สมเด็จพระราชินีนาถบลังกาที่ 1 แห่งนาวาร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สมเด็จพระราชินีนาถบลังกาที่ 1
Blanca I de Navarra.jpg

พระอิสริยยศ พระราชินีผู้ปกครองแห่งนาวาร์
พระราชินีคู่สมรสแห่งซิซิลี
ราชวงศ์ เอฟโรซ์
ครองราชย์ 8 กันยายน ค.ศ. 1425 – 1 เมษายน ค.ศ. 1441 (นาวาร์)
26 ธันวาคม ค.ศ. 1402 – 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1409 (ซิซิลี)
ราชาภิเษก 15/18 พฤษภาคม ค.ศ. 1429 (ปัมโปลนา)
รัชกาลก่อน พระเจ้าการ์โลสที่ 3 แห่งนาวาร์
รัชกาลถัดไป พระเจ้าการ์โลสที่ 4 แห่งนาวาร์
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 6 กรฎาคม ค.ศ. 1387
ปัมโปลนา
สิ้นพระชนม์ 1 เมษายน ค.ศ. 1441 (53 พรรษา)
ณ ซันตามาริอาลาเรอัลเดนิเอบา
ฝังพระศพ นูเอสตราเซญญอราเดลาโซเตร์รัญญา
พระบิดา พระเจ้าการ์โลสที่ 3 แห่งนาวาร์
พระมารดา เลโอนอร์แห่งกัสติยา สมเด็จพระราชินีแห่งนาวาร์
พระสวามี พระเจ้ามาร์ตินที่ 1 แห่งซิซิลี
พระเจ้าชวนที่ 2 แห่งอารากอน
พระบุตร พระเจ้าการ์โลสที่ 4 แห่งนาวาร์
สมเด็จพระราชินีนาถบลังกาที่ 2 แห่งนาวาร์
สมเด็จพระราชินีนาถเลโอนอร์ที่ 1 แห่งนาวาร์

บลังกาแห่งนาวาร์ (สเปน: Blanca I of Navarre) (ค.ศ. 1385 – 3 เมษายน ค.ศ. 1441) เป็นพระราชินีผู้ปกครองแห่งนาวาร์ตั้งแต่ ค.ศ. 1425 ถึง ค.ศ. 1441 ทรงเป็นพระธิดาของพระเจ้าการ์โลสที่ 3 แห่งนาวาร์กับเลโอนอร์ อินฟันตาแห่งกัสติยา

พระราชประวัติ[แก้]

บลังกาเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1387 ทรงเป็นพระธิดาคนที่สองของพระเจ้าการ์โลสที่ 3 แห่งนาวาร์กับเลโอนอร์แห่งกัสติยา ทรงมีพี่น้องร่วมสายเลือดแปดคน บลังกากลายเป็นทายาทแห่งนาวาร์หลังแฌน พระเชษฐภคินีที่สมรสกับฌ็องที่ 1 เคานต์แห่งฟรัวซ์สิ้นพระชนม์

พระราชินีแห่งซิซิลี[แก้]

พระองค์สมรสครั้งแรกกับมาร์ตินผู้ลูก กษัตริย์แห่งซิซิลีและเจ้าชายแห่งอารากอน ทั้งคู่สมรสผ่านตัวแทนเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1402 ในกาตาเนีย บลังกาเดินทางไปหาพระสวามีเพื่อสมรสกันจริงๆ ในวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1402 ซึ่งเจ้าสาวมีพระชนมายุ 15 พรรษา ส่วนเจ้าบ่าวมีพระชนมายุ 28 พรรษา

พระเจ้ามาร์ตินต้องการทายาทตามกฎหมาย แต่มาร์ติน พระโอรสคนเดียวของทั้งคู่มีพระชนมายุอยู่ได้เพียงปีเดียว พระสวามีของพระองค์สิ้นพระชนม์ในวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1409 โดยมีผู้สืบทอดตำแหน่งคือพระเจ้ามาร์ตินที่ 1 แห่งอารากอน พระบิดาของพระเจ้ามาร์ตินผู้ล่วงลับ พระองค์ยินยอมให้พระสุณิสาสำเร็จราชการแผ่นดินในซิซิลีต่อไป บลังกาสูญเสียสิทธิ์ในการสำเร็จราชการแผ่นดินหลังพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 1 ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอารากอนคนใหม่ต่อจากพระเจ้ามาร์ตินที่ 1 และได้ผนวกซิซิลีเข้ากับอารากอนในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1415

พระราชินีแห่งนาวาร์[แก้]

บลังกาครองตัวเป็นโสดเป็นเวลาสิบปี แม้จะถูกหมั้นหมายกับลุดวิจแห่งบาวาเรีย-อิงก็อลชตัท (พระเชษฐาของอิซาบูแห่งบาวาเรีย สมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศส) และเอ็ดเวิร์ดแห่งบาร์ พระองค์เดินทางกลับนาวาร์ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1415 สภานิติบัญญัติประกาศรับรองพระองค์เป็นทายาทแห่งราชอาณาจักรอารากอนในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1416 ในการประชุมที่โอลิเต

พระองค์สมรสอีกครั้งกับชวน ดยุคแห่งเปญญาฟิเอล พระโอรสคนที่สองของพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 1 แห่งอารากอนกับเลโอนอร์แห่งอัลบูร์เกร์เกผ่านตัวแทนในวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1419 ที่โอลิเต ชวนเดินทางมาหาพระองค์เพื่อสมรสกันจริงๆ ในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1420 ที่ปัมโปลนา ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันห้าคนในระยะเวลาห้าปี พระโอรสธิดาคนที่สองของทั้งคู่สิ้นพระชนม์เร็ว

พระเจ้าการ์โลสที่ 3 สิ้นพระชนม์ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1425 บลังกาสืบทอดตำแหน่งต่อจากพระบิดาเป็นพระราชินีผู้ปกครองนาวาร์ โดยมีชวนเป็นกษัตริย์พระสวามี ทั้งคู่ได้รับการสวมมงกุฎที่ปัมโปลนาในวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1429

บลังกาสิ้นพระชนม์ในซันตามารีอาลาเรอัลเดนิเอบาในปี ค.ศ. 1441 หลังพระองค์สิ้นพระชนม์ ชวนบริหารราชการนาวาร์ต่อโดยไม่ยอมวางมือให้การ์โลส พระโอรสที่เป็นกษัตริย์โดยชอบธรรมของนาวาร์ พระองค์กลายเป็นกษัตริย์แห่งอารากอนและกษัตริย์แห่งซิซิลีหลังพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 5 แห่งอารากอน พระเชษฐาสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1458

การสืบทอดบัลลังก์นาวาร์[แก้]

การ์โลส พระโอรสคนโตของบลังกาตกเป็นนักโทษของพระบิดาและไม่เคยได้ครองอำนาจอย่างแท้จริง พระองค์สิ้นพระชนม์ในวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1461 โดยสงสัยกันว่าอาจถูกวางยาพิษ บลังกาซึ่งเป็นพระโอรสธิดาคนต่อมาสืบทอดตำแหน่งต่อจากพระเชษฐาเป็นพระราชินีโดยชอบธรรมของนาวาร์ พระองค์เคยสมรสกับพระเจ้าเอ็นริเกที่ 4 แห่งกัสติยา แต่การสมรสถูกประกาศให้เป็นโมฆะในปี ค.ศ. 1453 เนื่องจากการสมรสไม่เคยสมบูรณ์ พระองค์ถูกส่งตัวกลับนาวาร์บ้านเกิดและถูกพระบิดาจองจำ ทรงสิ้นพระชนม์โดยไร้ซึ่งทายาทในปี ค.ศ. 1464 โดยอาจจะถูกวางยาพิษเช่นกัน ผู้เจริญรอบตามเส้นทางของสองพี่น้องคือเลโอนอร์ พระขนิษฐาคนสุดท้องที่ฉลาดพอที่จะไม่ขวางทางพระบิดา จนเมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1479 พระนางจึงอ้างสิทธิ์ในตำแหน่งของตนเอง

อ้างอิง[แก้]