ข้ามไปเนื้อหา

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ดำรงพระยศ20 สิงหาคม พ.ศ. 2464 - 25 สิงหาคม พ.ศ. 2480 (16 ปี 5 วัน)
สถาปนา20 สิงหาคม พ.ศ. 2464
ก่อนหน้าสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ถัดไปสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว)
สถิตวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
ราชวงศ์จักรี
ประสูติ16 ธันวาคม พ.ศ. 2402
หม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท
สิ้นพระชนม์25 สิงหาคม พ.ศ. 2480 (77 ปี)
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
พระบิดาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์
พระมารดาหม่อมปุ่น

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (16 ธันวาคม พ.ศ. 2402 – 25 สิงหาคม พ.ศ. 2480[1]) เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จสถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 3 รัชกาล คือตั้งแต่รัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 8

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ มีพระนามก่อนผนวชว่า หม่อมเจ้าภุชงค์ ประสูติในราชสกุลชมพูนุท หลังจากผนวชแล้ว ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดสถาปนาสมณศักดิ์เป็น หม่อมเจ้าพระสถาพรพิริยพรต, พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระสถาพรพิริยพรต และ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ตามลำดับ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าเมื่อ พ.ศ. 2464 มีพระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมหลวงเมื่อปี พ.ศ. 2469 และทรงดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 16 ปี จนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2480 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

ตลอดระยะเวลาแห่งการดำรงสมณศักดิ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านการคณะสงฆ์ด้วยความมั่นคง เคร่งครัด และทรงได้รับความเคารพอย่างสูงจากทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานทางพระพุทธศาสนาและการปฏิรูปกิจการคณะสงฆ์ในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธศาสนาเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างมาก พระองค์ทรงมุ่งธำรงพระธรรมวินัย ส่งเสริมการศึกษาของสงฆ์ และสนับสนุนการประยุกต์หลักธรรมให้เหมาะสมกับสภาพสังคมสมัยใหม่

ดังนั้นเมื่อ พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาพระอิสริยยศและพระสมณฐานันดรศักดิ์พระอัฐิ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ขึ้นเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า พระองค์ที่ 4 และพระองค์ล่าสุดแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมพระ เฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์

พระประวัติ

[แก้]

ประสูติกาล

[แก้]

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าภุชงค์ เป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ ต้นราชสกุลชมพูนุท กับหม่อมปุ่น[2] ประสูติเมื่อวันศุกร์ แรม 7 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะแม ตรงกับวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2402 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฎวิทยมหาราช ที่วังหน้าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร มุมถนนราชบพิธกับถนนเฟื่องนคร

การศึกษาขณะเป็นฆราวาส

[แก้]

หม่อมเจ้าภุชงค์เข้าศึกษาอักขรสมัยไทย ในสำนักของเจ้าจอมมารดาสัมฤทธิ์ ในรัชกาลที่ 3 ผู้เป็นพระอัยยิกาฝ่ายพระบิดา เมื่อเข้าพิธีเกศากันต์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปศึกษาที่โรงเรียนราฟเฟิลส์ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. 2414 เป็นเวลา 9 เดือน แล้วจึงเสด็จกลับพระนคร ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษสำหรับเจ้านายขึ้นแล้ว จึงทรงเข้าศึกษาต่อที่นี่โดยไม่กลับไปประเทศสิงคโปร์อีก นอกจากนี้ ยังทรงศึกษาอักษรขอมจากพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) จนกระทั่งผนวชในปี พ.ศ. 2416[3]

ผนวช

[แก้]

พ.ศ. 2416 เมื่อพระชนมายุได้ 14 พรรษา หม่อมเจ้าภุชงค์ได้ผนวชเป็นสามเณรวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังจากผนวชแล้วได้กลับมาประทับ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

เมื่ออายุครบอุปสมบท เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2422 หม่อมเจ้าภุชงค์ทรงเข้าอุปสมบทที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระวันรัตน์ (ทับ พุทฺธสิริ) เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร เป็นพระบรรพชาจารย์[4] ได้รับพระนามฉายาว่า "สิริวฑฺฒโน" หลังจากอุปสมบทแล้วได้กลับมาประทับที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหารตามเดิม

การศึกษาขณะเป็นบรรพชิต

[แก้]

ขณะเป็นสามเณร หม่อมเจ้าภุชงค์ได้เข้าศึกษาทั้งหมด 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาบาลี กับพระครูบัณฑรธรรมสโมทาน (สด), ภาษาไทย กับพระยาโอวาทวรกิจ (แก่น) และภาษาสันสกฤตกับพราหมณ์

ต่อมาเมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) ขณะทรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวโรดม ทรงเข้าสอบเปรียญ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2425 ได้เป็นเปรียญธรรม 4 ประโยค

ต่อมาในปี พ.ศ. 2430 ทรงเข้าแปลได้เพิ่มอีก 1 ประโยค รวมเป็นเปรียญธรรม 5 ประโยค ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานวัตถุจัตุปัจจัยมูลค่า 2 ชั่งเป็นรางวัล[5]

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า

[แก้]

ภายหลังจากที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามที่จารึกตามพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ปีเดียวกัน โดยเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์แรกในกรุงรัตนโกสินทร์[6]

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมหลวง มีพระนามโดยสังเขปว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า[7]

สิ้นพระชนม์

[แก้]
พระอนุสาวรีย์บรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ภายในวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ประชวรด้วยพระโรคเส้นพระโลหิตในกระเพาะพระบังคนเบาพิการ ทำให้บังคนเบาเป็นโลหิต สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2480[8] แรม 3 ค่ำ เดือน 9 สิริรวมพระชนมายุได้ 77 พรรษา ดำรงสมณเพศได้ 59 พรรษา[9] มีพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร[10]

การสถาปนาเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า

[แก้]

ต่อมาในปี พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาพระอิสริยยศ พระสมณฐานันดรศักดิ์ และเฉลิมพระนามพระอัฐิพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ขึ้นเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 3 ทรงกรมในชั้นกรมพระ เสด็จสถิตที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า เป็นพระองค์ที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เฉลิมพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ และปรากฏในลายพระหัตถ์ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ เคยทรงรจนาไว้ ว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ เนื่องในอภิลักขิตสมัย 100 ปี นับแต่วันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ในวันที่ 25 พฤศจิกายน และ 100 ปี วันเสด็จขึ้นทรงราชย์แห่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 26 พฤศจิกายน ด้วยทรงสถิตในที่พระราชกรรมวาจาจารย์ในรัชกาลที่ 6 และในรัชกาลที่ 7 ดังที่ปรากฏในสร้อยพระนามตอนหนึ่งว่า “ไทวภราดรมหาราชาภินิษกรมณาจารย์” อีกทั้งยังทรงเป็นสมเด็จอุปัชฌายะของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ พระราชอุปัธยาจารย์ในรัชกาลที่ 10 ดังนั้น นับเนื่องถึงปัจจุบัน จึงทรงเป็นพระบูรพาจารย์ในทางธรรม กล่าวคือ เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระราชอุปัธยาจารย์[11]

โดยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง[12] และออกประกาศพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้าลงในราชกิจจานุเบกษาในอีกสามวันถัดมา (17 กรกฎาคม)[13] โดยเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอที่ได้รับสถาปนาพระอัฐิให้ขึ้นทรงกรมในชั้นกรมพระเป็นพระองค์แรกในรัชกาลที่ 10 หากยึดตามวันที่ออกประกาศพระบรมราชโองการ

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ในอภิลักขิตสมัย 100 ปี วันสวรรคต และอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในลักขิตสมัย 100 ปี วันขึ้นทรงราชย์ พร้อมทั้งทรงสถาปนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ และทรงยกเบญจปฎลเศวตฉัตรขึ้นถวายกางกั้นพระรูปในซุ้มคูหาพระเจดีย์ เพื่อเป็นเครื่องปรากฏแห่งพระมหาสมณคุณสืบไป[14][15]

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2569 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จัดสร้างพระโกศทองคำลงยาสำหรับพระอิสริยยศสมเด็จพระมหาสมณเจ้า สำหรับผลัดทรงพระอัฐิสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ แทนพระโกศองค์เดิมซึ่งเป็นพระโกศสำหรับพระเกียรติยศสมเด็จพระสังฆราชเจ้า โดยกรมศิลปากรได้จัดทำแล้วเสร็จและอัญเชิญถวายสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) เมื่อวันที่ 14 มกราคม[16] พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดพิธีเชิญพระอัฐิสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ บรรจุในพระโกศองค์ใหม่ และทรงพระกรุณาโปรดรับพิธีดังกล่าวไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณเสด็จไปทรงประกอบพิธีนี้ ณ หอพระนาก วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 3 เมษายน[17] เนื่องด้วยในวันที่ 20 เมษายน ปีดังกล่าว เป็นศุภวาระ 100 ปี นับแต่การสถาปนาเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมหลวง และในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2572 จะเป็นวาระ 100 ปี ธรรมศึกษา คือการเปิดโอกาสให้คฤหัสถ์ได้ศึกษาและสอบวัดความรู้ธรรม อันเป็นกิจการที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ทรงสถาปนาไว้อีกด้วย โดยมหาเถรสมาคมได้มีมติให้จัดการเฉลิมพระเกียรติต่อเนื่องกันเป็นพิเศษทั้งสองวาระ[18]

สมณศักดิ์

[แก้]

ขณะยังดำรงพระชนม์

[แก้]
ธรรมเนียมพระยศของ
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์
ตราประจำพระองค์
การทูลใต้ฝ่าพระบาท
การแทนตนข้าพระพุทธเจ้า
การขานรับพะย่ะค่ะ/เพคะ
  • พ.ศ. 2430 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ หม่อมเจ้าพระสถาพรพิริยพรต[19]
  • พ.ศ. 2438 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่เสมอชั้นเทพ ในราชทินนามเดิม[20]
  • 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2442 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมปาโมกข์ มีราชทินนามตามจารึกในสุพรรณบัฏว่า หม่อมเจ้าพระสถาพรพิริยพรต อังคีรสธรรมปาโมกข์ ยุตโยคยตินายก ไตรปิฎกธารี ธรรมวาทีคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี[21]
  • พ.ศ. 2444 ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นพระองค์ที่ 2 สืบต่อจากพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร
  • 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ได้เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองในคณะกลาง มีสมณศักดิ์เสมอพระพรหมมุนี และมีพระอิสริยยศเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า มีราชทินนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระสถาพรพิริยพรต อังคีรสสาสนธำรง ราชวรพงษ์ศักดิ์พิบุลย์ สุนทรอรรถปริยัติโกศล โสภณศีลสมาจารวัตร มัชฌิมคณานุนายก สาสนดิลกบพิตร"[22]
  • 22 มกราคม พ.ศ. 2453 โปรดสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่คณะกลาง มีราชทินนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ขัตติยพงศ์พรหมจารี ประสาทนียคุณากร สถาพรพิริยพรต อังคีรสศาสนธำรง ราชวรวงศ์วิสุต วชิราวุธมหาราชอภินิษกรมณาจารย์ สุขุมญาณวิบุล สุนทรอรรถปริยัติโกศล โศภนศีลสมาจารวัตร มัชฌิมคณิศรมหาสังฆนายก พุทธศาสนดิลกสถาวีรบพิตร"[23]
  • 2 มกราคม พ.ศ. 2456 เป็นเจ้าคณะรองฝ่ายธรรมยุติกนิกายด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง[24]
  • 20 สิงหาคม พ.ศ. 2464 โปรดสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายก นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์แรก มีพระนามว่า "พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า"[6]
  • 20 เมษายน พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เลื่อนพระอิสริยยศเป็นกรมหลวง มีราชทินนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ขัติยมหาเจษฎานุพงศ อริยวงศาคตญาณวิมล สกลมหาสงฆปรินายก ตรีปิฎกกลาโกศล ภัทรผลพูลสวัสดิสัทธรรมทีปกร ไทวภราดรมหาราชาภินิษกรมณาจารย์ ภุชงคบุราภิธานครุฐานิยมมหาบัณฑิต สุขสิทธิหิตรรถเมตตาขันตยาศรัย ศรีรัตนตรัยศรณาภิรัต สยามาธิปัตยามหาสังฆปาโมกขประธานาธิบดี ศรีสมณุดมบรมบพิตร"[7]

ภายหลังการสิ้นพระชนม์

[แก้]
  • 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดสถาปนาพระอิสริยยศทางพระบรมราชวงศ์และทางพระสมณฐานันดรศักดิ์ เฉลิมพระนามพระอัฐิ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ขึ้นเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ เสด็จสถิตที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า นับเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์ที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ มหาเจษฎานุพงศสิริวัฒน ภัทรผลพูลสวัสดิขัตติยพรหมจารี สังฆราชาธิบดีศรีสมณุตมปริณายก ตรีปิฎกกลาโกศล มงคลธรรมเจดีย์คัมภีรญาณยุตสุตสุนทร ไทวภราดรมหาราชาภินิษกรมณาจารย์ ศุภศีลศานติ์มหาอนาคาริยรัตน พุทธศาสนบริษัทนิปัตยคารวสถาน มโหฬารเมตตาขันตยาไศรย ศรีรัตนตรัยสรณคุณารักษ์ อุกฤษฏศักดิสกลสงฆปาโมกขคณิศราธิบดี มหาสถาวีรวโรดมบรมบพิตร"[13]

พระกรณียกิจ

[แก้]

การจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ

[แก้]

พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดสร้างพระไตรปิฎกเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการชำระและจัดพิมพ์ขึ้นใหม่ เรียกว่า “พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ” โดยใช้พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2436 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวน 35 เล่ม เป็นต้นฉบับ พร้อมทั้งตรวจชำระและจัดพิมพ์เพิ่มเติม รวมเป็นพระไตรปิฎกที่จัดพิมพ์ขึ้นใหม่จำนวน 45 เล่มบริบูรณ์[25]

ในการตรวจชำระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกครั้งนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้กราบทูลอาราธนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ทรงเป็นประธานในการตรวจชำระ พร้อมทั้งพระเถระผู้ชำนาญพระไตรปิฎกอีกหลายรูปเป็นกรรมการตรวจชำระ นอกจากนี้ ยังทรงตรวจชำระคัมภีร์อังคุตตรนิกายแห่งพระสุตตันตปิฎกด้วยพระองค์เอง รวมเป็นหนังสือ 5 เล่ม

พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐได้เริ่มดำเนินการตรวจชำระเมื่อ พ.ศ. 2468 และจัดพิมพ์เสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ. 2473 เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกรรมสิทธิ์ในหนังสือพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี้แก่มหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะเป็นสำนักกลางแห่งการศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อประโยชน์แก่ความเจริญก้าวหน้าของการศึกษาทางพระพุทธศาสนาสืบไป

มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย

[แก้]

ขณะทรงดำรงตำแหน่งนายกกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัยนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ได้โปรดให้จัดตั้งมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยขึ้น เพื่อนำดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินของมหามกุฎราชวิทยาลัยมาช่วยบำรุงอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม และเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และทรงเป็นนายกกรรมการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นพระองค์แรก

ด้านพระนิพนธ์

[แก้]
หนังสือเรื่องมหานิบาตชาดก ทศชาติ ฉะบับชินวร (เล่ม 1) พระนิพนธ์แปลในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ทรงเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญพระองค์หนึ่งในกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงนิพนธ์หนังสือและตำราทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญไว้มาก เช่น พระคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา หรือพจนานุกรมภาษาบาลีแปลเป็นไทย มหานิบาตชาดก ต้นบัญญัติ สามเณรสิกขา เป็นต้น ซึ่งพระนิพนธ์เหล่านี้ยังได้ใช้เป็นคู่มือในการศึกษาภาษาบาลีและพระพุทธศาสนาของพระภิกษุ สามเณร และบุคคลทั่วไปอย่างแพร่หลาย

พระองค์มีพระปรีชาสามารถทางพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง นับว่าเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญพระองค์หนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงนิพนธ์ตำรา และหนังสือสำคัญทางพระพุทธศาสนาไว้มากมาย เช่น คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา หรือพจนานุกรมภาษาบาลีแปลเป็นไทย มหานิบาตชาดก นิทานต้นบัญญัติ สามเณรสิกขา เป็นต้น พระนิพนธ์เหล่านี้ ยังใช้เป็นคู่มือในการศึกษาภาษาบาลี และศึกษาพระพุทธศาสนาของภิกษุสามเณรมาจนถึงปัจจุบัน ทรงเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตสืบต่อจากสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อน และทรงเป็นกรรมการชุดแรกของมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2436 สุดท้ายได้เป็นนายกกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2464 ตราบจนสิ้นพระชนม์

ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์โรงเรียนวัดราชบพิธ พระองค์ที่ 2 ประทานคาถาภาษาบาลีเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจบรรดาครูและนักเรียนว่า "วิริเยน ทุกขมจฺเจติ" แปลว่า "คนล่วงทุกข์เสียได้ด้วยความเพียร" และได้ประทานตรา "ชส" ซึ่งเป็นพระนามย่อของพระองค์ให้แก่โรงเรียน ซึ่งปัจจุบัน ได้เป็นสัญลักษณ์บนเข็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนแห่งนี้

ครบ 150 ปี วันประสูติ

[แก้]

16 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ครบ 150 ปี วันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระองค์จึงได้จัดงานเฉลิมพระเกียรติขึ้น โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังทรงพระกรุณาโปรดรับงานนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย[26]

สัญลักษณ์ประจำพระองค์

[แก้]

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงใช้สัญลักษณ์ประจำพระองค์หลากหลายแบบ โดยมากจะเป็นรูปอักษรพระนามย่อ ช.ส. (ย่อมาจากพระนามทรงกรม "ชินวรสิริวัฒน์") ผูกเป็นลวดลายอักษรวิจิตรแบบต่าง ๆ บางแบบจะปรากฏภาพฉัตรตาดเหลือง 5 ชั้น อันเป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศสมเด็จพระสังฆราชเจ้ารวมอยู่ด้วย ภายหลังเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงออกแบบตราถวายย้อนหลังขึ้นใหม่ เป็นรูปอักษรพระนามย่อ ช.ส. ภายใต้ฉัตรตาดเหลือง 5 ชั้น โดยมีพระภควัมหรือภาพพระพุทธเจ้าประดิษฐานบนระบายฉัตร เพื่อใช้ในการจัดทำพัดชินสิริ ซึ่งเป็นพัดรองที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงพระศพในปี พ.ศ. 2481 เนื่องจากทรงมีพระปรารภว่าตราบางแบบอ่านได้ยาก[27]

พงศาวลี

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ศุภวัฒย์ เกษมศรี, พลตรี หม่อมราชวงศ์, และรัชนี ทรัพย์วิจิตร. พระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าในพระราชวงศ์จักรี. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2549. ISBN 974-221-818-8
  2. ข่าวตาย (หน้า ๑๙๘๐)
  3. สมมติอมรพันธุ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ, เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม ๑, กรมศิลปากร, 2545,
  4. ประวัติวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อัมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ, 2531, หน้า 149
  5. ราชกิจจานุเบกษา, การตั้งพระราชาคณะแลเปรียญที่แปลพระปริยัติธรรม, เล่ม 4 , ตอนที่ 22, 8 กันยายน 2430, หน้า 174-5
  6. 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเจ้า, เล่ม ๓๘, ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๔, หน้า ๒๐๐
  7. 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนากรมหมื่นชินวรสิริวัฒน ขึ้นเป็นกรมหลวง , เล่ม ๔๓, ตอน ๐ ก, ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙, หน้า ๑๐๘
  8. ราชกิจจานุเบกษา, ข่าวในพระราชสำนัก, เล่ม 54, ตอนที่ 0 ง, 30 สิงหาคม 2480, หน้า 1247
  9. ประวัติวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : อัมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ, 2531, หน้า 154
  10. ราชกิจจานุเบกษา, หมายกำหนดการพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า, เล่ม 55, ตอนที่ 0 ง, 20 กุมภาพันธ์ 2481, หน้า 3901-3910
  11. "โปรดสถาปนา เลื่อนพระอิสริยยศ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์". มติชน. 1 กรกฎาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2025.
  12. "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์". ข่าวช่อง 7HD. 14 กรกฎาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 7 ธันวาคม 2025.
  13. 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า, เล่ม ๑๔๒, ตอน ๔๔ ข, ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘, หน้า ๑
  14. "ในหลวง-พระราชินีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวาย ร.6 เนื่อง 100 ปีวันสวรรคต และ ถวาย ร.7 เนื่องใน 100 ปีวันขึ้นทรงราชย์". ผู้จัดการออนไลน์. 8 ธันวาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 8 ธันวาคม 2025.
  15. "'วัดราชบพิธฯ' เปิดให้ถวายสักการะพระอัฐิ 'สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์'". เดลินิวส์. 6 ธันวาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 7 ธันวาคม 2025.
  16. "รายงานพิเศษ - ศิลปากรเฝ้า-ถวายพระโกศทรงพระอัฐิ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรฯ". ข่าวสด. 31 มกราคม 2026. สืบค้นเมื่อ 4 กรกฎาคม 2026.
  17. "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปทรงบำเพ็ญพระกุศลเชิญพระอัฐิสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ บรรจุลงในพระโกศองค์ใหม่". ข่าวช่อง 7HD. 4 เมษายน 2026. สืบค้นเมื่อ 4 เมษายน 2026.
  18. chanhena, Bandit. "มส.เห็นชอบโครงการ 'เฉลิมพระเกียรติคุณวาระครบ 100 ปี แห่งการสถาปนาธรรมศึกษา'". เดลินิวส์. สืบค้นเมื่อ 2026-04-04.
  19. ราชกิจจานุเบกษา, คำประกาศตั้งพระองค์เจ้าอรุณนิภาคุณากร, เล่ม 4 ,หน้า 257
  20. ราชกิจจานุเบกษา, พระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรแลเลื่อนตำแหน่งยศ, เล่ม 13, หน้า 15
  21. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ตั้งตำแหน่งพระสงฆ์, เล่ม 16, 19 พฤศจิกายน 2442, หน้า 486
  22. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศตั้งพระองค์เจ้าพระสถาพรพิริยพรต และเลื่อนตำแหน่งสมณศักดิ์, เล่ม ๒๓, ๖ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๒๕, หน้า ๑๑๘-๑๒๐
  23. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศเฉลิมพระนาม พระวรวงษ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์, เล่ม ๒๗, ตอน ๐ง, ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓, หน้า ๒๖๒๓
  24. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งเจ้าคณะและรองเจ้าคณะสงฆ์, เล่ม 30, ตอน ก, 25 มกราคม 2456, หน้า 397-398
  25. https://www.xn--62cbck0cewhq9a2ac3acds9bc8bf9jxafv0bb4k1iwh.com/document/sangkaracha19/sangkaracha11.pdf
  26. "150 ปี สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชมงานศิลป์ในรั้ววัดราชบพิธ". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-01-15. สืบค้นเมื่อ 2009-12-20.
  27. พัดชินสิริ. เฟซบุ๊กแฟนเพจ "สมเด็จครู" 27 มิถุนายน 2019

บรรณานุกรม

[แก้]
  • ร่มฉัตร หนังสือพิมพ์ ราชบพิธ ปีที่ 22 ฉบับที่ 71 ประจำเดือน กันยายน - มีนาคม 2548