ข้ามไปเนื้อหา

สมเด็จพระวรราชินี (แป้น)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระวรราชินี (แป้น)
พระวรราชมารดา
พระราชสมภพพ.ศ. 2356
สวรรคต27 มิถุนายน พ.ศ. 2438 (81 พรรษา)
อุดงฦๅไชย กัมพูชาในอารักขาของฝรั่งเศส
คู่อภิเษกสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี (พ.ศ. 2376–2403)
พระราชบุตรพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร
พระองค์เจ้าจงกลนี
พระองค์เจ้าเกสร
ราชวงศ์ตรอซ็อกผแอม (อภิเษกสมรส)
พระบิดาพระยาสุภาธิบดี (โตจ)
ศาสนาพุทธ

สมเด็จพระวรราชินีบรมบพิตร (พ.ศ. 2356 – 27 มิถุนายน พ.ศ. 2438) พระนามเดิม แป้น เป็นพระเทพีในสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี และเป็นพระวรราชมารดาในพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร

พระราชประวัติ

[แก้]

พระชนม์ชีพช่วงต้นและครอบครัว

[แก้]

สมเด็จพระวรราชินีบรมบพิตร ประสูติเมื่อปีกุน สัปตศก[1] มีพระนามเดิมว่า แป้น เป็นธิดาคนหนึ่งของพระยาสุภาธิบดี (โตจ)[2][3] มีพระเชษฐารับราชการในราชสำนักกัมพูชา คนหนึ่งชื่อเหม เป็นมหาดเล็ก[2] อีกคนชื่อเอก เป็นที่ออกญาราชเดชะ[4] และมีพระขนิษฐาไม่ปรากฏนามเดิมอีกคนหนึ่ง ซึ่งภายหลังได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้านายฝ่ายใน มีพระนามว่า สมเด็จพระมาตุจฉา กัมพูชาธิบดี อนุราชมาตรังศิริสุนทร ธรรมจารี นิสัตตะละหฤไทย อโนปมัยบุญญการกุศล อุดมบรมบพิตร สัมฤทธิทีฆายุวัณณะสุขะพละ เพราะเป็นพระมาตุจฉาของพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร[5]

สมเด็จพระวรราชินีมีความเป็นอยู่อย่างชาวสยามโดยได้รับอิทธิพลจากพระสวามี[6] บางแหล่งข้อมูลระบุว่าครอบครัวของพระองค์เป็นชาวสยาม[7] รวมทั้งแสดงพระองค์ว่าทรง "นิยมสยาม" มาตลอดพระชนม์ชีพ[8]

รับราชการฝ่ายใน

[แก้]

พระยาสุภาธิบดีถวายแป้นบุตรสาวแก่สมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี หรือนักองค์ด้วง ช่วงสยามทำสงครามกับญวนที่เมืองพนมเปญเมื่อ พ.ศ. 2376[2] เบื้องต้นทรงเข้ารับราชการเป็นบาทบริจาริกาในตำแหน่งพระสนมชั้นแม่นาง[3] ตามเสด็จนักองค์ด้วงเมื่อครั้งประทับอยู่วังเจ้าเขมรในกรุงเทพมหานคร[9] จากการที่พระองค์ตามเสด็จพระสวามีไปกรุงเทพมหานคร ทำให้พระองค์มีความเป็นอยู่อย่างชาวสยาม[6] ต่อมาได้ตามเสด็จไปประทับที่ตำหนักหลวง เมืองมงคลบุรี ช่วง พ.ศ. 2376–2380 (ปัจจุบันคือวัดหลวงสีสุวัตถิ์รัตนาราม จังหวัดบันทายมีชัย ประเทศกัมพูชา)[10]

สมเด็จพระวรราชินีประสูติการพระราชโอรส-ธิดาสามพระองค์ คือ

  1. พระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร (พ.ศ. 2377–2447) พระนามเดิม นักองค์จรอเลิ้ง หรือราชาวดี[11] ต่อมาเสวยราชสมบัติกรุงกัมพูชาสืบพระราชบิดา[12]
  2. พระองค์เจ้าจงกลนี (พ.ศ. 2382–2445) ต่อมาเป็นพระชายาในพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ พระเชษฐาต่างมารดา[13]
  3. พระองค์เจ้าเกสร (พ.ศ. 2383–2452)

หลังสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดีขึ้นเสวยราชสมบัติกรุงกัมพูชาแล้ว ทรงตั้งพระนามแก่เจ้านายฝ่ายในและบรรดาศักดิ์บาทบริจาริกาในราชสำนักทั้งหมด ทรงพระกรุณาพระราชทานพระนามแก่นักนางแป้น เป็น พระปิโยพระบรมท้าวธิดา ในตำแหน่งพระเทพี คู่กับนักนางเภา ที่ทรงพระกรุณาพระราชทานพระนามว่า พระปิโยพระบรมอัจฉราอับศร[14]

พระวรราชินี

[แก้]

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร พระโอรสขึ้นเสวยราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี ก็สถาปนาพระนามพระวรราชมารดาขึ้นเป็น พระปิโยพระบรมชาติกระษัตรี เมื่อคราวพระองค์เจ้าวัตถาและพระองค์เจ้าศิริวงษ์ทรงก่อการกบฏช่วง พ.ศ. 2404 พระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตารเกรงว่าทัพของข้าศึกจะตีอุดงฦๅไชยแตก จึงทรงนำพระปิโยพระบรมชาติกระษัตรี และบาทบริจาริกาที่เป็นหญิงทั้งหมดลงเรือหนีไปเมืองพระตะบอง เหลือแต่สมเด็จพระหริราชรัตไนไกรแก้วฟ้า (พระองค์เจ้าศรีสวัสดิ) กับสมเด็จพระวรราชินี (รศ) และสมเด็จพระราชธิดาอีกสองพระองค์ ยังคงประทับอยู่ในพระราชวังอุดงฦๅไชยเพื่อเฝ้าพระบรมศพสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี[15]

พ.ศ. 2408 พระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตารโปรดให้จัดพระราชพิธีอภิเษกพระหิรัญบัตรสมเด็จพระมาตุจฉาและสมเด็จพระมารดาในพระองค์ โดยเฉพาะสมเด็จพระราชมารดานั้น เฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระวรราชินี กัมพูชาธิบดี ราชมารดา ศิริสุนทร ธรรมจาริยา เมตตาสัตตะละหฤไทย อโนปมัยบุญญการกุศล มงคลรัตนขัติยประสิทธิ พิพิธมไหสุรสมเหศวร สุชาตชาตา มหากระษัตรีอุดมบพิตร สัมฤทธิทีฆายุวัณณะสุขะพละ[5] และมีพระราชอำนาจอย่างยิ่งในราชสำนักอุดงฦๅชัย ซึ่งเป็นราชธานีเก่าของเมืองเขมร[8]

สมเด็จพระวรราชินีบรมบพิตรสวรรคตเมื่อ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2438 สิริพระชนมายุ 81 พรรษา[1] พระอัฐิถูกบรรจุภายในพระเจดีย์สมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี บนเขาพระราชทรัพย์ อำเภอพญาฦๅ จังหวัดกันดาล เคียงข้างพระสวามี และสมเด็จพระวรราชินี (เภา)[16][17]

พระราชอำนาจ

[แก้]

หลังสมเด็จพระมไหยิกา ขัติยาวงษ์ศิริเสโฐวโรดม เสวยทิวงคต เมื่อ พ.ศ. 2408 พระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตารมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ขุนนางที่ขึ้นตรงต่อสมเด็จพระมไหยิกาไปขึ้นต่อสมเด็จพระวรราชินี (แป้น) ทั้งหมด[18] สมเด็จพระวรราชินีมีพระราชอำนาจเบ็ดเสร็จในการแต่งตั้งข้าราชการสำรับจัตวาฝ่ายพระท้าว[19] ใน ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา ระบุว่า มีเจ้าเมืองที่ขึ้นต่อพระองค์สามคนปกครองสามจังหวัด ได้แก่จังหวัดเปร๊ยเวง อันลงราช และมุขกำปูล[20] ส่วน ตำราเทียบบันดาศักดิ์กรุงกัมพูชา ระบุเนื้อหาใกล้เคียงกันว่า มีเจ้าเมืองสามคนเป็นข้าราชการสำรับจัตวาขึ้นตรงต่อพระท้าว ได้แก่ เมืองไพรกะดี ขึ้นตรงต่อพระยาธิบดีเสนา เมืองมุกกำปูน ขึ้นตรงต่อพระยาวงศานุรักษ์ และเมืองอันลงราช ขึ้นตรงต่อพระยาบวรราช[21] พระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร พระราชโอรส มีนโยบายต่อต้านสยามและสนับสนุนฝรั่งเศสอย่างแข็งขัน ผิดกับสมเด็จพระวรราชินี (แป้น) ซึ่งเป็นผู้นำของราชสำนักฝ่ายในของกัมพูชาที่ทรงอิทธิพล ทรงแสดงตัวว่าทรงเป็นแกนนำกลุ่มนิยมสยาม และคอยสนับสนุนกลุ่มกบฏ หนึ่งในนั้นคือพระองค์เจ้าดวงจักร พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร ที่ประสูติแต่พระแม่นางสุชาติบุปผา ซึ่งบาทบริจาริกานางนี้เป็นนางข้าหลวงเดิมของสมเด็จพระวรราชินีมาก่อน[8]

เมื่อสมเด็จพระวรราชินี (แป้น) ถึงแก่พิราลัย ก็ไม่มีการแต่งตั้งขุนนางสำรับจัตวาฝ่ายพระท้าวอีกต่อไป[22]

อ้างอิง

[แก้]
เชิงอรรถ
  1. 1 2 เขมรสมัยหลังพระนคร, หน้า 71
  2. 1 2 3 ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา, หน้า 227-228
  3. 1 2 พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3, หน้า 177
  4. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา, หน้า 330
  5. 1 2 ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา, หน้า 332-333
  6. 1 2 อภิญญา ตะวันออก (3 กันยายน 2562). "ฤๅเคยมี "เจ้าคุณพระ" ในราชสำนักเขมร?". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 16 เมษายน 2564. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  7. สุภัตรา ภูมิประภาส (17 พฤศจิกายน 2555). "เรื่องจริงไม่อิงนิยายของราชสำนักกัมพูชา (3): บัลลังก์นี้ไม่มีรัชทายาท". ประชาไท. สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2564. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  8. 1 2 3 ไกรฤกษ์ นานา (12 กรกฎาคม 2563). "สายลับเขมร ช่วงวิกฤติ ร.ศ.112 คือใคร? มีบทบาทอย่างไรท่ามกลางความแตกแยกในราชสำนักเขมร". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2564. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  9. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา, หน้า 186
  10. ศานติ ภักดีคำ, รศ. ดร. (3 ตุลาคม 2565). "เปิดความเป็นมาของ "มงคลบุรี" เมืองใหม่สมัยรัชกาลที่ 3 สู่เส้นทางตกเป็นของฝรั่งเศส". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 26 ตุลาคม 2565. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  11. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา, หน้า 261
  12. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3, หน้า 307
  13. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา, หน้า 294
  14. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา, หน้า 267-268
  15. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา, หน้า 312
  16. เขมรสมัยหลังพระนคร, หน้า 68
  17. ศิลปะเขมร, หน้า 151
  18. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา, หน้า 335
  19. ทำเนียบนาม ภาคที่ 3 ตำราทำเนียบบันดาศักดิ์กรุงกัมพูชา, หน้า 28-30
  20. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา, หน้า 277
  21. ทำเนียบนาม ภาคที่ 3 ตำราทำเนียบบันดาศักดิ์กรุงกัมพูชา, หน้า 34
  22. ทำเนียบนาม ภาคที่ 3 ตำราทำเนียบบันดาศักดิ์กรุงกัมพูชา, หน้า 2
บรรณานุกรม
  • ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3. กรุงเทพฯ : ไทยควอลิตี้บุ๊คส์ (2006), 2560. 360 หน้า. ISBN 978-616-514-575-6
  • เรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนรัชต์), พันตรี หลวง. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา. กรุงเทพฯ : ไทยควอลิตี้บุ๊คส์ (2006), 2563. 336 หน้า. ISBN 978-616-514-668-5
  • รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง และศานติ ภักดีคำ. ศิลปะเขมร. กรุงเทพฯ : มติชน, 2557. 232 หน้า. ISBN 978-974-02-1324-6
  • ศานติ ภักดีคำ. เขมรสมัยหลังพระนคร. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556. 224 หน้า. ISBN 978-974-02-1147-1
  • ทำเนียบนาม ภาคที่ 3 ตำราทำเนียบบันดาศักดิ์กรุงกัมพูชา. พระนคร : โสภณพิพรรฒธนากร, 2465. 39 หน้า.