาทำมีผลต่อการสั่นสะเทือนของไม้ส่งผลให้ ความกังวาล ความลึกของเสียง ความดัง ฯลฯ ของตัวเครื่องดนตรี

 การทำสะล้อ ไม่ปรากฏสูตรตายตัว ส่วนใหญ่ทำขึ้นโดยอาศัยเลียนแบบจากของเก่าและ ประสบการณ์ทางเสียงและรูปลักษณะ แต่พอจะอนุมานขนาดของสะล้อได้จากที่ปรากฏโดยทั่วไปดังนี้ 

- สะล้อใหญ่ หน้ากะโหลกกว้าง ประมาณ 5.5 นิ้ว คันสะล้อวัดจากกะโหลกถึงหลักสะล้อยาว ประมาณ 15 นิ้ว

- สะล้อกลาง หน้ากะโหลกกว้าง ประมาณ 4.5 นิ้ว คันสะล้อวัดจากกะโหลกถึงหลักสะล้อยาว ประมาณ 13.5 นิ้ว

- สะล้อเล็ก หน้ากะโหลกกว้าง ประมาณ 3.5 นิ้ว คันสะล้อวัดจากกะโหลกถึงหลักสะล้อยาว ประมาณ 12 นิ้ว

บทบาทและลีลา[2][แก้]

- สะล้อใหญ่ มีลักษณะร่วมทางเสียงระหว่างสะล้อเล็ก และสะล้อกลางแต่เสียงทุ้มต่ำบทบาทคล้ายคนมีอายุมากไม่ค่อยมีลีลาและลูกเล่นมากนัก

- สะล้อกลาง บทบาทคล้ายคนวัยกลางคน มีลีลาสอดรับกับสะล้อใหญ่และสะล้อเล็ก

- สะล้อเล็ก บทบาทคล้ายคนวัยคะนอง มีเสียงแหลมเล็ก ลีลาโลดโผนล้อ และรับเสียงสะล้อ กลาง ซึงและขลุ่ย

การเล่น[แก้]

การจับและการถือ[แก้]

การเล่นสะล้อจะใช้มือซ้ายจับที่ ตัวสะล้อโดยใช้ช่วงนิ้วระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้รับไว้ การจับต้องผ่อนคลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากจับแบบเกร็งมีผลเสียต่อกล้ามเนื้อและคุณภาพเสียงที่ผลิตออกมาดังนั้นการผ่อนคลายนิ้วและบริหารนิ้วก่อเล่นจึงเป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงด้วย ตั้งสะล้อในด้านหน้าของตัวเองในท่าที่สะดวกที่สุด อาจเอียงซ้ายหรือขวาได้เล็กน้อย แต่ถ้ามากเกิดไปอาจดูไม่เหมาะสม มือขวาจะถือก๋งสะล้อ(คันชัก)ที่ช่วงนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ โดยลักษณะแบบวางลงไป ใช้นิ้วกลางประคองน้ำหนักช่วยนิ้วชี้ นิ้วนางกึ่งดันกึ่งแตะสายก๋ง(สายหางม้า) ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเพราะอาจเกิดอันตรายได้และนิ้วก้อยคีบสายก๋งไว้ร่วมกับนิ้วนาง หรืออีกวิธีหนึ่งคือเก็บนิ้วก้อยไว้ไม่ใช้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสรีระร่างกายของผู้เล่น การลากก๋งสะล้อผ่านสายสะล้อ โดยนำมาวางไว้ที่ด้านบนกะโหล้ง(กะโหลกเสียง)ให้สายก๋งสัมผัสกับสายสะล้อ ควรกดน้ำหนักให้พอดี ไม่กดจนเสียงดังครวด เอี๊ยดๆ(ยกเว้นในเทคนิคพิเศษ) ตรงปลายก๋งและต้นก๋งสะล้อ เวลาสีพยามยามอย่าให้ขึ้นสูงต่ำจนเกินไป ลากให้พอดีกัน

การกดนิ้วลงบนสายสะล้อ[แก้]

ในสะล้อลูก 3[แก้]

สายทุ้ม[แก้]

สายเปล่าเป็นโน้ต โด

กดนิ้วชี้ลงไปเป็นโน้ต เร

กดนิ้วกลางลงไปเป็นโน้ต มี

กดนิ้วนางลงไปเป็นโน้ต ฟา

กดนิ้วก้อยลงไปเป็นโน้ต ซอล (ไม่นิยมเล่น ยกเว้นในกรณีพิเศษ)

สายเอก[แก้]

สายเปล่าเป็นโน้ต ซอล

กดนิ้วชี้ลงไปเป็นโน้ต ลา

กดนิ้วกลางลงไปเป็นโน้ต ที

กดนิ้วนางลงไปเป็นโน้ต โด(สูง)

กดนิ้วก้อยลงไปเป็นโน้ต เร(สูง)

ในสะล้อลูก 4[แก้]

สายทุ้ม[แก้]

สายเปล่าเป็นโน้ต ซอล

กดนิ้วชี้ลงไปเป็นโน้ต ลา

กดนิ้วกลางลงไปเป็นโน้ต ที

กดนิ้วนางลงไปเป็นโน้ต โด

กดนิ้วก้อยลงไปเป็นโน้ต เร

สายเอก[แก้]

สายเปล่าเป็นโน้ต โด(สูง)

กดนิ้วชี้ลงไปเป็นโน้ต เร(สูง)

กดนิ้วกลางลงไปเป็นโน้ต มี(สูง)

กดนิ้วนางลงไปเป็นโน้ต ฟา(สูง)

กดนิ้วก้อยลงไปเป็นโน้ต ซอล(สูง)

ลูกเล่น[แก้]

การพรมนิ้ว คือการใช้นิ้วของโน้ตถัดไปแตะถี่ๆ ลงบนสาย เพื่อให้เกิดความไพเราะยิ่งขึ้น ในกรณีสายเปล่านิยมใช้นิ้วกลางพรมนิ้ว การพรมนิ้วเป็นเอกลักษณ์ของสะล้อ

การรูดสาย โดยใช้นิ้วที่กดในโน้ตนั้นๆ รูดขึ้น หรือรูดลง เพื่อให้ได้เสียงตามต้องการที่ผู้เล่นต้องการสื่ออารมณ์ผ่านเสียงสะล้อ

การเกี่ยวสาย โดยใช้นิ้วถัดไปของนิ้วที่กดโน้ตนั้น รูดสายข้างล่างขึ้นมาจนถึงโน้ตปัจจุบันที่กด

การขยี้สาย ใช้นิ้วทั้งหมดกดไล่ตั้งแต่นิ้วก้อยขึ้นมาถึงนิ้วชี้ อย่างรวดเร็ว

การขยี้ก๋งสะล้อ โดยใช้ก๋งสะล้อหนึ่งชักกับตัวโน้ตหนึ่งตัว นิยมใช้กับตัวโน้ตที่ติดกันและเป็นทำนองเร็วจนถึงเร็วมาก

การเลือนตำแหน่งนิ้วมือซ้าย เป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่กำลังฝึกหรือเข้าสู่ลูกเล่นตัวนี้ การเลื่อนตำแหน่งไปในที่สูงขึ้น หรือต่ำลง จะใช้ทักษะการเล่นสูงพอสมควร โดยจะใช้แรงจากแขนและมือเป็นตัวนำนิ้วไป เพื่อไม่ให้เพื้ยน เทคนิคการเลื่อนเช่น เลื่อนสูงขึ้นโดยใช้นิ้วเดิม ใช้นิ้วใหม่นิ้วถัดไปของนิ้วเดิม การเลื่อนต่ำลงด้วยนิ้วเก่า นิ้วใหม่ อาทิเช่น

หากต้องการเลื่อนตำแหน่งลงไปในตำแหน่งใหม่ที่ระดับเสียงสูงขึ้น โดยขณะนั้นใช้นิ้วกลางกดอยู่ ให้ใช้นิ้วชี้เลื่อนลงมา โดยใช้แรงจากมือและแขนเป็นตัวนำ

หากต้องการเลือนตำแหน่งขึ้นไปในตำแหน่งใหม่ที่ระดับเสียงต่ำลง โดยขณะนั้นใช้นิ้วชี้กดอยู่ ให้ใช้นิ้วกลางเลื่อนขึ้นไป โดยใช้แรงจากมือและแขนเป็นตัวนำ เป็นต้น

ทั้งนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเบื้องต้น ผู้เล่นสามารถคิดสร้างสรรค์ได้เพื่อให้เสียงออกมาไพเราะที่สุด

การตั้งสาย[แก้]

สะล้อในปัจจุบันนิยมเล่นแบบ 2 สาย หลักการตั้งสายจะใช้การนับตัวโน้ตให้ได้หนึ่งห้องเต็มกล่าวคือ หากกดไป 3 ตัวโน้ตบนสายเอกแล้วให้เสียงตัวโน้ตเดียวกัน ก็เป็นลูกสาม หากกดไป 4 ตัวโน้ตบนสายเอกแล้วให้เสียงตัวโน้ตเดียวกัน ก็เป็นลูกสี่ จึงตั้งสายได้ดังนี้

- สะล้อลูก 3 คือ สายเอกเป็น ซอล สายทุ้มเป็น โด(นิยมตั้งกับสะล้อกลาง)

- สะล้อลูก 4 คือ สายเอกเป็น โด สายทุ้มเป็น ซอล(นิยมตั้งกับสะล้อใหญ่และเล็ก)

ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการชน หรือการแย่งหน้าที่กันเล่นในวง จึงมีระบบการตั้งสายนี้ขึ้นมา และสามารถปรับเปลี่ยนได้หากผู้เล่นต้องการปรับโดยปรับเสียงสลับกันของสะล้อแต่ละขนาด แต่ไม่สามารถปรับเหมือนกันได้เนื่องจากจะไม่เกิดความไพเราะในการเล่นรวมเป็นวง

สะล้อเมืองน่าน[2][แก้]

 สะล้ออีกประเภทหนึ่งได้แก่ สะล้อที่นิยมเล่นในจังหวัดน่านและแพร่ สะล้อดังกล่าวมีลักษณะต่าง ออกไปคือ มีลูก (นม) บังคับเสียงใช้บรรเลงร่วมกับซึงเรียกว่า “พิณ” (อ่านว่า “ปิน”) ประกอบการขับซอ น่าน ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ สะล้อที่กล่าวมาทั้งหมดนิยมบรรเลงร่วมในวงสะล้อ-ซึง หรือเรียกกันว่าวง “สะล้อ ซอ ซึง” ซึ่งมีอยู่ ทั่วไปในภาคเหนือตอนบน

 การดูแลรักษาสะล้อ[แก้]

ความชื้น[แก้]

ไม้ไม่สามารถรักษาสภาพของตัวเองได้ดีนักเมื่อถูกความชื้น แม้ว่าไม้จะคงรูปได้ดีขึ้นหลังจากที่ผ่านกระบวนการกลึงและตัด แต่ไม้ยังคงพองหรือบวมเมื่อถูกความชื้น หากมีน้ำซึมออกมาจากผิวไม้ ซึ่งส่งผลเสียต่อคุณภาพเสียงมากและทำให้อายุเครื่องดนตรีน้อยลง และหดตัวเมื่ออากาศแห้ง ไม้ที่ใช้ทำชิ้นส่วนบางอย่างของสะล้อจะคงรูปดีกว่าไม้ที่ใช้ทำส่วนอื่นๆ นอกจากนั้น ไม้ทุกชนิดจะหดตัวในแนวขวางของลายไม้มากกว่าการหดตัวตามยาว

อุณหภูมิ[แก้]

การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม้เกิดการขยายตัวและหดตัวเช่นเดียวกับวัตถุอื่นๆ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาของอุณหภูมิและ ความชื้นในไม้ ควรจะเก็บสะล้ออย่างดี และอย่าวางไว้ไกล้รังสีความร้อนหรือวางถูกแสงแดดโดยตรงเด็ดขาด

การขนเคลื่อนย้าย[แก้]

ถ้าเดินทางโดยรถยนต์ อย่าวางเครื่องสะล้อไว้ในกระโปรงท้ายรถ เพราะสะล้อจะได้รับความร้อนมาก ทำให้ได้รับความเสียหาย กะโหล้งอาจแตกหัก ควรมีอุปกรณ์ป้องกันเพื่อกันรอยขีดข่วนต่างๆ รวมไปถึงชิ้นส่วนบางอันอาจหักได้

เมื่อต้องส่งเครื่องดนตรีไปทางพัสดุภัณฑ์ ให้คลายลูกบิดออกเล็กน้อยและใช้วัสดุนุ่มๆห่อหุ้มไว้เพื่อป้องกันการกระแทก

การบิดตัวของไม้[แก้]

ธรรมชาติของไม้มีความยืดหยุ่นในตัวเอง อาจจะค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างไปตามแรงที่มากระทำ ห้ามเก็บสะล้อโดยมีแรงบีบอัดหรือแรงกดจากภายนอก เพราะอาจทำให้เสียงรูปร่าง ความซื่อตรงของสะล้อได้ใน

การทำความสะอาด[แก้]

การเช็ดทำความสะอาดตัวเครื่องและก๋งสะล้อด้วยผ้านุ่ม สะอาด หลังการเล่นทุกครั้งเป็นสิ่งที่ควรทำให้เป็นกิจวัตร อย่าให้มีคราบยางสนบนตัวสะล้อ ควรเช็ดออก เพราะว่าผงยางสนมีฤทธิ์ไปทำลายเนื้อไม้ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรให้มีคราบยางสนเกาะ

ก๋งสะล้อ[แก้]

เมื่อเล่นเสร็จแล้วควรเช็ดส่วนที่เป็นไม้ให้สะอาด ระวังอย่าสัมผัสกับส่วนที่เป็นหางม้า เพราะอาจจะไม่ลบยางสน ทำให้มีความฝึดน้อยลง เมื่อเวลาสีเสียงจะไม่สม่ำเสมอ

  1. อักษรธรรมล้านนา
  2. 2.0 2.1 2.2 https://sontung057.wordpress.com/%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87-2/%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD/
  3. https://www.youtube.com/watch?v=c2gAYj_Xlhg