ข้ามไปเนื้อหา

สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ ค.ศ. 1833

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก สนธิสัญญาโรเบิร์ต)
สนธิสัญญาโรเบิร์ตส์
หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ประเทศอเมริกันแลประเทศสยาม คฤษต์ศักราช ๑๘๓๓
ส่วนนำของสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ เขียนด้วยสี่ภาษาจากซ้ายไปขวา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาโปรตุเกส ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ
ประเภทสนธิสัญญา
วันลงนาม20 มีนาคม ค.ศ. 1833 [1]:776 (พ.ศ. 2376)
ที่ลงนามจวนของเจ้าพระยาพระคลัง [2]
วันให้สัตยาบัน18 เมษายน ค.ศ. 1836 [1]:783 (พ.ศ. 2379)
วันหมดอายุ
ผู้ลงนามประเทศไทย เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค)
สหรัฐอเมริกา เอ็ดมันด์ โรเบิร์ตส์ (Edmund Roberts)
ภาคีประเทศไทย ราชอาณาจักรสยาม
สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา
ภาษาอังกฤษ, ไทย,
จีน และ โปรตุเกส
ข้อความทั้งหมด
Treaty of Amity and Commerce between Siam and the United States, 1833 ที่ วิกิซอร์ซ

หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ประเทศอเมริกันแลประเทศสยาม คฤษต์ศักราช ๑๘๓๓[4]:๖๓ (อังกฤษ: Treaty of Amity and Commerce between His Majesty the Magnificent King of Siam and the United States of America,[1]:755 โปรตุเกส: Tractado de Amizade, e Commercio entre Sua Magestade o Magnifico Rey de Siam e os Estados Unidos d’America,[1]:758 จีน: 暹羅國王與雅彌理嘉合省國交結通好貿易之約)[1]:761 หรือเรียกว่า สนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ (Roberts Treaty) เป็นสนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรสยามกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และประเทศสหรัฐอเมริกา ในสมัยของประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน (Andrew Jackson) ลงนามปิดตราเมื่อวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1833[1]:755 หรือ พ.ศ. 2376 เป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่ได้ลงนามระหว่างประเทศสยามและสหรัฐอเมริกา และเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่สหรัฐได้ลงนามกับประเทศในทวีปเอเชีย[5]

พ่อค้าสัญชาติอเมริกันได้เดินเรือเข้ามาค้าขายในภูมิภาคตะวันออกไกลตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พ่อเมริกันชื่อสตีเว่น วิลเลียมส์ (Stephen Williams) ได้เดินทางเข้ามาที่กรุงเทพฯในพ.ศ. 2361 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 ได้เข้าเฝ้ากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์[6] อย่างไรก็ตาม พ่อค้าอเมริกันเข้ามาค้าขายในไทย ต้องค้าขายผ่านพระคลังสินค้าเท่านั้น ซึ่งพระคลังสินค้าเป็นผู้ผูกขาดการค้ากับชาติตะวันตกและเป็นผู้กำหนดราคาสินค้า พ่อค้าตะวันตกไม่มีอำนาจต่อรองกำหนดราคาสินค้าได้เอง บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษได้ส่งทูตมาทำสนธิสัญญาเบอร์นี (Burney Treaty) กับไทยในพ.ศ. 2369[3]:49 ในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งฝ่ายไทยอนุญาตให้พ่อค้าอังกฤษเข้ามาค้าขายได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องผ่านพระคลังสินค้า แต่พ่อค้าอังกฤษต้องจ่ายค่าภาษีปากเรือ ซึ่งเก็บตามระยะความกว้างของเรือสินค้าที่เข้ามาค้าขาย[3]:50

เอ็ดมันด์ โรเบิร์ตส์ (Edmund Roberts พงศาวดารไทยว่า แอศแมนรอเบอรต)[2] แสดงความเห็นว่า การที่พ่อค้าอเมริกันค้าขายทำกำไรได้ไม่เท่ากับพ่อค้าชาติตะวันตกชาติอื่นนั้น เป็นเพราะสหรัฐอเมริกายังไม่ได้ส่งทูตมาทำสัญญาทางการค้ากับอาณาจักรในเอเชีย เพื่อให้พ่อค้าอเมริกันได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าต่าง ๆ[3]:53 ประธานาธิบดีแอนดรูว์แจ็กสันจึงแต่งตั้งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2375 ให้เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เป็นผู้แทนพิเศษของสหรัฐอเมริกา เพื่อเดินทางเข้ามาทำสัญญาการค้ากับชาติเอเชียสามชาติได้แก่ โอมาน ไทย และเวียดนาม[1]:772 เมื่อเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เจรจาทำสัญญากับเวียดนามราชวงศ์เหงียนไม่สำเร็จ จึงเดินทางเข้ามาที่ไทยถึงกรุงเทพในเดือนสี่[2] หรือกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2376 ด้วยเรือรบชื่อว่าพีค็อก (USS Peacock) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เป็นผู้แทนพระองค์ในการเจรจาทำสัญญากับทูตอเมริกันโรเบิร์ตส์ แต่เนื่องจากในขณะนั้นชาวไทยยังไม่รู้ภาษาอังกฤษ และโรเบิร์ตส์ไม่รู้ภาษาไทย จึงต้องมีชาวโปรตุเกสเป็นล่ามสื่อกลางในการเจรจา สุดท้ายจึงมีการลงนามหนังสือสัญญาที่บ้านของเจ้าพระยาพระคลัง[2] วันแรมสิบห้าค่ำเดือนสี่[1]:743 จุลศักราช 1194 ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2376 มีข้อสัญญาสิบข้อ เนื้อหาสัญญาประกอบด้วย;

  • จัดตั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสยามและสหรัฐอเมริกา
  • พ่อค้าอเมริกันสามารถเข้ามาค้าขายในไทยได้อย่างเสรี โดยที่ไม่ต้องผ่านพระคลังสินค้า
  • พ่อค้าอเมริกันเข้ามาค้าขายต้องเสียค่าภาษีปากเรือ
  • ชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favored Nation) ในทางภาษี: หากในภายหน้าไทยลดภาษีให้แก่ชาติตะวันตกอื่นใด พ่อค้าอเมริกันก็จะต้องได้ลดภาษีนั้นด้วยเช่นเดียวกันโดยปริยาย[1]:756
  • พ่อค้าอเมริกันเข้ามาค้าขายในไทย ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระบบตุลาการตามจารีตของไทย
  • หากในภายหน้าไทยอนุญาตให้ชาติตะวันตกอื่นใดนอกจากโปรตุเกสเข้ามาตั้งกงสุลในไทย สหรัฐอเมริกาจะได้รับสิทธิ์สามารถเข้ามาตั้งกงสุลในไทยได้เช่นกันโดยปริยาย[1]:757

เนื้อหาของสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์เกี่ยวกับภาษีการค้านั้น คล้ายคลึงกับในสนธิสัญญาเบอร์นีที่ไทยได้ตกลงกับอังกฤษก่อนหน้านี้เกือบทุกประการ[3]:56 เนื่องจากฝ่ายไทยไม่รู้ภาษาอังกฤษ และฝ่ายสหรัฐอเมริกาไม่รู้ภาษาไทยเช่นกัน จึงต้องมีภาษาสื่อกลางสองภาษา ได้แก่ อักษรจีน และภาษาโปรตุเกส เขียนกำกับไว้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจทั้งสองฝ่าย[1]:755 สนธิสัญญาโรเบิร์ตส์นี้จึงทำออกเป็นสี่ภาษาได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาโปรตุเกส ทูตอเมริกันเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์นำสนธิสัญญากลับไปให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาทำการรับรอง ประธานาธิบดีแอนดรูว์แจ็กสันให้การรับรองแก่สนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2378 และมอบหมายให้เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เดินทางกลับมาที่ไทยอีกครั้ง เพื่อนำสัญญาเข้ามาเปลี่ยน ทูตอเมริกันเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์จึงเดินทางมาถึงกรุงเทพเป็นครั้งที่สอง ในเดือนห้า[2]หรือเมษายน พ.ศ. 2379 ด้วยเรือพีค็อกลำเดิม ทำการเปลี่ยนหนังสือสัญญาในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1836[1]:783 หรือพ.ศ. 2379 แต่ทว่าหลังจากที่เดินทางออกจากไทยไปไม่นาน เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ล้มป่วยเสียชีวิตในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2379[1]:785 ปีเดียวกัน

ผลสืบเนื่องจากสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์นี้ ยังไม่เป็นที่พอใจของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายสหรัฐอเมริกา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งระบบเจ้าภาษีนายอากรชาวจีน ซึ่งพ่อค้าอังกฤษและอเมริกันเห็นว่าเป็นการผูกขาดทางการค้าอย่างใหม่ของไทย เนื่องด้วยต้องค้าขายผ่านทางเจ้าภาษีของสินค้าชนิดนั้น ๆ เป็นเหตุให้ไม่มีพ่อค้าอเมริกันเข้ามาค้าขายที่ไทยอีกเลยหลังจากพ.ศ. 2391[7]:25 อีกทั้งพ่อค้าอเมริกันในไทยยังอยู่ภายใต้กฎหมายไทย สหรัฐอเมริกาส่งทูตโจเซฟ เบลิสเทียร์ (Joseph Balestier) เข้ามาพยายามแก้ไขข้อสัญญากับไทยในพ.ศ. 2393 แต่ไม่ประสบผล[8]:120 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ไทยได้ตกลงสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (Bowring Treaty) กับอังกฤษ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2398 ซึ่งเนื้อหาสัญญาประกอบด้วย ยกเลิกการเก็บค่าภาษีปากเรือจากพ่อค้าอังกฤษ แทนที่ด้วยการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าอัตราทั่วไปในระดับต่ำที่ร้อยละสาม[3]:75 และไทยอนุญาตให้อังกฤษเข้ามาตั้งกงสุลในไทย เพื่อดูแลปกครองคนในบังคับของอังกฤษในไทย[3]:74

ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2398 ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ (Franklin Pierce) แต่งตั้งให้ทาวน์เซนด์ แฮร์ริส (Townsend Harris) กงสุลใหญ่อเมริกันประจำญี่ปุ่น เดินทางเข้ามาที่ไทยก่อนที่จะไปญี่ปุ่น เพื่อแก้ไขตกลงสัญญาฉบับใหม่กับไทย[9]:363 นำไปสู่การตกลงสนธิสัญญาสหรัฐอเมริกา–สยาม พ.ศ. 2399 หรือสนธิสัญญาแฮร์ริส ในวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2399[9]:329 เนื้อหาของสัญญาคล้ายคลึงกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่งของอังกฤษ คือยกเลิกการเก็บภาษีปากเรือจากพ่อค้าอเมริกัน เปลี่ยนเป็นเก็บภาษีสินค้าขาเข้าร้อยละสาม และไทยอนุญาตให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งกงสุลในไทย เพื่อปกครองดูแลชาวอเมริกันในไทย หากชาวอเมริกันในไทยเป็นคดีความตกเป็นจำเลยจะไม่ขึ้นแก่กฎหมายไทย แต่ให้กงสุลอเมริกันเป็นผู้ชำระตัดสิน สัญญาข้ออื่น ๆ ของสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ยังคงมีผลบังคับใช้ เป็นเวลาทั้งสิ้น 85 ปี จนกระทั่งถูกยกเลิกโดยสนธิสัญญาไทย-สหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2463[3] ในสมัยรัชกาลที่ 6

เบื้องหลัง

[แก้]

ในการเจรจาทำสนธิสัญญา แอนดรูว์ แจ็คสัน ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ส่งเอ็ดมันด์ โรเบิตส์มายังกรุงรัตนโกสินทร์ในตำแหน่งอัครราชทูต (minister) นับเป็นทูตอเมริกันคนแรก[5] บนเรือรบอเมริกันพีค็อก ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2376 ระหว่างที่โรเบิตส์เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้เองที่กรุงรัตนโกสินทร์และสหรัฐสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2376[10]

ในการเจรจาทางการทูตระหว่างทั้งสองฝ่าย ได้มีการแลกเปลี่ยนบรรณาการระหว่างรัฐต่อรัฐ เนื่องจากเรือที่นำบรรณาการจากประธานาธิบดีสหรัฐไม่ทันกำหนด โรเบิตส์จึงได้ถวายสินค้าจากเมืองจีนไปก่อน ส่วนของที่โรเบิตส์ได้รับพระราชทานแทนประธานาธิบดีสหรัฐนั้น โรเบิตส์ได้บันทึกว่า

"เมื่อวาน และวันนี้ได้รับสิ่งของพระราชทาน ผ่านเจ้าพระยาคลัง ดังนี้ งาช้าง น้ำตาล น้ำตาลปึก พริกไทย กระวาน รงทอง ไม้กฤษณา ไม้ฝาง และคราม"[5]

ในการเตรียมการต้อนรับทูตต่างประเทศ มีบันทึกว่าเป็นหน้าที่ของกรมท่า กรมพระตำรวจ กรมพระคลังวิเศษ กรมพระคลังในซ้าย กรมรักษาพระองค์ กรมกลาโหม กรมพระนครบาล กรมนา กรมพระคลัง กรมมหาดไทย และกรมวัง[11]

เนื้อหา

[แก้]

เนื้อหาของหนังสือสัญญาไมตรีและข้อตกลงด้านการค้าส่วนใหญ่เหมือนกับสนธิสัญญาเบอร์นีที่อังกฤษได้ทำไว้ก่อนหน้า แต่สหรัฐได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่าอังกฤษ โดยที่ "นานไปเบื้องน่าฝรั่งชาติใด ภาษาใดนอกจากชาติโปรตุเกศ จะขอเข้ามาตั้งกงสุล ณ กรุงเทพฯ ถ้ากรุงเทพฯ โปรดให้จัดตั้ง ชาติอเมริกันจะตั้งกุงสุลตามฝรั่งชาติซึ่งโปรดนั้น"[12]

นอกจากนี้ ไทยยังสามารถเก็บค่าธรรมเนียมบรรทุกสินค้าเข้ามาขายในอัตราวาละ 1,700 บาท หรือเรือเปล่า วาละ 1,500 บาท โดยเป็นการเก็บครั้งเดียว ไม่มีการเก็บภาษีอากรอย่างอื่นอีก แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังเกิดประโยชน์แก่สหรัฐน้อย จึงได้มีการส่งทูตเข้ามาขอแก้ไข[13]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 Treaties and Other International Acts of the United States of America; เล่มสาม, พ.ศ. 2476.
  2. 1 2 3 4 5 เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๓.
  3. 1 2 3 4 5 6 7 8 โอวาท สุทธิวาทนฤพุฒิ. From Extraterritoriality to Equality: Thailand's Foreign Relations 1855-1939. ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ; พ.ศ. ๒๕๖๔.
  4. นายร้อยตำรวจโท เสถียร ลายลักษณ์. ประชุมกฎหมายประจำศก เล่มเพิ่มเติม รวมสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างสยามกับนานาประเทศสมัยแรก. พิมพ์ครั้งแรก วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๙.
  5. 1 2 3 ห้องนิทรรศการ 1 เครื่องราชบรรณาการแก่สหรัฐในแง่ประวัติศาสตร์ ก. สนธิสัญญาทางไมตรีและพาณิชย์ ค.ศ.1833 เก็บถาวร 2015-12-22 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Smithsonian Institution. สืบค้นเมื่อ 17-12-2553.
  6. One Letter - Two Hundred Years of History https://www.merrionsmith.org/post/one-letter-two-hundred-years-of-history
  7. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน. The Eagle and the Elephant: Thai-American Relations Since 1833, 5th ed. พ.ศ. 2552. http://thaiembdc.org/wp-content/uploads/2015/05/Part1EagleElephant-1.pdf
  8. Sharom Ahmat. Joseph B. Balestier: The First American Consul In Singapore 1833-1852. Journal of the Malaysian Branch of the Royal Asiatic Society, พ.ศ. 2509.
  9. 1 2 Treaties and Other International Acts of the United States of America: Documents 173-200: 1855-1858. พ.ศ. 2474
  10. 175 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-สหรัฐ เก็บถาวร 2010-01-24 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. สืบค้น 17-12-2553.
  11. ชัย เรืองศิลป์ (2541). ประวัติศาสตร์ไทยสมัย พ.ศ. ๒๓๕๒-๒๔๕๓ ด้านเศรษฐกิจ. ไทยวัฒนาพานิช. ISBN 9740841244. หน้า 158-159.
  12. ชัย เรืองศิลป์ (2541). ประวัติศาสตร์ไทยสมัย พ.ศ. ๒๓๕๒-๒๔๕๓ ด้านเศรษฐกิจ. ไทยวัฒนาพานิช. ISBN 9740841244. หน้า 159.
  13. ดนัย ไชยโยธา. (2546). ประวัติศาสตร์ไทย: ยุคกรุงธนบุรีถึงกรุงรัตนโกสินทร์. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์. ISBN 974-276-111-6. หน้า 88.