สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ ค.ศ. 1833
| หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ประเทศอเมริกันแลประเทศสยาม คฤษต์ศักราช ๑๘๓๓ | |
|---|---|
ส่วนนำของสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ เขียนด้วยสี่ภาษาจากซ้ายไปขวา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาโปรตุเกส ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ | |
| ประเภท | สนธิสัญญา |
| วันลงนาม | 20 มีนาคม ค.ศ. 1833 [1]: 776 (พ.ศ. 2376) |
| ที่ลงนาม | จวนของเจ้าพระยาพระคลัง [2] |
| วันให้สัตยาบัน | 18 เมษายน ค.ศ. 1836 [1]: 783 (พ.ศ. 2379) |
| วันหมดอายุ |
|
| ผู้ลงนาม | |
| ภาคี | |
| ภาษา | อังกฤษ, ไทย, จีน และ โปรตุเกส |
| ข้อความทั้งหมด | |
หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ประเทศอเมริกันแลประเทศสยาม คฤษต์ศักราช ๑๘๓๓[4]: ๖๓ (อังกฤษ: Treaty of Amity and Commerce between His Majesty the Magnificent King of Siam and the United States of America,[1]: 755 โปรตุเกส: Tractado de Amizade, e Commercio entre Sua Magestade o Magnifico Rey de Siam e os Estados Unidos d’America,[1]: 758 จีน: 暹羅國王與雅彌理嘉合省國交結通好貿易之約)[1]: 761 หรือเรียกว่า สนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ (Roberts Treaty) เป็นสนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรสยามกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และประเทศสหรัฐอเมริกา ในสมัยของประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน (Andrew Jackson) ลงนามปิดตราเมื่อวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1833[1]: 755 หรือ พ.ศ. 2376 เป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่ได้ลงนามระหว่างประเทศสยามและสหรัฐอเมริกา และเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่สหรัฐได้ลงนามกับประเทศในทวีปเอเชีย[5]
พ่อค้าสัญชาติอเมริกันได้เดินเรือเข้ามาค้าขายในภูมิภาคตะวันออกไกลตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พ่อเมริกันชื่อสตีเว่น วิลเลียมส์ (Stephen Williams) ได้เดินทางเข้ามาที่กรุงเทพฯในพ.ศ. 2361 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 ได้เข้าเฝ้ากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์[6] อย่างไรก็ตาม พ่อค้าอเมริกันเข้ามาค้าขายในไทย ต้องค้าขายผ่านพระคลังสินค้าเท่านั้น ซึ่งพระคลังสินค้าเป็นผู้ผูกขาดการค้ากับชาติตะวันตกและเป็นผู้กำหนดราคาสินค้า พ่อค้าตะวันตกไม่มีอำนาจต่อรองกำหนดราคาสินค้าได้เอง บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษได้ส่งทูตมาทำสนธิสัญญาเบอร์นี (Burney Treaty) กับไทยในพ.ศ. 2369[3]: 49 ในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งฝ่ายไทยอนุญาตให้พ่อค้าอังกฤษเข้ามาค้าขายได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องผ่านพระคลังสินค้า แต่พ่อค้าอังกฤษต้องจ่ายค่าภาษีปากเรือ ซึ่งเก็บตามระยะความกว้างของเรือสินค้าที่เข้ามาค้าขาย[3]: 50
เอ็ดมันด์ โรเบิร์ตส์ (Edmund Roberts พงศาวดารไทยว่า แอศแมนรอเบอรต)[2] แสดงความเห็นว่า การที่พ่อค้าอเมริกันค้าขายทำกำไรได้ไม่เท่ากับพ่อค้าชาติตะวันตกชาติอื่นนั้น เป็นเพราะสหรัฐอเมริกายังไม่ได้ส่งทูตมาทำสัญญาทางการค้ากับอาณาจักรในเอเชีย เพื่อให้พ่อค้าอเมริกันได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าต่าง ๆ[3]: 53 ประธานาธิบดีแอนดรูว์แจ็กสันจึงแต่งตั้งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2375 ให้เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เป็นผู้แทนพิเศษของสหรัฐอเมริกา เพื่อเดินทางเข้ามาทำสัญญาการค้ากับชาติเอเชียสามชาติได้แก่ โอมาน ไทย และเวียดนาม[1]: 772 เมื่อเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เจรจาทำสัญญากับเวียดนามราชวงศ์เหงียนไม่สำเร็จ จึงเดินทางเข้ามาที่ไทยถึงกรุงเทพในเดือนสี่[2] หรือกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2376 ด้วยเรือรบชื่อว่าพีค็อก (USS Peacock) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เป็นผู้แทนพระองค์ในการเจรจาทำสัญญากับทูตอเมริกันโรเบิร์ตส์ แต่เนื่องจากในขณะนั้นชาวไทยยังไม่รู้ภาษาอังกฤษ และโรเบิร์ตส์ไม่รู้ภาษาไทย จึงต้องมีชาวโปรตุเกสเป็นล่ามสื่อกลางในการเจรจา สุดท้ายจึงมีการลงนามหนังสือสัญญาที่บ้านของเจ้าพระยาพระคลัง[2] วันแรมสิบห้าค่ำเดือนสี่[1]: 743 จุลศักราช 1194 ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2376 มีข้อสัญญาสิบข้อ เนื้อหาสัญญาประกอบด้วย;
- จัดตั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสยามและสหรัฐอเมริกา
- พ่อค้าอเมริกันสามารถเข้ามาค้าขายในไทยได้อย่างเสรี โดยที่ไม่ต้องผ่านพระคลังสินค้า
- พ่อค้าอเมริกันเข้ามาค้าขายต้องเสียค่าภาษีปากเรือ
- ชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favored Nation) ในทางภาษี: หากในภายหน้าไทยลดภาษีให้แก่ชาติตะวันตกอื่นใด พ่อค้าอเมริกันก็จะต้องได้ลดภาษีนั้นด้วยเช่นเดียวกันโดยปริยาย[1]: 756
- พ่อค้าอเมริกันเข้ามาค้าขายในไทย ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระบบตุลาการตามจารีตของไทย
- หากในภายหน้าไทยอนุญาตให้ชาติตะวันตกอื่นใดนอกจากโปรตุเกสเข้ามาตั้งกงสุลในไทย สหรัฐอเมริกาจะได้รับสิทธิ์สามารถเข้ามาตั้งกงสุลในไทยได้เช่นกันโดยปริยาย[1]: 757
เนื้อหาของสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์เกี่ยวกับภาษีการค้านั้น คล้ายคลึงกับในสนธิสัญญาเบอร์นีที่ไทยได้ตกลงกับอังกฤษก่อนหน้านี้เกือบทุกประการ[3]: 56 เนื่องจากฝ่ายไทยไม่รู้ภาษาอังกฤษ และฝ่ายสหรัฐอเมริกาไม่รู้ภาษาไทยเช่นกัน จึงต้องมีภาษาสื่อกลางสองภาษา ได้แก่ อักษรจีน และภาษาโปรตุเกส เขียนกำกับไว้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจทั้งสองฝ่าย[1]: 755 สนธิสัญญาโรเบิร์ตส์นี้จึงทำออกเป็นสี่ภาษาได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาโปรตุเกส ทูตอเมริกันเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์นำสนธิสัญญากลับไปให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาทำการรับรอง ประธานาธิบดีแอนดรูว์แจ็กสันให้การรับรองแก่สนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2378 และมอบหมายให้เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เดินทางกลับมาที่ไทยอีกครั้ง เพื่อนำสัญญาเข้ามาเปลี่ยน ทูตอเมริกันเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์จึงเดินทางมาถึงกรุงเทพเป็นครั้งที่สอง ในเดือนห้า[2]หรือเมษายน พ.ศ. 2379 ด้วยเรือพีค็อกลำเดิม ทำการเปลี่ยนหนังสือสัญญาในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1836[1]: 783 หรือพ.ศ. 2379 แต่ทว่าหลังจากที่เดินทางออกจากไทยไปไม่นาน เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ล้มป่วยเสียชีวิตในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2379[1]: 785 ปีเดียวกัน
ผลสืบเนื่องจากสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์นี้ ยังไม่เป็นที่พอใจของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายสหรัฐอเมริกา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งระบบเจ้าภาษีนายอากรชาวจีน ซึ่งพ่อค้าอังกฤษและอเมริกันเห็นว่าเป็นการผูกขาดทางการค้าอย่างใหม่ของไทย เนื่องด้วยต้องค้าขายผ่านทางเจ้าภาษีของสินค้าชนิดนั้น ๆ เป็นเหตุให้ไม่มีพ่อค้าอเมริกันเข้ามาค้าขายที่ไทยอีกเลยหลังจากพ.ศ. 2391[7]: 25 อีกทั้งพ่อค้าอเมริกันในไทยยังอยู่ภายใต้กฎหมายไทย สหรัฐอเมริกาส่งทูตโจเซฟ เบลิสเทียร์ (Joseph Balestier) เข้ามาพยายามแก้ไขข้อสัญญากับไทยในพ.ศ. 2393 แต่ไม่ประสบผล[8]: 120 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ไทยได้ตกลงสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (Bowring Treaty) กับอังกฤษ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2398 ซึ่งเนื้อหาสัญญาประกอบด้วย ยกเลิกการเก็บค่าภาษีปากเรือจากพ่อค้าอังกฤษ แทนที่ด้วยการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าอัตราทั่วไปในระดับต่ำที่ร้อยละสาม[3]: 75 และไทยอนุญาตให้อังกฤษเข้ามาตั้งกงสุลในไทย เพื่อดูแลปกครองคนในบังคับของอังกฤษในไทย[3]: 74
ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2398 ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ (Franklin Pierce) แต่งตั้งให้ทาวน์เซนด์ แฮร์ริส (Townsend Harris) กงสุลใหญ่อเมริกันประจำญี่ปุ่น เดินทางเข้ามาที่ไทยก่อนที่จะไปญี่ปุ่น เพื่อแก้ไขตกลงสัญญาฉบับใหม่กับไทย[9]: 363 นำไปสู่การตกลงสนธิสัญญาสหรัฐอเมริกา–สยาม พ.ศ. 2399 หรือสนธิสัญญาแฮร์ริส ในวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2399[9]: 329 เนื้อหาของสัญญาคล้ายคลึงกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่งของอังกฤษ คือยกเลิกการเก็บภาษีปากเรือจากพ่อค้าอเมริกัน เปลี่ยนเป็นเก็บภาษีสินค้าขาเข้าร้อยละสาม และไทยอนุญาตให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งกงสุลในไทย เพื่อปกครองดูแลชาวอเมริกันในไทย หากชาวอเมริกันในไทยเป็นคดีความตกเป็นจำเลยจะไม่ขึ้นแก่กฎหมายไทย แต่ให้กงสุลอเมริกันเป็นผู้ชำระตัดสิน สัญญาข้ออื่น ๆ ของสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ยังคงมีผลบังคับใช้ เป็นเวลาทั้งสิ้น 85 ปี จนกระทั่งถูกยกเลิกโดยสนธิสัญญาไทย-สหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2463[3] ในสมัยรัชกาลที่ 6
เบื้องหลัง
[แก้]ในการเจรจาทำสนธิสัญญา แอนดรูว์ แจ็คสัน ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ส่งเอ็ดมันด์ โรเบิตส์มายังกรุงรัตนโกสินทร์ในตำแหน่งอัครราชทูต (minister) นับเป็นทูตอเมริกันคนแรก[5] บนเรือรบอเมริกันพีค็อก ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2376 ระหว่างที่โรเบิตส์เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้เองที่กรุงรัตนโกสินทร์และสหรัฐสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2376[10]
ในการเจรจาทางการทูตระหว่างทั้งสองฝ่าย ได้มีการแลกเปลี่ยนบรรณาการระหว่างรัฐต่อรัฐ เนื่องจากเรือที่นำบรรณาการจากประธานาธิบดีสหรัฐไม่ทันกำหนด โรเบิตส์จึงได้ถวายสินค้าจากเมืองจีนไปก่อน ส่วนของที่โรเบิตส์ได้รับพระราชทานแทนประธานาธิบดีสหรัฐนั้น โรเบิตส์ได้บันทึกว่า
"เมื่อวาน และวันนี้ได้รับสิ่งของพระราชทาน ผ่านเจ้าพระยาคลัง ดังนี้ งาช้าง น้ำตาล น้ำตาลปึก พริกไทย กระวาน รงทอง ไม้กฤษณา ไม้ฝาง และคราม"[5]
ในการเตรียมการต้อนรับทูตต่างประเทศ มีบันทึกว่าเป็นหน้าที่ของกรมท่า กรมพระตำรวจ กรมพระคลังวิเศษ กรมพระคลังในซ้าย กรมรักษาพระองค์ กรมกลาโหม กรมพระนครบาล กรมนา กรมพระคลัง กรมมหาดไทย และกรมวัง[11]
เนื้อหา
[แก้]เนื้อหาของหนังสือสัญญาไมตรีและข้อตกลงด้านการค้าส่วนใหญ่เหมือนกับสนธิสัญญาเบอร์นีที่อังกฤษได้ทำไว้ก่อนหน้า แต่สหรัฐได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่าอังกฤษ โดยที่ "นานไปเบื้องน่าฝรั่งชาติใด ภาษาใดนอกจากชาติโปรตุเกศ จะขอเข้ามาตั้งกงสุล ณ กรุงเทพฯ ถ้ากรุงเทพฯ โปรดให้จัดตั้ง ชาติอเมริกันจะตั้งกุงสุลตามฝรั่งชาติซึ่งโปรดนั้น"[12]
นอกจากนี้ ไทยยังสามารถเก็บค่าธรรมเนียมบรรทุกสินค้าเข้ามาขายในอัตราวาละ 1,700 บาท หรือเรือเปล่า วาละ 1,500 บาท โดยเป็นการเก็บครั้งเดียว ไม่มีการเก็บภาษีอากรอย่างอื่นอีก แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังเกิดประโยชน์แก่สหรัฐน้อย จึงได้มีการส่งทูตเข้ามาขอแก้ไข[13]
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 Treaties and Other International Acts of the United States of America; เล่มสาม, พ.ศ. 2476.
- 1 2 3 4 5 เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๓.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 โอวาท สุทธิวาทนฤพุฒิ. From Extraterritoriality to Equality: Thailand's Foreign Relations 1855-1939. ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ; พ.ศ. ๒๕๖๔.
- ↑ นายร้อยตำรวจโท เสถียร ลายลักษณ์. ประชุมกฎหมายประจำศก เล่มเพิ่มเติม รวมสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างสยามกับนานาประเทศสมัยแรก. พิมพ์ครั้งแรก วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๙.
- 1 2 3 ห้องนิทรรศการ 1 เครื่องราชบรรณาการแก่สหรัฐในแง่ประวัติศาสตร์ ก. สนธิสัญญาทางไมตรีและพาณิชย์ ค.ศ.1833 เก็บถาวร 2015-12-22 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Smithsonian Institution. สืบค้นเมื่อ 17-12-2553.
- ↑ One Letter - Two Hundred Years of History https://www.merrionsmith.org/post/one-letter-two-hundred-years-of-history
- ↑ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน. The Eagle and the Elephant: Thai-American Relations Since 1833, 5th ed. พ.ศ. 2552. http://thaiembdc.org/wp-content/uploads/2015/05/Part1EagleElephant-1.pdf
- ↑ Sharom Ahmat. Joseph B. Balestier: The First American Consul In Singapore 1833-1852. Journal of the Malaysian Branch of the Royal Asiatic Society, พ.ศ. 2509.
- 1 2 Treaties and Other International Acts of the United States of America: Documents 173-200: 1855-1858. พ.ศ. 2474
- ↑ 175 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-สหรัฐ เก็บถาวร 2010-01-24 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. สืบค้น 17-12-2553.
- ↑ ชัย เรืองศิลป์ (2541). ประวัติศาสตร์ไทยสมัย พ.ศ. ๒๓๕๒-๒๔๕๓ ด้านเศรษฐกิจ. ไทยวัฒนาพานิช. ISBN 9740841244. หน้า 158-159.
- ↑ ชัย เรืองศิลป์ (2541). ประวัติศาสตร์ไทยสมัย พ.ศ. ๒๓๕๒-๒๔๕๓ ด้านเศรษฐกิจ. ไทยวัฒนาพานิช. ISBN 9740841244. หน้า 159.
- ↑ ดนัย ไชยโยธา. (2546). ประวัติศาสตร์ไทย: ยุคกรุงธนบุรีถึงกรุงรัตนโกสินทร์. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์. ISBN 974-276-111-6. หน้า 88.