สมเด็จพระเจ้ามีไฮที่ 1 แห่งโรมาเนีย
| สมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮที่ 1 | |
|---|---|
กษัตริย์มีไฮใน ค.ศ. 1947 | |
| พระมหากษัตริย์แห่งชาวโรมาเนีย | |
| ครั้งที่ 1 | 20 กรกฎาคม 1927 – 8 มิถุนายน 1930 |
| ก่อนหน้า | แฟร์ดีนันท์ที่ 1 |
| ถัดไป | การอลที่ 2 |
| ผู้สำเร็จราชการ นายกรัฐมนตรี | ดูรายชื่อ
|
| ครั้งที่ 2 | 6 กันยายน 1940 – 30 ธันวาคม 1947 |
| ราชาภิเษก | 6 กันยายน ค.ศ. 1940 |
| ก่อนหน้า | การอลที่ 2 |
| ถัดไป | ระบอบกษัตริย์ถูกล้มล้าง |
| นายกรัฐมนตรี | |
| พระราชสมภพ | 25 ตุลาคม ค.ศ. 1921 ปราสาทเปเลช, ซีนาเอีย, ราชอาณาจักรโรมาเนีย |
| สวรรคต | 5 ธันวาคม ค.ศ. 2017 (96 ปี) อูบอนน์, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ |
| ฝังพระศพ | 16 ธันวาคม ค.ศ. 2017 วิหารหลวงคูร์ตา เด อาร์เจช ประเทศโรมาเนีย |
| คู่อภิเษก | แอนน์ เดอ บูร์บง-ปาร์มา |
| พระราชบุตร | มกุฎราชกุมารีมาร์กาเรตา เจ้าหญิงเอเลนา เจ้าหญิงอีรีนา เจ้าหญิงโซเฟีย เจ้าหญิงมารีอา |
| ราชวงศ์ | โฮเอ็นโซลเลิร์น-ซิกมาริงเงิน |
| พระราชบิดา | พระเจ้าการอลที่ 2 |
| พระราชมารดา | เฮเลนแห่งกรีซและเดนมาร์ก |
| ศาสนา | ออร์ทอดอกซ์โรมาเนีย |
| ลายพระอภิไธย | |
สมเด็จพระเจ้ามีไฮที่ 1 แห่งโรมาเนีย หรือ สมเด็จพระเจ้าไมเคิลที่ 1 แห่งโรมาเนีย (โรมาเนีย: Mihai I al României, Michael I al României; 25 ตุลาคม ค.ศ. 1921 - 5 ธันวาคม ค.ศ. 2017) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรโรมาเนีย ครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1927 ถึง 8 มิถุนายน ค.ศ. 1930 และเป็นกษัตริย์อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1940 จนกระทั่งทรงถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์ในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1947
ไม่นานนักหลังจากเสด็จพระราชสมภพ มกุฎราชกุมารการอลแห่งโรมาเนีย พระราชชนกของพระองค์ ทรงมีความสัมพันธ์อันน่าอื้อฉาวกับมักดา ลูเปสกู ในปีค.ศ. 1925 มกุฎราชกุมารการอลทรงถูกกดดันให้สละสิทธิในราชบัลลังก์และทรงเสด็จลี้ภัยไปยังปารีสร่วมกับลูเปสกู ในปีค.ศ. 1927 เจ้าชายมีไฮได้ขึ้นสืบราชบัลลังก์ หลังจากการสวรรคตของพระอัยกาคือ กษัตริย์แฟร์ดีนันท์ที่ 1 โดยกษัตริย์มีไฮยังทรงพระเยาว์ พระชนมายุเพียง 5 ชันษา ทำให้ขณะนั้นเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระชนมายุน้อยที่สุดในยุโรป[1] จึงมีการตั้งสภาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นมาประกอบด้วย เจ้าชายนีกอลาเอ พระปิตุลาของพระองค์ อัครบิดร มิรอน คริสเตอา และประธานศาลสูงสุด เกออร์เก บูซดูกัน แต่พิสูจน์แล้วว่าสภาผู้สำเร็จราชการไม่มีประสิทธิภาพ และในปีค.ศ. 1930 เจ้าชายการอลเสด็จกลับโรมาเนียและครองราชย์เป็นกษัตริย์แทนพระราชโอรส ครองราชย์ในนามว่า กษัตริย์การอลที่ 2 เป็นผลให้เจ้าชายมีไฮกลายเป็นรัชทายาทอีกครั้งและทรงได้รับพระอิสริยยศเพิ่มเติมคือ แกรนด์วอยโวดแห่งอัลบา-อูเลีย
กษัตริย์การอลที่ 2 ถูกปลดจากราชบัลลังก์ในปีค.ศ. 1940 และมกุฎราชกุมารมีไฮทรงเป็นพระมหากษัตริย์อีกครั้ง[1] ภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารของอียอน อันตอเนสกู โรมาเนียปรับตัวเข้าร่วมกับนาซีเยอรมนี ในปีค.ศ. 1944 กษัตริย์มีไฮทรงก่อรัฐประหารต่อต้านอันโตเนสกู ทรงแต่งตั้งกอนซตันติน ซานาเทสกูขึ้นดำรงตำแหน่งแทน และต่อมาได้ประกาศฟื้นสัมพันธ์กับฝ่ายสัมพันธมิตร[1] ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ด้วยแรงกดดันทางการเมืองบีบบังคับให้กษัตริย์มีไฮทรงแต่งตั้งคณะรัฐบาลนิยมสหภาพโซเวียตที่นำโดย เปตรู กรอซา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 ถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1946 กษัตริย์มีไฮทรงดำเนินการ "โจมตีโดยพระราชวงศ์" และไม่ทรงประสบความสำเร็จในการต่อต้านรัฐบาลของกรอซาที่ถูกควบคุมโดยคอมมิวนิสต์ โดยพระองค์ปฏิเสธที่จะลงพระปรมาภิไธยและรับรองพระราชกฤษฎีกาต่างๆ ในเดือนพฤศจิกายน กษัตริย์มีไฮเสด็จร่วมพระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระญาติคือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ในอนาคตกับเจ้าชายฟิลิปปอสแห่งกรีซและเดนมาร์กที่ลอนดอน ไม่นานหลังจากนั้น ช่วงเช้าของวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1947 นายกรัฐมนตรีกรอซาได้มาเข้าเฝ้ากษัตริย์มีไฮและบีบบังคับให้พระองค์สละราชบัลลังก์ กษัตริย์มีไฮทรงถูกเนรเทศ พระราชทรัพย์ถูกยึด และมีการถอดความเป็นพลเมืองของพระองค์ ในปีค.ศ. 1948 พระองค์อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงแอนน์แห่งบูร์บง-ปาร์มา (ต่อมาเป็นที่รู้จักในพระนาม สมเด็จพระราชินีอานาแห่งโรมาเนีย) ทรงมีพระราชธิดาร่วมกัน 5 พระองค์[1] และท้ายที่สุดทั้งสองพระองค์ประทับที่สวิตเซอร์แลนด์
ระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ของนีกอลาเอ ชาวูเชสกูถูกโค่นล้มในปีค.ศ. 1989 และในปีถัดมา อดีตกษัตริย์มีไฮทรงพยายามเสด็จกลับโรมาเนีย แต่ก็ทรงถูกจับกุมและบีบบังคับให้เสด็จออกไปเมื่อเพิ่งมาถึง ในปีค.ศ. 1992 อดีตกษัตริย์มีไฮได้รับอนุญาตให้เสด็จโรมาเนียในช่วงอีสเตอร์ ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากรอรับเสด็จอย่างเนืองแน่น ทรงมีพระราชดำรัสผ่านหน้าต่างของโรงแรมซึ่งดึงดูดประชาชนประมาณหนึ่งล้านคนในบูคาเรสต์ ด้วยความตื่นตระหนกของความนิยมในอดีตกษัตริย์มีไฮ รัฐบาลหลังสมัยคอมมิวนิสต์ของประธานาธิบดีอียอน อีลีเยสกูปฏิเสธที่จะให้พระองค์เสด็จเยือนอีก ในปีค.ศ. 1997 หลังจากอีลีเอสกูพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีแก่ เอมิล กอนซตันตีเนสกู ในปีก่อน สถานะความเป็นพลเมืองของอดีตกษัตริย์มีไฮได้รับการฟื้นคืนและทรงได้รับอนุญาตให้เสด็จโรมาเนียอีกครั้ง ทรัพย์สินต่างๆที่ถูกยึด เช่น ปราสาทเปเรสและปราสาทซาวาร์ซิน ได้รับการฟื้นคืนมาสู่พระราชวงศ์ของพระองค์ได้ในที่สุด
ช่วงต้นของพระชนมชีพ
[แก้]
เจ้าชายมีไฮเสด็จพระราชสมภพในปีค.ศ. 1921 ณ ปราสาทเปเลส เมืองซีนาเอีย ราชอาณาจักรโรมาเนีย ทรงเป็นพระราชโอรสในมกุฎราชกุมารการอลแห่งโรมาเนียกับมกุฎราชกุมารีเฮเลน[2] พระองค์เสด็จพระราชสมภพในรัชกาลของกษัตริย์แฟร์ดีนันท์ที่ 1 และพระองค์มีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาในพระเจ้าคอนสแตนตินที่ 1 แห่งกรีซ
มกุฎราชกุมารการอลมีความสัมพันธ์ที่น่าอื้อฉาวกับมักดา ลูเปสกู พรรคเสรีนิยมแห่งชาติซึ่งเป็นพรรคที่ครอบงำการเมืองโรมาเนียนั้นไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ของมกุฎราชกุมารการอลและลูเปสกู เมื่อพรรคทราบว่าองค์มกุฎราชกุมารทรงตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกเขา ทางพรรคจึงดำเนินการหาทางกีดกันพระองค์ออกจากราชบัลลังก์[3] การรณรงค์ที่ยืดเยื้อของพรรคเสรีนิยมแห่งชาตินั้นมีความเกี่ยวข้องน้อยมากในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมกุฎราชกุมารการอลและมักดา ลูเปสกู แต่จุดมุ่งหมายหลักของพรรคคือ ความพยายามกำจัด "ปืนใหญ่ที่หย่อนยาน" อย่างตัว มกุฎราชกุมารการอล เนื่องจากแน่ใจว่าถ้าพระองค์ได้ครองราชบัลลังก์ พระองค์จะต้องกีดกันไม่ให้พรรคเสรีนิยมแห่งชาติมีอำนาจเหนือการเมือง ดังที่พระมหากษัตริย์โฮเอ็นโซลเลิร์นเคยทำมาก่อน[3]
มกุฎราชกุมารต้องสละสิทธิ์ในการสืบราชบัลลังก์ในเดือนธันวาคม ปีค.ศ. 1925 และต้องเสด็จออกจากประเทศไป อย่างไรก็ตามทั้งกษัตริย์แฟร์ดีนันท์และสมเด็จพระราชินีมารีแห่งโรมาเนีย พระอัยกาและพระอัยยิกาก็ไม่ทรงเต็มพระทัยที่จะปล่อยให้ประเทศอยู่ภายใต้พระหัตถ์ของพระนัดดา ซึ่งมีพระชนมายุเพียง 5 พรรษา แม้ว่าจะทรงได้รับการดูแลจากคณะผู้สำเร็จราชการ เนื่องจากทรงกลัวว่าดินแดนที่ได้รับในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะถูกอ้างสิทธิโดยประเทศเพื่อนบ้านและความผันผวนทางการเมืองอาจจะนำไปสู่ความไม่สงบได้ เจ้าชายไมเคิลทรงสืบราชบัลลังก์ต่อโดยอัตโนมัติหลังจากการสวรรคตของกษัตริย์แฟร์ดีนันท์ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1927 ก่อนวันคล้ายเสด็จพระราขสมภพครบ 6 ชันษาของพระองค์[4] หลังจากนั้นทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนพิเศษที่พระราชชนกของพระองค์ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1932[5][6]
การปกครอง
[แก้]การครองราชย์ครั้งที่หนึ่ง
[แก้]คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ประกอบด้วยเจ้าชายนีกอลาเอ พระปิตุลาของพระองค์ อัครบิดร มิรอน คริสเตอา และประธานศาลสูงสุด เกออร์เก บูซดูกัน (และเดือนตุลาคม ในปี 1929 บุซดูกันถึงแก่อสัญกรรม กอนซตันติน เซอเรตยานู จึงดำรงตำแหน่งแทน) คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ปฏิบัติหน้าที่ในพระนามของพระมหากษัตริย์วัย 5 พรรษา อย่างกษัตริย์มีไฮที่ 1 ซึ่งสืบราชบัลลังก์หลังจากกษัตริย์แฟร์ดีนันท์สวรรคตในปีค.ศ. 1927[7] เจ้าชายนีกอลาเอทรงเป็นเหมือนผู้สำเร็จราชการคนที่หนึ่งอย่างไม่เป็นทางการ พระองค์ไม่พอพระทัยที่ต้องละทิ้งหน้าที่ทางทหารในราชนาวีอังกฤษ และไม่ทรงสนพระทัยในการเมือง พระองค์จึงพยายามดำเนินการตามแนวทางของพระราชชนก คือการร่วมมือกับพรรคเสรีนิยมแห่งชาติ และต่อต้านพรรคเกษตรกรแห่งชาติ โดยเสนอว่าทางคณะผู้สำเร็จราชการจะแต่งตั้งรัฐบาลแห่งชาติภายใต้อียอน อี. เช. บราเตียนู นายกรัฐมนตรีหลายสมัยของโรมาเนีย แต่บราเตียนูปฏิเสธแนวคิดของผู้สำเร็จราชการ พรรคเสรีนิยมแห่งชาตินั้นส่วนใหญ่ได้รับพลังขับเคลื่อนจากตระกูลบราเตียนูที่ทรงพลังในการใช้อำนาจในพรรค แต่บราเตียนูถึงแก่อสัญกรรมในปีค.ศ. 1927 ตระกูลบราเตียนูไม่สามารถตกลงกันเรื่องผู้สืบทอดได้ อันนำมาซึ่งอำนาจของพรรคเสรีนิยมที่เริ่มเข้าสู่จุดเสื่อม[8] ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในปีค.ศ. 1928 พรรคเกษตรกรแห่งชาติ ภายใต้ยูลีอู มานีอู ได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 78%[8] เจ้าชายนีกอลาเอ ซึ่งเป็นประธานสภาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นั้นทรงเป็นมิตรไมตรีกับพรรคเสรีนิยมแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่างมานีอูจึงมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะก่อรัฐประหาร ยุบสภาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อทูลเชิญเจ้าชายการอลให้เสด็จกลับมาครองราชย์หลังจากเขาทำการติดต่อกับเจ้าการอลมาในระยะเวลาหนึ่ง[8]
หลังจากบุซดูกัน หนึ่งในผู้สำเร็จราชการถึงแก่อสัญกรรมในปีค.ศ. 1929 ความนิยมในสมเด็จพระราชินีมารี พระอัยยิกาของกษัตริย์มีไฮ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในช่วงนี้และหลังจากที่ทรงปฏิเสธที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสภาผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในปี ค.ศ. 1929 พระนางทรงถูกกล่าวหาโดยสื่อและแม้กระทั่งเจ้าหญิงเฮเลนว่าทรงวางแผนก่อรัฐประหารทั้งๆที่ไม่ประสงค์ที่จะยุ่งเกี่ยวการเมืองแล้ว[9] เมื่อสมเด็จพระราชินีมารีทรงปฏิเสธ กอนซตันติน ซาราตีอานูจึงดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สำเร็จราชการที่ไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองใดๆเลย รวมถึงไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารกิจการของประเทศ ตามบันทึกของนีกอลาเอ ออร์กาอ้างว่า พระอัครบิดร มิรอน คริสเตอาได้พูดว่า
"คณะผู้สำเร็จราชการทำงานไม่ได้เพราะไม่มีผู้นำ เจ้าชายทรงพระโอสถมวน ซาราตีอานูมัวแต่อ่านหนังสือ และข้าพเจ้าเป็นพระ ทำได้เพียงแค่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยเท่านั้น"
ทศวรรษที่ 1930 และรัชสมัยกษัตริย์การอล
[แก้]
วันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1930 เจ้าชายการอลเสด็จกลับประเทศหลังจากคำกราบทูลเชิญของเหล่านักการเมืองที่นำโดยนายกรัฐมนตรี ยูลีอู มานีอูจากพรรคเกษตรกรแห่งชาติ เหล่านักการเมืองไม่พอใจคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ไม่มีความสามารถและยิ่งเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ การมีประมุขที่เข้มแข็งย่อมจำเป็น เจ้าชายการอลทรงได้รับการยอมรับจากรัฐสภาในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งโรมาเนียในวันถัดมา เจ้าชายมีไฮถูกถอดออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่ได้ดำรงตำแหน่งรัชทายาท พระยศ มกุฎราชกุมาร และทรงได้รับพระอิสริยยศเพิ่มเติมคือ แกรนด์วอยโวดแห่งอัลบา-อูเลีย[10]
ในทศวรรษต่อมากษัตริย์การอลที่ 2 จะทรงพยายามเข้าไปมีบทบาททางสังคมการเมืองโรมาเนีย โดยครั้งแรกทรงใช้พระราชอำนาจจัดการความเป็นศัตรูกันระหว่างพรรคเกษตรกรและพรรคเสรีนิยมและฝ่ายต่อต้านชาวยิว ต่อมา (มกราคม ค.ศ. 1938) ทรงใช้พระราชอำนาจแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ กษัตริย์การอลที่ 2 ทรงพยายามจัดตั้งลัทธิบูชาบุคคลของพระองค์เองเพื่อต่อต้านอิทธิพลที่กำลังเติบโตขึ้นของพวกผู้พิทักษ์เหล็ก (Iron Guard) เช่นการจัดตั้งกองกำลังกึ่งทหารยุวชน ที่เรียกว่า สตราจาเตรี (Straja Țării) ในปีค.ศ. 1935 สแตนลีย์ จี. เพนย์ นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกัน บรรยายถึงกษัตริย์การอลที่ 2 ว่าเป็น "กษัตริย์ที่น่าเหยียดหยาม เลวทรามและกระหายอำนาจที่สุด มากกว่าราชบัลลังก์แห่งอื่นใดในยุโรปศตวรรษที่ 20"[11] กษัตริย์การอลทรงปกครองผ่านกลไกอำนาจที่ไม่เป็นทางการคือ คามาริลลา ซึ่งประกอบด้วยเหล่าข้าราชบริพาร นักการทูตอาวุโส เจ้าหน้าที่ทางทหาร นักการเมืองและนักอุตสาหกรรม ซึ่งต้องพึ่งพาความโปรดปรานจากกษัตริย์ในการส่งเสริมอาชีพการงานของพวกเขา[12] สมาชิกคนสำคัญของกลุ่มคามาริลลา คือ มาดามลูเปสกู พระสนมของพระองค์เอง ซึ่งเป็นผู้ถวายคำแนะนำทางการเมืองของกษัตริย์การอลที่สำคัญมาก[12] นายกรัฐมนตรีมานีอูเชิญกษัตริย์การอลสู่บัลลังก์เพียงเพราะความกลัวคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของยุวกษัตริย์มีไฮที่ 1 ถูกครอบงำโดยพรรคเสรีนิยมแห่งชาติซึ่งแน่ใจว่าพรรคเสรีนิยมจะชนะการเลือกตั้งเสมอ[12] มาดามลูเปสกูนั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบของประชาชนชาวโรมาเนียเลย และนายกรัฐมนตรีมานีอูทูลขอให้กษัตริย์การอลทรงคืนดีกับเจ้าหญิงเฮเลนแห่งกรีซเพื่อเป็นราคาสำหรับที่เขาทวงคืนราชบัลลังก์ให้พระองค์ สมเด็จพระราชินีมารี พระราชชนนีของพระองค์ก็ทรงทูลขอให้นำเจ้าหญิงเฮเลนกลับมา แต่กษัตริย์การอลทรงผิดคำสัญญาและพระองค์ทรงเริ่มประทับอยู่กับมาดามลูเปสกูอีกครั้ง นายกรัฐมนตรีมานีอูจึงลาออกจากตำแหน่งเพื่อเป็นการประท้วงในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1930 และเขาจึงกลายเป็นศัตรูคนสำคัญของกษัตริย์การอล[12] กษัตริย์การอลที่ 2 ทรงถอดถอนพระนางมารี พระราชชนนีออกจากบทบาททางการเมืองและทรงพยายามทำลายความนิยมในตัวพระชนนี เป็นผลให้พระนางมารีต้องเสด็จออกจากบูคาเรสต์และทรงใช้พระชนมชีพที่เหลือในชนบท หรือไม่ก็พระตำหนักของพระองค์ที่ทะเลดำ ในปี ค.ศ. 1937 พระองค์ทรงพระประชวรด้วยโรคตับแข็งและสิ้นพระชนม์ในปีถัดมา ต่อมาในที่สุดนายกรัฐมนตรีมานีอูก็พ่ายแพ้กลอุบายทางการเมืองของกษัตริย์การอลที่ 2 โดยทรงปลดคณะรัฐบาลและเข้าควบคุมการเมืองเองโดยใช้กลไกของกลุ่มคามาริลลา และทรงพยายามกำจัดกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กของคอร์เนลิอู เซเลอา โคเดรียนูที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระองค์

กษัตริย์การอลที่ 2 ทรงแต่งตั้งพระอัครบิดรมิรอน คริสเตอา หรืออัครบิดรมิรอนแห่งโรมาเนียวัย 69 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาเป็นประมุขแห่งนิกายคริสต์ออร์ทอดอกซ์โรมาเนียและอดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลกษัตริย์มีไฮที่ 1 เขาเป็นบุรุษผู้ที่กษัตริย์การอลทรงทราบว่าเป็นบุคคลที่เป็นที่เคารพของประชาชนโรมาเนียทั่วประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเมืองนับถืออร์ทอดอกซ์ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1938 กษัตริย์การอลทรงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีความคล้ายคลึงกับฉบับก่อนหน้า แต่แท้จริงแล้วมันเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นเผด็จการและเป็นการปกครองแบบหมู่คณะที่รุนแรง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยอมรับพระราชอำนาจฉุกเฉินที่กษัตริย์การอลเข้ายึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อเปลี่ยนให้รัฐบาลกลายเป็นเผด็จการโดยพฤตินัย มันเป็นการสร้างพระราชอำนาจในพระหัตถ์ของพระองค์อย่างเข้มข้น ซึ่งเกือบจะถึงจุดที่เรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับการเห็นชอบผ่านการทำประชามติด้วยเงื่อนไขที่ห่างไกลจากความลับ กล่าวคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมารายงานตัวต่อหน้าสำนักงานการเลือกตั้งและแถลงด้วยวาจาว่าพวกเขาจะเห็นชอบในรัฐธรรมนูญ การที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเงียบจะถือว่าลงคะแนน "เห็นชอบ" ภายใต้เงื่อนไขนี้ มีการรายงานอย่างไม่น่าเชื่อว่า มีประชาชนเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญใหม่ถึงร้อยละ 99.87[13][14] และหลังจากนี้ทรงเริ่มที่จะนำเยอรมนีไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง และมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้งหลังจากพระอัครบิดรมรณภาพในต้นปีค.ศ. 1939
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1939 มกุฎราชกุมารมีไฮทรงได้เข้าร่วมเป็นวุฒิสมาชิกในวุฒิสภาโรมาเนีย ด้วยรัฐธรรมนูญโรมาเนีย ค.ศ. 1938 ซึ่งสนับสนุนอำนาจ "เผด็จการโดยราชวงศ์" ของกษัตริย์การอลที่ 2 อนุญาตให้มกุฎราชกุมารมีไฮมีที่นั่งในวุฒิสภาเมื่อทรงมีพระชนมายุครบ 18 พรรษา[15]
แต่หลังจากเหตุการณ์รางวัลเวียนนาครั้งที่สอง ในวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1940 โรมาเนียสูญเสียดินแดนพิพาทให้แก่ทั้งสหภาพโซเวียต ฮังการีและบัลแกเรีย จากแรงกดดันของนาซีเยอรมนี การยอมรับในรางวัลเวียนนาครั้งที่สองทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในกษัตริย์การอลอย่างสิ้นเชิง และในช่วงต้นเดือนกันยายน ค.ศ. 1940 มีการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ในโรมาเนียเพื่อกดดันให้พระมหากษัตริย์สละราชบัลลังก์ ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1940 ฮอเรีย ซีมา กลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กที่เข้ามามีบทบาทหลังคอร์เนลิอู เซเลอา โคเดรียนู ผู้นำถูกระบอบของกษัตริย์การอลสังหารได้ลาออกจากคณะรัฐบาลได้กล่าวสุนทรพจน์เพื่อให้กษัตริย์การอลสละราชสมบัติ และกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กจะรวมตัวกันชุมนุมประท้วงทั่วโรมาเนียเพื่อกดดันให้พระองค์สละราชบัลลังก์[16] ในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1940 นายพลอียอน อันตอเนสกูได้เป็นนายกรัฐมนตรี และกษัตริย์การอลทรงถ่ายโอนอำนาจเผด็จการส่วนใหญ่ไปให้แก่เขา[17][18] ในฐานะนายกรัฐมนตรี อันโตเนสกูได้รับการยอมรับจากทั้งฝ่ายผู้พิทักษ์เหล็กและกลุ่มชนชั้นสูง[19] นายพลอันโตเนสกูเองเป็นพวกต่อต้านบอลเชวิกและเป็นผู้นิยมเยอรมัน เขาได้ก่อการรัฐประหารต่อกษัตริย์การอลที่ 2 ซึ่งเขามองว่ากษัตริย์ทรงเป็นพวก "ต่อต้านเยอรมัน" พระองค์จึงสละราชบัลลังก์ให้มกุฎราชกุมารมีไฮ พระราชโอรสซึ่งพระองค์จะได้ครองราชย์เป็นครั้งที่สอง ส่วนกษัตริย์การอลเสด็จลี้ภัย
ระบอบอันตอเนสกู
[แก้]
หลังจากนายกรัฐมนตรีจอมพลอียอน อันตอเนสกูทำการปลดกษัตริย์การอลที่ 2 ออกจากราชบัลลังก์แล้ว เขาก็ทำการระงับรัฐธรรมนูญ ยุบสภา และให้มกุฎราชกุมารมีไฮ ซึ่งมีพระชนมายุ 18 พรรษาครองราชบัลลังก์เป็นครั้งที่สอง กษัตริย์มีไฮทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกในวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1940 (แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะได้รับการฟื้นฟูในปีค.ศ. 1944 และรัฐสภาโรมาเนียได้รับการฟื้นคืนในปีค.ศ. 1946 แต่กษัตริย์มีไฮก็ไม่ได้ทรงประกอบพิธีสาบานตนอย่างเป็นทางการและไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา) กษัตริย์มีไฮทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษก[20]และทรงประกอบพิธีเจิมเป็นพระมหากษัตริย์แห่งโรมาเนีย โดยพระอัครบิดรแห่งโรมาเนีย นิกายอีสเติร์นออร์ทอดอกซ์ พระอัครบิดรนิโคดิมแห่งโรมาเนีย ประกอบพิธีที่มหาวิหารอัครบิดรโรมาเนียแห่งบูคาเรสต์[21] แม้ว่ากษัตริย์มีไฮจะทรงเป็นจอมทัพสูงสุดของกองทัพโรมาเนีย แต่นายกรัฐมนตรีจอมพลอียอน อันตอเนสกู สถาปนาตนเองเป็น คอนดูคาเตอ (Conducător; "ผู้นำแห่งประชาชน") ซึ่งเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงอำนาจเต็มของนายกรัฐมนตรี และในความเป็นจริงกษัตริย์มีไฮทรงถูกบังคับให้เป็นพระประมุขหุ่นเชิดจนถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944[22] กษัตริย์มีไฮทรงเคยร่วมเสวยพระกระยาหารเที่ยงกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์สองครั้ง ครั้งแรกคือ เสวยพร้อมกับพระราชชนกและฮิตเลอร์ในบาวาเรีย ค.ศ. 1937 และอีกครั้งหนึ่งคือเสวยพร้อมกับพระราชชนนีที่เบอร์ลิน ในปีค.ศ. 1941[23] และทรงเคยพบปะกับเบนิโต มุสโสลินีในอิตาลี ปีค.ศ. 1941[24]

อียอน อันตอเนสกูนั้นก้าวขึ้นมาสู่อำนาจอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปีค.ศ. 1940 เขาจัดตั้งโรมาเนียให้เป็นรัฐกองทัพแห่งชาติ และมีความเป็นพันธมิตรที่ไม่น่าพึงพอใจนักกับกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กของฮอเรีย ซีมาที่เคยมีบทบาทในการต่อต้านกษัตริย์การอลที่ 2 ซีมาได้กลับมาจากถูกเนรเทศและได้ขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ และยังคงกลับมาทำกิจกรรมในฐานะผู้นำของกองกำลังผู้พิทักษ์เหล็ก ซีมาได้ดำเนินการแบ่งเขตการปกครองของโรมาเนียให้เป็นเขตการปกครองของทหารแต่ละเขต[25] หลังจากมีการประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกให้กษัตริย์มีไฮที่ 1 ไปในวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1940 โรมาเนียก็เริ่มตกอยู่ในภาวะความน่าสะพรึงกลัวทางการเมือง ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1940 เมื่อกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กซึ่งเข้ามามีอำนาจในรัฐบาลของอันโตเนสกูพยายามรื้อฟื้นการตายอย่างเป็นปริศนาของอดีตผู้นำ คือ โคเดรียนู พวกขบวนการฟาสซิสต์จึงพยายามกวาดล้างนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมโคเดรียนูซึ่งดำเนินการโดยอดีตกษัตริย์การอลที่ 2 จนกลายเป็นการสังหารหมู่จีลาวา กลางดึกของวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1940 และเกิดการลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์นีกอลาเอ ออร์กา ซึ่งเป็นคนของอดีตกษัตริย์การอลที่ 2 ที่มีส่วนในการกำจัดโคเดรียนู และนักการเมืองฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านฟาสซิสต์คือ เวอร์จิล มัดกีอานู จากนั้นกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กก็ก่อความรุนแรงวุ่นวายหลายครั้งและทำการฆ่าล้างชาวยิวตามแนวคิดของกลุ่มที่เกลียดชังชาวยิวอย่างรุนแรง[17][26] นายกรัฐมนตรีจอมพลอียอน อันตอเนสกูนั้นไม่พอใจที่กลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กมักจะดำเนินการโดยพลการ อันส่งผลถึงความนิยมของเขา จึงพยายามตอบโต้การดื้อรั้นของซีมาด้วยการสั่งกองทัพออกมาระงับการไล่ฆ่าของผู้พิทักษ์เหล็กตามท้องถนน[27] นายกรัฐมนตรีล้มเหลวในการกดดันให้ซีมานำตัวฆาตกรมามอบตัวกับตำรวจ เขาจึงใช้อำนาจขับไล่นายตำรวจที่เป็นกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กออกจากตำแหน่ง และมีคำสั่งให้คณะรัฐมนตรีให้สัตย์สาบานว่าต้องจงรักภักดีต่อ "คอนดูคาเตอ"[28] ซึ่งแสดงให้เห็นถึงรอยร้าวที่ฝังลึกระหว่างนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี
หลังจากโรมาเนียเป็นพันธมิตรกับนาซีเยอรมนีและฝ่ายอักษะ และอันโตเนสกูได้รับความไว้วางใจจากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นายกรัฐมนตรีอันโตเนสกูจึงดำเนินการกวาดล้างพันธมิตรของตนอย่างกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กในเหตุการณ์กบฏกองทหาร ในปีค.ศ. 1941 เหล่าข้าราชการเยอรมันมีส่วนช่วยอันโตเนสกูในการกวาดล้างกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กที่มองว่าเริ่มมีอำนาจมากไปจนควบคุมไม่ได้ แต่หลังจากกวาดล้างกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็ก ฮิตเลอร์เปิดทางให้ฮอเรีย ซีมาและฝ่ายผู้พิทักษ์เหล็กหลายคนลี้ภัยในเยอรมนี ทั้งที่ศาลของอันโตเนสกูตัดสินให้ประหารชีวิต[29] หลังจากนั้นอันโตเนสกูจึงเข้าเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเวลาเดียวกัน โรมาเนียเป็นแหล่งน้ำมันชั้นดีของนาซีเยอรมนี ฮิตเลอร์จึงต้องการเอาใจโรมาเนียเป็นพิเศษและให้การสนับสนุนระบอบอันโตเนสกูทุกทาง แต่การที่โรมาเนียเป็นแหล่งน้ำมันที่สำคัญต่อเยอรมนี[30] ส่งผลให้ประเทศเป็นแหล่งเป้าหมายในการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรหลายครั้ง เขานำโรมาเนียเข้าร่วมปฏิบัติการบาร์บาร็อสซาในแผนการบุกสหภาพโซเวียตของนาซีเยอรมนี เพื่อยึดดินแดนเบสซาราเบียและบูโกวินาเหนือคืนมา และทำการสังหารหมู่ชาวยิวในโรมาเนียตามนโยบายของนาซีเยอรมนี โดยเฉพาะชาวยิวเบสซาราเบีย ชาวยิวบูโกวินาและชาวยิวยูเครน รวมถึงชาวโรมานีหรือยิปซีถูกไล่ล่าสังหารอย่างโหดร้ายทารุณ การโฆษณาชวนเชื่อของอันโตเนสกูเป็นการใส่ความชาวยิวว่าเป็น "สายลับคอมมิวนิสต์" เพื่อกระตุ้นให้กองทัพโรมาเนียทำการจับกุมและสังหาร
การหันมาต่อต้านนาซีเยอรมนี
[แก้]
ในปีค.ศ. 1944 สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มส่งผลที่ย่ำแย่แก่ฝ่ายอักษะ แต่นายกรัฐมนตรีอียอน อันตอเนสกูยังคงปกครองอย่างเผด็จการในโรมาเนีย ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944 การรุกรานจากสหภาพโซเวียตจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และคาดว่าจะบุกเข้ามาอีกไม่กี่เดือน[31] ในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1944 กษัตริย์มีไฮทรงวางแผนร่วมกับนักการเมืองที่นิยมฝ่ายสัมพันธมิตร เหล่านายทหารและกลุ่มพลเรือนติดอาวุธที่มีผู้นำคือคอมมิวนิสต์[32] ดำเนินการก่อรัฐประหารต่ออำนาจของนายกรัฐมนตรีอันโตเนสกู กษัตริย์มีไฮทรงมีรับสั่งให้ทหารรักษาพระองค์จับกุมเขา ในคืนเดียวกันกษัตริย์มีไฮทรงแต่งตั้งพลโทกอนซตันติน ซานาเทสกู เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และให้สิทธิในการควบคุมอันโตเนสกูแก่พวกคอมมิวนิสต์ (ทั้งๆที่กษัตริย์ไม่ประสงค์ที่จะทำเช่นนี้แต่คำสั่งของพระองค์ถูกปฏิบัติในทางตรงข้าม) และหลังจากนั้นพวกคอมมิวนิสต์ส่งตัวอันโตเนสกูไปยังสหภาพโซเวียตในวันที่ 1 กันยายน[33] ในรายการวิทยุกระจายเสียงไปทั่วโรมาเนียและกองทัพ กษัตริย์มีไฮทรงมีรับสั่งให้หยุดยิงซึ่งตอนนั้นกองทัพแดงกำลังบุกเข้ามายังแนวหน้ามอลดาเวีย[32] ทรงประกาศว่าโรมาเนียจงรักภักดีกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทรงประกาศยอมรับการสงบศึกกับสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต และประกาศสงครามต่อเยอรมนี[34] แต่สิ่งนี้ไม่ได้ช่วยขัดขวางการรุกรานที่รวดเร็วของสหภาพโซเวียต มีการจับเชลยทหารโรมาเนียกว่า 130,000 นาย ถูกส่งไปยังสหภาพโซเวียต หลายคนเสียชีวิตในค่ายกักกัน[32]
แม้ว่าประเทศจะยุติการเป็นพันธมิตรกับนาซี แต่การรัฐประหารเร่งให้กองทัพแดงบุกเข้าสู่โรมาเนีย[32] การสงบศึกได้ลงนามอีกสามสัปดาห์ต่อมาในวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1944 ตามเงื่อนไขของสหภาพโซเวียต[32] ภายใต้การเงื่อนไขของการสงบศึก โรมาเนียจะต้องยอมรับการยอมจำนนต่อสหภาพโซเวียต และอยู่ภายใต้การยึดครองของฝ่ายสัมพันธมิตร โดยโซเวียตจะเป้นผู้แทนในการควบคุมสื่อ การสื่อสาร การไปรษณีย์โทรเลข และการบริหารกิจการภาครัฐอยู่เบื้องหลัง การรัฐประหารจึงกลายเป็น "การจำนนยอม"[35][36] ต่อ "การยอมแพ้"[31][32] "อย่างไม่มีเงื่อนไข"[37] มีการแนะนำว่าการรัฐประหารสามารถทำให้สงครามโลกครั้งที่สองลดสั้นลงอีก 6 เดือน และสามารถช่วยชีวิตผู้คนนับแสนได้[38]
ในช่วงสิ้นสุดสงคราม กษัตริย์มีไฮทรงได้รับลีเจียนออฟเมอริต ชั้นหัวหน้าผู้บัญชาการ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แฮร์รี เอส. ทรูแมน[39] พระองค์ยังทรงได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งชัยของโซเวียตจากโจเซฟ สตาลิน "สำหรับการกระทำอันกล้าหาญที่เปลี่ยนแปลงการเมืองของโรมาเนียอย่างรุนแรง ในการแตกหักกับเยอรมนีของฮิตเลอร์ และมุ่งหน้าการเป็นพันธมิตรกับสหประชาชาติ แม้ว่าในช่วงนั้นยังไม่มีสัญญาณว่าเยอรมนีกำลังจะพ่ายแพ้" เป็นคำอธิบายอย่างเป็นทางการถึงเหตุสำหรับการรับเครื่องอิสริยาภรณ์ หลังจากมรณกรรมของมีเคา รอลา-ชือมีแยร์สกี ใน ค.ศ. 1989 กษัตริย์มีไฮกลายเป็นบุคคลที่ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์นี้เพียงคนเดียวที่ยังทรงพระชนม์อยู่[40]
ราชบัลลังก์ภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์
[แก้]
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 สถานการณ์ทางการเมืองได้กดดันให้กษัตริย์มีไฮต้องทรงแต่งตั้งรัฐบาลนิยมโซเวียตนำโดย เปตรู กรอซา มาแทนรัฐบาลต่อต้านคอมมิวนิสต์ของนายพลนีกอลาเอ ราเดสกู ราเดสกูพยายามหยุดยั้งไม่ให้พรรคคอมมิวนิสต์เข้ามามีอำนาจแต่ก็ทำไม่สำเร็จเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์โรมาเนียได้ระดมกำลังพลผู้สนับสนุนเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ราเดสกูลาออก กษัตริย์มีไฮจึงต้องแต่งตั้งกรอซาแทน และราเดสกูลาออกจากตำแหน่ง ด้วยสถานการณ์บีบบังคับ โดยในสองปีต่อมานี้ กษัตริย์มีไฮก็ทรงทำได้ดีกว่าเป็นเพียงหุ่นเชิดเพียงเล็กน้อย ในช่วงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 ถึง มกราคม ค.ศ. 1946 เกิดเหตุการณ์การประท้วงของราชวงศ์โรมาเนีย ซึ่งเป็นเหตุการณ์วิกฤตรัฐธรรมนูญในรัฐบาลของกรอซา กล่าวคือ กษัตริย์มีไฮทรงปฏิเสธที่จะลงพระปรมาภิไธยในพระราชบัญญัติที่เสนอโดยนายกรัฐมนตรีกรอซา หรือทรงปฏิเสธที่รับการเข้าเฝ้าฯจากเหล่าคณะรัฐมนตรี การประท้วงของกษัตริย์ถือเป็นการขัดขืนอย่างหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นพระราชวงศ์ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อกรอซาปฏิเสธที่จะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามคำขอของกษัตริย์ ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองโรมาเนีย พระองค์ทรงกระทำตามคำแนะนำของพรรคเสรีนิยมแห่งชาติและพรรคเกษตรกรแห่งชาติ และคาดว่าทรงได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรตะวันตกอย่างลับๆ การประท้วงของราชวงศ์สิ้นสุดในเดือนมกราคม ค.ศ. 1946 เมื่อนายกรัฐมนตรีกรอซาตัดสินใจยอมรับให้มีรัฐมนตรีที่มาจากตัวแทนของสองพรรคศัตรู เพื่อให้รัฐบาลของเข้าได้รับการยอมรับจากสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา[41] แต่ถึงกระนั้นพวกคอมมิวนิสต์ก็มีอำนาจมากอยู่ดี จากกระแสตอบรับทางฝั่งโซเวียต อังกฤษและสหรัฐอเมริกา กษัตริย์มีไฮทรงถูกกดดันให้ยุติการดื้อแพ่งต่อต้านในการบังคับให้กรอซาลาออกจากตำแหน่ง
กษัตริย์มีไฮไม่ทรงพระราชทานอภัยโทษให้อดีตนายกรัฐมนตรี จอมพลอันโตเนสกู ซึ่งเขาถูกตัดสินประหารชีวิตสำหรับ "การทรยศชาวโรมาเนีย และทำเพื่อผลประโยชน์ของนาซีเยอรมนี ในการจัดการให้ระบอบเศรษฐกิจและการเมืองของโรมาเนียให้กลายเป็นของเยอรมนี รวมถึงกระทำการร่วมมือกับกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็ก ในการวางแผนสังหารนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม การสังหารหมู่พลเรือนและก่ออาชญากรรมต่อสันติภาพ" และกษัตริย์มีไฮเองก็ไม่สามารถช่วยผู้นำฝ่ายค้านได้ อย่างยูลีอู มานีอู อดีตนายกรัฐมนตรีและพวกตระกูลบราเตียนู[42] ซึ่งตกเป็นเหยือการพิจารณาคดีของพวกคอมมิวนิสต์ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ห้ามพระองค์เข้ามาแทรกแซงได้ โดยปราศจากการลงนามของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมที่เป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ คือ ลูเครตีอู ปาทราสคานู (ซึ่งในภายหลังเขาถูกกำจัดฐานที่เป็นปรปักษ์ต่อระบอบคอมมิวนิสต์ของกีออร์เก กีออร์กีอู-เดจ) จากพระอนุทินส่วนพระองค์ของเจ้าหญิงอีเลียนาแห่งโรมาเนีย พระปิตุจฉาของกษัตริย์มีไฮ[43] ทรงอ้างถึงคำพูดของเอมิล บ็อดนาราส ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนรักของพระองค์[44] เขาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมของโรมาเนียฝ่ายคอมมิวนิสต์ และเป็นสายลับโซเวียต[45] เขาพูดว่า "ถ้ากษัตริย์ไม่ทรงลงนามในเอกสารการประหารชีวิต ผมสัญญาว่าเราจะสนับสนุนการตัดสินใจของพระองค์" เจ้าหญิงอีเลียนานั้นไม่ทรงเชื่อใจ ทรงตรัสว่า "ดูคุณรู้ดีจังเลยนะ (...) ว่ากษัตริย์จะไม่มีอิสระในการลงนามในเอกสารที่ไม่ตรงตามรัฐธรรมนูญเหล่านั้น ถ้าพระองค์ทรงยอมลงนาม เอกสารเหล่านั้นก็จะไปขึ้นอยู่กับพวกคุณ และก่อนหน้านั้นทั้งประเทศและรัฐบาลของพวกคุณจะต้องถูกประณาม แน่นอนว่าพวกคุณจะไม่อยากเสียเปรียบเพิ่มในช่วงเวลานี้หรอกนะ!"
สมเด็จอา หรือ พระปิตุจฉาของพระองค์นั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคอมมิวนิสต์ ได้แก่ เจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งโรมาเนีย อดีตพระราชินีแห่งกรีซ และเจ้าหญิงอีเลียนา ในปีค.ศ. 1944 อดีตพระราชินีแห่งกรีซทรงสร้างสายสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์โรมาเนีย และทรงเริ่มโจมตีกษัตริย์มีไฮ ผู้เป็นพระราชนัดดา ซึ่งกษัตริย์มีไฮเองทรงมองสมเด็จอาพระองค์นี้ว่าเป็นจารชนคอมมิวนิสต์[46][47] ในต้นปีค.ศ. 1947 อดีตพระราชินีเอลิซาเบธแห่งกรีซเพิ่งได้รับถวายที่ดินบานล็อปจากยอซีป บรอซ ตีโต ผู้ซึ่งปลดพระนัดดาองค์หนึ่งของพระองค์ออกจากบัลลังก์คือ สมเด็จพระเจ้าปีเตอร์ที่ 2 แห่งยูโกสลาเวีย[48] และจากคำบอกเล่าของอเล็กซานดรู สคานาวี ระบุว่า เจ้าหญิงทรงให้เงินทุนแก่กองกำลังติดอาวุธเพื่อต่อสู้กับระบอบกษัตริย์ในกรีซของพระอนุชาในอดีตพระสวามีของพระนาง คือ สมเด็จพระเจ้าปัฟโลสแห่งกรีซ ส่วนสมเด็จอาอีกพระองค์คือ เจ้าหญิงอีเลียนาอาจจะทรงต่อต้านพระราชนัดดาน้อยกว่าอดีตพระราชินีแห่งกรีซ ผู้เป็นพระเชษฐภคินี แต่พระองค์ก็ทรงหวังว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะให้อาร์กดยุกสเตฟานแห่งออสเตรีย พระโอรสของพระองค์ขึ้นครองบัลลังก์โรมาเนียแทนกษัตริย์มีไฮที่ 1 ด้วยเหตุนี้เจ้าหญิงทั้งสองจึงได้ฉายาว่า "สมเด็จอาฝ่ายแดง" ของกษัตริย์มีไฮ[49]
การบังคับสละราชสมบัติ
[แก้]
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1947 กษัตริย์มีไฮเสด็จเยือนลอนดอนในคราวพระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระญาติคือ เจ้าหญิงเอลิซาเบธ (ต่อมาคือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร)กับเจ้าชายฟิลิปปอสแห่งกรีซและเดนมาร์ก ในคราวนี้ทรงพบปะกับเจ้าหญิงอานน์แห่งบรูบง-ปาร์มา (พระญาติชั้นสองของพระองค์) ซึ่งต่อมาจะเป็นพระมเหสีของพระองค์ จากบันทึกส่วนพระองค์[50] กษัตริย์มีไฮทรงปฏิเสธข้อเสนอสิทธิในการลี้ภัย และตัดสินพระทัยเสด็จกลับโรมาเนีย ทรงปฏิเสธคำแนะนำอย่างแข็งขันของเอกอัครทูตอังกฤษประจำโรมาเนีย
ในตอนเช้าของวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1947 กษัตริย์มีไฮทรงเตรียมการงานเลี้ยงวันปีใหม่ ณ ปราสาทเปเรส เมืองซินาเอีย แต่นายกรัฐมนตรีกรอซากราบทูลให้พระองค์เสด็จกลับมาบูคาเรสต์ กษัตริย์มีไฮเสด็จถึงพระราชวังเอลิซาเบตาในบูคาเรสต์ และทรงพบว่าพระราชวังถูกปิดล้อมโดยกองพันทูดอร์ วลาดิมีเรสกู ซึ่งเป็นกองทัพที่จงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ กรอซาและกีออร์เก กีออร์กีอู-เดจ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ กำลังรอเข้าเฝ้าพระองค์อยู่ และพวกเขาเรียกร้องให้พระองค์ลงพระปรมาภิไธยลงในตราสารการสละราชบัลลังก์ที่ถูกพิมพ์ไว้แล้ว พระองค์ไม่สามารถโทรศัพท์ถึงกองกำลังที่จงรักภักดีได้ เนื่องจากมีการตัดสายโทรศัพท์ และทั้งกรอซากับกีออร์กีอู-เดจก็ถือปืนชี้มาที่พระองค์ (ขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูลอ้างอิง) กษัตริย์มีไฮจึงต้องทรงยอมลงพระปรมาภิไธย[51][52][53][54] หลังจากนั้นในวันเดียวกัน รัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้ประกาศยุบเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ "อย่างถาวร" และแทนที่ด้วยสาธารณรัฐประชาชน โดยมีการประกาศพระราชโองการสละราชสมบัติของกษัตริย์ทางวิทยุซึ่งมีการบันทึกเตรียมไว้ล่วงหน้า[55] ในวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1948 กษัตริย์มีไฮทรงถูกบีบบังคับให้เสด็จออกจากประเทศ ตามมาด้วย[56]สัปดาห์ถัดมา เจ้าหญิงเอลิซาเบธ อดีตพระราชินีแห่งกรีซและเจ้าหญิงอีเลียนา ผู้ทรงมีความใกล้ชิดกับพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ถูกขนานนามว่า "สมเด็จอาฝ่ายแดง" ก็ถูกบีบบังคับให้ออกจากประเทศเช่นกัน[57] พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายภายในม่านเหล็กที่ต้องสูญเสียราชบัลลังก์

ตามคำกล่าวของอดีตกษัตริย์มีไฮ ทรงอ้างว่า กรอซาข่มขู่พระองค์ด้วยปืน[58][59][60][61] และกราบทูลเตือนว่ารัฐบาบจะยิงเป้านักศึกษากว่า 1,000 คนที่ถูกจับกุมหากพระองค์ไม่ยอมสละราชบัลลังก์[62] พระองค์ประทานสัมภาษณ์แก่เดอะนิวยอร์กไทมส์ในปีค.ศ. 2007 กษัตริย์มีไฮทรงตรัสถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า "มันเป็นการแบล็คเมล์ข่มขู่ พวกเขาพูดว่า 'ถ้าพระองค์ไม่ยอมลงนามเดี๋ยวนี้ พวกกระหม่อมก็ต้องบังคับพระองค์' - ข้าพเจ้าไม่รู้ ทำไมต้องบีบบังคับ 'ก็จะฆ่านักศึกษา 1,000 กว่าคนที่อยู่ในคุกไงล่ะ'"[63] ตามนิตยสารไทม์ระบุว่า กรอซาข่มขู่จะจับกุมประชาชนหลายพันคน และสั่งให้มีการนองเลือกถ้าหากกษัตริย์มีไฮไม่สละราชบัลลังก์[53]
อย่างไรก็ตามมีอัตชีวประวัติของอดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของโซเวียตประจำหน่วยงานพลาธิการกิจการภายในของประชาชน พลตรี ปาเวล ซูโดพลาตอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหภาพโซเวียต อันเดรย์ วืยชินสกี ซึ่งเดินทางมาเจรจากับกษัตริย์มีไฮเป็นการส่วนตัว โดยรับประกันต่อพระองค์ว่าจะจ่ายเงินบำนาญส่วนหนึ่งแก่กษัตริย์มีไฮที่จะต้องลี้ภัยไปเม็กซิโก[64] ตามบทความในหนังสือพิมพ์ ยูร์นาลูล เนชันนาล[65][66] ระบุว่า การสละราชบัลลังก์ของกษัตริย์มีไฮนั้นมีการเจรจากับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ โดยให้พระองค์เสด็จออกจากประเทศพร้อมทรัพย์สินบางส่วน พระองค์ทรงตอบรับพร้อมติดตามด้วยข้าราชบริพารผู้จงรักภักดี
ตามบันทึกของแอนแวร์ ฮอจา ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แอบเบเนียที่มีการพูดคุยกับผู้นำคอมมิวนิสต์โรมาเนียเกี่ยวกับเรื่องการสละราชบัลลังก์ของกษัตริย์ ระบุว่า เป็นกีออร์กีอู-เดจที่ถือปืนขู่กษัตริย์ ไม่ใช่กรอซา พระองค์ได้รับอนุญาตให้เสด็จออกนอกประเทศพร้อมผู้ติดตามบางส่วน และจากการยืนยันของนีกีตา ครุชชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียต เกี่ยวกับคำสารภาพของกีออร์กีอู-เดจ[67] ว่าเขาต้องการทรัพย์สิน ทองคำและทับทิม[68] ฮอจาระบุว่ากองกำลังที่นิยมคอมมิวนิสต์ปิดล้อมพระราชวัง เพื่อต่อต้านกองทัพที่สนับสนุนกษัตริย์
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1948 กษัตริย์มีไฮทรงประณามว่าการสละราชบัลลังก์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรงยืนยันว่าพระองค์ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์โรมาเนียโดยชอบธรรม ตามนิตยสารไทม์ระบุว่า[69] พระองค์คงจะรีบดำเนินการเร็วกว่านี้ แต่ช่วงต้นปีค.ศ. 1948 พระองค์ยังทรงเจรจากับพรรคคอมมิวนิสต์เกี่ยวกับทรัพย์สินของพระองค์ที่ถูกทิ้งไว้ในโรมาเนีย
มีรายงานว่า[70][71][72][73][74] ทางการคอมมิวนิสต์โรมาเนียอนุญาตให้กษัตริย์มีไฮถ่ายโอนทรัพย์สินออกไป พร้อมภาพวาดของราชวงศ์ที่มีค่าจำนวน 42 ภาพในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1947 เพื่อให้พระองค์เสด็จออกจากโรมาเนียได้เร็วขึ้น[72] ภาพวาดบางภาพ[75]ถูกรายงานว่ามีการขายให้ตัวแทนจำหน่ายงานศิลปะชื่อดังอย่างดาเนียล วิลเดนสไตน์ หนึ่งในภาพวาดที่เป็นทรัพย์สินของราชวงศ์โรมาเนียคาดว่าถูกนำออกนอกประเทศโดยกษัตริย์มีไฮในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1947 และได้กลับมาโรมาเนียในปีค.ศ. 2004 โดยการบริจาค[70][76][77] โดยจอห์น ครูเกอร์ อดีตพระสวามีในเจ้าหญิงอีรีนาแห่งโรมาเนีย พระธิดาในกษัตริย์มีไฮ
ในปีค.ศ. 2005 คาลิน โปเปสกู-ตารีซีอานู นายกรัฐมนตรีโรมาเนีย[78] ปฏิเสธข้อกล่าวหาอดีตกษัตริย์มีไฮในเรื่องภาพวาด โดยระบุว่ารัฐบาลโรมาเนียไม่มีข้อพิสูจน์ในการกระทำดังกล่าวของกษัตริย์มีไฮ และก่อนปีค.ศ. 1949 รัฐบาลไม่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับงานศิลปะใดๆ ที่ถูกนำออกมาจากอดีตที่ประทับของราชวงศ์ แต่นักประวัติศาสตร์บางคนมีบันทึกอยู่ในช่วงต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 1948 ซึ่งถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1948[79]
ตามอัตชีวประวัติที่ได้รับอนุญาตให้เขียนของอีโว พ็อตเตอร์[80] เรื่อง Michael of Romania: The King and The Country (2005) ซึ่งระบุพระดำรัสของสมเด็จพระราชชนนีเอเลนาว่า ราชวงศ์โรมาเนียได้นำภาพวาดของราชวงศ์ไปยังพิธิอภิเษกสมรสในกรุงลอนดอน เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1947 ซึ่งเป็นงานอภิเษกสมรสของเจ้าหญิงเอลิซาเบธ (ต่อมาคือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร) ภาพเหล่านี้ลงนามโดยเอลเกรโก ซึ่งถูกขายในปีค.ศ. 1976
ตามเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศและเครือจักรภพที่ไม่มีการจัดประเภทซึ่งมีหัวข้อรายงานข่าวในปีค.ศ. 2005 ว่า เมื่อกษัตริย์มีไฮเสด็จออกจากโรมาเนีย พระองค์ทรงมีทรัพย์สินจำนวน 500,000 ฟรังก์สวิส[81] เมื่อเร็วๆ นี้มีสำเนาการสนทนาที่ไม่ได้รับการจัดประเภทระหว่างโจเซฟ สตาลินกับนายกรัฐมนตรีโรมาเนีย เปตรู กรอซา[82][83] ไม่นานก่อนพระองค์จะสละราชบัลลังก์ ว่า กษัตริย์มีไฮทรงได้รับทรัพย์สินจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์จำนวน 500,000 ฟรังก์สวิส แต่กษัตริย์มีไฮทรงปฏิเสธ[84][85][86] โดยทรงแจ้งว่า รัฐบาลคอมมิวนิสต์อนุญาตให้พระองค์นำทรัพย์สินติดตัวเพียงรถยนต์ส่วนบุคคล 4 คันบรรทุกไว้บนรถไฟ 2 คัน
อภิเษกสมรส
[แก้]การหมั้น
[แก้]
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1947 กษัตริย์มีไฮทรงพบกับเจ้าหญิงอานน์แห่งบูร์บง-ปาร์มา พระญาติห่างๆ ซึ่งทรงเสด็จเยือนลอนดอนเพื่อร่วมพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าหญิงเอลิซาเบธและฟิลิป เมานต์แบ็ทแตน[87] ที่จริงแล้วปีก่อนหน้า สมเด็จพระราชชนนีเอเลนา หรือ พระนางเฮเลนได้เชิญเจ้าหญิงอานน์ พร้อมพระมารดาและพระเชษฐาพระอนุชาของพระนางมายังบูคาเรสต์ แต่แผนของพระนางก็ไม่สำเร็จ[88] ในขณะที่กษัตริย์มีไฮทรงทอดพระเนตรเจ้าหญิงอานน์ในภาพยนตร์ข่าวและทรงขอรูปถ่ายของพระนางจากภาพยนตร์นี้[88]
เจ้าหญิงอานน์ไม่ประสงค์ที่จะเสด็จติดตามพระบิดาและพระมารดาไปยังลอนดอนเพื่อร่วมงานเสกสมรส เนื่องจากเจ้าหญิงทรงต้องการหลีกเลี่ยงไม่พบปะกับกษัตริย์มีไฮในสภาพแวดล้อมที่ดูเป็นทางการ แต่พระนางทรงตั้งพระทัยที่จะอยู่เบื้องหลัง โดยเสด็จไปยังสถานีรถไฟปารีสเพียงลำพัง และทรงแสร้งทำเป็นประชาชนที่สัญจรด้วยรถไฟ เพื่อที่พระนางจะได้สังเกตองค์กษัตริย์เป็นการส่วนพระองค์ ในฐานะเป็นผู้ติดตามของคณะกษัตริย์มีไฮในการเสด็จด้วยนรถไฟที่มุ่งไปสู่ลอนดอน[88] อย่างไรก็ตามในนาทีสุดท้าย เจ้าหญิงทรงถูกเกลี้ยกล่อมโดยฌ็อง แกรนด์ดยุกรัชทายาทแห่งลักเซมเบิร์ก พระญาติของพระนางที่ทรงเชิญเจ้าหญิงมายังลอนดอน โดยที่พระองค์เป็นผู้จัดงานเลี้ยง เมื่อเจ้าหญิงอานน์มาถึงลอนดอน เจ้าหญิงได้เสด็จแวะที่โรงแรมคลาริดจ์เพื่อพบพระบิดาและพระมารดา แต่พระนางก็พบว่าทรงต้องแนะนำพระองค์เองแก่กษัตริย์มีไฮอย่างไม่คาดคิดมาก่อน ด้วยความที่ทรงเขินอายจนสับสน เจ้าหญิงทรงทำท่ากระแทกส้นเท้าเข้ากันแบบทหาร แทนที่จะทรงถอนสายบัว และทรงวิ่งหนีออกไปด้วยความอับอาย ด้วยเสน่ห์นี้ กษัตริย์มีไฮทรงพบปะเจ้าหญิงอานน์อีกครั้งในคืนพิธีเสกสมรส ณ งานเลี้ยงสังสรรค์ของสถานทูตลักเซมเบิร์ก พระองค์ทรงเล่าให้เจ้าหญิงฟังถึงความกังวลที่พรรคคอมมิวนิสต์จะเข้ายึดครองโรมาเนีย และทรงเป็นห่วงความปลอดภัยของพระราชชนนี และพระองค์ทรงเรียกพระนามลำลองของเจ้าหญิงว่า "แนน" (Nan)[88] ทั้งสองพระองคพบปะกันหลายครั้งในลอนดอนแต่ก็มีพระมารดาและพระอนุชาของเจ้าหญิงเสด็จตามมาสมาคมด้วย
ไม่กี่วันถัดมา เจ้าหญิงอานน์ทรงตอบรับคำเชิญของกษัตริย์มีไฮให้เสด็จไปพร้อมกับพระองค์และพระราชชนนี โดยกษัตริย์ทรงขับเครื่องบินบีชคราฟท์ เพื่อทรงพาเจ้าหญิงไอรีน ดัชเชสแห่งโอสตา สมเด็จน้าของกษัตริย์เสด็จกลับที่ประทับที่โลซาน[88] สิบหกวันหลังจากพบกัน กษัตริย์มีไฮทรงขอเจ้าหญิงอานน์หมั้นในขณะที่ทั้งสองทรงขับรถอยู่ในโลซาน ในตอนแรกเจ้าหญิงทรงปฏิเสธ แต่ต่อมาก็ทรงตอบตกลงภายหลังขณะที่ทรงพระดำเนินและขับรถไปกับพระองค์[89] แม้ว่ากษัตริย์มีไฮจะทรงมอบแหวนหมั้นแก่เจ้าหญิงในอีกสองสามวันต่อมา แต่พระองค์รู้สึกว่าต้องละเว้นการประกาศให้สาธารณชนรู้จนกว่าพระองค์จะทรงแจ้งต่อรัฐบาลของพระองค์ แต่สื่อมวลชนก็รุมล้อมพระองค์ตามความคาดหมาย[88]
กษัตริย์มีไฮเสด็จกลับโรมาเนีย พระองค์ทรงแจ้งแก่นายกรัฐมนตรีในเรื่องประกาศงานอภิเษกสมรส แต่นายกรัฐมนตรีกราบทูลว่า ยังไม่ "เหมาะสมแก่โอกาส" ทว่าภายในไม่กี่วัน กรณีนี้ทำให้รัฐบาลใช้โอกาสอธิบายต่อสาธารณชนเกี่ยวกับ "การสละราชบัลลังก์อย่างกะทันหัน" ของกษัตริย์มีไฮ แต่ในความเป็นจริงแล้วรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้ขับไล่พระองค์ออกจากบัลลังก์ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคมแล้ว[88] เจ้าหญิงอานน์ไม่ทรงสามารถทราบข่าวจากกษัตริย์มีไฮได้จนกระทั่งพระองค์ได้เสด็จออกจากประเทศ ในที่สุดทั้งสองพระองค์ได้มาพบกันที่เมืองดาโวส วันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1948[88]
เสกสมรส
[แก้]
ในฐานะที่ทรงเป็นราชวงศ์บูร์บง เจ้าหญิงอานน์ทรงยึดมั่นในกฎหมายศาสนจักรโรมันคาทอลิก ซึ่งกำหนดให้เจ้าหญิงต้องทรงขออนุญาตเป็นพิเศษก่อนที่จะเสกสมรสกับชายที่ไม่ใช่คาทอลิก (กษัตริย์มีไฮทรงนับถืออีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์) ในเวลานั้น การยกเว้นดังกล่าวโดยปกติจะได้รับก็ต่อเมื่อคู่สมรสที่ไม่นับถือศาสนาโรมันคาทอลิกสัญญาว่าจะอนุญาตให้บุตรที่เกิดจากการสมรสได้รับการเลี้ยงดูในฐานะโรมันคาทอลิก แต่กษัตริย์มีไฮทรงปฏิเสธกฎเกณฑ์นี้ เนื่องจากจะเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญว่าด้วยราชาธิปไตยของโรมาเนีย และอาจส่งผลเสียต่อการฟื้นฟูราชบัลลังก์ที่อาจเกิดขึ้นได้[88] สันตะสำนัก (ซึ่งจัดการเรื่องนี้โดยตรงตั้งแต่ช่วงที่กษัตริย์มีไฮที่ 1 ยังทรงครองราชย์อยู่) ปฏิเสธที่จะให้การอนุญาตเว้นแต่ว่ากษัตริย์มีไฮจะทรงให้คำมั่นสัญญาตามที่กำหนด
สมเด็จพระราชชนนีเฮเลนแห่งโรมาเนีย และเจ้าหญิงไอรีน ดัชเชสแห่งโอสตา พระขนิษฐาของพระนาง (ทรงเป็นสตรีออร์ทอดอกซ์ที่เสกสมรสกับเจ้าชายคาทอลิก) ทรงหารือกับพระบิดาและพระมารดาของเจ้าหญิงอานน์ในกรุงปารีส ซึ่งทั้งสองสกุลได้ตกลงที่จะนำเรื่องนี้ไปยื่นต่อวาติกันด้วยตนเอง ในต้นเดือนมีนาคม พระมารดาทั้งสองของกษัตริย์และเจ้าหญิงได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ซึ่งถึงแม้จะทรงได้ฟังคำวิงวอนของสมเด็จพระราชชนนีแห่งโรมาเนีย และเจ้าหญิงมาร์กาเร็ตแห่งเดนมาร์ก พระมารดาของเจ้าหญิงจะทรงทุบโต๊ะด้วยความพิโรธ สมเด็จพระสันตะปาปาก็ยังทรงปฏิเสธที่จะอนุญาตให้เจ้าหญิงอานน์อภิเษกสมรสกับกษัตริย์มีไฮ[88]
มีการคาดการณ์ว่า ส่วนหนึ่งที่พระสันตะปาปาปฏิเสธนั้น เป็นเพราะว่าในคราวเจ้าหญิงโจวันนาแห่งซาวอยอภิเษกสมรสกับพระเจ้าซาร์บอริสที่ 3 แห่งบัลแกเรีย พระญาติของเจ้าหญิงอานน์ ในค.ศ. 1930 ทั้งสองพระองค์ได้ให้คำมั่นว่าจะเลี้ยงดูพระโอรสธิดาในอนาคตให้เป็นชาวโรมันคาทอลิก แต่กลับทรงทำพิธีศีลล้างบาปแก่พระโอรสธิดาแบบอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์เพื่อเคารพศาสนาประจำชาติของบัลแกเรีย[88] อย่างไรก็ตาม กษัตริย์มีไฮที่ 1 ทรงปฏิเสธที่จะให้คำมั่นสัญญาเพราะในทางการเมืองพระองค์ไม่สามารถกระทำได้ ในขณะที่เจ้าหญิงมาร์กาเร็ต พระมารดาของเจ้าหญิงเองก็ทรงเป็นพระธิดาที่มาจากการเสกสมรสกันต่างศาสนาระหว่างคาทอลิก (เจ้าหญิงมารีแห่งออร์เลอ็อง) และโปรแตสแตนต์ (เจ้าชายวัลเดมาร์แห่งเดนมาร์ก) ซึ่งได้ปฏิบัติตามข้อตกลงก่อนเสกสมรสที่จะเลี้ยงดูพระโอรสทั้งสองให้เป็นโปรเตสแตนต์และพระธิดา เจ้าหญิงมาร์กาเร็ตเป็นคาทอลิก[88]
แม้ว่าจะอยู่ภายใต้ความตึงเครียดอย่างมาก[89] พระคู่หมั้นทั้งสองก็ตัดสินพระทัยว่าจะเดินหน้าต่อไป เจ้าชายซาเวียร์แห่งบูร์บง-ปาร์มา พระปิตุลาของเจ้าหญิงอานน์ ได้ทรงออกแถลงการณ์คัดค้านการแต่งงานใดๆ ที่กระทำขึ้นโดยขัดต่อพระประสงค์ของพระสันตะปาปาและครอบครัวของเจ้าสาว โดยเป็นตัวเจ้าชายซาเวียร์เอง ไม่ใช่พระสันตะปาปา ที่ห้ามไม่ให้พระบิดาและพระมารดาของเจ้าหญิงอานน์เข้าร่วมพิธีเสกสมรส[88] โฆษกประจำพระองค์ของกษัตริย์มีไฮที่ 1 ประกาศในวันที่ 9 มิถุนายน ได้สอบถามพระบิดาพระมารดาของฝ่ายหญิงแล้วและทรงได้ให้ความยินยอมแล้ว โดยครอบครัวของฝ่ายหญิงจะมีตัวแทนเข้าร่วมพิธีเสกสมรสคือ เจ้าชายเอริกแห่งเดนมาร์ก พระมาตุลาของเจ้าหญิงอานน์ จะเป็นผู้ส่งตัวเจ้าสาว[88]
พิธีอภิเษกสมรสจัดขึ้นวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1948 ณ เอเธนส์ ประเทศกรีซ ที่ห้องท้องพระโรง พระราชวังหลวง[89] ประกอบพิธีโดยอาร์คบิชอปดามาสกีนอสแห่งเอเธนส์และสมเด็จพระเจ้าปัฟโลสแห่งกรีซ พระมาตุลาของกษัตริย์มีไฮทรงเป็น กุมบารอส หรือ เพื่อนเจ้าบ่าวหลัก[88] แขกในพิธีประกอบด้วย สมเด็จพระราชชนนีเฮเลน พระมารดาในกษัตริย์มีไฮ, สมเด็จพระราชินีฟรีแดรีกีแห่งกรีซ พระมาตุจฉา, เจ้าหญิงไอรีน ดัชเชสแห่งโอสตา พระมาตุจฉา, เลดี้ แคทเธอรีน แบรนด์แรม พระมาตุจฉา, พระญาติวงศ์ได้แก่ เจ้าชายอะเมเดโอ ดยุกที่ 5 แห่งออสตา, เจ้าหญิงโซเฟียแห่งกรีซและเดนมาร์ก, มกุฎราชกุมารกอนสตันดีโนสแห่งกรีซ, เจ้าหญิงไอรีนแห่งกรีซและเดนมาร์ก พระญาติที่พระชนมายุน้อยที่สุดสามคนทำหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าสาวและผู้ถือพระธำมรงค์ ฝั่งเจ้าหญิงอานน์มีเจ้าชายเอริกแห่งเดนมาร์ก พระมาตุลาของเจ้าหญิง พระญาติองค์อื่นเช่น แกรนด์ดัชเชสเยเลนา วลาดีมีรอฟนาแห่งรัสเซีย, เจ้าหญิงโอลกาแห่งกรีซและเดนมาร์ก, เจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งยูโกสลาเวีย, เจ้าชายเกออร์ค วิลเฮล์มแห่งฮันโนเฟอร์ และผู้แทนพระราชวงศ์อื่น ๆ อดีตกษัตริย์การอลที่ 2 แห่งโรมาเนีย พระราชชนกในกษัตริย์มีไฮที่ 1 และพระราชธิดาของพระองค์ซึ่งเป็นเหล่าพระปิตุจฉาในกษัตริย์มีไฮ ได้แก่ เอลีซาเบตาแห่งโรมาเนีย อดีตสมเด็จพระราชินีแห่งกรีซ, สมเด็จพระราชินีมารียาแห่งยูโกสลาเวีย และเจ้าหญิงอีเลียนาแห่งโรมาเนีย ทรงได้รับแจ้งข่าว แต่ไม่ได้รับเชิญ[88]
ทั้งนี้อดีตกษัตริย์การอลยังทรงลี้ภัยต่อไปตลอดพระชนม์ชีพช่วงสุดท้ายของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงได้พบอดีตกษัตริย์มีไฮ พระราชโอรสอีกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 ซึ่งเมื่อพระองค์เสด็จออกจากโรมาเนีย อดีตกษัตริย์มีไฮเองก็ไม่ทรงประสงค์ที่จะพบพระราชชนก ซึ่งทรงมองว่าพระราชชนกทรงทำให้พระราชชนนีของพระองค์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติอย่างน่าอับอายหลายครั้ง และพระองค์ไม่เสด็จร่วมพระราชพิธีฝังพระบรมศพพระราชชนกด้วย ว่ากันว่า "อดีตกษัตริย์การอลทรงปรารถนาที่จะพบพระโอรสมาก แต่หลังจากเสด็จออกจากโรมาเนียก็ไม่ทรงพบกันอีกเลย... อดีตกษัตริย์การอลทรงพยายามหลายครั้งและพร้อมที่จะพบกับพระราชโอรสทุกเมื่อ แต่อดีตกษัตริย์มีไฮจะทรงปฏิเสธทุกครั้ง"[90] อีกทั้งทรงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับเหล่าสมเด็จอามาตั้งแต่เมื่อทรงครองราชย์แล้ว ทรงมองว่าพระนางเอลีซาเบตา และเจ้าหญิงอีเลียนา สมเด็จอาทั้งสองทรงร่วมกับพวกคอมมิวนิสต์ต่อต้านราชบัลลังก์ของพระองค์[91]
เนื่องจากไม่มีการอนุญาตจากพระสันตะปาปาสำหรับการสมรส เมื่อทำการสมรสตามพิธีกรรมของศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ตะวันออก การสมรสจึงถูกประกาศว่าเป็นโมฆะโดยคริสตจักรโรมันคาทอลิก แต่ถูกต้องตามกฎหมายโดยสมบูรณ์โดยทางราชการอื่นๆ ในที่สุดทั้งสองพระองค์ก็ได้เข้าร่วมพิธีทางศาสนาอีกครั้งในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1966 ณ โบสถ์โรมันคาทอลิกเซนต์ชาร์ลในโมนาโก ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายศาสนจักรโรมันคาทอลิกอย่างถูกต้อง[88]
พระราชธิดา
[แก้]
ทั้งสองพระองค์มีพระราชธิดา 5 พระองค์ ได้แก่
- เจ้าหญิงมาร์กาเรตา ผู้พิทักษ์พระราชบัลลังก์โรมาเนีย (ประสูติ 26 มีนาคม ค.ศ. 1949[92]) เสกสมรสกับราดู ดูดา ค.ศ. 1996
- เจ้าหญิงเอเลนาแห่งโรมาเนีย (ประสูติ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1950[93]) เสกสมรสครั้งแรกกับโรบิน เมดฟอร์ธ-มิลส์ วันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1983 และทรงหย่าวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1991 มีบุตรธิดา 2 คน และเสกสมรสครั้งที่ 2 กับ อเล็กซานเดอร์ แมคอาเทียร์ วันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1998
- เจ้าหญิงอีรีนาแห่งโรมาเนีย (ประสูติ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1953[94]) เสกสมรสครั้งแรกกับจอห์น ครูเกอร์ วันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1983 และทรงหย่าวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 2003 มีบุตรธิดา 2 คน และเสกสมรสครั้งที่ 2 กับ จอห์น เวสลีย์ วอล์คเกอร์ วันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007
- เจ้าหญิงโซเฟียแห่งโรมาเนีย (ประสูติ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1957[95]) เสกสมรสกับ อาร็อง มีแชล บียาร์เน็กซ์ วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 1998 และทรงหย่า ค.ศ. 2002 มีธิดา 1 คน
- เจ้าหญิงมาเรียแห่งโรมาเนีย (ประสูติ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1964[96]) เสกสมรสกับ คาซิมีร์ มิสคอว์สกี[97] วันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1995 และทรงหย่าเดือนธันวาคม ค.ศ. 2003
ตามกฎหมายแซลิกของการสืบราชสมบัติ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยฉบับสุดท้ายของราชอาณาจักรโรมาเนีย คือฉบับ ค.ศ. 1923 เมื่อพระเจ้ามีไฮเสด็จสวรรคต (โดยหากว่าพระองค์ไม่มีพระโอรสอีก) หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ การสืบราชบัลลังก์จะกลับคืนสู่ราชวงศ์โฮเอินท์ซ็อลเลิร์น-ซีคมาริงเงิน โดยคาร์ล ฟรีดริช ฟ็อน โฮเอินท์ซ็อลเลิร์น ประมุขของราชวงศ์ จะอยู่ในลำดับแรกของการสืบราชบัลลังก์[98] (ดูเพิ่มเติมที่ ลำดับการสืบราชบัลลังก์ของโรมาเนีย)
พระชนมชีพหลังสละราชบัลลังก์
[แก้]
ก่อนอภิเษกสมรสกษัตริย์มีไฮและสมเด็จพระราชชนนีเฮเลนนได้ไปพำนักอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ระยะหนึ่ง ซึ่งกษัตริย์ผู้ถูกบังคับสละราชบัลลังก์ทรงขมขื่นถึงการยอมรับของชาติตะวันตกต่อการสถาปนาสาธารณรัฐคอมมิวนิสต์ในโรมาเนีย[99] สมเด็จพระราชชนนีเฮเลนทรงกังวลต่อสถานะทางการเงิน เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ไม่อนุญาตเกี่ยวกับเงินปีของพระราชวงศ์แต่อย่างใด[100] แม้จะมีการให้สัญญาไว้ แต่รัฐบาลโรมาเนียชุดใหม่กลับยึดทรัพย์สินของอดีตราชวงศ์เป็นของรัฐ (20 กุมภาพันธ์ 1948) และเพิกถอนสัญชาติของอดีตพระมหากษัตริย์และพระญาติ (17 พฤษภาคม 1948)[101] ในขณะเดียวกัน อดีตกษัตริย์มีไฮและพระราชชนนีต้องรับมือกับแผนการของอดีตกษัตริย์การอลที่ 2 พระราชชนก ผู้ยังทรงถือว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงองค์เดียวของโรมาเนีย และกล่าวหาอดีตพระมเหสีว่าทรงกีดกันไม่ให้พระองค์ได้พบกับพระโอรส เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของพระนาง อดีตกษัตริย์การอลที่ 2 ไม่ทรงลงเลที่จะดึงฟรีดริช เจ้าชายแห่งโฮเอินท์ซ็อลเลิร์น พระญาติ (ประมุขราชวงศ์ในขณะนั้น) และเจ้าชายนิโคลัสแห่งโรมาเนีย พระอนุชาในกษัตริย์การอลที่ 2 และเป็นพระปิตุลาในกษัตริย์มีไฮ เข้ามาเกี่ยวข้องกับแผนการต่อต้านพระราชชนนีเฮเลน[102][103] แม้จะมีข้อกังวลเหล่านี้ แต่กษัตริย์มีไฮและพระราชชนนีของพระองค์ก็ยังคงเสด็จเยือนสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกาหลายครั้งเพื่อพบปะกับผู้นำรัฐบาลและตัวแทนของชาวโรมาเนียพลัดถิ่น[104]
เดือนมกราคม ค.ศ. 1948[53] อดีตกษัตริย์มีไฮทรงเริ่มใช้พระอิสริยยศตามราชตระกูลของพระองค์ คือ "เจ้าชายแห่งโฮเอินท์ซ็อลเลิร์น"[105][106] แทนการใช้พระอิสริยยศ "พระมหากษัตริย์แห่งโรมาเนีย" แต่หลังจากทรงประณามการสละราชสมบัติของพระองค์ว่าเป็นสิ่งที่ถูกบังคับและผิดกฎหมายในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1948 พระองค์ก็กลับมาใช้ตำแหน่งพระมหากษัตริย์อีกครั้ง
อดีตกษัตริย์มีไฮไม่ทรงพบอดีตกษัตริย์การอลที่ 2 พระราชชนกอีกเลยนับตั้งแต่ ค.ศ. 1940 กษัตริย์มีไฮทรงมองว่าการพบพระราชชนกไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะพระราชชนกได้ทรงกระทำความอับอายแก่พระราชชนนีด้วยการทรงคบชู้กับมักดา ลูเปสกู และพระองค์ไม่เสด็จไปร่วมพิธีฝังพระบรมศพของพระราชชนกใน ค.ศ. 1953 ด้วย[107]
กษัตริย์มีไฮและเจ้าหญิงอานน์ หรือที่ทรงใช้พระยศหลังเสกสมรสว่า "พระราชินีอานา" ประทับที่ฟลอเรนซ์ อิตาลี จนถึงค.ศ. 1948 เปลี่ยนไปประทับที่โลซาน สวิตเซอร์แลนด์ จนถึงค.ศ. 1950 และจากนั้นย้ายไปประทับที่ฮาร์ตฟอร์ดเชอร์ อังกฤษ จนถึงค.ศ. 1956[108][109] จากนั้นทั้งสองพระองค์ทรงประทับที่แวร์ซัว สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะทรงประทับอยู่ที่นั่นถึง 45 ปี ทางการโรมาเนียภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ได้เพิกถอนสัญชาติโรมาเนียของกษัตริย์มีไฮใน ค.ศ. 1948[110]
ในช่วงลี้ภัย กษัตริย์มีไฮทรงประกอบอาชีพหลากหลายทั้งเกษตรกรรม นายหน้าค้าหุ้น ผู้ประกอบการ และนักบิน[108][2][1] ในค.ศ. 1957 พระองค์ทำงานในสวิตเซอร์แลนด์ในตำแหน่งนักบินทดสอบให้กับบริษัทที่เป็นต้นกำเนิดของบริษัทผลิตเครื่องบินเลียร์เจ็ต[111][112] กษัตริย์และพระราชินีจึงทรงก่อตั้งฟาร์มเลี้ยงไก่และสร้างโรงไม้ขนาดเล็กขึ้นเพื่อเลี้ยงชีพ[113][114]
พระองค์และพระนางอานาทรงร่วมเหตุการณ์ "การล่องเรือของเหล่ากษัตริย์" ในปีค.ศ. 1954 หรือ ที่ถูกเรียกว่า "การล่องเรือของพวกเลือดสีน้ำเงิน" เป็นการล่องเรือเที่ยวในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในฤดูร้อน ค.ศ. 1954 ซึ่งจัดการโดยสมเด็จพระราชินีฟรีแดรีกีแห่งกรีซ หรือ เฟรเดอริกาแห่งฮาโนเวอร์ และสมเด็จพระเจ้าปัฟโลสแห่งกรีซ สมเด็จน้าของพระองค์ การล่องเรือครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศกรีซ โดยมีสสมเด็จพระราชินีฟรีแดรีกีเป็นผู้ริเริ่ม การล่องเรือเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน ค.ศ. 1954 บนเรือ อะกาเมมนอน มีเชื้อพระวงศ์จากราชวงศ์ที่ยังครองราชย์อยู่และที่เคยครองราชย์กว่า 25 ราชวงศ์เข้าร่วม รวมถึงมีสมาชิกราชวงศ์กว่า 100 พระองค์[115][116]
พระเจ้ามีไฮถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยระบอบคอมมิวนิสต์ ก่อนและหลังค.ศ. 1989 ผู้มีอำนาจในบูคาเรสต์เกรงว่าพระองค์จะเสด็จกลับและทวงบัลลังก์คืน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังทางข่าวกรองอย่างระมัดระวังตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงแรกของการลี้ภัยและดำเนินต่อไปหลังเดือนธันวาคม ค.ศ. 1989 ในระหว่างเสด็จลี้ภัย พรรคคอมมิวนิสต์โรมาเนียให้ความสนใจต่อความเคลื่อนไหวของกษัตริย์มีไฮอย่างมาก ทรงเป็นเป้าหมายของหน่วยข่าวกรองที่เรียกว่า "เซคูริตาเต" ทรงอยู่ภายใต้การสอดแนมมานานถึง 40 ปี หน่วยข่าวกรองได้ตรวจสอบสถานการณ์ทางการเงินของกษัตริย์ การติดต่อประสานงานของกษัตริย์มีไฮกับผู้ลี้ภัยทางการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย (ซึ่งเป็นความสนใจหลักของหน่วยข่าวกรอง) คำแถลงและการปรากฏตัวของกษัตริย์ในสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อที่ถือว่าต่อต้านคอมมิวนิสต์/สถาบันของรัฐโรมาเนีย และการเฝ้าติดตามกิจกรรมของสมาชิกคนอื่นๆ ในราชวงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระธิดาของกษัตริย์มีไฮ[117]
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ให้ข้อมูลของหน่วยข่าวกรองเซคูริตาเตบรรยายลักษณะของพระมหากษัตริย์ ในค.ศ. 1973 คือ ทรงเงียบขรึม สันโดษ ไม่ค่อยสุงสิงกับชาวต่างชาติ หรือแม้แต่ฝ่ายการเมืองที่ลี้ภัย ทรงขยันขันแข็ง แต่มีฐานะทางการเงินจำกัด แม้ว่าโฆษณาชวนเชื่อของคอมมิวนิสต์จะพรรณนาต่อสาธารณชนชาวโรมาเนียว่าราชวงศ์ร่ำรวย ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามั่งคั่ง "โดยเอาเปรียบประชาชน" แต่ความเป็นจริงที่เปิดเผยโดยเอกสารของหน่วยความมั่นคงคือ พระเจ้ามีไฮทรงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในระหว่างการลี้ภัย ในแง่ของการเงิน กิจกรรมสาธารณะของพระองค์ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยข่าวกรองอย่างใกล้ชิด ทั้งการปรากฏตัวของพระองค์และสมาชิกคนอื่นๆ ในราชวงศ์ในงานสาธารณะต่างๆ รวมถึงคำแถลงและการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนโลกเสรี ล้วนถูกติดตามอย่างใกล้ชิด คำแถลงบางส่วนของพระองค์ถูกตีความว่าเป็นปรปักษ์ต่อโรมาเนีย ซึ่งก็คือระบอบคอมมิวนิสต์ในโรมาเนีย ไม่ใช่ประเทศโรมาเนีย[117]
เสด็จกลับประเทศและการฟื้นฟูเกียรติยศ
[แก้]
วันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1990 ซึ่งเป็นปีหลังจากการปฏิวัติโรมาเนียที่โค่นล้มระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ของนีกอลาเอ ชาวูเชสกู กษัตริย์มีไฮพร้อมด้วยสมาชิกราชวงศ์หลายพระองค์ได้เสด็จถึงสนามบินโอโตเปนี และเสด็จเข้าสู่ประเทศโรมาเนียเป็นครั้งแรกในรอบ 43 ปี ทรงใช้หนังสือเดินทางทางการทูตของเดนมาร์ก พระองค์จึงสามารถขอวีซ่าแบบ 24 ชั่วโมง พระองค์ตั้งพระทัยที่จะเสด็จไปยังอาสนวิหารกูร์เตอาเดอาร์เจช เพื่อทรงสวดภาวนาที่สุสานบรรพบุรุษราชวงศ์ และเข้าร่วมพิธีทางศาสนาในวันคริสต์มาส แต่ระหว่างการเดินทางไปยังเมืองกูร์เตอาเดอาร์เจช อดีตพระมหากษัตริย์และคณะทรงถูกตำรวจสกัดกั้น พระองค์ถูกนำตัวไปยังสนามบิน และถูกบังคับให้เสด็จออกจากประเทศ[118]
ในค.ศ. 1992 รัฐบาลโรมาเนียอนุญาตให้กษัตริย์มีไฮเสด็จกลับไปยังโรมาเนียเพื่อร่วมเทศกาลอีสเตอร์ ซึ่งการเสด็จของพระองค์ได้มีฝูงชนมารับเสด็จจำนวนมาก[1] พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสที่ระเบียงห้องพักชั้น 1 ของโรงแรมคอนติเนนตัล ดึงดูดผู้คนกว่า 100,000 คน การเสด็จเยือนบูคาเรสต์ของพระองค์ดึงดูดประชาชนกว่าล้านคนออกมาบนท้องถนนในเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าฯ อดีตพระมหากษัตริย์องค์สุดท้าย[119][120] กษัตริย์มีไฮทรงปฏิเสธคำเชิญของราดู กึมเปียนู หัวหน้าพรรคเสรีนิยมแห่งชาติ (โรมาเนีย) ที่ให้พระองค์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีโรมาเนีย ความนิยมของไมเคิลสร้างความวิตกกังวลให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีอียอน อีลีเยสกู และพระองค์ทรงถูกห้ามไม่ให้เสด็จกลับมาเยือนโรมาเนียอีก โดยทรงถูกปฏิเสธการเข้าประเทศถึงสองครั้งในค.ศ. 1994 และ 1995[121]
ค.ศ. 1997 หลังอีลีเยสกู พ่ายแพ้การเลือกตั้งต่อเอมิล กอนซตันตีเนสกู รัฐบาลประธานาธิบดีกอนซตันตีเนสกูได้คืนสัญชาติโรมาเนียให้กับกษัตริย์มีไฮและอนุญาตให้พระองค์เสด็จเยือนประเทศได้อีกครั้ง[122] จากนั้นพระองค์ทรงประทับส่วนหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ที่โอโบน บางส่วนทรงประทับในโรมาเนีย ไม่ว่าจะเป็นปราสาทเซอเวือร์ชินในเทศมณฑลอารัด หรือที่ประทับอย่างเป็นทางการในบูคาเรสต์ คือ พระราชวังเอลีซาเบตา ที่รัฐสภาโรมาเนียลงมติเห็นชอบตามกฎหมายว่าด้วยการจัดการสำหรับอดีตประมุขแห่งรัฐ นอกจากปราสาทเซอเวือร์ชินแล้ว ยังมีปราสาทเปเรซและปราสาทเปลิซอร์ก็ได้รับการบูรณะเช่นกัน โดยปราสาททั้งสองหลังเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ ในขณะที่พระราชวังเอลีซาเบตาและปราสาทเซอเวือร์ชินใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์
บั้นปลายพระชนม์ชีพ
[แก้]
กษัตริย์มีไฮที่ 1 ไม่ได้ทรงสนับสนุนหรือต่อต้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มกษัตริย์นิยมในโรมาเนีย และพรรคนิยมระบอบกษัตริย์ก็แทบไม่มีอิทธิพลต่อการเมืองโรมาเนียหลังยุคคอมมิวนิสต์เลย พระองค์ทรงเห็นว่าการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ในโรมาเนียจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนชาวโรมาเนียเป็นผู้ตัดสินใจเท่านั้น “ถ้าประชาชนต้องการให้ข้าพเจ้ากลับมา ข้าพเจ้าจะกลับมาแน่นอน” พระองค์มีพระราชดำรัสดังกล่าวในค.ศ. 1990 “ชาวโรมาเนียได้รับความทุกข์ทรมานมามากพอแล้ว พวกเขาจึงมีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา” กษัตริย์มีไฮทรงเชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีบทบาทและคุณค่าอยู่ในยุคปัจจุบัน “เรากำลังพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจว่าระบอบกษัตริย์โรมาเนียคืออะไร และยังสามารถทำอะไรให้พวกเขาได้บ้าง”[123]
จากผลสำรวจความคิดเห็นในค.ศ. 2007 ซึ่งจัดทำขึ้นตามคำขอของราชวงศ์โรมาเนีย พบว่ามีชาวโรมาเนียเพียง 14% เท่านั้นที่สนับสนุนการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์[124] ผลสำรวจอีกครั้งในปี 2008 พบว่ามีชาวโรมาเนียเพียง 16% เท่านั้นที่เป็นผู้สนับสนุนระบอบกษัตริย์[125] อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่ากษัตริย์มีไฮยังทรงได้รับความนิยมจากชาวโรมาเนียมากกว่าในแง่ของชื่อเสียงส่วนพระองค์ โดยในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2013 ชาวโรมาเนียจำนวน 45% มีความคิดเห็นที่ดีหรือดีมากต่อกษัตริย์มีไฮ ในขณะที่ 6.5% คิดตรงกันข้าม ราชวงศ์ก็ได้รับความเห็นในเชิงบวกในระดับใกล้เคียงกัน โดย 41% มีความคิดเห็นที่ดีหรือดีมากต่อราชวงศ์ และมีเพียง 6.5% เท่านั้นที่มีความคิดเห็นแย่หรือไม่ดีมาก[126]
กษัตริย์มีไฮทรงได้ทำหน้าที่กึ่งทางการทูตในนามของโรมาเนียหลังยุคคอมมิวนิสต์ ในค.ศ. 1997 และ 2002 พระองค์เสด็จไปทั่วยุโรปตะวันตกเพื่อช่วยให้โรมาเนียเข้าร่วมองค์การเนโทและสหภาพยุโรป และทรงได้รับการต้อนรับจากประมุขของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐบาล

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2003 ท่ามกลาง "ความตกตะลึงของสาธารณชนในโรมาเนีย"[127][128] กษัตริย์มีไฮทรงได้มอบรางวัล "บุคคลแห่งปี 2003"[129] ให้แก่นายกรัฐมนตรีเอเดรียน นาสตาเซ หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตย (โรมาเนีย) (PSD) ในนามของหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ VIP[130] ต่อมาหนังสือพิมพ์ เอเวนิเมนตุล ซีเลย ได้แสดงความไม่พอใจว่า "การกระทำเช่นนั้นไม่เหมาะสมกับพระมหากษัตริย์ และกษัตริย์มีไฮทรงกำลังทำลายเกียรติภูมิของตนเอง" โดยนักวิเคราะห์ทางการเมืองส่วนใหญ่ "มองว่าท่าทีของพระองค์เป็นการสละราชสมบัติครั้งใหม่"[127]
วันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 กษัตริย์มีไฮทรงได้รับรางวัลพลเมืองดีเด่น ฮันโน อาร์. เอลเลนโบเกนประจำปี ครั้งที่ 6 จากสมาคมเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งปรากและโกลบอล พาเนล ฟาวน์เดชัน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีผู้ได้รับรางวัลนี้มาแล้ว ได้แก่ วลาดีเมียร์ อัชเคนาซี, แมเดลิน อาลไบรต์, วาตส์ลัฟ ฮาแว็ล, จอร์จ โรเบิร์ตสัน, บารอนโรเบิร์ตสันแห่งพอร์ตเอลเลน และมีลอช ฟอร์มัน[131] วันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2001 กษัตริย์มีไฮและอัครบิดรดาเนียลแห่งโรมาเนียได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งโรมาเนีย[132][133]
กษัตริย์มีไฮทรงร่วมในขบวนพาเหรดฉลองชัยชนะที่มอสโกในค.ศ. 2010 ในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของรัฐในยุโรปเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งเคยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่สอง[134] พระนามของกษัตริย์มีไฮที่ 1 ปรากฏอยู่บนอนุสรณ์สถานในพระราชวังเครมลิน ในฐานะหนึ่งในผู้ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งชัยเพียง 20 พระองค์เท่านั้น
เมื่อพระชนมายุมากขึ้น กษัตริย์มีไฮกลับทรงได้รับความนิยมอย่างมากอีกครั้ง ในวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 2011 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษาของพระองค์ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสต่อหน้าที่ประชุมรัฐสภาโรมาเนีย[1] ผลสำรวจความคิดเห็นในเดือนมกราคม ค.ศ. 2012 ระบุว่าพระองค์เป็นบุคคลสาธารณะที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในโรมาเนีย แซงหน้าผู้นำทางการเมืองไปมาก[135] ต่อมาในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2012 เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบรอบ 91 พรรษาของกษัตริย์มีไฮ จตุรัสแห่งหนึ่งในบูคาเรสต์จึงได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นพระนามของพระองค์[136]
ในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2016 สมเด็จพระราชินีอานา พระมเหสีสิ้นพระชนม์ขณะมีพระชนมายุ 92 พรรษา[137]
พระพลานามัย
[แก้]วันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 2016 สภาราชวงศ์โรมาเนียได้ประกาศว่า กษัตริย์มีไฮจะทรงถอนพระองค์ออกจากสาธารณะ[138][139] โดยมีมกุฎราชกุมารีมาร์กาเรตา พระราชธิดาองค์ใหญ่ปฏิบัติพระราชกรณ๊ยกิจแทน หลังการผ่าตัด กษัตริย์มีไฮทรงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังและมะเร็งผิวหนังชนิดเอพิเดอร์มอยด์ที่แพร่กระจาย และต้องเผชิญกับการรักษาที่ซับซ้อนและยาวนาน[140]
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2017 สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ว่า "พระมหากษัตริย์ทรงอ่อนพระกำลังแต่พระอาการยังทรง" กษัตริย์มีไฮทรงประทับอย่างเงียบ ทรงมีความซาบซึ้งพระทัยอย่างลึกซึ้ง และทรงซาบซึ้งในความเอาใจใส่ดูแลของทีมแพทย์ พวกเขายังได้รับการว่าจ้างอย่างถาวรจากสำนักพระราชวังของพระองค์ โดยให้ประจำอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์พร้อมพระองค์ และยังมีแม่ชีนิกายออร์โธดอกซ์อีกสองคนด้วย"[141]
ปลายเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2017 พระมหากษัตริย์ทรงอ่อนพระกำลังแต่พระอาการโดนรวมสมดุล และทรงมีพระอารมณ์ดี โดยระบุว่าเจ้าหญิงเอเลนาแห่งโรมาเนีย พระราชธิดาได้เสด็จเยือนสวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลาหลายวันเพื่อเข้าเฝ้าพระบิดา ณ ที่ประทับส่วนพระองค์ ตามแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง กษัตริย์มีไฮทรงอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในสาขาต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ทุ่มเทของสำนักพระราชวังที่ประจำอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เป็นประจำทุกวัน แม่ชีออร์โธดอกซ์สองคน ซึ่งมาจากคริสตจักรนิกายออร์โธดอกซ์โรมาเนีย ยังคงพักอาศัยอยู่ในที่ประทับแห่งนั้นด้วย[142]
สวรรคตและรัฐพิธีพระบรมศพ
[แก้]สำนักพระราชวังแห่งโรมาเนียได้แถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลที่ 1 แห่งโรมาเนีย เสด็จสวรรคตแล้วด้วยพระอาการสงบ เมื่อวันอังคารที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 2017 เวลา 12.00 น. ณ พระตำหนักเมืองมอร์ช สมาพันธรัฐสวิส สิริพระชนมพรรษา 96 พรรษา โดยมีเจ้าหญิงมาเรียแห่งโรมาเนีย พระธิดาองค์เล็กของพระองค์อยู่เคียงข้าง[143][144][145] โลงพระศพของพระองค์ได้รับการคลุมธงตราแผ่นดิน ถูกนำกลับมายังโรมาเนีย โดยทางเครื่องบินจากโลซานมายังสนามบินโอโตเปนีในบูคาเรสต์ ผ่านมาทางฐานทัพอากาศพายแอร์น โดยมีเจ้าหญิงเอเลนา พระราชธิดาองค์ที่สอง พร้อมอเล็กซานเดอร์ นิกสัน พระสวามี และเจ้าหญิงโซเฟียแห่งโรมาเนีย ตลอดทั้งสมาชิกราชวงศ์ ร่วมเสด็จ ด้วยเครื่องบินอาเลเนีย ซี-27เจ สปาร์ตันของกองทัพอากาศโรมาเนีย ซึ่งมีเครื่องบินขับไล่ มิโกยัน กูเรวิช มิก-21 จำนวน 4 ลำประกบอยู่[146][147]
พระบรมศพถูกนำไปประดิษฐานที่ปราสาทเปเรซ ซีนาเอียในเทือกเขาคาร์พาเทียนเป็นที่แรก จากนั้นนำมาประดิษฐานที่บูคาเรสต์ และที่หน้าพระราชวังหลวงบูคาเรสต์เป็นเวลา 2 วัน[148]พระบรมศพกษัตริย์มีไฮที่ 1 ได้รับการฝังวันที่ 16 ธันวาคม ด้วยเป็นรัฐพิธีระดับชาติที่สุสานหลวงราชวงศ์โรมาเนีย ใต้อาสนวิหารกูร์เตอาเดอาร์เจช เคียงข้างพระบรมศพสมเด็จพระราชินีอานา ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อ ค.ศ. 2016[149] พระบรมศพถูกเคลื่อนย้ายจากบูคาเรสต์ไปยังเมืองกูร์เตอาเดอาร์เจช ด้วยรถไฟพระศพ ขบวนรถไฟหลวง และตู้โดยสารโดยสารทั่วไปที่ทาสีใหม่ โดยมีหัวรถจักรดีเซลลากจูง มีรายงานว่ารัฐพิธีพระบรมศพของพระองค์นับเป็นหนึ่งในงานศพที่ใหญ่ที่สุดของโรมาเนีย โดยมีชาวโรมาเนียเกือบหนึ่งล้านคนหลั่งไหลไปยังเมืองหลวงเพื่อแสดงความเคารพและชมพิธีพระบรมศพ ซึ่งเทียบได้กับงานศพของคอร์เนลิอู โคโปซูในค.ศ. 1995[150]
การสืบราชสันตติวงศ์
[แก้]
ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรโรมาเนียฉบับสุดท้ายที่ได้รับการอนุมัติตามระบอบประชาธิปไตยเมื่อ ค.ศ. 1923 ระบุว่าเมื่อพระเจ้ามีไฮเสด็จสวรรคตโดยไม่มีพระโอรส สิทธิในการครองราชย์จะตกเป็นของราชวงศ์โฮเอินท์ซ็อลเลิร์นอีกครั้ง อย่างไรก็ตามในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 2007 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 60 ปีแห่งการสละราชสมบัติ กษัตริย์มีไฮได้ลงพระนามในกฎพื้นฐานของราชวงศ์โรมาเนีย โดยทรงแต่งตั้งเจ้าหญิงมาร์กาเรตาเป็นรัชทายาท[20][151] เอกสารนี้ไม่มีผลทางกฎหมาย เนื่องจากเป็นข้อบังคับสำหรับสถาบันกษัตริย์ที่ไม่มีอยู่แล้ว[152][153]
วันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 พระญาติของกษัตริย์มีไฮในเยอรมันพยายามฟ้องร้องเจ้าชายราดูแห่งโรมาเนีย พระชามาดาของพระองค์ ที่ทรงใช้พระนามเจ้าชายแห่งโฮเอินท์ซ็อลเลิร์น-เฟริงเงิน[154] และเกิดความกลัวว่า พระญาติราชวงศ์โฮเอินท์ซ็อลเลิร์น อาจอ้างสิทธิ์ในการสืบทอดตำแหน่งประมุขแห่งราชวงศ์โรมาเนีย กษัตริย์มีไฮจึงทรงตัดขาดความสัมพันธ์ทางราชวงศ์และประวัติศาสตร์ทั้งหมดกับราชวงศ์โฮเอินท์ซ็อลเลิร์น ทรงเปลี่ยนชื่อราชวงศ์เป็น "แห่งโรมาเนีย" และสละราชสมบัติเจ้าราชรัฐทั้งหมดที่ทรงได้รับจากราชวงศ์โฮเอินท์ซ็อลเลิร์นแห่งเยอรมัน[155][156]
วันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2015 กษัตริย์มีไฮทรงลงพระนามในเอกสารถอดถอนตำแหน่งเจ้าชายแห่งโรมาเนียและฐานะเชื้อพระวงศ์ของนีโคลัส เมดฟอร์ธ-มิลส์ พระนัดดาของพระองค์ และถอดเขาออกจากลำดับการสืบราชบัลลังก์ด้วยเช่นกัน อดีตกษัตริย์ทรงตัดสินพระทัยเช่นนี้ "โดยคำนึงถึงอนาคตของโรมาเนียหลังจากการครองราชย์และพระชนม์ชีพของพระธิดาองค์โต มาร์กาเรตา" อดีตกษัตริย์ทรงหวังว่า "นีโคลัสจะพบหนทางที่เหมาะสมในอนาคตเพื่อรับใช้อุดมการณ์และใช้คุณสมบัติที่พระเจ้าประทานให้แก่เขา" เจ้าหญิงเอเลนา พระมารดาของนีโคลัส ได้รับแจ้งการตัดสินใจของอดีตกษัตริย์ในจดหมายส่วนพระองค์[157]
นีโคลัสได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของเอกสารฉบับนี้ โดยระบุว่าไม่มีลายพระหัตถ์ของกษัตริย์มีไฮเลยแม้แต่น้อย การกระทำดังกล่าว "สร้างความตกตะลึงให้กับชาวโรมาเนีย" และ "ก่อให้เกิดการคาดเดาว่าพระญาติที่อิจฉาริษยาพยายามกีดกันนิโคลัสออกจากการสืบราชบัลลังก์"[158] การที่นีโคลัสถูกตัดออกจากลำดับการสืบราชบัลลังก์นั้น เป็นเพราะการให้กำเนิดธิดาที่เกิดนอกสมรสจากความสัมพันธ์ระยะสั้นกับนีโคเลตา ซีร์ยาน[159] จนมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน[160] ในตอนแรกนีโคลัสไม่ยอมรับว่าเป็นบุตรของเขา[161] ความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกับ เจ้าหญิงเอเลนา พระมารดาของนีโคลัส ซึ่งกลับทรงเข้าข้างราชวงศ์และวิพากษ์วิจารณ์พระโอรสของพระองค์เองอย่างรุนแรงว่าไม่มีความเคารพต่อประเทศ ประชาชน และหลักการของราชวงศ์[162]
วันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 2017 ในช่วงที่กษัตริย์มีไฮที่ 1 กำลังทรงพระประชวรหนัก มกุฎราชกุมารีมาร์กาเรตาได้แจ้งความต่อตำรวจสวิสเซอร์แลนด์ โดยกล่าวหาว่านีโคลัส พระนัดดา พยายามบุกเข้าไปในที่ประทับของพระอัยกา[163] มีการกล่าวหาว่านิโคลัส "ทำร้ายร่างกายและจิตใจ" พนักงานสามคน ขณะเดียวกันเขาก็กล่าวหาญาติของเขาว่าพยายามขัดขวางไม่ให้เขาไปพบพระอัยกาและทำให้ชื่อเสียงของพระองค์เสื่อมเสีย มกุฎราชกุมารีมาร์กาเรตามองว่าพฤติกรรมส่วนตัวของนีโคลัส (เรื่องบุตรนอกสมรส) เป็นความรับผิดชอบที่ไม่คู่ควรกับราชวงศ์ ขณะที่นีโคลัสมองว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของการแย่งชิงอำนาจภายใต้การนำของเจ้าหญิงมาร์กาเรตา สมเด็จป้าและเจ้าชายราดู พระสวามีในเจ้าหญิงมาร์กาเรตา[164] แม้กษัตริย์มีไฮจะสวรรคตไปแล้ว แต่เจ้าหญิงมาร์กาเรตายังคงยึดตามคำสั่งเดิมและไม่คืนฐานันดรศักดิ์ให้นีโคลัส[165] แต่นีโคลัสยังได้รับอนุญาตให้ร่วมรัฐพิธีฝังพระบรมศพกษัตริย์มีไฮ
วันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 2019 นีโคลัสได้ยืนยันผ่านทางโพสต์บนเฟซบุ๊กว่า ผลตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์แล้วว่าบุตรสาวนอกสมรสเป็นลูกของเขา และเขารับผิดชอบทางกฎหมายต่อเธอแล้ว[166][167][168] นีโคลัสได้รับการยกฟ้องจากทุกข้อกล่าวหาโดยศาลเมืองนียงในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2021[169]
พระชนม์ชีพส่วนพระองค์และความสนพระทัย
[แก้]
เมื่อทรงมีพระชนมายุ 16 พรรษา มกุฎราชกุมารมีไฮทรงขับรถชนคนปั่นจักรยาน ทำให้คนปั่นจักรยานเสียชีวิต เหตุการณ์ดังกล่าวถูกปกปิดโดยสื่อในสมัยนั้น แต่ได้รับการยืนยันเหตุการณ์นี้จากบันทึกความทรงจำของอดีตนายกรัฐมนตรีกอนซตันติน อาเกโตยานู[171][172]
กษัตริย์มีไฮทรงเคยเป็นประธานกองลูกเสือโรมาเนียในทศวรรษที่ 1930[173] พระองค์ทรงหลงใหลรถยนต์[174] โดยเฉพาะรถจิ๊ปทหาร[175][176] พระองค์ยังสนพระทัยในเรื่องเครื่องบินด้วย โดยทรงเคยทำงานเป็นนักบินทดสอบระหว่างที่ลี้ภัย.[177][178]
ไม่นานหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง กษัตริย์มีไฮทรงเริ่มสนพระทัยการฟื้นฟูศีลธรรมโลก (Moral Rearmament) ซึ่งเขาได้การแนะนำจากเจ้าชายริชาร์ดแห่งเฮ็สเซิน-คัสเซิล พระญาติชั้นที่หนึ่งของพระองค์ และในฐานะทรงเป็นผู้พำนักในสวิตเซอร์แลนด์หลังปี 1956 พระองค์และสมเด็จพระราชินีอานาได้เสด็จเยือนศูนย์การประชุม MRA ที่เมืองโกซ์หลายครั้ง ซึ่งที่นั่นพระองค์ทรงได้รับการปลอบพระทัยจากการสูญเสียประเทศและสถานะผู้ลี้ภัยของพระองค์ รวมถึงความหวังใหม่สำหรับการปรองดองในอนาคต[179]
ตราประจำพระองค์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์และรางวัล
[แก้]| ธรรมเนียมพระยศของ สมเด็จพระเจ้ามีไฮที่ 1 แห่งโรมาเนีย | |
|---|---|
พระราชลัญจกร | |
ตราประจำพระองค์ | |
| การทูล | His Majesty (ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท) |
| การแทนตน | ข้าพระพุทธเจ้า |
| การขานรับ | Your Majesty (พระพุทธเจ้าข้า/เพคะ) |
| ตราพระราชลัญจกรของสมเด็จพระเจ้ามีไฮที่ 1 ในฐานะพระมหากษัตริย์ | ธงตราอาร์มของสมเด็จพระเจ้ามีไฮที่ 1 ในฐานะพระมหากษัตริย์ |
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
[แก้]
เบลเยียม :
เครื่องราชอิสริยาภรณ์เลออปอล ชั้นมหาปรมาภรณ์[180]
เชโกสโลวาเกีย :
เครื่องอิสริยาภรณ์ราชสีห์ขาว ชั้นมหาปรมาภรณ์[180]
เช็กเกีย :
เดนมาร์ก :
ฟินแลนด์ :
เครื่องอิสริยาภรณ์กุหลาบขาวแห่งฟินแลนด์ ชั้นมหาปรมาภรณ์[180][182]
ฝรั่งเศส :
เครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ ชั้นมหาปรมาภรณ์[180][183]
ราชวงศ์ออร์เลอ็อง :
ราชอาณาจักรกรีซ :
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ผู้ไถ่บาป ชั้นมหาปรมาภรณ์[180]
เครื่องราชอิสริยาภรณ์นักบุญเยออร์ยีโอสและกอนสตันดีโนส ชั้นมหาปรมาภรณ์[180]
เครื่องราชอิสริยาภรณ์พระเจ้าเยออร์ยีโอสที่ 1 ชั้นมหาปรมาภรณ์[180]- เครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งพระราชวงศ์กรีซ ชั้นพิเศษ[180]
- หรียญที่ระลึกครบรอบ 100 ปี แห่งราชอาณาจักรกรีซ[180]
ราชวงศ์อิตาลี :
โปแลนด์ :
เครื่องอิสริยาภรณ์อินทรีขาว ชั้นมหาปรมาภรณ์[180][189]
สหภาพโซเวียต :
รัสเซีย :
ราชวงศ์เซอร์เบีย :
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ดาวคาราจอร์เจ ชั้นมหาปรมาภรณ์[180]
เครื่องราชอิสริยาภรณ์นักบุญซาวา ชั้นมหาปรมาภรณ์[180]
เซอร์เบีย :
- เหรียญคุณธรรมทางทหาร[180]
สวีเดน :
- เหรียญที่ระลึกในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 50 พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ[180]
สหราชอาณาจักร :
สหรัฐ :
ลีเจียนออฟเมอริต ชั้นหัวหน้าผู้บัญชาการ[180][2][193]
รางวัล
[แก้]รางวัลระดับชาติ
โรมาเนีย : พลเมืองกิตติมศักดิ์แห่งเทศมณฑลกาลาราชิ[194]
โรมาเนีย : พลเมืองกิตติมศักดิ์แห่งเมืองเตเคียร์กียอล[195] (ในเทศมณฑลกอนสตันซา)
โรมาเนีย : พลเมืองกิตติมศักดิ์แห่งเมืองกรายอวา[196]
โรมาเนีย : พลเมืองกิตติมศักดิ์แห่งหมู่บ้านสเตรมตส์[197] (ในเทศมณฑลอัลบา)
โรมาเนีย : ปริญญากิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งบูคาเรสต์[198]
โรมาเนีย : ปริญญากิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์เกษตรและสัตวแพทยศาสตร์แห่งบูคาเรสต์[199]
โรมาเนีย : ปริญญากิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยคริสเตียน ดิมิตรี คานเทเมียร์[200] (ในบูคาเรสต์)
โรมาเนีย : ปริญญากิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยโปลีเทคนิกแห่งบูคาเรสต์[201] (ในบูคาเรสต์)
โรมาเนีย : ปริญญากิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งปีเตชต์[202]
โรมาเนีย : ปริญญากิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยบูคาเรสต์[203]
โรมาเนีย : ปริญญากิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์และเภสัชศาสตร์ วิกเตอร์ บาเบชแห่งตีมีชออารา[204]
โรมาเนีย : ปริญญากิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยโปลีเทคนิกแห่งตีมีชออารา[205]
โรมาเนีย : ปริญญากิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์เกษตรและสัตวแพทยศาสตร์แห่งคลูช-นาโปกา[206]
โรมาเนีย : ปริญญากิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศ คาโรลที่ 1[207] (ในบูคาเรสต์)
โรมาเนีย : ปริญญากิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยอเล็กซานดรู อะยวน คูซา[208] (ในยัซ)
โรมาเนีย : เหรียญอเล็กซานดรู ชาฟราน ของชุมชนยิวโรมาเนีย[209]
รางวัลต่างประเทศ
พระยศทางทหาร
[แก้]
จอมพลแห่งกองทัพโรมาเนีย[180]
ผู้บัญชาการเหล่าทัพแห่งกองทัพบกโรมาเนีย
ผู้บัญชาการเหล่าทัพแห่งกองทัพอากาศโรมาเนีย
ผู้บัญชาการเหล่าทัพแห่งกองทัพเรือโรมาเนีย
พลอากาศเอกกิตติมศักดิ์แห่งกองทัพอากาศกรีซ[180]
ชื่อที่ตั้งเนื่องจากพระนาม
[แก้]
โรมาเนีย
โรมาเนีย ราชวงศ์โรมาเนีย เหรียญสมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮที่ 1 แห่งความจงรักภักดี
บูคาเรสต์
- บานัต - มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ชีวภาพสมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮที่ 1
- กูร์เตอาเดอาร์เจช - โรงเรียนมัธยมเทคโนโลยีสมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮที่ 1เก็บถาวร 23 มิถุนายน 2021 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ดรอเบตา-ตูร์นูเซเวริน - โรงเรียนมัธยมสมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮที่ 1 (ดรอเบตา-ตูร์นูเซเวริน)เก็บถาวร 23 มิถุนายน 2021 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ปูชิโออาซา - วิทยาลัยเทคนิคสมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮที่ 1
- เซอเวอร์ชิน - วิทยาลัยเทคโนโลยีสมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮที่ 1เก็บถาวร 23 มิถุนายน 2021 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
มอลโดวา
- ชิมิเชนี - โรงเรียนมัธยมสมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮที่ 1
รูปปั้นและอนุสาวรีย์
[แก้]เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 2012 พระราชานุสาวรีย์ขนาดใหญ่เพื่อรำลึกถึงกษัตริย์มีไฮที่ 1 ซึ่งรวมถึงรูปปั้นครึ่งพระองค์ทำจากทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ ได้ถูกเปิดเผย ณ จตุรัสสมเด็จพระราชินีมีไฮที่ 1 ในบูคาเรสต์ โดยพระองค์ได้เสด็จเปิดอนุสาวรีย์ดังกล่าวด้วย[216]
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 2021 ได้มีการเปิดพระราชานุสาวรีย์ของกษัตริย์มีไฮที่ 1 ในเมืองซีนาเอีย เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม บ็อกดัน เกออร์กีอู เข้าร่วมพิธีพร้อมพระนางมาร์กาเรตาแห่งโรมาเนีย พร้อมตัวแทนรัฐบาลคนอื่นๆ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร[217] ผู้แทนกองทัพก็เข้าร่วมด้วย[218]
พระราชตระกูล
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 Dunlop, Tessa (5 December 2017). "Michael I of Romania obituary". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 23 August 2023.
- 1 2 3 "MS Regele Mihai I". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-09-08. สืบค้นเมื่อ 22 December 2016.
- 1 2 Bucur, Marie "Carol II" pages 87-118 from Balkan Strongmen: Dictators and Authoritarian Rulers of South Eastern Europe edited by Bernd Jürgen Fischer, West Lafayette: Purdue University Press, 2007 pages 96-97.
- ↑ Bucur, Marie "Carol II" pages 87-118 from Balkan Strongmen: Dictators and Authoritarian Rulers of South Eastern Europe edited by Bernd Jürgen Fischer, West Lafayette: Purdue University Press, 2007 page 97.
- ↑ "Regele Mihai la ṣcoală. Cum îşi amintea profesorul său despre el: N-a fost premiantul clasei, dar..." Realitatea .Net. สืบค้นเมื่อ 5 December 2017.
- ↑ "O şcoală pentru un singur copil". สืบค้นเมื่อ 5 December 2017.
- ↑ "Rulers of Romania". Rulers. สืบค้นเมื่อ 30 July 2012.
- 1 2 3 Bucur, Marie "Carol II" pages 87-118 from Balkan Strongmen: Dictators and Authoritarian Rulers of South Eastern Europe edited by Bernd Jürgen Fischer, West Lafayette: Purdue University Press, 2007 page 98.
- ↑ Gelardi, Julia (2005). Born to Rule. London: St. Martin's Griffin. ISBN 978-0-312-32423-0.
{{cite book}}:|ref=harvไม่ถูกต้อง (help), p.332 - ↑ "FOTODOCUMENT. Mihai, Mare Voievod de Alba Iulia - Romania Libera". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-02-08. สืบค้นเมื่อ 22 December 2016.
- ↑ Payne, Stanley A History of Fascism, 1914-1945 Madison: University of Wisconsin, 1996 page 278.
- 1 2 3 4 Haynes, Rebecca "Reluctant Allies? Iuliu Maniu and Corneliu Zelea Codreanu against King Carol II of Romania" pages 105-134 from The Slavonic and East European Review, Volume 85, Issue # 1, January 2007 page 108.
- ↑ Rumänien, 24. Februar 1938 : Verfassung Direct Democracy
- ↑ Payne, Stanley G. (1996). A History of Fascism, 1914-1945. Routledge. ISBN 0203501322.
- ↑ "Ce citeau românii acum 68 de ani?", Ziua, 29 November 2007.
- ↑ Haynes, Rebbecca " Germany and the Establishment of the Romanian National Legionary State, September 1940" pages 700-725 from The Slavonic and East European Review, Volume 77, Issue # 4. October 1999 page 710.
- 1 2 Delia Radu,"Serialul 'Ion Antonescu și asumarea istoriei' (1)", BBC Romanian edition, August 1, 2008 (ในภาษาโรมาเนีย)
- ↑ Final Report, p.320; Morgan, p.85; Ornea, p.326
- ↑ Haynes, Rebbecca " Germany and the Establishment of the Romanian National Legionary State, September 1940" pages 700-725 from The Slavonic and East European Review, Volume 77, Issue # 4. October 1999 page 713.
- 1 2 Fundamental Rules of the Royal Family of Romania, The Romanian Royal Family website as. Retrieved 8 January 2008
- ↑ "The Joys of Suffering," Volume 2, "Dialogue with a few intellectuals", by Rev. Fr. Dimitrie Bejan – "Orthodox Advices" website as of 9 June 2007 (ในภาษาโรมาเนีย)
- ↑ Ioan Scurtu, Theodora Stănescu-Stanciu, Georgiana Margareta Scurtu, The History of the Romanians between 1918–1940 ("Istoria românilor între anii 1918–1940") เก็บถาวร 2 ตุลาคม 2011 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, page 280. (ในภาษาโรมาเนีย)
- ↑ Thorpe, Nick (25 October 2011). "Romania's ex-King Michael I defends his wartime record". BBC. สืบค้นเมื่อ 30 July 2012.
- ↑ "Comí con Hitler, era estirado y frío. Mussolini parecía más humano" (ในภาษาสเปน)
- ↑ Clark, Roland (2015-06-05). Holy Legionary Youth. Ithaca, NY: Cornell University Press. pp. 222. doi:10.7591/9780801456343. ISBN 9780801456343.
- ↑ Final Report, pp. 46, 110–111; Deletant, pp. 60–61, 297–298, 302; Ornea, pp. 335–341, 347; Veiga, pp. 291–294, 311–312
- ↑ Final Report, pp. 110–111; Veiga, pp. 293–295
- ↑ Z. Ornea, Anii treizeci. Extrema dreaptă românească, Editura Fundației Culturale Române, Bucharest, 1995. , p. 341
- ↑ Final Report, pp. 63, 382; Harvey, p. 498; Browning, pp. 211–212
- ↑ The Biggest Mistakes In World War 2:Ploesti - the most important target, สืบค้นเมื่อ 2007-12-08
- 1 2 "Bulgaria". Encyclopædia Britannica.
- 1 2 3 4 5 6 "Romania – Armistice Negotiations and Soviet Occupation". countrystudies.us.
- ↑ "23 August – radiografia unei lovituri de Palat", paragraph "Predaţi comuniştilor", Dosare Ultrasecrete, Ziua, 19 August 2006
- ↑ Dictatura a luat sfarsit si cu ea inceteaza toate asupririle เก็บถาวร 2 ธันวาคม 2013 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน ("The Dictatorship Has Ended and along with It All Oppression") – From The Proclamation to The Nation of King Michael I on The Night of 23 August 1944, Curierul Naţional, 7 August 2004
- ↑ "Secret CIA report - RUMANIA, 10/5/1949" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2019-10-26. สืบค้นเมื่อ 5 December 2017.
- ↑ "Hitler Resorts To 'Puppets' In Romania" เก็บถาวร 2013-03-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, The Washington Post, 25 August 1944.
- ↑ "King Proclaims Nation's Surrender and Wish to Help Allies", The New York Times, 24 August 1944
- ↑ Constantiniu, Florin, "O istorie sinceră a poporului român" ("An Honest History of the Romanian People"), Ed. Univers Enciclopedic, Bucureşti, 1997, ISBN 973-9243-07-X (ในภาษาโรมาเนีย)
- ↑ "Cuvintele lui Harry S. Truman", Romanian, Prince Radu's blog, includes scan of citation, 23 June 2011 (ในภาษาโรมาเนีย)
- ↑ Armata Română în Al Doilea Război Mondial. Romanian Army in World War II. Bucharest: "Meridiane" publishing house, 1995, p. 196 (ในภาษาโรมาเนีย)
- ↑ "What was done in Romania between 1945 and 1947 it has also been done since 1989", Ziua, 24 August 2000 (ในภาษาโรมาเนีย)
- ↑ Brief history of Sighet prison, BBC, 18 April 2007 (ในภาษาโรมาเนีย)
- ↑ ""I Live Again" by Ileana, Princess of Romania, Chapter 21". Tkinter.smig.net. สืบค้นเมื่อ 30 July 2012.
- ↑ "History as a Soap Opera – The Gossips of a Secret Report (III)" เก็บถาวร 2007-10-16 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Jurnalul Naţional, 18 June 2006 (ในภาษาโรมาเนีย)
- ↑ ""Development of the Romanian Armed Forces after World War II", Library of Congress Country Studies". Lcweb2.loc.gov. 20 August 1968. สืบค้นเมื่อ 30 July 2012.
- ↑ John Wimbles, Elisabeta of the Hellenes: Passionate Woman, Reluctant Queen - Part. 4: Treachery and Death , Royalty Digest, vol. 13#1, no 145, July 2003, pp. 14–15.
- ↑ Ivor Porter, Michael of Romania: The King and the Country, Sutton Publishing Ltd, 2005, p. 152 and 155.
- ↑ Porter 2005, pp. 169–170.
- ↑ Jean-Paul Besse, Ileana: l'archiduchesse voilée, Versailles, Via Romana, 2010, pp. 117–118.
- ↑ Speech By His Majesty Michael I, King of Romania to the Royal United Services Institute for Defence Studies, London, 26 March 1997
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "King Michael between the ascension to the throne and abdication – VII", Ziarul financiar, 24 June 2001
- ↑ "The Republic was installed by way of the gun" (ภาษาโรมาเนีย). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 October 2009. สืบค้นเมื่อ 13 April 2006.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์), undated interview with H.M. King Michael in Ziua, as of 15 October 2008 - 1 2 3 "Compression" เก็บถาวร 2013-08-23 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Time, 12 January 1948
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) Mircea Ionnitiu : "30 December 1947", site dedicated to HM King Mihai I of Romania and to the Romanian Monarchy as of 15 October 2008
- ↑ Friends & Enemies, Presidents & Kings by Tammy Lee McClure, Accendo Publishing, page 99. Another account comes from the Romanian anti-Communist dissident Paul Goma's (ในภาษาโรมาเนีย) "Skipped Diary" ("Jurnal pe sarite"), page 57.
- ↑ "2 Princesses Exiled By Romanian Regime", The New York Times, 13 January 1948
- ↑ W. H. Lawrence,"Aunts of Michael May Be Exiled Too", The New York Times, 7 January 1948
- ↑ "The Rescue of the Bulgarian Jews" เก็บถาวร 7 กันยายน 2013 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, as. Retrieved 21 January 2008
- ↑ "The Republic was installed with a pistol" (ภาษาโรมาเนีย). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 October 2009. สืบค้นเมื่อ 13 April 2006.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์), Ziua, May 1996 - ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) Timeline, semi-official site dedicated to HM King Michael I, as. Retrieved 21 January 2008
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย)"Princess Margareta, designated dynastic successor" เก็บถาวร 2016-03-03 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Antena 3, 30 December 2007
- ↑ "A king and his coup" เก็บถาวร 2007-10-16 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, The Daily Telegraph, 12 June 2005
- ↑ Craig S. Smith (27 January 2007). "Romania's King Without a Throne Outlives Foes and Setbacks". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ Pavel Sudoplatov, Anatoli Sudoplatov, Jerrold L. Schecter, Leona P. Schecter, Special Tasks: The Memoirs of an Unwanted Witness—A Soviet Spymaster. Little, Brown and Company, Boston, 1994, page 232. ISBN 0-316-77352-2 : "Vyshinsky personally conducted negotiations with King Michael of Romania for his abdication, guaranteeing part of his pension in Mexico."
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย)"The return from London and the abdication," เก็บถาวร 16 มีนาคม 2009 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Jurnalul Național, 17 November 2005
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "Communism – King Michael I's Abdication" เก็บถาวร 16 มีนาคม 2009 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Jurnalul Naţional, 11 December 2006
- ↑ Nikita Sergeevich Khrushchev, Sergeĭ Khrushchev.Memoirs of Nikita Khrushchev: Statesman, 1953–1964, Pennsylvania State University Press, 2007, page 701, ISBN 0-271-02935-8 : "As Dej reminisced, 'We told him he could take everything with him that he considered necessary, but he had to leave his kingdom.'"
- ↑ Enver Hoxha.The Titoites. The "Naim Frasheri" publishing house, Tirana, 1982, pages 519–522, 572
- ↑ "Anne & I" เก็บถาวร 2007-10-16 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Time, 15 March 1948
- 1 2 Miscellaneous, Evenimentul Zilei, 24 March 2005
- ↑ Miscellaneous, Evenimentul Zilei, 14 March 2005
- 1 2 The Lia Roberts hope, Evenimentul Zilei, 19 January 2004
- ↑ George Radulescu (29 December 2007) Monarchy, the only bastion against the communists, Adevărul
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) Mihai Pelin has died เก็บถาวร 21 กุมภาพันธ์ 2008 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Romania libera, 17 December 2007
- ↑ Michel van Rijn, "Hot Art, Cold Cash" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 July 2007. สืบค้นเมื่อ 24 May 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์), pages 177, 184, Little Brown & Co., October 1994. For more on the credentials of the UK police expert in art smuggling Michel van Rijn, see 1 เก็บถาวร 10 ธันวาคม 2006 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน and 2. - ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "Raibolini's Madonna at the National Museum of Art of Romania", Ziua, 20 November 2004
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "A Prestigious Donation: Madonna with the Infant by Francesco Raibolini, named "Il Francia"", Online Gallery site as of 8 December 2006
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "There Are No Proofs That King Michael Took Paintings out of Romania", Adevărul, 19 April 2005
- ↑ Radu Bogdan (October 1998) "Testimonials of contemporary history – Peles, January–April 1948. The inventorying of the former royal art works (III)", Magazin istoric
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "The King and The Country", "Revista 22", 8 March 2006.
- ↑ "Exiled king 'should become pilot'", BBC News, 2 January 2005
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "King Michael in exile – from poultry grower to test pilot and broker", ROMPRES, 13 April 2005
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "King Michael in exile – from poultry grower to test pilot and broker", Jurnalul de Botosani si Dorohoi, 13 April 2005
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "Romania under King Michael I", the Royal Family website, as of 12 April 2008
- ↑ "Translation of King Michael's interview to Ziua daily, undated". 27 October 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 October 2009. สืบค้นเมื่อ 30 July 2012.
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) ""NATO was more important militarily, but Europe is politically more than we realize now", states H.M. King Michael", Adevărul, 3 May 2005
- ↑ Walter Curley (1973). Monarchs-in-Waiting. Cornwall, NY: Dodd, Mead & Co. p. 77. ISBN 0-396-06840-5.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 Eilers-Koenig, Marlene (2008). "The Marriage of King Michael and Queen Anne of Romania". European Royal History Journal. Arturo E. Beeche. 11.3 (LXIII): 3–10.
- 1 2 3 "Queen Anne of Romania – obituary". The Telegraph. August 2016. สืบค้นเมื่อ 2 August 2016.
- ↑ "Monique Urdareanu on Elena Lupescu and Carol II". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 June 2008. สืบค้นเมื่อ 2 August 2016.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์), Ziua, 14 January 2006 - ↑ Jean-Paul Besse, Ileana: l'archiduchesse voilée, Versailles, Via Romana, 2010, pp. 117–118.
- ↑ "ASR Principesa Moștenitoare Margareta". Familiaregala.ro. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 August 2014. สืบค้นเมื่อ 29 December 2016.
- ↑ "ASR Principesa Elena". Casa Majestății Sale. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 July 2021. สืบค้นเมื่อ 2021-07-18.
- ↑ ASR Principesa Irina
- ↑ ASR Principesa Sofia
- ↑ "Biography of Princess Marie". Familia Regala (ภาษาโรมาเนีย). สืบค้นเมื่อ 28 December 2017.
- ↑ Genealogy
- ↑ Normele Fundamentale ale Familiei Regale a României, situl oficial al Familiei Regale a României, accesat la data de 8 ianuarie 2008
- ↑ Porter 2005, p. 192.
- ↑ Porter 2005, p. 195.
- ↑ Porter 2005, p. 201.
- ↑ Porter 2005, p. 193 และ 195.
- ↑ Marcou 2002, p. 353–355 และ 366.
- ↑ Porter 2005, pp. 193–198.
- ↑ "Milestones", Time, 21 June 1948
- ↑ Nikita Sergeevich Khrushchev, Sergeĭ Khrushchev. Memoirs of Nikita Khrushchev: Statesman, 1953–1964, Pennsylvania State University Press, 2007, p. 947, ISBN 0-271-02935-8
- ↑ "Monique Urdareanu on Elena Lupescu and Carol II". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 June 2008. สืบค้นเมื่อ 2 August 2016.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์), Ziua, 14 January 2006 - 1 2 "Viaţa Regelui Mihai în exil: fermier, pilot, şomer, broker. "Care a fost sentimentul la plecarea din România? Am plecat cu moartea în suflet"". 2 September 2015. สืบค้นเมื่อ 22 December 2016.
- ↑ "Ex-King Michael of Rumania Becomes Market Gardener, 1953" เก็บถาวร 18 กันยายน 2011 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, British Pathe, as. Retrieved 17 October 2009
- ↑ "Cum i-a fost retrasă cetăţenia regelui Mihai". 22 May 2014. สืบค้นเมื่อ 22 December 2016.
- ↑ Smith, Craig S. (2007-01-27). "Romania's King Without a Throne Outlives Foes and Setbacks". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2023-10-21.
- ↑ "RUMANIA: KING MICHAEL NOW TEST PILOT". British Pathé (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2023-10-21.
- ↑ Regele Mihai povestind despre viața sa în exil
- ↑ (อังกฤษ)EX-KING MICHAEL OF RUMANIA BECOMES MARKET GARDENER เก็บถาวร 2011-09-18 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ "Μηχανή του Χρόνου: Η κρουαζιέρα της Φρειδερίκης που κόστισε 140.000 δολάρια στο ελληνικό δημόσιο" (ภาษากรีก). News247.gr. สืบค้นเมื่อ 24 August 2024.
- ↑ Divani, Lena (2019). Ζευγάρια που έγραψαν την ιστορία της Ελλάδας (ภาษากรีก). Patakis. ISBN 978-960-16-8603-5.
- 1 2 Pãdurean, Bianca; Pãdurean, Ioan-Cl audiu (2025). "The King Under Surveillance sie Documents on King Michael I's Life in Exile, 1980–1990" (PDF). Varia. สืบค้นเมื่อ 10 February 2026.
- ↑ Sudetic, Chuck (27 December 1990). "Expelling Former King, Romanians Cite 'Stunt'". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 30 July 2012.
- ↑ Kings Without Crowns Michael of Romania, Danish Norsk Television
- ↑ Williams, Carol (1992-04-27). "King Michael's Visit Stirs Joy and Unease in Romania". Los Angeles Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2023-08-08.
- ↑ Williams, Carol (1992-04-27). "King Michael's Visit Stirs Joy and Unease in Romania". Los Angeles Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2023-08-08.
- ↑ Jane Perlez (18 November 1996). "Non-Communist Is Elected Romania's Leader". The New York Times.
- ↑ "King Mihai I Turns 85 เก็บถาวร 8 พฤษภาคม 2016 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน", Ziua, 25 October 2006
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "NLP: Monarchy saves Basescu-mania" ("PNL: Monarhia salvează Băsescu-mania"), Cotidianul, 31 August 2008
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "Monarchy: desired by only 16% of the population" ("Monarhia, dorită de doar 16% din populaţie"), Cotidianul, 21 September 2008
- ↑ 41% dintre romani ar vota pentru mentinerea republicii, 27,2% ar alege monarhia – INSCOP. Retrieved 2 August 2013.
- 1 2 "The Watchtower: The king and the jester". Evenimentul Zilei, 18 December 2003
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) ?"Adrian Nastase received his prize from King Michael's hand, Adevarul, 17 December 2003
- ↑ "100 %". Talk Show on Realitatea TV, Prince Radu's website, 12 April 2004
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) VIP – Advertising เก็บถาวร 23 กรกฎาคม 2008 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, The "VIP" website เก็บถาวร 13 กันยายน 2008 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน as of 22 July 2008
- ↑ "Hanno R. Ellenbogen Citizenship Award", www.globalpanel.org
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) Communique, The Royal Family website, 8 April 2008
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) Patriarch Daniel and King Michael have become members of the Romanian Academy, Antena 3, 19 December 2007
- ↑ "Regele Mihai la Moscova". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 February 2017. สืบค้นเมื่อ 22 December 2016.
- ↑ Romanians Have the Highest Confidence in King Mihai I เก็บถาวร 26 กุมภาพันธ์ 2015 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. nineoclock.ro.
- ↑ Bucharest square to be named after Romania's King Michael on his 91st birthday เก็บถาวร 26 ตุลาคม 2012 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Retrieved 25 October 2012.
- ↑ "Queen Anne of Romania – obituary". The Telegraph. August 2016. สืบค้นเมื่อ 22 December 2016.
- ↑ Nume * (23 August 1944). "30 decembrie 1947 – Regele Mihai I al României este forțat să abdice | Radio România Cultural". Radioromaniacultural.ro. สืบค้นเมื่อ 5 December 2017.
- ↑ "Declarația Consiliului Regal, 2 martie 2016". Romanian Royal Family. 2 March 2016. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 March 2016. สืบค้นเมื่อ 2 March 2016.
- ↑ Andrei Luca Popescu (2 March 2016). "Grav bolnav, Regele Mihai SE RETRAGE din viaţa publică". Gândul.
- ↑ "Casa Regală: Starea de sănătate a Regelui Mihai este fragilă, dar stabilă". 27 June 2017.
- ↑ Nume *. "PORTRET: Regele Mihai I împlineşte 96 de ani. | Radio România Cultural". Radioromaniacultural.ro. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 October 2017. สืบค้นเมื่อ 5 December 2017.
- ↑ "Romania's former King Michael I dies at age of 96". BBC News. 12 July 2017. สืบค้นเมื่อ 5 December 2017.
- ↑ Clej, Petru (5 December 2017). "Romania's King Michael: A democrat in the face of totalitarian regimes". BBC News. สืบค้นเมื่อ 5 December 2017.
- ↑ Murphy, Brian. "Michael I, last king of Romania and a Cold War exile, dies at 96". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ 5 December 2017.
- ↑ "King Michael I has been brought to Romania; funeral to take place on Saturday". 13 December 2017.
- ↑ "Romania's King Michael returns home for final rest after decades of exile". 13 December 2017.
- ↑ "King Michael: Romanians unite to mourn their last monarch". BBC News. 9 December 2017.
- ↑ "King Michael: Romanians unite to mourn their last monarch". BBC News. 9 December 2017.
- ↑ OMRI Daily Digest เก็บถาวร 26 กันยายน 2007 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, No. 223, 15 November 1995
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "Princess Margarita, heiress to the throne of Romania," Evenimentul Zilei, 30 December 2007
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "The King and Margareta – On The 'Day of the Republic' The King Designated His Successor" เก็บถาวร 7 ตุลาคม 2016 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Jurnalul National, 2 January 2008
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "The Actor Duda in The Role of A Lifetime: Prince Consort of Romania," Cotidianul, 3 January 2008
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) Filip-Lucian Iorga : "The Royal House of Romania does not have to remain tied to the shady side of the Hohenzollern family", Hotnews.ro. Retrieved 14 May 2011
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) King Michael I announces the severance of all historical and dynastic ties to the House of Hohenzollern, Adevarul, 11 May 2011
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) "The history of the conflicts between the Royal House of Romania and the Princely House of Hohenzollern", Adevărul, 11 May 2011
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) Comunicatul Biroului de Presă al Majestății Sale, 10 August 2015 เก็บถาวร 13 สิงหาคม 2015 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ "Romania prince stripped of title by former king for lacking 'modest moral principles'". Telegraph. 2015-08-11. สืบค้นเมื่อ 2016-12-29.
- ↑ Daniel Măgureanu (29 November 2015). "scandalul regal faza detaliilor intime ale relatiei dintre printul nicolae si nicoleta cirjan". www.evz.ro (ภาษาโรมาเนีย). สืบค้นเมื่อ 15 February 2017.
- ↑ Interview with Nicoleta Cîrjan
- ↑ Mihnea Măruță (26 October 2016). "Nicoleta Cîrjan, despre relația sa cu Principele Nicolae: "Dacă voiam să fiu regină, făceam avortul"". www.pressone.ro (ภาษาโรมาเนีย). สืบค้นเมื่อ 15 February 2017.
- ↑ "Romania: Royal family reports ex-king's grandson to police". www.apnews.com (ภาษาอังกฤษ). 9 November 2017. สืบค้นเมื่อ 11 February 2025.
- ↑ "Romania: Royal family reports ex-king's grandson to police". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2017. สืบค้นเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2017.
- ↑ Ana Maria Touma, "Deathbed Drama Surrounds Romania's Last King", Balkan Insight, 10 November 2017
- ↑ Moniek Bloks, "", Royalcentral, 9 November 2017
- ↑ "Former Romanian prince confirms he has a daughter after being forced to take a paternity test". Associated Press. Associated Press. 31 May 2019.
- ↑ "Romanian Prince Reveals He Has a Daughter, 3, After Being Forced to Take a Paternity Test". PEOPLE.com.
- ↑ "Former royal admits to having an illegitimate daughter". honey.nine.com.au. 31 May 2019.
- ↑ Elbinger, Raphaël (6 October 2021). "Un conflit royal devant le tribunal de Nyon". 24 heures. สืบค้นเมื่อ 19 October 2021.
- ↑ "25 octombrie 2014: La mulți ani, Majestate!". romaniaregala.ro (ภาษาโรมาเนีย). 25 October 2014.
- ↑ Vlad Teodorescu (25 March 2013) "Secrets of the car crashes caused by King Michael and Nicu Ceausescu," Evenimentul Zilei
- ↑ Sorin Semeniuc (14 January 2013) "King Michael's accident, the secret buried for 75 years", "7 Est" daily
- ↑ "Nog een foto van Kroonprins Michael van Roemenië, die onlangs aan boord van de torpedohoot "Principessa Maria" tijdens een zwaren storm in de Zwarte Zee in levensgevaar heeft verkeerd. Men ziet den Prins als leider der Roemeensche padvinders, in welke functie hij zijn vader, Koning Carol, op 2en Kerstdag de gelukwenschen namens de padvindersbeweging overbracht". Het nieuws van den dag voor Nederlandsch-Indië (ภาษาดัตช์). 11 January 1938. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 July 2011. สืบค้นเมื่อ 29 August 2010.
- ↑ (ในภาษาโรมาเนีย) Andrei Săvulescu. King Michael – Car Driver, Mechanic, Professional Pilot[usurped], Humanitas publishing house, Bucharest, 1996
- ↑ "King Michael of Rumania driving down steps leading out of Sinaia palace," เก็บถาวร 16 ธันวาคม 2013 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Time & Life Pictures/Getty Images, 1 April 1946
- ↑ "King Michael of Rumania driving down steps leading out of Sinaia palace," เก็บถาวร 16 ธันวาคม 2013 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Time & Life Pictures/Getty Images, 1 April 1946
- ↑ "King Michael air pilot". www.aviatori.ro (ภาษาโรมาเนีย). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 July 2013. สืบค้นเมื่อ 27 March 2013.
- ↑ "Regele Mihai, în anii exilului: fermier, pilot de teste, broker". Evz.ro. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 September 2017. สืบค้นเมื่อ 5 December 2017.
- ↑ See for instance in the film "Crossroad, the story of Frank Buchman" (1974), towards the end (1:07 to 1:08), King Michael's speech describing his relation to Frank Buchman MRA historical films เก็บถาวร 12 พฤศจิกายน 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, last access on 7 December 2017.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 "Official List of honours". familiaregala.ro. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 May 2019. สืบค้นเมื่อ 7 December 2019.
- ↑ "Președintele Republicii Cehe, oaspetele Familiei Regale – Familia Regală a României / Royal Family of Romania". สืบค้นเมื่อ 22 December 2016.
- ↑ "Valkoisen Ruusun suurristi ketjuineen myönnetty 115 ulkomaalaiselle vaikuttajalle". www2.hs.fi. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-19..
- ↑ "Familia Regala – Comunicate si mesaje". Familiaregeala.ro. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 November 2014. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Connaissance des Religions". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 February 2012. สืบค้นเมื่อ 22 December 2016.
- ↑ Staf, Christophe. "L'Ordre Militaire et Hospitalier de Saint-Lazare de Jérusalem – L'Ordre de Saint-Lazare". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 February 2017. สืบค้นเมื่อ 22 December 2016.
- ↑ La Vie Chevaleresque, December 1938, 21/22: pp. 73–74
- ↑ "I Cavalieri della SS Annunziata 11". Blasonariosubalpino.it. สืบค้นเมื่อ 5 December 2017.
- ↑ Regele Mihai I în vizită la Ordinul Suveran de Malta
- ↑ "Order of the White Eagle (Poland) | World War II" เก็บถาวร 1 ธันวาคม 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. desertwar.net.
- ↑ (Soviet Union, 6 July 1945) "For the courageous act of decisive turning in the direction of the Romanian policy against Germany and the alliance with the Allies in a time when it was not yet set a clear defeat of Germany"
- ↑ "Armata română şi frontul de est văzute din perspectivă rusă". Bucurestiivechisinoi.ro. 16 December 2013. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Familia Regala – Activitati curente" เก็บถาวร 25 มกราคม 2015 ที่ archive.today. familiaregala.ro.
- ↑ "Legion of Merit – Familia Regală a României / Royal Family of Romania". สืบค้นเมื่อ 22 December 2016.
- ↑ Barbu, Mihai (11 May 2011). "King Mihai severs dynastic, historical ties with House of Hohenzollern". nineoclock.ro.
- ↑ "Regele Mihai a devenit Cetățean de Onoare al orașului Techirghiol". Reporterntv.ro. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 December 2014. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Craiova: Regele Mihai, cetăţean de onoare". GAZETA de SUD. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 December 2014. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Alba: Regele Mihai, Cetățean de Onoare al comunei Stremț". Agerpres.ro. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 November 2014. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Familia Regala – Comunicate si mesaje". Familiaregeala.ro. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 November 2014. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Familia Regala – Comunicate si mesaje". Familiaregeala.ro. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 November 2014. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Universitatea Crestina DIMITRIE CANTEMIR". Ucdc.ro. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Majestatea Sa Regele Mihai I distins cu titlul de Doctor Honoris Causa la UPB". Upb.ro. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 December 2017. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Principesa Margareta, Doctor Honoris Causa la Pitesti". Ziare.com. 29 December 2014. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Doctor Honoris Causa". Aniversare 150 de ani. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Regele Mihai, "Doctor Honoris Causa" al UMF Timișoara". România liberă. 13 October 2006. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 November 2014. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Regele Mihai a primit titlul de Doctor Honoris Causa al Universităţii Politehnica din Timişoara, la Săvârşin". Adevărul. 28 December 2010. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Familia Regala – Activitati curente". Familiaregalia.ro. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 November 2014. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Regele Mihai I, Doctor Honoris Causa al Universității Naționale de Apărare Carol I". Romaniaregala.ro. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Regele Mihai, distins cu titlul de Doctor Honoris Causa al Universității din Iași". Romaniaregala.ro. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "King Michael receives Alexandru Șafran Medal – Familia Regală a României / Royal Family of Romania". สืบค้นเมื่อ 22 December 2016.
- ↑ King Mihai I jubilee – Evening dedicated to the Czech Republic. Embassy of the Czech Republic in Budapest. 23 October 2011
- ↑ "Hanno R. Ellenbogen Citizenship Award". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 May 2021. สืบค้นเมื่อ 28 October 2021.
- ↑ "In Memoriam: King Michael of Romania". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 September 2024. สืบค้นเมื่อ 28 October 2021.
- ↑ "In Royal Circles". CBS News. 7 June 2007.
- ↑ Caterina Carola. "News from the Guild". Guild-freemen-london.co.uk. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 November 2014. สืบค้นเมื่อ 29 December 2014.
- ↑ "Familia Regala – Stiri" เก็บถาวร 2 เมษายน 2015 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. familiaregala.ro.
- ↑ "Monument of King Michael I of Romania". Monuments of Remembrance 1918-2018. สืบค้นเมื่อ October 26, 2021.
- ↑ Fodor, Simona (26 October 2021). "Romania photo of the day: Statue of King Michael unveiled in Sinaia". Romania Insider. Bucharest. สืบค้นเมื่อ October 26, 2021.
- ↑ "Life-size statue of King Michael I unveiled in Sinaia marking 100 years since the monarch's birth | A Russian Orthodox Church Website". www.pravmir.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2022-04-28.
หนังสืออ้างอิง
[แก้]- Pakula, Hannah (1996), The Last Romantic : A Biography of Queen Marie of Roumania, Weidenfeld & Nicolson History ISBN 1-8579-98162
- Porter, Ivor (2005), Michael of Romania. The King and the Country, Phoenix Mill: Sutton Publishing
- "Queen Helen of Rumania", The Times (30 November 1982): 12.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Royal House of Romania เก็บถาวร 2007-09-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- Ducal House of Parma เก็บถาวร 2008-07-25 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- The official website of The Romanian Royal Family
- Semi-official Michael of Romania website เก็บถาวร 2009-12-04 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- Royal Family events เก็บถาวร 2007-02-23 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Official website of Radu Duda, Prince of Hohenzollern-Veringen
- "Bonny King Michael" เก็บถาวร 2005-04-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (Michael at age 5) , on the cover of Time, August 1, 1927
- "Michael of Romania" เก็บถาวร 2011-09-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, interview with Peter Kurth, 1990
- "King of Romania recalls sacrifices" เก็บถาวร 2007-12-17 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, The Prague Post, May 2005
- "We reigned in darkness", The Spectator, June 14, 1997
- "World War II -- 60 Years After: Former Romanian Monarch Remembers Decision To Switch Sides", Radio Free Europe, May 6, 2005
- "The King’s Revenge เก็บถาวร 2007-10-16 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน", Evenimentul Zilei, April 20, 2006
- "The King and The Jester" เก็บถาวร 2009-02-23 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Evenimentul Zilei, December 18, 2003
- Oliver North, "A Lesson in Leadership", The Washington Times, April 17, 2006
- Costel Oprea, "Regele Mihai, retrocedare de un miliard de euro" เก็บถาวร 2007-04-28 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, România Liberă, April 27, 2007
- Costel Oprea, "Harta marilor retrocedări (II)" เก็บถาวร 2007-05-16 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, România Liberă, April 18, 2007