สนธิสัญญาสหรัฐอเมริกา–สยาม พ.ศ. 2399
บทความนี้ มีข้อมูลไม่เป็นแก่นสารหรือปลีกย่อยเป็นอันมาก |
| หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศอเมริกันแลประเทศสยาม | |
|---|---|
หนังสือสัญญาฉบับภาษาไทยหน้าสุดท้ายมีลายมือชื่อของทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริส และตราของเสนาบดีผู้เจรจาสัญญาทั้งห้าคน | |
| ประเภท | สนธิสัญญาไม่เสมอภาค (Unequal Treaty) |
| วันลงนาม | 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2399 [1]: 329 [2]: 83 |
| ที่ลงนาม | พระราชวังเดิม, กรุงเทพมหานคร |
| วันให้สัตยาบัน | 15 มิถุนายน พ.ศ. 2400 [1]: 329 |
| วันหมดอายุ | 1 กันยายน พ.ศ. 2464 (64 ปี) สนธิสัญญาไทย-สหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2463 [2]: 255 |
| ผู้ลงนาม | |
| ภาคี | |
| ภาษา | ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย |
หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศอเมริกันแลประเทศสยาม[3]: ๖๗ (อังกฤษ: Treaty of Amity and Commerce, with General Regulations and Tariff of Export and Inland Duties)[1]: 329 เป็นสนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรสยามกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และประเทศสหรัฐอเมริกา ในสมัยของประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ (Franklin Pierce) ลงนามปิดตราที่พระราชวังเดิม กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2399[1]: 329 โดยมีผู้แทนฝ่ายสหรัฐอเมริกาคือ นายทาวน์เซนด์ แฮร์ริส (Townsend Harris) "สนธิสัญญาแฮร์ริส" ที่ไทยได้ตกลงกับสหรัฐอเมริกานี้ มีต้นแบบมาจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง[2] (Bowring Treaty) ที่ไทยได้ตกลงกับอังกฤษ เมื่อพ.ศ. 2398 หนึ่งปีก่อนหน้า เป็นหนึ่งในสนธิสัญญาไม่เสมอภาค (Unequal Treaties) ที่ไทยได้ตกลงกับชาติตะวันตกต่างๆในสมัยรัชกาลที่ 4
หลังจากที่อาณาจักรสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ตกลงสนธิสัญญาเบอร์นี (Burney Treaty) กับอังกฤษ ในพ.ศ. 2369 แล้วนั้น สยามยังได้ตกลงสัญญากับสหรัฐอเมริกาในลักษณะเดียวกัน คือ สนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ (Roberts Treaty) ในพ.ศ. 2376 ซึ่งยกเลิกการผูกขาดการค้าต่างประเทศในไทยโดยพระคลังสินค้าสำหรับชาวอเมริกันที่เข้ามาค้าขาย แต่ฝ่ายไทยยังคงเก็บค่าเบิกร่องหรือภาษีปากเรือ รวมทั้งชาวอังกฤษและชาวอเมริกันในไทยยังคงอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายและตุลาการจารีตดั้งเดิมของไทย ฝ่ายสหรัฐอเมริกามีความพยายามส่งนายโจเซฟ เบลิสเทียร์ (Joseph Balestier) เข้ามาเจรจาแก้ไขข้อสัญญากับไทยในพ.ศ. 2393 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ[4]: 120 ต่อมาเมื่ออังกฤษเรืองอำนาจขึ้นในภูมิภาคตะวันออกไกล และด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวิเทโศบายเปิดการเจรจาสัญญาการค้ากับชาติตะวันตกต่างๆ ทำให้ราชทูตอังกฤษเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง (Sir John Bowring) สามารถเจรจาตกลงสนธิสัญญาเบาว์ริ่งได้สำเร็จ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2398 จัดตั้งกงสุลและสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของอังกฤษในไทย รวมทั้งยกเลิกภาษีปากเรือ เก็บภาษีขาเข้าในอัตราต่ำที่ร้อยละสาม[2]: 74-75
ในขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกากำลังดำเนินการเพื่อเจรจาทำสัญญากับญี่ปุ่นในช่วงปลายสมัยเอโดะรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะเพื่อเปิดประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้แต่งตั้งให้นายทาวน์เซนด์แฮร์ริส ซึ่งเป็นพ่อค้าอเมริกันค้าขายอยู่ในจีนเป็นเวลานาน ให้เป็นกงสุลใหญ่ของสหรัฐอเมริกาประจำญี่ปุ่น (Consul General to Japan) เมื่อทาวน์เซนด์แฮร์ริสได้ทราบข่าวว่า ได้มีการตกลงสนธิสัญญาเบาว์ริ่งขึ้นที่กรุงเทพ แฮร์ริสจึงเสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาว่า แฮร์ริสจะขอมาทำสัญญาฉบับใหม่กับไทย ในเส้นทางที่แฮร์ริสจะเดินทางไปที่ญี่ปุ่น[1]: 365 เพื่อที่สหรัฐอเมริกาจะได้รับสิทธิประโยชน์ในไทยเฉกเช่นเดียวกับที่อังกฤษได้รับ ประธานาธิบดีแฟรงกลินเพียร์ซเห็นด้วยกับแฮร์ริส จึงมีคำสั่งออกมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2398[1]: 363 แต่งตั้งให้ทาวน์เซนด์แฮร์ริสเป็นทูตอเมริกันเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทย ทาวน์เซนด์แฮร์ริสเดินทางถึงกรุงเทพในเดือนห้า[5]หรือเมษายน พ.ศ. 2399 แต่แฮร์ริสยังไม่สามารถเริ่มเจรจากับคณะผู้แทนพระองค์ได้ในทันที เนื่องจากในขณะนั้นรัฐบาลไทยกำลังเจรจาแก้ไขข้อสัญญากับทูตอังกฤษแฮร์รี ปาร์กส์ (Harry Parkes) เป็นเหตุให้แฮร์ริสต้องรอคอยอยู่ในกรุงเทพเป็นเวลาหนึ่งเดือน เมื่อเริ่มเจรจาแฮร์ริสเกิดความขัดแย้งและไม่พอใจต่อฝ่ายไทยในเรื่องบางประการ จนสุดท้ายสามารถลงนามปิดตราในสนธิสัญญาฉบับใหม่ ในวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2399[2]: 83 ซึ่ง"สนธิสัญญาแฮร์ริส"นี้ ทั้งฉบับความภาษาอังกฤษและภาษาไทย เหมือนกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่งเกือบทุกประการ มีข้อสัญญาจำนวน 12 ข้อ เช่นเดียวกัน เนื้อหาสัญญาประกอบด้วย;[2]
- จัดตั้งกงสุลอเมริกัน และสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของชาวอเมริกันในไทย
- ยกเลิกค่าภาษีปากเรือ เก็บภาษีขาเข้าในอัตราต่ำที่ร้อยละสาม
- อนุญาตให้ชาวอเมริกาเข้ามาซื้อที่ดินและพำนักอาศัยในบริเวณที่กำหนดโดยรอบพระนคร
หลังจากลงนามปิดตรา"สนธิสัญญาแฮร์ริส"นี้แล้ว นายชาร์ลส์ วิลเลียม แบรดลีย์ (Charles William Bradley) กงสุลอเมริกันประจำเมืองหนิงปัว ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ฮ่องกง เป็นผู้นำสัญญากลับไปที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีเจมส์ บิวแคนัน (James Buchanan) ให้การรับรองสัญญาฉบับนี้ ในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2400[1]: 384 จากนั้นชาร์ลส์แบรดลีย์จึงนำสัญญาที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้รับรองแล้ว กลับมาทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธยปิดตราแผ่นดิน ในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2400
เนื่องจากสหรัฐอเมริกาไม่มีความขัดแย้งโดยตรงกับไทยในเรื่องเขตแดนและอำนาจอธิปไตย ทำให้เนื้อความข้อสัญญาที่ไทยได้ตกลงกับสหรัฐอเมริกาใน"สนธิสัญญาแฮร์ริส"นี้ คงอยู่อย่างเดิมตลอดหกทศวรรษ มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ในขณะที่สัญญาที่ไทยได้ตกลงกับอังกฤษและฝรั่งเศสมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ในช่วงเวลาหลังจากสนธิสัญญาแฮร์ริสนี้ สหรัฐอเมริกายังมีบทบาททางการเมืองและการค้าต่อไทยไม่มากนัก[2]: 247 หลังจากที่ประเทศสยามได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งข้างฝ่ายสัมพันธมิตรในสมัยรัชกาลที่ 6 เฉกเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยจึงผลักดันให้มีการแก้ไขสนธิสัญญาไม่เท่าเทียมต่าง ๆ ที่ไทยได้เคยตกลงกับชาติตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 4 ในพ.ศ. 2463 พระยาประภากรวงศ์ (ชาย บุนนาค) เอกอัครราชทูตสยามประจำกรุงวอชิงตันดีซี ได้เข้าเจรจากับนายเจมส์ โพลก์ (James Polk)[2]: 254 รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ในสมัยของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน นำไปสู่สนธิสัญญาไทย-สหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2463 ลงนามในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2463[2]: 255 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของชาวอเมริกันในสยามเกือบทั้งหมด (กงสุลอเมริกันยังมีอำนาจถอนคดีไปพิจารณาเองได้) ยกเลิกภาษีขาเข้าร้อยละสาม
ประวัติความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา
[แก้]ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์จากสหรัฐอเมริกา
[แก้]ในช่วงการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ศาสนาคริสต์ในสหรัฐอเมริกาโดยส่วนใหญ่เป็นนิกายโปรเตสแตนต์กลุ่มนิกายกัลแวง (Calvinist) หรือเรียกว่านิกายปฏิรูป (Reformed Church) ซึ่งนิกายโปรเตสแตนต์นิกายย่อยกัลแวงนี้ มีความเชื่อที่แตกต่างจากนิกายโรมันคาทอลิกได้แก่;
- พระคัมภีร์ใบเบิ้ลมีอำนาจชี้ขาดสูงสุด (Sola scriptura) ในประเด็นเรื่องหลักความเชื่อต่าง ๆ ไม่ยอมรับอำนาจของพระสันตะปาปา
- เพียงแค่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น จะสามารถทำให้รอดพ้น (Sola fide, Salvation by faith alone) การทำดีนั้นเป็นผลสืบเนื่องจากการเชื่อในพระเจ้าอยู่แล้ว แต่การทำดีไม่ได้เป็นสิ่งตัดสินว่า จะทำให้รอดพ้นหรือไม่
- พระผู้เป็นเจ้าได้กำหนดไว้แล้วว่า มนุษย์ผู้ใดจะได้เชื่อในพระเจ้าและจะได้รอดพ้น (Predestination) มนุษย์ไม่สามารถตัดสินใจเองได้อย่างอิสระ[6]
- ในขณะที่ฝ่ายคาทอลิกเชื่อว่า ในพิธีศีลมหาสนิทนั้น ขนมปังและไวน์ เปลี่ยนเป็นพระวรกายและพระโลหิตของพระเยซูจริง (Transubstantiation) นิกายกัลแวงเชื่อว่า ในพิธีศีลมหาสนิท ขนมปังและไวน์ไม่ได้เปลี่ยนเป็นพระวรกายและพระโลหิตของพระเยซูแต่อย่างใด
ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์กลุ่มกัลแวงในสหรัฐอเมริกานั้น แบ่งจำแนกออกตามลักษณะการปกครองได้แก่;
- นิกายคองกรีเกชันนัลลิสต์ (Congregationalist) ผู้ที่เชื่อในศาสนาคริสต์รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มขนาดเล็กปกครองตนเอง เรียกว่า คองกรีเกชัน (Congregation) โดยที่ไม่มีอำนาจปกครองอื่นใดสูงกว่าคองกรีเกชัน นิกายนี้เกิดจากกลุ่มบริสุทธิ์นิยม หรือกลุ่มพิวริตัน (Puritan) เดินทางด้วยเรือเมย์ฟลาวเวอร์ (Mayflower) มาถึงอเมริกา นิกายคองกรีเกชันนัลลิสต์นี้ มีฐานดั้งเดิมอยู่ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
- นิกายเพรสไบทีเรียน (Presbyterian) มีผู้อาวุโสเรียกว่า เพรสไบเทอร์ (Presbyter) มีอำนาจปกครองกลุ่มผู้มีความเชื่อขนาดเล็ก นิกายนี้มีต้นกำเนิดมาจากนิกายเพรสไบทีเรียนในสก็อตแลนด์ มาถึงสหรัฐอเมริกาติดตามชาวสก็อตผู้อพยพเข้ามา มีฐานอยู่ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน
นอกจากนี้ ยังมีนิกายที่มีความเชื่อที่แตกต่างออกไป คือ นิกายแบ็ปติสต์ (Baptist) ซึ่งเชื่อว่า การให้เด็กทารกแรกเกิดเข้ารับพิธีศีลจุ่ม (Infant baptism) โดยที่ยังไม่รู้เรื่องราวนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์และไม่สมควรทำ ควรจะต้องให้มนุษย์เติบใหญ่จนสามารถรับรู้หลักการความเชื่อทางศาสนาได้แล้ว จึงสมควรที่จะเข้ารับศีลจุ่ม (Believer's baptism) และการรับศีลจุ่มนั้น จะต้องจุ่มลงในน้ำทั้งตัว (Immersion baptism) นิกายแบ็ปติสต์มีฐานอยู่ที่รัฐโรดไอแลนด์ ที่มหาวิทยาลัยบราวน์
การตื่นรู้ครั้งใหญ่ครั้งที่สอง (Second Great Awakening) ทำให้เกิดกระแสการฟื้นฟูศาสนาคริสต์แบบดั้งเดิมตามพระคัมภีร์ใบเบิ้ล การเข้าถึงพระเจ้าด้วยประสบการณ์ส่วนตัว การมีอารมณ์ร่วมกับศาสนา และการเผยแผ่คำสอนของพระเยซูคริสต์ ในสหรัฐอเมริกา ในพ.ศ. 2349 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 ของไทย มีนักศึกษาห้าคน นำโดยนายแซมูเอล จอห์น มิลส์ (Samuel John Mills) จากวิทยาลัยวิลเลียมส์ เมืองวิลเลียมซทาวน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ได้เข้าประชุมกัน เรียกว่า การประชุมสวดที่กองฟาง (Haystack Prayer Meeting) ว่าสหรัฐอเมริกาสมควรที่จะต้องส่งมิชชันนารีออกไปสอนศาสนาในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากชาวเอเชียโดยส่วนมากไม่รู้จักเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ เพื่อช่วยเหลือให้ชาวเอเชียทั้งปวงได้รอดพ้น ต่อมานายแซมูเอลมิลส์จึงรวบรวมอาสาสมัครมิชชันนารี ก่อตั้งเป็น คณะกรรมาธิการของอเมริกาเพื่อการสอนศาสนาในต่างประเทศ (American Board of Commissioners for Foreign Missions ย่อว่า ABCFM) ในพ.ศ. 2353 เป็นองค์กรมิชชันนารีองค์กรแรกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งองค์กร ABCFM นี้ จัดตั้งโดยศาสนาจารย์นิกายคองกรีเกชันนัลลิสต์เป็นหลัก ซึ่งองค์กร ABCFM สนใจสอนศาสนาที่อินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษเป็นอันดับแรก ในพ.ศ. 2355 ABCFM จึงส่งมิชชันนารีโปรเตสแตนต์ชุดแรกไปที่อินเดีย ซึ่งในคณะมิชชันนารีนี้ มีศาสนาจารย์อะโดนีรัม จัดสัน (Adoniram Judson) พร้อมทั้งภรรยาคือนางแอนน์ แฮสเซิลทีน จัดสัน (Ann Hasseltine Judson) รวมอยู่ด้วย[7]: 8
ในอินเดียมีมิชชันนารีนิกายแบ็ปติสต์จากอังกฤษเข้ามาสอนศาสนาอยู่แล้ว ศาสนาจารย์อะโดนีรัมจัดสัน ได้อ่านศึกษาคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ เพื่อไปโต้แย้งกับมิชชันนารีแบ็ปติสต์อังกฤษที่อินเดียว่า การให้ทารกเข้ารีบศีลจุ่มนั้นถูกต้องหรือไม่[8] เมื่อศาสนาจารย์อะโดนีรัมจัดสันได้ศึกษาพระคัมภีร์แล้ว ค้นพบว่าการที่ให้ทารกแรกเกิดเข้ารับศีลจุ่มนั้นไม่ถูกต้อง ควรจะต้องให้มนุษย์เติบใหญ่ขึ้น สามารถมีศรัทธาเชื่อในพระเจ้าได้เสียก่อน จึงสามารถเข้ารับศีลจุ่มได้ ศาสนาจารย์อะโดนีรัมจัดสันและภรรยาคือนางแอนน์จึงตัดสินใจเปลี่ยนหันมาเข้านิกายแบ็ปติสต์ เมื่อเดินทางถึงเมืองกัลกัตตา ทั้งอะโดนีรัมจัดสันและภรรยาคือนางแอนน์ เข้ารับศีลจุ่มใหม่อีกครั้งในนิกายแบ็ปติสต์[8]: 149 ด้วยการแช่ลงในน้ำทั้งตัว คณะมิชชันนารีจาก ABCFM นี้ เดินทางถึงอินเดียในช่วงสงคราม ค.ศ. 1812 พอดี เป็นเหตุให้ทางการอาณานิคมของอังกฤษที่อินเดีย ทำการขับไล่มิชชันนารีเหล่านี้ออกจากอินเดียทั้งหมด อะโดนีรัมจัดสันพร้อมทั้งภรรยาคือแอนน์แฮสเซิลทีน จึงย้ายไปพำนักอยู่ที่เมืองร่างกุ้งของพม่า[7]: 10 [8]: 172 ในรัชสมัยพระเจ้าปดุง ส่วนลูเธอร์ ไรซ์ (Luther Rice) เพื่อนของอะโดนีรัมจัดสัน เดินทางกลับสหรัฐอเมริกาเพื่อเรี่ยไรเงินทุนสนับสนุนกิจการสอนศาสนาของจัดสัน นำไปสู่การก่อตั้งคณะมิชชันนารีแบ็ปติสต์ขึ้น

ที่เมืองร่างกุ้งนั้น ศาสนาจารย์อะโดนีรัมจัดสันเรียนรู้ภาษาพม่า เพื่อทำการสอนศาสนาให้แก่ชาวพม่า และเพื่อแปลพระคัมภีร์ออกเป็นภาษาพม่า ส่วนนางแอนน์จัดสันนั้นได้พบกับชาวโยดะยา หรือเชลยชาวกรุงศรีอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อครั้งการเสียกรุงฯครั้งที่สอง นางแอนน์จัดสันเป็นมิชชันนารีอเมริกันคนแรกที่ได้ศึกษาภาษาไทย นางแอนน์ได้แปลใบปลิวสอนศาสนาจากภาษาพม่าเป็นภาษาไทย[8]: 141 ในพ.ศ. 2360 อะโดนีรัมจัดสันแปลพระคัมภีร์ใบเบิ้ลเป็นภาษาพม่าได้เสร็จสิ้น อีกสองปีต่อมา พ.ศ. 2362 นางแอนน์แปลวรสารนักบุญมัทธิว (Gospel of Matthew) เป็นภาษาไทย เป็นการแปลพระคัมภีร์คริสเตียนฝ่ายโปรเตสแตนต์ออกเป็นภาษาไทยครั้งแรก[8]: 141 ถึงแม้ว่าตลอดชีวีตของนางแอนน์จะไม่เคยได้เดินทางมาที่ไทยเลย ซึ่งวารสารนักบุญมัทธิวฉบับภาษาไทยนี้ เป็นสิ่งพิมพ์ภาษาไทยชิ้นแรกในประวัติศาสตร์[9] พิมพ์จากคณะมิชชันนารีแบ็ปติสต์ที่เมืองศรีรามปุระ(Serampore) ของอินเดีย ซึ่งได้จัดทำแป้นพิมพ์อักษรไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมาสมาคมมิชชันนารีลอนดอน (London Missionary Society) ที่สิงคโปร์ จึงซื้อชุดแป้นพิมพ์ภาษาไทยจากศรีรามปุระมาไว้ที่สิงคโปร์ ในพ.ศ. 2366[10] เพื่อจัดพิมพ์ใบปลิวสอนศาสนาเป็นภาษาไทย ในช่วงสงครามอังกฤษ–พม่าครั้งที่หนึ่ง (First Anglo–Burmese War) อะโดนีรัมจัดสันถูกราชสำนักพม่าจับกุมตัวไปขังคุกด้วยสงสัยว่าจะเข้าข้างฝ่ายอังกฤษ นางแอนน์ซึ่งตั้งครรภ์อยู่นั้นต้องตรากตรำวิ่งเต้นให้สามีของตนได้ออกจากคุก เมื่อสงครามสิ้นสุดลง อะโดนีรัมจัดสันได้รับการปล่อยตัวออกจากคุก แต่นางแอนน์ได้ล้มป่วยเสียชีวิต ในพ.ศ. 2369 จากนั้นศาสนาจารย์อะโดนีรัมจัดสันจึงย้ายไปสอนศาสนาที่เมืองเมาะลำเลิง ภายใต้การปกครองของอังกฤษ
ลักษณะที่ไทยค้าขายกับตะวันตก และระบบกฎหมายจารีตของไทย
[แก้]นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พระคลังสินค้าเป็นผู้ผูกขาดการค้าระหว่างอยุธยากับชาติตะวันตก เรือสินค้าที่เข้ามาค้าขายจะต้องค้าขายผ่านทางพระคลังสินค้า ไม่สามารถนำสินค้าไปขายให้แก่ราษฎรโดยตรงได้ พระคลังสินค้าเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าและเก็บภาษี ซึ่งภาษีที่เก็บได้จากสินค้าต่างประเทศนี้เป็นรายได้ที่สำคัญของราชสำนัก ในสมัยรัชกาลที่ 2 เรือสินค้าตะวันตกที่เข้ามาค้าขายที่กรุงเทพจะต้องจ่ายค่าภาษีสองประการได้แก่ 1. ภาษีสินค้าขาเข้า เป็นอัตราร้อยละ 8 หรือร้อยชักแปด[11] 2. ค่าเบิกร่อง หรือภาษีปากเรือ ซึ่งวัดตามขนาดความกว้างของเรือ ในอัตราหนึ่งวาละ 80 บาท[11] โดยจ่ายด้วยสินค้าชนิดนั้น ๆ ภาษีสินค้าขาออกมีอัตราแยกเฉพาะรายการสินค้าแต่ละประเภท หากชาวตะวันตกต้องการซื้อสินค้าที่มีมูลค่าบางอย่างจากไทย เช่น ไม้ฝาง ดีบุก รังนก พริกไทย ผลเร่ว ตะกั่ว งาช้าง รง[11] ออกไป จะต้องซื้อจากพระคลังสินค้าเท่านั้น ไม่สามารถซื้อจากราษฎรโดยตรงได้
ระบบกฎหมายและตุลาการของไทยตามแบบดั้งเดิมนั้น มีต้นแบบมาจากระบบกฎหมายของอินเดียโบราณ อาศัยหลักการจากคัมภีร์อรรถศาสตร์และพระมนูธรรมศาสตร์ กฎหมายไทยที่บังคับใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นคือกฎหมายตราสามดวง ซึ่งเป็นการสืบเนื่องมาจากกฎหมายของอยุธยา ในการพิจารณาคดีตามจารีตไทยดั้งเดิมนั้น มีการทรมานร่างกายของผู้ต้องหาด้วยวิธีการต่างๆเรียกว่า "จารีตนครบาล" เช่น การเฆี่ยน จำคือคา มัดแช่น้ำ ตากแดด ตบปากคู่ความ ฯลฯ โดยให้ถือว่าผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำผิดไปก่อน[12] จนกว่าจะพิสูจน์ว่าบริสุทธ์ ซึ่งตรงข้ามกับหลักการพิจารณาคดีแบบตะวันตก ซึ่งให้ถือว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน นอกจากนี้ หากในการพิจารณคดีไม่สามารถหาข้อยุติได้ อาจให้ผู้ต้องหารวมทั้งโจทก์ทำการดำน้ำลุยไฟ อาศัยอำนาจเหนือธรรมชาติช่วยในการพิจารณาคดี ชาวตะวันตกที่เข้ามาในไทยในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น เห็นว่าระบบกฎหมายและตุลาการตามจารีตของไทยนั้น ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมตามแบบตะวันตก ชาวตะวันตกเหล่านั้นจึงไม่ต้องการอยู่ภายใต้กฎหมายและยุติธรรมตามจารีตของไทย
โปรตุเกสเป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 2 ในพ.ศ. 2363 ราชทูตโปรตุเกสนายคาร์ลุช มานูเอล ดา ซิลไวรา (Carlos Manuel da Silveira) ได้เดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี นำไปสู่การทำข้อตกลงโปรตุเกส–สยาม พ.ศ. 2363 ซึ่งฝ่ายไทยอนุญาตให้โปรตุเกสแต่งตั้งกงสุลเข้ามาประจำที่กรุงเทพ เข้ามาตั้งสถานกงสุลโปรตุเกส[13]: 228 ทำให้โปรตุเกสเป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่ได้เข้ามาตั้งสถานกงสุลมีกงสุลประจำอยู่ในไทย แต่การที่โปรตุเกสเข้ามาตั้งกงสุลในกรุงเทพนี้ด้วยเหตุผลทางด้านการค้าเท่านั้น กงสุลโปรตุเกสยังไม่มีอำนาจสิทธิสภาพนอกอาณาเขตยังไม่มีอำนาจปกครองชาวโปรตุเกสในไทย โปรตุเกสมีความแตกต่างจากอังกฤษคือ โปรตุเกสไม่มีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงหรือเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการผูกขาดการค้าและระบบกฎหมายตุลาการของไทย
ฝ่ายอังกฤษเห็นว่าระบบผูกขาดทางการค้าของราชสำนักไทยนั้น เป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้พ่อค้าอังกฤษเข้ามาค้าขายในไทย แล้วไม่ได้กำไรและผลตอนแทนมากเท่าที่ต้องการ อังกฤษเห็นว่าระบบ"การค้าเสรี"นั้นจะทำให้ตนเองได้รับประโยชน์มากกว่า จึงดำเนินการเพื่อล้มเลิกระบบการผูกขาดการค้าตามจารีตของชาติต่างๆในเอเชีย ในพ.ศ. 2364 ทางการอาณานิคมของอังกฤษในอินเดียส่งนายจอห์น ครอว์เฟิร์ด (John Crawfurd) เป็นผู้แทนจากบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East India Company) เข้ามาเจรจาทำสัญญาการค้าเสรีกับไทย[2]: 44 ครอว์เฟิร์ตเดินทางถึงกรุงเทพ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2365 แต่ครอว์เฟิร์ตประสบปัญหาอุปสรรคคือ ฝ่ายไทยไม่มีผู้ที่สามารถเข้าใจและสนทนาภาษาอังกฤษได้เลยแม้แต่คนเดียว ครอว์เฟิร์ตสื่อสารกับข้าราชการฝ่ายไทย ต้องมีผู้แปลออกเป็นภาษามลายู แปลออกเป็นภาษาโปรตุเกส แล้วจึงแปลออกเป็นภาษาไทยอีกทอดหนึ่ง จอห์นครอว์เฟิร์ดเสนอต่อพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ผู้ว่าที่พระคลังว่า ฝ่ายไทยควรยุบการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าและขาออกสำหรับพ่อค้าอังกฤษ ให้เหลือเป็นเพียงการเก็บสินค้าขาเข้าเพียงครั้งเดียว[2]: 45 สุดท้ายฝ่ายไทยไม่ยินยอมตามข้อเสนอของครอว์เฟิร์ด ครอว์เฟิร์ดจึงจำต้องออกจากไทยไปโดยไม่ประสบความสำเร็จ การที่ครอว์เฟิร์ดเข้ามาพยายามเจรจาทำการค้าเสรีกับไทยนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับขาติตะวันตกต่างๆในสมัยรัตนโกสินทร์

เมื่ออังกฤษได้รับชัยชนะเหนือพม่าในสงครามอังกฤษ–พม่าครั้งที่หนึ่ง ทำให้ฝ่ายไทยตระหนักว่าควรที่จะตกลงตามข้อเสนอเรื่องการค้าเสรีของอังกฤษ ฝ่ายทางการอังกฤษที่อินเดียจึงส่งนายเฮนรี เบอร์นี (Henry Burney) ซึ่งสามารถพูดภาษามลายูได้ เข้ามาเจรจาทำสัญญาการค้าเสรีกับไทย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เป็นผู้แทนฝ่ายไทยเข้าเจรจากับเฮนรีเบอร์นี นำไปสู่การตกลงหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ประเทศอังกฤษและประเทศสยาม คฤษต์ศักราช ๑๘๒๖[3]: ๑ หรือเรียกว่า สนธิสัญญาเบอร์นี (Burney Treaty) ในวันที่แรมหนึ่งค่ำเดือนเจ็ด จุลศักราช 1188 ตรงกับวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2369[2]: 46 ซึ่งสัญญาข้อสี่อนุญาตให้พ่อค้าอังกฤษทำการค้าขายในไทยได้อย่างเสรี ค้าขายกับผู้ใดก็ได้ที่ใดก็ได้ในพระราชอาณาจักร โดยไม่ต้องผ่านพระคลังสินค้า เป็นการยกเลิกการผูกขาดโดยพระคลังสินค้าเฉพาะกับพ่อค้าอังกฤษ ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2370 มีการตกลงสัญญาทางการค้าเพิ่มเติม โดยฝ่ายไทยกำหนดให้พ่อค้าชาวอังกฤษ เมื่อนำสินค้าเข้ามาขายในไทย ให้เสียภาษีเพียงครั้งเดียว คือเสียภาษีปากเรือในอัตรา 1,700 บาท ต่อระยะความกว้างของเรือหนึ่งวา[2]: 50
ทั้งจอห์นครอว์เฟิร์ดและเฮนรีเบอร์นีต่างได้เสนอให้ฝ่ายไทยยินยอมให้อังกฤษเข้ามาตั้งกงสุลในไทย ด้วยว่าฝ่ายไทยได้อนุญาตให้โปรตุเกสเข้ามาตั้งกงสุลในไทยแล้ว ซึ่งฝ่ายไทยได้ปฏิเสธอย่างแข็งขัน ไม่ให้อังกฤษเข้ามาตั้งกงสุลในไทย ถือว่าเป็นการลิดรอนอำนาจอธิปไตยของไทย และว่าฝ่ายไทยนั้นผิดหวังเมื่อได้อนุญาตให้โปรตุเกสเข้ามาตั้งกงสุลในไทยแล้วแต่กลับไม่เกิดประโยชน์อันใด ไม่มีเรือสินค้าโปรตุเกสเข้ามาค้าขายในไทยมากนัก ทั้งครอว์เฟิร์ดและเบอร์นีเมื่อเห็นว่าฝ่ายไทยต่อต้านเรื่องตั้งกงสุลจึงไม่ได้ผลักดันเรื่องนี้ต่อ โดยที่ฝ่ายไทยได้ตอกย้ำเรื่องอำนาจอธิปไตยของไทย ในสัญญาข้อที่สามของสัญญาเบอร์นีนี้ว่า ชาวอังกฤษทั้งปวงที่เข้ามาค้าขายพำนักอาศัยอยู่ในไทย จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย "พวกอังกฤษไปเมืองไทยต้องทำตามกฎหมายอย่างธรรมเนียมไทยทุกสิ่ง"[3]: ๓
ชาวอเมริกันเดินทางเข้ามาถึงไทย
[แก้]คริสตจักรและการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในประเทศสยามนั้น อยู่ภายใต้การปกครองดูแลของคณะมิสซังคาทอลิกฝรั่งเศสมาเป็นเวลายาวนาน ในพ.ศ. 2371 ในสมัยรัชกาลที่ 3 มิชชันนารีโปรเตสแตนต์สองคนแรกได้เดินทางมาถึงไทย[14]: ๒ ได้แก่ แจค็อบ ท็อมลิน (Jacob Tomlin) ชาวอังกฤษ จากสมาคมมิชชันนารีลอนดอน (London Missionary Society) และคาร์ล กึตซลาฟ (Karl Gützlaff) ชาวเยอรมัน นิกายลูเธอร์ มิชชันนารีโปรเตสแตนต์ แจค็อบท็อมลินและคาร์ลกึตซลาฟ ทั้งสองคนนี้ มีเป้าหมายฝึกซ้อมสอนศาสนาให้แก่ชาวจีนในกรุงเทพเป็นหลัก เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปสอนศาสนาที่จีนต่อไป มีชาวจีนแต้จิ๋วในกรุงเทพผู้หนึ่งชื่อนายบุนตี๋[14]: ๔๒ มาเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์โปรเตสแตนต์กับศาสนาจารย์ทั้งสอง แจค็อบท็อมลินและคาร์ลกึตซลาฟได้นำใบปลิวสอนศาสนาที่พิมพ์ด้วยแป้นพิมพ์ภาษาไทยที่สิงคโปร์เข้ามาเผยแพร่ในกรุงเทพ[10] เมื่อแจค็อบท็อมลินและคาร์ลกึตซลาฟเดินทางออกจากไทยนั้น ได้เขียนหนังสือร้องขอให้คณะมิชชันนารีอเมริกันได้แก่ คณะ ABCFM ที่เมืองกวางตุ้ง และคณะแบ็ปติสต์ของอะโดนีรัมจัดสันที่พม่า ขอให้ส่งมิชชันนารีโปรเตสแตนต์เข้ามาทำการสอนศาสนาในไทย คณะ ABCFM เมืองกวางตุ้งจึงส่งศาสนาจารย์เดวิด อะบีล (David Abeel) นิกายปฏิรูปฮอลันดา (Dutch Reformed Church) เดินทางถึงกรุงเทพในพ.ศ. 2374[14]: ๙ มีชาวจีนมาเข้ารีตกับศาสนาจารย์อะบีลอีกรวมทั้งสิ้นหกคน แต่ทว่าศาสนาจารย์อะบีลล้มป่วยด้วยไม่คุ้นชินกับภูมิอากาศของไทย เป็นเหตุให้อะบีลจำต้องเดินทางออกจากไทยไปในที่สุด
จอห์น เทย์เลอร์ โจนส์ (Jones Taylor Jones) จากรัฐนิวแฮมป์เชอร์ ได้บวชเป็นศาสนาจารย์ในนิกายแบ็ปติสต์ที่เมืองบอสตัน แล้วจึงเดินทางเข้ามาสอนศาสนาที่พม่า ในพ.ศ. 2374[7]: 173 พร้อมกับภรรยาคือนางเอไลซา กริว โจนส์ (Eliza Grew Jones) มาเรียนรู้การสอนศาสนาอยู่กับศาสนาจารย์อะโดนีรัมจัดสันที่พม่า
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พ่อค้าชาวอเมริกันเริ่มล่องเรือเข้ามาค้าขายในภูมิภาคตะวันออกไกล พ่อค้าชาวอเมริกันชื่อเอ็ดมันด์ โรเบิร์ตส์ (Edmund Roberts) ได้ร้องต่อรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกาว่า การค้าขายของชาวอเมริกาในภูมิภาคเอเชียนั้น ไม่ได้กำไรเท่าที่ควร เนื่องจากสหรัฐอเมริกายังไม่ได้รับอภิสิทธิ์ในการค้าขายต่าง ๆ อย่างเช่นที่ชาติตะวันตกอื่นๆโดยเฉพาะอังกฤษได้รับ[2]: 53 ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน (Andrew Jackson) จึงแต่งตั้งให้เอ็ดมันด์โรเบิตส์เป็นผู้แทนพิเศษ (Special Agent) มีอำนาจเต็ม เพื่อเดินทางไปทำสัญญาการค้ากับโอมาน ไทย และเวียดนาม โดยอ้างถึงหลักการชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favored Nation)[2]: 53 ว่าหากชาติตะวันตกอื่น ๆ ได้รับสิทธิทางการค้าอย่างใด ชาวอเมริกันที่เข้ามาค้าขายจะต้องได้รับสิทธินั้นอย่างเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศของอเมริกา คือนายเอ็ดเวิร์ด ลีฟวิงซตัน (Edward Livingston) ได้ร่างสัญญาต้นแบบให้แก่นายโรเบิร์ตส์เข้ามาตกลงกับชาติต่าง ๆ ในเอเชีย นายโรเบิร์ตส์เดินทางด้วยเรือรบชื่อว่าพีค็อก (Peacock) ออกจากเมืองบอสตัน ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2375 เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เดินทางไปเจรจากับเวียดนามราชวงศ์เหงียนก่อนแต่ไม่สำเร็จ จากนั้นเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์จึงเดินทางด้วยเรือพีค็อกเข้ามาถึงสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2376[1]: 772

เนื่องจากในขณะนั้นฝ่ายไทยยังไม่มีผู้รู้ภาษาอังกฤษ ฝ่ายไทยจึงต้องอาศัยชาวโปรตุเกสในการช่วยแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เมื่อเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เดินทางถึงกรุงเทพนั้น ที่พระนครมีเจ้าท่าเป็นชาวโปรตุเกสคาทอลิกเกิดที่กรุงเทพ เป็นหลวงสุรสาคร ชื่อว่าโจเซฟ (Josef) หรือ จูเซ ดา ปีอาดาดือ (José da Piedade)[13]: 271 หรือเรียกว่า"หลวงกัปตัน"[15] เป็นล่ามให้แก่เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ หลวงสุรสาคร (โจเซฟ ปีอาดาดือ) นำเรือรบสำปั้น[15]ออกมารับเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ขึ้นมายังพระนคร โดยที่โรเบิร์ตส์จอดเรือพีค็อกไว้ที่สันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา หลวงสุรสาครนำเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ถึงพระนคร ในวันขึ้นแปดค่ำเดือนสี่[15] (26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2376) โปรดฯให้ทูตอเมริกันพักอยู่ที่ตึกรับแขกหน้าวัดประยูรวงศ์[15] อันเป็นที่พำนักของหลวงอาวุธวิเศษประเทศพานิช โรเบิร์ต ฮันเตอร์ (Robert Hunter หรือ "หันแตร") พ่อค้าชาวสก็อตผู้มีอิทธิพลในกรุงเทพ เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ได้เข้าพบกับเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เพื่อแนะนำตัว
ในพ.ศ. 2375 ศาสนาจารย์อะโดนีรัมจัดสันที่พม่า ส่งให้ศาสนาจารย์จอห์นเทย์เลอร์โจนส์ พร้อมทั้งภรรยาคือนางเอไลซาโจนส์ เข้ามาเป็นมิชชันนารีนิกายแบ็ปติสต์ในกรุงเทพ จอห์นเทย์เลอร์โจนส์ หรือ "หมอยอน"[14]: ๑๖ พร้อมทั้งภรรยา และบุตรบุญธรรมคือเด็กชายแซมูเอล เจ สมิธ (Samuel J. Smith) เป็นเด็กชาวลูกครึ่งอังกฤษ-อินเดีย เดินทางออกจากพม่า โดยสารเรือใบสินค้าของโรเบิร์ตฮันเตอร์ เดินทางถึงกรุงเทพในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2376[7]: 173 เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ทูตอเมริกันให้จอห์นเทย์เลอร์โจนส์และภรรยามาอาศัยอยู่กับตนเองที่ตึกรับแขกหน้าวัดประยูรวงศ์ไปพลางก่อน เมื่อถึงกรุงเทพแล้ว จอห์นเทย์เลอร์โจนส์จึงออกตามหาชาวจีนในกรุงเทพที่ได้เข้ารีตเป็นโปรเตสแตนต์ จอห์นเทย์เลอร์โจนส์ประกอบพิธีศีลจุ่มตามอย่างนิกายแบ็ปติสต์ ให้แก่นายบุนตี๋หัวหน้าชาวจีนโปรเตสแตนต์ และชาวจีนอีกสองคน[7]: 175 จุ่มตัวลงในแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นการทำพิธีศีลจุ่มแบบจุ่มลงในน้ำทั้งตัวเป็นครั้งแรกในไทย ศาสนาจารย์จอห์นเทย์เลอร์โจนส์ หรือ"หมอยอน"ผู้นี้ พร้อมทั้งภรรยา เป็นมิชชันนารีอเมริกันกลุ่มแรก ที่สามารถพำนักอาศัยสอนศาสนาในไทยได้ในระยะยาว จัดตั้งคณะมิชชันนารีแบ็ปติสต์ในไทยขึ้น
สนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ พ.ศ. 2376
[แก้]การเจรจาทำสัญญาการค้าระหว่างทูตอเมริกันเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์กับเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) นั้น มีอุปสรรคสำคัญคือเรื่องภาษา ซึ่งเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์จะต้องสื่อสารผ่านทางหลวงสุรสาคร (โจเซฟ) ล่ามชาวโปรตุเกสของเจ้าพระยาพระคลัง เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) แจ้งแก่เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ว่า สัญญาที่ไทยจะตกลงกับสหรัฐอเมริกานั้น จะมีเนื้อความเหมือนกับสัญญาเบอร์นี ที่ไทยได้ตกลงกับอังกฤษเมื่อก่อนหน้านี้ทุกประการ[2]: 54 แต่ทว่าฝ่ายไทยไม่ได้เก็บรักษาสัญญาเบอร์นีฉบับภาษาอังกฤษไว้ให้เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ศึกษา[16]: 775 เจ้าพระยาพระคลังจึงต้องอ่านเนื้อความสัญญาเบอร์นีเป็นภาษาไทย ให้หลวงสุรสาครแปลเป็นภาษาอังกฤษให้โรเบิร์ตส์ฟัง ส่วนฝ่ายโรเบิร์ตส์นั้น รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เอ็ดเวิร์ด ลีฟวิงซตัน ได้ร่างสัญญามาให้แก่เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์แล้ว เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เสนอต่อเจ้าพระยาพระคลังสองข้อได้แก่
- ด้วยหลักการชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favored Nation) หากในภายภาคหน้าฝ่ายไทยลดภาษีหรือให้สิทธิพิเศษแก่ชาติตะวันตกอื่นใด สหรัฐอเมริกาจะต้องได้รับการลดภาษีและสิทธิพิเศษนั้นด้วยโดยปริยาย
- สหรัฐอเมริกาจะขอแต่งตั้งกงสุลเข้ามาในไทย และตั้งสถานกงสุลขึ้นในไทย

เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องลดภาษีให้แก่พ่อค้าอเมริกันเหมือนชาติอื่น ๆ แต่เจ้าพระยาพระคลังคัดค้านไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่สหรัฐอเมริกาจะเข้ามาตั้งกงสุลในไทย เจ้าพระยาพระคลังให้เหตุผลว่า ไทยจะอนุญาตให้ชาติตะวันตกเข้ามาตั้งกงสุลในไทย ก็ต่อเมื่อชาติตะวันตกชาตินั้นเข้ามาค้าขายในไทยแล้วเป็นปริมาณมากพอสมควร[2]: 55 [16]: 775 ก่อนหน้านี้อังกฤษก็ได้ขอมาตั้งกงสุลในไทย ซึ่งเจ้าพระยาพระคลังก็ได้ปฏิเสธไปด้วยเหตุผลอย่างเดียวกัน เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์แย้งว่า ไทยได้อนุญาตให้โปรตุเกสเข้ามาตั้งกงสุลในไทยแล้ว เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) ตอบว่า ฝ่ายราชสำนักไทยมีความผิดหวังอย่างยิ่ง ที่ได้อนุญาตให้นายดาซิลไวราเข้ามาเป็นกงสุลโปรตุเกสในไทย แต่กลับไม่มีเรือสินค้าพ่อค้าโปรตุเกสเข้ามาค้าขายที่กรุงเทพฯเลยแม้แต่ลำเดียว[16]: 775 เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เมื่อเห็นว่าฝ่ายไทยต่อต้านเรื่องตั้งกงสุลอย่างแข็งขัน จึงยอมประนีประนอม เสนอว่าต่อเมื่อใดที่ไทยอนุญาตให้ชาติตะวันตกอื่นใดนอกจากโปรตุเกสเข้ามาตั้งกงสุลในไทยแล้วนั้น สหรัฐอเมริกาจึงจะมีสิทธิ์สามารถตั้งกงสุลเข้ามาในไทยได้
ทูตอเมริกันเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ (พงศาวดารไทยเรียกว่า แอศแมนรอเบอรต)[15] เข้าเฝ้าออกอย่างใหญ่ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง ในวันแรมสิบสามค่ำเดือนสี่[15] ตรงกับวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2376[16]: 775 ฝ่ายไทยได้จัดเรือออกไปรับทูตอเมริกันมาถึงพระบรมมหาราชวัง เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์นั่งเกี้ยวมีพนักงานหามแปดคน[17]: 254 ช้างใหญ่สิบเชือกและแถวทหารสยามต้อนรับทูตอเมริกัน หน้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เข้าสู่ท้องพระโรง พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการหมอบกราบอยู่[17]: 256 ม่านพระวิสูตรเปิดออก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่บนพระราชบัลลังก์ ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ถวายคำนับสามครั้งแล้วจึงนั่งลงกับพื้นบนพรมแดง[17]: 256 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปฏิสันถารกับทูตอเมริกัน พระราชดำรัสต้องแปลออกเป็นภาษามลายู ภาษาโปรตุเกส แล้วจึงแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อแจ้งแก่เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์[17] เมื่อเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์กราบทูลก็ต้องแปลกลับในลักษณะเดียวกัน
เนื่องจากเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ไม่รู้ภาษาไทย และฝ่ายไทยก็ไม่รู้ภาษาอังกฤษ จึงต้องมีภาษาสื่อกลางที่เข้าใจทั้งสองฝ่ายกำกับในสัญญาด้วย เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) ขอให้มีภาษาจีนกำกับลงไปในสัญญาด้วย ส่วนโรเบิร์ตส์ก็ขอให้มีภาษาโปรตุเกสกำกับในสัญญาด้วยเช่นกัน[16]: 776 สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ (Treaty of Amity and Commerce) หรือ "สนธิสัญญาโรเบิร์ตส์" ลงนามในวันแรมสิบห้าค่ำเดือนสี่ จุลศักราช 1194[16]: 743 ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2376 ทำสัญญาออกเป็นสี่ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาโปรตุเกส ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ เนื่องด้วยว่า"ไทไม่รู้จักอักษรมะริกัน มะริกันไม่รู้จักอักษรไท จึ่งเขียนอักษรพุตเกษฉบับหนึ่ง อักษรจีนฉบับหนึ่ง ไว้เปนพญานเรื่องความ"[16]: 743 แต่เกิดปัญหาค้นพบว่าการแปลมีความผิดพลาด ต้องมีการแก้ไขฉบับแปลภาษาโปรตุเกส ส่วนฉบับแปลภาษาจีนต้องให้พ่อค้าจีนผู้หนึ่งเขียนใหม่ทั้งหมด[16]: 776 จนกระทั่งการตรวจสอบและตรวจทานการแปลจึงเสร็จสิ้นเรียบร้อย ในวันที่ 30 มีนาคม เมื่อตกลงทำสัญญากับไทยสำเร็จเรียบร้อยแล้ว เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ทูตอเมริกันจึงโดยสารเรือพีค็อกออกจากไทย ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2376[16]: 777

เนื้อความในสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ ซึ่งไทยได้ตกลงกับสหรัฐอเมริกา ในพ.ศ. 2376 นี้ มีเค้าต้นแบบมาจากร่างของเอ็ดเวิร์ดลีฟวิงซตัน เนื้อความมีความคล้ายคลึงกับสนธิสัญญาเบอร์นี ที่ไทยได้ตกลงกับอังกฤษก่อนหน้านี้เกือบทุกประการ[2]: 56 พ่อค้าอเมริกันเข้ามาค้าขายในไทย สามารถค้าขายที่ใดก็ได้กับผู้ใดก็ได้ โดยที่ไม่ต้องผ่านพระคลังสินค้า เป็นการเปิดการค้าเสรีให้แก่ชาวอเมริกัน ตามสัญญาข้อสองระบุว่า "ข้อสองลูกค้าชาตมะริกันจะเข้ามาค้าขายณะกรุงแลหัวเมืองขึ้นกับกรุง จะบันทุกสินค้าสิ่งใดใดนอกจากฝิ่นเปนของต้องห้ามเข้ามาขาย และจะซื้อสินค้าที่มีอยู่ณกรุง แลสินค้าจะมีมาแต่หัวเมืองใดใดก็ดี เจ้าพะนักงานในหลวงจะไม่ขัดขวางและตั้งราคาให้ลูกค้าชาติมะริกันแลลูกค้ากรุงฯได้ซื้อขายกันเองทั้งสองฝ่ายโดยสดวก"[16]: 745 พ่อค้าอเมริกันที่นำเรือสินค้าเข้ามาค้าขายที่กรุงเทพ ต้องเสียภาษีค่าปากเรือในอัตราเดียวกับพ่อค้าอังกฤษ คือ 1,700 บาท ต่อความกว้างเรือหนึ่งวา ตามสัญญาข้อสาม เก็บเพียงครั้งเดียวตลอดการค้าขายในไทย "ชาตมะริกันจะเสียค่าทำเนียมให้เหมือนปากกำปั่นที่มีสินค้าวาละพันเจดร้อยบาท"[16]: 746
ในสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ มีการนำหลักการเรื่องชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favored Nation) เข้ามาใช้เป็นครั้งแรก[2] ในสัญญาที่ไทยได้ตกลงกับชาติตะวันตก ตามสัญญาข้อสี่ระบุว่า "ข้อสี่ถ้านานไปเบื้องหน้าค่าทำเนียมสลุบกำปั่นจะลดให้ประเทษใดภาษาใด น้อยจากค่าทำเนียมซึ่งสัญาไว้นี้ กรุงฯจะลดค่าทำเนียมให้ชาตมะริกันตามประเทษนั้น"[16]: 749 และพ่อค้าอเมริกันที่เข้ามาค้าขายในไทยจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ตามสัญญาข้อเก้า "ข้อเก้าชาตมะริกันจะเข้ามาค้าขายณกรุง จะทำตามกฎหมายหย่างทำเนียมกรุงฯทุกสิ่ง"[16]: 752 แต่สัญญาข้อเก้าที่ระบุถึงแต่เพียงพ่อค้าอเมริกัน ไม่ได้ระบุถึงชาวอเมริกันที่ประกอบอาชีพอื่น เช่น มิชชันนารีสอนศาสนา[2]: 56 สัญญาข้อสิบระบุว่า หากฝ่ายไทยอนุญาตให้ชาติตะวันตกอื่นใดนอกจากโปรตุเกสเข้ามาตั้งกงสุลในไทย สหรัฐอเมริกาจะต้องได้รับสิทธิ์ต้องกงสุลเข้ามาในไทยโดยปริยาย "ข้อสิบนานไปเบื้องหน้าฝรังชาตใดภาษาใดนอกจากพุทเกษ จะขอเข้ามาตั้งกงสุ่นณกรุงฯ ถ้ากรุงฯโปรดให้ตั้ง ชาตมะริกันจะตั้งกงสุ่น ตามฝรั่งชาตซึ่งโปรดนั้น"[16]: 753
ต่อมาเมื่อเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ได้ตกลงสัญญาอีกฉบับกับอิหม่ามแห่งมัสกัต (Imamate of Muscat) หรือโอมาน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2376 แล้วนั้น จึงเดินทางนำสัญญาที่ได้ตกลงกับไทย กลับไปให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาทำการรับรอง เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เดินทางด้วยเรือพีค็อกกลับถึงเมืองท่าบอสตันในเดือนเมษายน พ.ศ. 2377[16] ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2378 ประธานาธิบดีแอนดรูว์แจ็กสันรับรองสัญญาที่โรเบิร์ตส์ได้ทำกับไทย[16]: 780 และในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2378 ประธานาธิบดีแอนดรูว์แจ็กสันมอบหมายให้เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เดินทางนำสัญญาที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้การรับรองแล้ว ไปเปลี่ยนหนังสือสัญญาที่ไทยและโอมาน รวมทั้งไปทำสัญญากับญี่ปุ่นและเวียดนามด้วย เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ทูตอเมริกันจึงออกเดินทางอีกครั้ง เดินทางด้วยเรือพีค็อกออกจากเมืองท่านิวยอร์กในเดือนเมษายน พ.ศ. 2378[16]: 780-781
บทบาทของหมอบรัดเลย์ในไทย
[แก้]สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่ได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ โดยทรงศึกษาจากหลวงอาวุธวิเศษฯ โรเบิร์ต ฮันเตอร์[18]: 44 พ่อค้าชาวอังกฤษ เพื่อใช้ในการศึกษาวิทยาการการต่อเรือตามแบบตะวันตก[18]: 45 เมื่อศาสนาจารย์แจค็อบท็อมลินและคาร์ลกึตซลาฟเดินทางมาสอนศาสนาที่กรุงเทพ ในพ.ศ. 2371 ได้บันทึกว่าเจ้าชายสยามเจ้าฟ้าน้อย (Chow-Pha-Noi)[17]: 300 หรือหม่อมฟ้าน้อย (Mom-fa-Noi)[17]: 300 นั้นทรงรู้ภาษาอังกฤษอยู่พอประมาณและมีพระประสงค์จะศึกษาเพิ่มเติม[18]: 43,44 นอกจากนี้ มิชชันนารีอเมริกันได้แก่เดวิดอะบีลและจอห์นเลย์เลอร์โจนส์ยังได้ถวายสอนภาษาอังกฤษแด่เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์อีกด้วย ซึ่งภาษาอังกฤษนี้เป็นช่องทางให้ชนชั้นนำไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เรียนรู้วิทยาการตะวันตกต่าง ๆ จากชาวอังกฤษและชาวอเมริกัน ซึ่งล้วนแต่พูดภาษาอังกฤษทั้งสิ้น เมื่อครั้งที่เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ทูตอเมริกันเดินทางเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทยในพ.ศ. 2376 นั้น เจ้าชายเจ้าฟ้าน้อยหรือหม่อมฟ้าน้อยนั้น ได้เสด็จขึ้นเรือพีค็อกเข้าพบกับทูตอเมริกันในทางลับ เพื่อทรงศึกษารูปแบบวิธีการต่อเรือและการยิงปืนใหญ่จากเรือ[17]: 300
เนื่องด้วยสงครามอานามสยามยุทธ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ออกไปสร้างป้อมปราการและต่อเรือที่จันทบุรี[15] หลวงสิทธิ์นายเวร (ช่วง บุนนาค) บุตรของเจ้าพระยาพระคลัง ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน ที่บ้านของหลวงสิทธิ์นายเวรมีป้ายภาษาอังกฤษเขียนว่า "นี่บ้านหลวงนายสิทธิ์ ขอเชิญท่านสหายทั้งหลาย"[14]: ๓๔ (This is Luang Nai Sit's house – welcome friends) ในพ.ศ. 2377 หลวงนายสิทธิ์ช่วงบุนนาคได้ต่อเรือกำปั่นอย่างตะวันตก ชื่อเรือแอเรียล[14]: ๓๓ หรือเรือแกล้วกลางสมุทร[15] เป็นเรือกำปั่นแบบตะวันตกลำแรกที่ต่อขึ้นโดยคนไทย และหลวงนายสิทธิ์ยังถวายงานช่วยเจ้าฟ้าขุนอิศเรศรังสรรค์ให้ทรงต่อเรือกำปั่นพุทธอำนาจ (แฟรี่ Fairy) ขึ้นจนสำเร็จในพ.ศ. 2379 ทั้งเจ้าฟ้าขุนอิศเรศรังสรรค์ และหลวงนายสิทธิ์ช่วงบุนนาค ต่างมีความสนใจเกี่ยวกับการต่อเรือรวมทั้งวิทยาการและวัฒนธรรมของอังกฤษและอเมริกัน
มิชชันนารีคริสเตียนนิกายโปรเตสแตนต์ที่ได้เดินทางเข้ามาสอนศาสนาในไทยนั้น มีความแตกต่างจากมิชันนารีคริสตังฝรั่งเศสคาทอลิก ที่ได้เข้ามาสอนศาสนาในไทยก่อนหน้า ในลักษณะที่มิชชันนารีโปรเตสแตนต์นั้นเป็นนักบวชที่สามารถสมรสมีครอบครัวได้ และมักเดินทางเข้ามาสอนศาสนาในไทยเป็นคู่เข้ามาพร้อมกับภรรยา การสอนศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์เน้นเรื่องการศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิ้ล การแจกจ่ายใบปลิวสอนศาสนา (tract) ดังนั้นการพิมพ์และเครื่องพิมพ์จึงมีส่วนสำคัญในการแผยแพร่และสอนศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ในไทย เพื่อพิมพ์คัมภีร์ใบเบิ้ลและใบปลิวแจกจ่าย เมื่อทูตอเมริกันโรเบิร์ตส์ได้เดินทางออกจากไทยไปแล้ว คณะมิชชันนารีแบ็ปติสต์ ศาสนาจารย์จอห์นเทย์เลอร์โจนส์ และภรรยาคือนางเอไลซาโจนส์ ได้เช่าที่อยู่ที่วัดเกาะ[14]: ๑๙ (วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร) ใกล้กับสถานกงสุลโปรตุเกส ใกล้กับชุมชนชาวจีน เพื่อสอนศาสนาให้แก่ชาวจีน นอกจากนี้ ศาสนาจารย์จอห์นเทย์เลอร์โจนส์ยังได้ริเริ่มโครงการการแปลคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ออกเป็นภาษาไทยอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ วิลเลียม ดีน (William Dean) มิชชันนารีแบ็ปติสต์อีกคนหนึ่ง เดินทางถึงไทยในพ.ศ. 2377[7]: 175 วิลเลียมดีนเรียนรู้ภาษาแต้จิ๋วจนมีความเชี่ยวชาญ เพื่อสอนศาสนาให้แก่ชาวจีนแต้จิ๋วในกรุงเทพโดยเฉพาะ

แดน บีช แบรดลีย์ (Dan Beach Bradley) เกิดที่เมืองมาร์เซลลัส (Marcellus) รัฐนิวยอร์ก ในพ.ศ. 2347 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 ของไทย ในช่วงแรกแดนบีชแบรดลีย์ได้เน้นศึกษาด้านการแพทย์ก่อน โดยจบการศึกษาจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์นิวยอร์ก (Physicians College of New York ปัจจุบันคือวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย) ในพ.ศ. 2375 ต่อมาเมื่อแดนบีชแบรดลีย์ได้พบกับนักเทศน์ชื่อว่าชาร์ลส์ ฟินนีย์ (Charles Finney) ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการเทศน์ ทำให้แดนบีชแบรดลีย์มีความสนใจทางด้านศาสนาคริสต์ สุดท้ายแดนบีชแบรดลีย์จึงสมรสกับนางเอมีลี รอยซ์ (Emilie Royce) อาสาสมัครเข้าเป็นมิชชันนารีอยู่กับคณะอเมริกันบอร์ด หรือ ABCFM นิกายคองกรีเกชันนัลลิสต์ ซึ่งคณะ ABCFM ได้ส่งมิชชันนารีเข้ามาที่ไทยแล้วสองคนได้แก่ ชาร์ลส์ รอบินสัน (Charles Robinson) และสตีเวิน จอห์นสัน (Stephen Johnson) แดนบีชแบรดลีย์พร้อมกับภรรยาเดินทางออกจากเมืองบอสตัน ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2377 และเดินทางถึงกรุงเทพในอีกปีต่อมาเดือนกรกฎาคมพ.ศ. 2378 ซึ่งแดนบีชแบรดลีย์ได้นำเอาแป้นพิมพ์ภาษาไทยที่สิงคโปร์ ซึ่งคณะ ABCFM ได้ซื้อต่อมาจากสมาคมมิชชันนารีลอนดอน[10] ติดตัวเข้ามาที่กรุงเทพด้วย ซึ่งเครื่องพิมพ์และแป้นพิมพ์ภาษาไทยของหมอบรัดเลย์นี้ จะพิมพ์เอกสารสอนศาสนาให้แก่ทั้งคณะแบ็ปติสต์และคณะ ABCFM ในไทย[10]
แดนบีชแบรดลีย์ หรือ "หมอบรัดเลย์" เป็นมิชชันนารีทางการแพทย์ มีบทบาทส่วนใหญ่ทางด้านการแพทย์ เข้ามาตั้งสถานพยาบาลแจกจ่ายยารักษาโรคและแจกจ่ายใบปลิวสอนศาสนาไปพร้อมกัน[14] เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) อนุญาตให้หมอบรัดเลย์ตั้งบ้านอยู่ที่กุฎีจีนใกล้กับห้างหันแตรของโรเบิร์ตฮันเตอร์[14] หมอบรัดเลย์ทำการรักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่อย่างตะวันตกเป็นที่สนใจของชาวไทย ซึ่งต่างเดินทางเข้ามาทดลองยาและทดลองวิธีรักษาด้วยการแพทย์ตะวันตกกับหมอบรัดเลย์[14] ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2378 หลวงนายสิทธิ์ช่วงบุนนาคได้นำมิชชันนารีอเมริกันประกอบด้วยจอห์นเทย์เลอร์โจนส์พร้อมภรรยาคือนางเอไลซา รวมทั้งสตีเวินจอห์นสันและหมอบรัดเลย์ โดยสารเรือแอเรียลออกไปเปลี่ยนอากาศที่จันทบุรี[14] ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2379 หมอบรัดเลย์ได้เข้าเฝ้ารักษาอาการประชวรของพระวชิรญาณภิกขุ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ หมอบรัดเลย์ทูลว่าเจ้าฟ้ามงกุฎนั้นประชวรด้วยโรคอัมพาตที่พระพักตร์[14]: ๕๔ นอกจากนี้ หมอบรัดเลย์ยังได้เข้าเฝ้าสนทนากับเจ้าฟ้าขุนอิศเรศรังสรรค์ เรื่อประเพณีการอยู่ไฟของหญิงไทยหลังคลอด
ฝ่ายเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ทูตอเมริกัน ซึ่งได้เข้ามาทำสัญญาทางการค้ากับไทยในพ.ศ. 2376 ก่อนหน้านี้ ได้นำสัญญาไปให้รัฐบาลอเมริกาทำการรับรอง แล้วจึงนำหนังสือสัญญากลับมาเปลี่ยน เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เดินทางด้วยเรือพีค็อกลำเดิม ถึงกรุงเทพในเดือนห้า[15] (เมษายน พ.ศ. 2379) ฝ่ายไทยส่งล่ามคือหลวงสุรสาคร (โจเซฟ) ออกไปต้อนรับเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ทูตอเมริกันอย่างเดิม และส่งเรือกัญญาม่านทองออกไปรับหนังสือสัญญาใส่พานเงิน[16]: 783 เข้ามาเปลี่ยน ฝ่ายไทยประชุมประทับตราเปลี่ยนหนังสือสัญญา ในวันแรมสิบสี่ค่ำเดือนห้า[15] แอศแมนรอเบอรตทูตอเมริกันเข้าเฝ้าออกใหญ่ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนหก[15] ตรงกับวันที่ 18 เมษายน[16]: 783 พ.ศ. 2379 เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เดินทางด้วยเรือพีค็อกออกจากกรุงเทพ ในวันที่ 20 เมษายน เพื่อเดินทางไปทำสัญญากับญี่ปุ่นและเวียดนามต่อไป แต่ทว่าเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ได้ติดโรคล้มป่วย เมื่อเรือพีค็อกเดินทางถึงเมืองท่าดานังของเวียดนาม โรเบิร์ตส์ล้มป่วยจนไม่สามารถทำการเจรจาได้ สุดท้ายเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์จึงเสียชีวิตที่เมืองมาเก๊า ในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2379[16]: 785
โรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่คร่าชีวิตชาวไทยในอดีต การสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคฝีดาษมีสองวิธีได้แก่ 1. การปลูกฝี (Inoculation หรือ Variolation) คือการนำฝีหนองของคนที่เป็นฝีดาษอยู่นำกรีดบนผิวหนังเพื่อให้เกิดโรคอย่างเบาบาง[19]: 192 การปลูกฝีดาษมีความอันตราย ผู้ที่ได้รับฝีอาจติดเชื้อโรคฝีดาษจากการปลูกฝีนั้นถึงขั้นเสียชีวิต 2. การฉีดวัคซีน ด้วยวิธีของเอดเวิร์ด เจนเนอร์ (Jennerian vaccination) เป็นการนำเอาเชื้อฝีดาษวัว[19]: 192 (Cowpox) หรือ"ฝีโค" มาฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่าแต่มักไม่ได้ผล เมื่อศาสนาจารย์จอห์นเทย์เลอร์โจนส์เดินทางถึงไทยได้ลองปลูกฝีดาษให้แก่ตนเองปรากฏว่าติดเชื้อฝีดาษล้มป่วย[20]: 185 ในปลายปีพ.ศ. 2379 หมอบรัดเลย์ได้รับวัคซีนฝีดาษที่ทำจากเชื้อฝีโคจากสหรัฐอเมริกามาที่กรุงเทพ หมอบรัดเลย์จึงฉีดวัคซีนฝีดาษเหล่านั้นให้แก่เด็ก เป็นการฉีดวัคซีนครั้งแรกในไทย แต่ไม่ได้ผลเนื่องจากไม่เกิดรอยโรคตามเป้าหมาย[20]: 185 นายบุนตี๋ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มชาวจีนโปรแตสแตนต์ในกรุงเทพมีความไม่พอใจมิชชันนารีจึงออกจากศาสนาไปในปลายปี พ.ศ. 2379[21]: 40 เมื่อศาสนาจารย์โฮเวิร์ด มัลคอล์ม (Howard Malcolm) ผู้ตรวจการจากคณะมิชชันนารีแบ็ปติสต์ เดินทางเข้ามาเยี่ยมคณะแบ็ปติสต์ในกรุงเทพ จอห์นเทย์เลอร์โจนส์และวิลเลียมดีน จึงประกาศจัดตั้งคริสตจักรแบ็ปติสต์ขึ้นในไทยอย่างเป็นทางการ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2380[21]: 41 ในโอกาสที่โฮเวิร์ดมัลคอล์มเดินทางเข้ามาตรวจการ ขณะนั้นเหลือชาวจีนเข้ารีตแบ็ปติสต์อยู่เพียงสามคน[21]: 42 นางเอไลซาภรรยาของจอห์นเทย์เลอร์โจนส์ล้มป่วยเสียชีวิตที่กรุงเทพในปีต่อมา เดือนมีนาคม พ.ศ. 2381
เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบว่าหมอบรัดเลย์สามารถปลูกฝีให้แก่เด็กได้โดยไม่เป็นอันตราย จึงมีพระราชกระแสให้หมอไทยเรียนรู้วิธีการปลูกฝีจากหมอบรัดเลย์[19]: 193 เพื่อไปปลูกฝีให้แก่ราษฎรทั่วไป ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2382 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวงศาธิราชสนิท ได้เสด็จมาทรงปรึกษากับหมอบรัดเลย์เรื่องปลูกฝี[20]: 188 ในพระนครมีการปลูกฝีอย่างกว้างขวางในพ.ศ. 2382 จนถึงพ.ศ. 2383 โดยที่ไม่มีผู้เสียชีวิตจากการปลูกฝีเลย[19]: 193 ขณะเดียวกันนั้นมีวัคซีนฝีโคเข้ามาชุดใหม่ หมอบรัดเลย์ได้ทดลองนำออกฉีดแต่ไม่ได้ผลอีก[20]: 190 ชนชั้นนำไทยยอมรับการแพทย์สมัยใหม่อย่างตะวันตก กรมหมื่นวงศาธิราชสนิททรงแจกจ่ายยาเม็ดแก้ไข้ให้แก่ราษฎรผ่าออกดูมียาขาวฝรั่งหรือยาควินินรักษาโรคมาลาเรียอยู่ทุกเม็ด[22] อย่างไรก็ตาม หมอบรัดเลย์ทดลองผลิตวัคซีนฝีดาษจากฝีโคในไทย ซึ่งเป็นวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันที่ปลอดภัยกว่า โดยหมอบรัดเลย์ได้พิมพ์หนังสือเรื่องตำราปลูกฝีโคให้กันโรคธรพิษม์ไม่ให้ขึ้นได้ (Treatise on Vaccination) เป็นภาษาไทย แต่สุดท้ายวัคซีนฝีดาษของหมอบรัดเลย์นี้ไม่ได้ผล และบุตรสาวอายุแปดเดือนของหมอบรัดเลย์เสียชีวิตด้วยโรคฝีดาษในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2385
มิชชันนารีอเมริกันนำเสนอวิทยาการตะวันตกในไทย
[แก้]คณะมิชชันนารีอเมริกันมีความเข้าใจว่า การที่ชนชั้นนำไทยมีความสนใจต่อวิทยาการตะวันตก เป็นสัญญาณว่าอาณาจักรสยามจะเปลี่ยนเป็นคริสเตียนในอนาคต[23]: 30 แต่ชนชั้นนำไทยนั้นสนใจแต่เพียงวิทยาการตะวันตก โดยส่วนใหญ่มีเพียงแต่ชาวจีนในกรุงเทพที่หันไปเข้ารีตนิกายโปรเตสแตนต์ มิชชันนารีอเมริกันจึงกลายเป็นสื่อกลางในการที่ชนชั้นนำไทยเรียนรู้เกี่ยวกับอารยธรรมตะวันตก มิชชันนารีอเมริกันหลายคนล้มป่วยเสียชีวิตหรือเดินทางออกไปจากกรุงเทพ หลังจากที่ได้เดินทางเข้ามาถึงกรุงเทพเพียงไม่นาน บุตรของมิชชันนารีเหล่านี้ก็ล้วนแต่เสียชีวิตเมื่ออายุน้อย เนื่องด้วยความไม่คุ้นชินกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนและโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ศาสนาจารย์เจสซี แคสเวลล์ (Jesse Caswell) ชาวรัฐเวอร์มอนต์ จากคณะ ABCFM คณะเดียวกับหมอบรัดเลย์ เดินทางถึงกรุงเทพในพ.ศ. 2383 พร้อมกับภรรยาคือนางแอนนา เฮเมนเวย์ (Anna Hemenway)[23]
การที่ไทยยกเลิกการผูกขาดโดยพระคลังสินค้าแก่ชาวอังกฤษและชาวอเมริกัน ตามสนธิสัญญาเบอร์นีพ.ศ. 2369 และสัญญาโรเบิร์ตส์พ.ศ. 2376 ตามลำดับนั้น ทำให้ไทยสูญเสียรายได้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้พ่อค้าชาวจีนเข้ามาประมูลภาษีเป็นเจ้าภาษีนายอากร เพื่อหารายได้ให้แก่ราชสำนัก ซึ่งชาวตะวันตกเห็นว่าระบบเจ้าภาษีนายอากรนี้ เป็นการผูกขาดทางการค้าของไทยรูปแบบใหม่ เนื่องจากพ่อค้าจะต้องซื้อสินค้าผ่านทางเจ้าภาษีนายอากรของสินค้าแต่ละประเภทเท่านั้น เป็นเหตุให้พ่อค้าอังกฤษและอเมริกันเข้ามาค้าขายในไทยได้ผลตอบแทนลดลง จนสุดท้ายไม่มีพ่อค้าอเมริกันเข้ามาค้าขายที่กรุงเทพอีกเลย หลังจากพ.ศ. 2381[24]: 25
ในขณะเดียวกัน อังกฤษได้รับชัยชนะเหนือจีนราชวงศ์ชิง ในสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง (First Opium War) นำไปสู่สนธิสัญญานานกิง (Treaty of Nanking) ในพ.ศ. 2385 เป็นเหตุให้อังกฤษเรืองอำนาจขึ้นในภูมิภาคตะวันออกไกล วิลเลียม ดีน มิชชันนารีแบ็ปติสต์ที่สอนศาสนาแก่ชาวจีนแต้จิ๋วในกรุงเทพ ตีพิมพ์หนังสือเรื่อง "แบบเรียนสำเนียงแต้จิ๋วเบื้องต้น" (First Lessons in the Tie-chiw Dialect) ในพ.ศ. 2384 แต่ทว่าวิลเลียมดีนได้ย้ายจากกรุงเทพไปสอนศาสนาแก่ชาวจีนที่ฮ่องกงของอังกฤษในปีต่อมาพ.ศ. 2385 หลังจากที่ทุ่มเทพยายามหลายปี ศาสนาจารย์จอห์นเทย์เลอร์โจนส์ มิชชันนารีคณะแบ็ปติสต์ สามารถแปลคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ออกเป็นภาษาไทยได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ตีพิมพ์ออกในพ.ศ. 2386 และในปีพ.ศ. 2386 เช่นกัน มิชชันนารีแบ็ปติสต์คนใหม่ คือจอห์น แฮสเซ็ตต์ แชนด์เลอร์ (John Hassett Chandler หรือ J.H. Chandler[7]: 178 หรือ "หมอจันดเล") เป็นมิชชันนารีทางการช่าง เดินทางถึงกรุงเทพพร้อมกับเครื่องพิมพ์เครื่องใหม่สำหรับคณะแบ็ปติสต์ นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังได้ตกลงสนธิสัญญาหว่างเสีย (Treaty of Wanghia, 望廈條約) กับจีนในพ.ศ. 2387 ซึ่งอนุญาตให้ชาวอเมริกันพำนักอยู่ที่เมืองท่าห้าแห่งของจีนได้ เป็นเหตุให้มิชชันนารีอเมริกันในไทยที่รู้ภาษาจีนเดินทางออกจากไทยย้ายไปสอนศาสนาที่จีนจำนวนมาก[25]: 39
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงว่าอังกฤษจะเข้ามาโจมตีไทย[26]: 138 จึงมีพระราชโองการให้หลวงอาวุธวิเศษฯ โรเบิร์ต ฮันเตอร์ จัดหาเรือกลไฟเครื่องจักรไอน้ำเข้ามาถวาย โรเบิร์ตฮันเตอร์จัดหาเรือกลไฟชื่อเอ็กซ์เพรส (Express)[27]: 148 เข้ามาถึงกรุงเทพในพ.ศ. 2387 ทูลเสนอขายในราคาที่สูง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิเสธไม่ซื้อเรือกลไฟของโรเบิร์ตฮันเตอร์ โรเบิร์ตฮันเตอร์มีความโกรธเคืองกล่าววาจาหยาบช้า[15]และข่มขู่ว่าถ้าไม่ทรงรับซื้อเรือกลไฟเอ็กซ์เพรส โรเบิร์ตฮันเตอร์จะนำเรือกลไฟนี้ไปขายให้แก่เวียดนามซึ่งเป็นศัตรูของไทย[26]: 138 [27]: 149 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชโองการให้ขับไล่โรเบิร์ตฮันเตอร์ออกจากพระราชอาณาจักร รวมทั้งริบห้างหันแตรหน้าวัดประยูรวงศ์เข้าเป็นของหลวง[26]: 137 หลังจากที่พำนักอาศัยค้าขายอยู่ในกรุงเทพเป็นเวลายี่สิบปี หลวงอาวุธวิเศษฯโรเบิร์ตฮันเตอร์จึงเดินทางออกจากไทยในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2387[27]: 149 เหตุการณ์โรเบิร์ตฮันเตอร์ในพ.ศ. 2387 นี้ เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชาวตะวันตกในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 เสื่อมถอยลง
ศาสนาจารย์เจสซีแคสเวลล์เป็นมิชชันนารีที่มีความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ เป็นที่สนพระทัยของพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ หรือ"เจ้าฟ้าใหญ่" (Chao Fa Yai)[23]: 30 ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯ เจสซีแคสเวลล์เขียนหนังสือเรื่องปูมดาวและดาราศาสตร์ (The Almanac and Astronomy)[23]: 38 ซึ่งหมอบรัดเลย์แปลออกเป็นภาษาไทยและตีพิมพ์ที่กรุงเทพในเดือนมกราคม พ.ศ. 2386 ศาสนาจารย์แคสเวลล์จัดสอนวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ให้แก่ข้าราชบริพาร เพื่อเป็นช่องทางในการเผยแผ่ศาสนา[23]: 75 เมื่อเรือใบกำปั่นเดินสมุทรแบบเดิมกำลังถูกแทนที่ด้วยเรือกลไฟเครื่องจักรไอน้ำ ฝ่ายเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์เมื่อได้ทอดพระเนตรเรือกลไฟของโรเบิร์ตฮันเตอร์แล้ว จึงทรงมีพระดำริสร้างเรือกลไฟลำแรกในไทยขึ้นด้วยพระองค์เอง เมื่อแชนด์เลอร์หรือหมอจันดเลมิชชันนารีแบ็ปติสต์เดินทางถึงกรุงเทพได้นำเครื่องกลึงเข้ามาด้วยเครื่องหนึ่ง ซึ่งเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ทรงซื้อเครื่องกลึงนี้ต่อจากแชนด์เลอร์[28] กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ทรงร่วมกับนายช่างมิชชันนารีแชนด์เลอร์ ทรงจัดตั้งโรงกลึง (machine shop) ขึ้นในพ.ศ. 2387[18]: 46 เป็นอู่ต่อเรือที่นอกกำแพงพระราชวังเดิมติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา[28]เพื่อต่อเรือกลไฟ
ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2388 พระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎทรงขอให้ศาสนาจารย์เจสซีแคสเวลล์ถวายสอนภาษาอังกฤษแด่พระองค์ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนให้เจสซีแคสเวลล์เข้ามาสอนศาสนาอยู่ทางใกล้กับวัดบวรนิเวศฯได้โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าที่[29]: 35 ศาสนาจารย์เจสซีแคสเวลล์จึงเริ่มถวายสอนภาษาอังกฤษแด่เจ้าฟ้าใหญ่หรือเจ้าฟ้ามงกุฎ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2388 เป็นวันแรก และถวายสอนเป็นเวลาต่อเนื่องสิบแปดเดือน นางเอมีลีภรรยาของหมอบรัดเลย์ล้มป่วยเสียชีวิตที่กรุงเทพในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2388 ทั้งหมอบรัดเลย์และศาสนาจารย์แคสเวลล์ จากคณะมิชชันนารี ABCFM ได้สอนว่าชาวคริสเตียนสามารถทำดีล้างบาป (Christian perfection) ได้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งขัดแย้งกับหลักคำสอนของโปรเตสแตนต์นิกายกัลแวง ว่าชาวคริสเตียนไม่สามารถล้างบาปได้อย่างสมบูรณ์ในขณะที่มีชีวิต จนกว่าจะเสียชีวิตและได้รับการอภัยจากพระเจ้าแล้วเท่านั้น จึงจะพ้นจากบาป ชาร์ลส์ รอบินสัน (Charles Robinson) มิชชันนารีคณะ ABCFM ในกรุงเทพอีกคนหนึ่ง เขียนจดหมายไปแจ้งต่อสำนักงานใหญ่คณะ ABCFM ที่บอสตัน เรื่องที่หมอบรัดเลย์และแคสเวลล์สอนในสิ่งที่ผิด ทางคณะ ABCFM จึงตัดสินให้ลงโทษด้วยการยุบเลิกคณะมิชชันนารีของ ABCFM ในไทย และให้มิชชันนารี ABCFM แยกย้ายออกจากไทย ชาร์ลส์รอบินสันจึงเดินทางออกจากกรุงเทพกลับสหรัฐอเมริกาแต่ล้มป่วยเสียชีวิตกลางทาง
เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ทรงศึกษาวิชาช่างจากนายช่างมิชชันนารีแชนด์เลอร์ จนทรงสามารถสร้างเครื่องจักรไอน้ำขึ้นได้สำเร็จในพ.ศ. 2389[18]: 46 ทรงใช้เวลาสี่ปีจนกระทั่งทรงสามารถต่อเรือกลไฟเครื่องจักรไอน้ำลำขนาดเล็กขึ้นได้สำเร็จในพ.ศ. 2391 เป็นเรือกลไฟลำแรกที่สร้างขึ้นโดยคนไทย ในวันคล้ายวันประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา วันที่ 4 กรกฎาคม ในปีพ.ศ. 2391 เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ทรงนำเรือกลไฟที่พระองค์ได้สร้างขึ้น ทดลองล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นครั้งแรก โดยที่เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ทรงเป็นผู้บังคับควบคุมเรือด้วยพระองค์เอง ข่าวที่เจ้านายสยามทรงต่อเรือกลไฟขึ้นได้สำเร็จนั้น ได้รับการตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์สิงคโปร์ฟรีเพรส (Singapore Free Press) ในวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2391[30]: 49 และตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กทรีบูน (New York Tribune) ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2392 ภายใต้บทความชื่อว่า A Royal Siamese Machinist[30]: 49

เมื่อคณะ ABCFM ได้ตัดสินให้ยุบเลิกกิจการสอนศาสนาในไทย เป็นเหตุให้หมอบรัดเลย์และแคสเวลล์ขาดเงินทุนสนับสนุน หมอบรัดเลย์จึงนำบุตรหลายคนเดินทางจากกรุงเทพไปที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2390 เพื่อแสวงหาสังกัดองค์กรมิชชันนารีใหม่ สตีเฟน มะทูน (Stephen Mattoon "หมอมัตตูน") จบการศึกษาด้านศาสนาจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน แซมมวล เรนนัลดซ์ เฮาส์ (Samuel Reynolds House "หมอเฮาส์") จบการศึกษาจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์นิวยอร์ก[25]: 32 แห่งเดียวกับหมอบรัดเลย์ คณะมิชชันนารีเพรสไบเทอเรียน (Presbyterian Board of Foreign Missions) ส่งหมอมัตตูนและหมอเฮาส์เข้ามาสอนศาสนาที่ไทย หมอมัตตูนและหมอเฮาส์เดินทางถึงกรุงเทพในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2390 เข้าอาศัยอยู่บริเวณเดียวกับหมอบรัดเลย์ที่กุฎีจีน หมอมัตตูนเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อแปลพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่เป็นภาษาไทยอีกฉบับหนึ่ง ส่วนหมอเฮาส์นั้นสานต่อกิจการโรงยาของหมอบรัดเลย์
ศาสนาจารย์เจสซีแคสเวลล์ล้มป่วยเสียชีวิตที่กรุงเทพ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2391 เจ้าฟ้ามงกุฎทรงมีความอาลัยต่อศาสนาจารย์แคสเวลล์เป็นอย่างยิ่ง เมื่อภรรยาของแคสเวลล์คือนางแอนนา และบุตรชายของแคสเวลล์คือนายฟรานซิส จะเดินทางออกจากไทยกลับสหรัฐอเมริกานั้น เจ้าฟ้ามงกุฎทรงมีพระนิพนธ์ข้อความภาษาอังกฤษถึงนายฟรานซิสว่า "ฉันนับถือว่าบิดาของเธอเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้แก่ฉัน ฉันขอให้เธอเก็บรักษาข้อความนี้ไว้กับเธอเป็นสิ่งรำลึก จากนักเรียนของบิดาของเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ" (I think of your father mostly as he was my teacher of English. I wish you to keep this my note with you for my remembrance. Your father's Pupil T.M. Chaufa Mongkut)[23]: 41 ที่สหรัฐอเมริกานั้น หมอบรัดเลย์สมรสใหม่กับนางซาราห์ แบลนช์ลี (Sarah Blanchly) เป็นภรรยาคนที่สอง ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2391 และหมอบรัดเลย์เข้าร่วมสมาคมมิชชันนารีอเมริกัน (American Missionary Association หรือ AMA) เป็นต้นสังกัดใหม่ หมอบรัดเลย์พร้อมภรรยาคนใหม่ เดินทางออกจากสหรัฐอเมริกาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2392 กลับประเทศสยาม
ไข้ป่วงอหิวาตกโรคมาถึงกรุงเทพในเดือนเจ็ด[15] (มิถุนายน) พ.ศ. 2392 ผู้ที่ติดโรคจะเสียชีวิตในเวลาไม่กี่ชั่วโมงตั้งแต่เริ่มแสดงอาการ มีราษฎรเสียชีวิตจำนวนหลายหมื่นคน ซากศพลอยเกลื่อนในแม่น้ำลำคลองขวางทางสัญจรเดินเรือ ในบางบ้านมีศพคนตายมากกว่าคนเป็น[25]: 79 หมอเฮาส์ออกรักษาคนป่วยแต่กลับติดโรคเสียเอง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงบำเพ็ญพระราชกุศล และมีพระราชโองการให้ราษฎรทั้งปวงปล่อยสัตว์ทำบุญทำทาน[15] คณะมิชชันนารีอเมริกันในกรุงเทพเห็นว่าการปล่อยสัตว์ทำบุญนั้นเป็นความงมงาย จมื่นไวยวรนารถ (ช่วง บุนนาค) จึงแจ้งแก่คณะมิชชันนารีอเมริกันว่า การปล่อยสัตว์นี้ไม่ใช่การทำบุญในศาสนาพุทธของไทย แต่เป็นการถวายแสดงความยินดีที่โรคร้ายได้ผ่านพ้นจากบ้านเมือง[25]: 83 คณะมิชชันนารีอเมริกันจึงยินยอมส่งสัตว์เลี้ยงเช่นหมู ห่าน เป็ด ไก่ เข้าไปให้ได้ทรงปล่อย เมื่อโรคระบาดได้ผ่านพ้นไปแล้ว หมอมัตตูนและหมอเฮาส์จึงประกาศจัดตั้งคริสตจักรเพรสไบเทอเรียนขึ้นในกรุงเทพในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2392[25]: 76
ทูตอเมริกันเบลิสเทียร์ และทูตอังกฤษเซอร์เจมส์บรูก พ.ศ. 2393
[แก้]โจเซฟ เบลิสเทียร์ (Joseph Balestier) เกิดที่เกาะมาร์ตีนิก ต่อมาได้รับสัญชาติอเมริกัน ดำรงตำแหน่งเป็นกงสุลอเมริกันประจำสิงคโปร์เป็นคนแรก ตั้งแต่พ.ศ. 2379[4]: 111 หลังจากที่ทูตอเมริกันเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ล้มป่วยเสียชีวิตไป โจเซฟเบลิสเทียร์ได้เสนอตนเองต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในพ.ศ. 2381 ขอเป็นผู้แทนพิเศษดูแลกิจการของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคต่อจากเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์[4]: 120 [31]: 41 โจเซฟเบลิสเทียร์เดินทางจากสิงคโปร์ไปที่กรุงวอชิงตันดีซีในพ.ศ. 2391 เพื่อเสนอต่อนายจอห์นเคลย์ตัน (John M. Clayton) รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ว่านับตั้งแต่ที่เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ได้เสียชีวิตไป ยังไม่มีการเสริมสร้างอำนาจอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้เท่าที่ควร สหรัฐอเมริกาอาจต้องตามหลังอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งกำลังเรืองอำนาจขึ้นในภูมิภาคนี้[4]: 119 สุดท้ายประธานาธิบดีแซคารี เทย์เลอร์ (Zachary Taylor) จึงแต่งตั้งในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2392 ให้โจเซฟเบลิสเทียร์เป็นผู้แทนพิเศษมาทำสัญญาการค้าฉบับใหม่กับไทยและเวียดนาม[4]: 120 [31]: 47
พ่อค้าอังกฤษที่สิงคโปร์มีความไม่พอใจต่อระบบเจ้าภาษีนายอากรของไทยอย่างมาก รวมทั้งไม่พอใจว่าการเก็บค่าภาษีปากเรือวาละ 1,700 บาทนั้นเป็นอัตราที่สูงเกินไป พ่อค้าอังกฤษที่สิงคโปร์ส่งเรื่องร้องเรียนไปที่รัฐบาลอินเดียของอังกฤษที่เมืองกัลกัตตาหลายครั้ง ว่าไทยละเมิดสนธิสัญญาเบอร์นีด้วยการตั้งเจ้าภาษีเข้ามาทำการผูกขาดการค้า แต่ยังไม่ประสบผล อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและไทยเสื่อมถอยลงนับตั้งแต่เหตุการณ์โรเบิร์ตฮันเตอร์ในพ.ศ. 2387 ในพ.ศ. 2391 สมาคมหอการค้าสิงคโปร์ (Singapore Chamber of Commerce) จึงส่งเรื่องไปที่กระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษที่กรุงลอนดอนโดยตรง[26]: 142 เพื่อร้องเรียนเรื่องที่ไทยทำการผูกขาดการค้าขึ้นใหม่ และภาษีปากเรือนั้นแพงเกินไป แม้แต่สมาคมหอการค้าอังกฤษเมืองแมนเชสเตอร์และเมืองลิเวอร์พูลยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษฟื้นฟูความสัมพันธ์กับไทยขึ้นใหม่[26]: 142 เพื่อประโยชน์ทางการค้า เมื่อบรรดาพ่อค้าอังกฤษได้เรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษแก้ไขปัญหากับไทยเช่นนี้ ลอร์ดพาเมอร์สตัน (Lord Palmerston) รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ จึงออกคำสั่งออกมาในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2392[32]: 48 ให้เซอร์เจมส์บรูก (Sir James Brooke) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเกาะลาบวน (Governor of Labuan) และราชาแห่งซาราวัก (Rajah of Sarawak) ขณะนั้นอยู่ที่เกาะปีนัง ให้เซอร์เจมส์บรูกเดินทางไปที่สิงคโปร์เพื่อเตรียมตัวเดินทางเข้ามาเจรจาทำสัญญาฉบับใหม่กับไทย
โจเซฟเบลิสเทียร์เดินทางออกจากฮ่องกงของอังกฤษในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2393[31]: 50 เดินทางด้วยเรือพลีมัธ (Plymouth) ภายใต้การบังคับบัญชาของนาวาเอกฟิลิป ฟอลเคอร์สัน วอร์ฮีซ (Commodore Philip Falkerson Voorhees) ผู้บัญชาการกองเรืออินเดียตะวันออก (East India Squadron) โดยมีมิชชันนารีแบ็ปติสต์วิลเลียมดีนที่ฮ่องกง ซึ่งเคยสอนศาสนาแก่ชาวจีนแต้จิ๋วที่กรุงเทพเมื่อก่อนหน้านี้ ติดตามมาเป็นล่ามให้แก่เบลิสเทียร์ โจเซฟเบลิสเทียร์เจรจากับเวียดนามราชวงศ์เหงียนที่เมืองดานัง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงเมืองเดือนมีนาคม พ.ศ. 2393 ไม่ประสบความสำเร็จ[31]: 50 ฝ่ายเวียดนามไม่ยอมทำสัญญาด้วย ในขณะเดียวกัน เซอร์เจมส์บรูกเดินทางจากปีนังมาถึงสิงคโปร์ในเดือนมีนาคม เพื่อรับคำสั่งที่ลอร์ดพาเมอร์สตันได้ส่งมา มอบหมายให้เซอร์เจมส์บรูกทำสัญญาการค้าฉบับใหม่กับไทย จัดตั้งกงสุลและสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของชาวอังกฤษในไทย โดยที่ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับไทย[2]: 59 [32]: 50 แต่ทว่าเซอร์เจมส์บรูกที่สิงคโปร์เกิดความล่าช้า ยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาที่กรุงเทพได้ เซอร์เจมส์บรูกจึงส่งเรือรบอังกฤษเป็นเรือกลไฟชื่อว่าเนเมซิส (Nemesis) ล่องเรือมาทอดสมอที่สันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งจดหมายให้แก่ทางไทยได้รับทราบว่า เซอร์เจมส์บรูกกำลังจะเดินทางเข้ามาเจรจาสัญญาการค้าฉบับใหม่กับไทย

คณะทูตอเมริกันโจเซฟเบลิสเทียร์ (พงศาวดารไทยว่า โยเสฟบาเลศเตีย)[15] โดยสารเรือพลีมัธ (ไปรโมศ)[15] ถึงสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อวันขึ้นสิบสองค่ำเดือนห้า[15] ตรงกับวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2393[2]: 58 [4]: 121 ซึ่งเรือรบเนเมซิสของอังกฤษได้ทอดสมออยู่ นาวาเอกฟิลิปวอร์ฮีซ (กำมโดอรหิศ)[15] เมื่อได้ทราบว่าที่กรุงเทพเพิ่มเกิดโรคระบาดร้ายแรงผู้คนล้มตาย จึงมีความหวาดกลัวปฏิเสธไม่เดินทางขึ้นไปที่พระนคร[2]: 58 ถึงแม้ว่าคณะมิชชันนารีอเมริกันในกรุงเทพจะช่วยยืนยันว่าโรคระบาดในกรุงเทพได้ผ่านพ้นไปแล้ว จมื่นไวยวรนารถ (ช่วง บุนนาค) นำเรือรบไล้สลัดลำเดิม[15] ที่ได้เคยรับเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เมื่อสิบเจ็ดปีก่อนหน้านี้ ออกมารับทูตอเมริกันเบลิสเทียร์ พร้อมด้วยมิชชันนารีเพรสไปเทอเรียนสตีเฟนมะทูนหรือหมอมัตตูน ในวันที่ 2 เมษายน นาวาเอกวอร์ฮีซยิงปืนสลุดยี่สิบเอ็ดนัดทำความเคารพธงช้างของไทย[15] แต่ไม่ยอมลงจากเรือ มีเพียงโจเซฟเบลิสเทียร์ มิชชันนารีวิลเลียมดีน (หมอดีน)[15] และจีนเสี่ยงเป็นจีนเข้ารีตโปรเตสแตนต์ รวมทั้งหมดเพียงสามคน ลงจากเรือพลีมัธขึ้นมาที่พระนคร การที่นาวาเอกฟิลิปวอร์ฮีซและชาวอเมริกันคนอื่นๆ ไม่ยอมลงจากเรือขึ้นมาที่กรุงเทพเพราะกลัวติดโรคนั้น ทำให้ฝ่ายไทยไม่พอใจอย่างมาก[2]: 59
ทูตอเมริกันโจเซฟเบลิสเทียร์ได้รับมอบหมายให้เจรจาทำสัญญาการค้ากับไทยฉบับใหม่ ให้ลดหรือยกเลิกภาษีปากเรือ และให้ตั้งกงสุลอเมริกันขึ้นที่กรุงเทพ[2]: 58 คณะทูตเบลิสเทียร์เดินทางถึงกรุงเทพ ในวันแรมเจ็ดค่ำเดือนห้า[15] ตรงกันวันที่ 4 เมษายน เบลิสเทียร์พำนักอยู่ที่บ้านพัก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯโปรดฯให้สร้างขึ้นใหม่ที่หน้าตึกรับแขกหน้าวัดประยูรวงศ์ เพื่อต้อนรับทูตอเมริกัน[15] โจเซฟเบลิสเทียร์ได้นำสาส์นจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแซคารีเทย์เลอร์เข้ามาถวายด้วย ฝ่ายไทยต้องการให้นำสาส์นประธานาธิบดีมาตรวจสอบและแปลเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย แต่ทูตเบลิสเทียร์ต้องการถวายสาส์นประธานาธิบดีแด่พระหัตถ์โดยตรง ตามระเบียบวิธีการทูตตะวันตก ในขณะนั้นเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ไม่อยู่ที่พระนคร ออกไปสักเลกที่หัวเมืองปักษ์ใต้[15] พระยาศรีพิพัฒน์ฯ (ทัต บุนนาค) และจมื่นไวยวรนารถ (ช่วง บุนนาค) จึงเป็นผู้ต้อนรับทูตอเมริกันแทน ซึ่งเมื่อโจเซฟเบลิสเทียร์เดินทางเจ้ามาเจรจากับไทยในพ.ศ. 2393 นี้ มีมิชชันนารีอเมริกันในกรุงเทพจำนวนมากคอยเป็นล่ามให้ แตกต่างจากเมื่อครั้งที่เอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์เข้ามาเมื่อพ.ศ. 2375 ซึ่งฝ่ายไทยยังไม่มีล่ามแปลภาษาอังกฤษ
ทูตอเมริกันโจเซฟเบลิสเทียร์เข้าพบกับพระยาศรีพิพัฒน์ฯ (ทัต บุนนาค) ที่จวน ในวันแรมสิบสองค่ำเดือนห้า[15] ตรงกับวันที่ 9 เมษายน โดยมีมิชชันนารีอเมริกันเป็นล่ามได้แก่ จอห์นเทย์เลอร์โจนส์ หรือ"หมอยอน" บุตรบุญธรรมของหมอยอน ชื่อว่า แซมมวล เจ สมิธ หรือ"หมอสมิธ" วิลเลียมดีนหรือ"หมอดีน" และสตีเวินมะทูนหรือ"หมอมัตตูน" ทูตเบลิสเทียร์เดินเข้ามาในจวนตัวเปล่าหนีบร่มไว้ที่รักแร้คันหนึ่ง ไม่มีขบวนเกียรติยศติดตามมา มีเพียงแต่หมอสมิธถือหีบใส่สาส์นประธานาธิบดีแต่เท่านั้น[15] พระยาศรีพิพัฒน์ฯต้อนรับทูตอเมริกันโจเซฟเบลิสเทียร์ ไต่ถามตามธรรมเนียมของไทย แต่เบลิสเทียร์เห็นว่าเสียเวลาและไม่เกี่ยวข้อง จึงตัดบทและขอกำหนดเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงสยามเพื่อถวายสาส์นประธานาธิบดี เบลิสเทียร์หยิบกระดาษหนังสือจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้แก่พระยาศรีพิพัฒน์ฯ[15] แสดงหลักฐานว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้แต่งตั้งให้โจเซฟเบลิสเทียร์เป็นทูตอเมริกันเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทย และส่งแผ่นกระดาษสาส์นประธานาธิบดีให้แก่พระยาศรีพิพัฒน์ฯ แจ้งว่าสาส์นประธานาธิบดีนี้ใส่กล่องไม้จันทน์ปิดด้วยกุญแจทองในลักษณะตามธรรมเนียม พระยาศรีพิพัฒน์ฯเห็นว่าลักษณะท่าทางของเบลิสเทียร์มีความน่าสงสัย จึงแย้งว่าทูตอเมริกันเบลิสเทียร์นั้นปฏิบัติไม่ถูกต้องตามธรรมเนียมการทูต เบลิสเทียร์มีความโมโหโกรธเคืองจึงลุกขึ้น[15]แล้วถามพระยาศรีพิพัฒน์ฯว่า จะรับสาส์นประธานาธิบดีหรือไม่ พระยาศรีพิพัฒน์ฯตอบว่า ฝ่ายไทยจะรับสาส์นประธานาธิบดีไว้ แต่เบลิสเทียร์จะไม่ได้เข้าเฝ้าถวายสาส์น เนื่องจากปฏิบัติไม่ถูกต้องตามธรรมเนียม ทูตเบลิสเทียร์จึงเดินออกจากจวนของพระยาศรีพิพัฒน์ฯออกไป[15]
เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เดินทางกลับถึงพระนครในวันที่ 12 เมษายน ทูตอเมริกันเบลิสเทียร์พยายามเปิดการเจรจากับเจ้าพระยาพระคลัง ด้วยการร้องเรียนกล่าวหาว่าพระยาศรีพิพัฒน์ฯนั้นกระทำหลบหลู่ทูตอเมริกัน ถือว่าหลบหลู่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาด้วย[15] แต่เจ้าพระยาพระคลังไม่ตอบแต่ประการใด สุดท้ายเบลิสเทียร์จึงเลิกล้มความตั้งใจในการเจรจากับไทย เขียนจดหมายขอให้เจ้าพระยาพระคลังจัดเรือออกไปส่งเบลิสเทียร์ที่นอกสันดอน บรรดามิชชันนารีอเมริกันในกรุงเทพรวบรวมรายชื่อ เขียนจดหมายปลอบใจเบลิสเทียร์ว่าได้ทำเต็มที่ดีที่สุดแล้ว การที่ฝ่ายสหรัฐอเมริกาไม่ได้เตรียมการให้ทูตอเมริกันเบลิสเทียร์เข้ามาเจรจาที่กรุงเทพด้วยขบวนเกียรติยศที่สมเกียรติ การที่เบลิสเทียร์ไม่สามารถปรับให้เข้ากับเงื่อนไขของไทย และอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรงของเบลิสเทียร์ ทำให้ภารกิจของเบลิสเทียร์ในการเจรจาทำสัญญากับไทยไม่ประสบความสำเร็จ[4]: 121 [27]: 153 ทูตอเมริกันโจเซฟเบลิสเทียร์กลับขึ้นเรือพลีมัธออกจากไทยไปในวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2393 โดยที่ไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯถวายสาส์นประธานาธิบดี
หมอบรัดเลย์เดินทางกลับถึงไทยพร้อมกับนางซาราห์ภรรยาคนใหม่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2393 สามเดือนหลังจากที่ทูตอเมริกันเบลิสเทียร์กลับออกไปจากไทย ทูตอังกฤษเซอร์เจมส์บรูกเดินทางด้วยเรือรบสฟิงซ์ (Sphinx) เข้ามาถึงสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันขึ้นสองค่ำเดือนเก้า[33]: ๑ ตรงกับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2393[26]: 142 เซอร์เจมส์บรูกมีความแตกต่างจากทูตอังกฤษคนก่อน ๆ หน้านี้ คือเป็นผู้แทนจากรัฐบาลอังกฤษโดยตรง[26]: 142 ไม่ได้เป็นผู้แทนจากบริษัทอินเดียตะวันออก และมีทัศนคติในทางลบต่อไทยอยู่แต่เดิม ที่สันดอนมีเรือรบอังกฤษทั้งสองลำทอดสมออยู่ ได้แก่ เรือสฟิงซ์และเรือเนเมซิส แต่เรือรบอังกฤษติดสันดอนข้ามเข้ามาไม่ได้ ฝ่ายไทยจึงจัดเรือออกไปรับเซอร์เจมส์บรูกเข้ามาที่เมืองท่าปากน้ำสมุทรปราการ เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ลงมาต้อนรับเซอร์เจมส์บรูกถึงสมุทรปราการ เซอร์เจมส์บรูกแจ้งแก่เจ้าพระยาพระคลังว่า ก่อนหน้านี้ไทยได้ทำสัญญาเบอร์นีกับบริษัทอินเดียตะวันออกแล้ว แต่ไทยจะต้องทำสัญญาฉบับใหม่กับรัฐบาลอังกฤษโดยตรงด้วย[32]: 51 ฝ่ายไทยนำเรือโดยสารทูตอังกฤษเซอร์เจมส์บรูกขึ้นมาถึงพระนครในวันที่ 23 สิงหาคม ซึ่งเซอร์เจมส์บรูกปฏิเสธไม่ยอมพักอาศัยอยู่ที่เรือนรับทูตที่ทูตอเมริกันเบลิสเทียร์เคยอาศัยอยู่ เซอร์เจมส์บรูกจึงไปพำนักอยู่ที่ตึกรับแขกหน้าวัดประยูรวงศ์[15] ซึ่งเคยเป็นของโรเบิร์ตฮันเตอร์มาก่อน

ฝ่ายไทยเมื่อทราบว่าทูตอังกฤษเซอร์เจมส์บรูกเข้ามาจะขอลดภาษีจึงมีความระมัดระวัง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสให้คณะเสนาบดีพิจารณาไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน[33]: ๑๗ เซอร์เจมส์บรูกร่างสัญญาเก้าข้อ[26]: 149 เสนอต่อเจ้าพระยาพระคลัง เนื้อความประกอบด้วย ให้ชาวอังกฤษเข้ามาพำนักอาศัยและค้าขายที่ใดก็ได้ทั่วพระราชอาณาจักร ตามหลักการของการค้าเสรี ให้จัดตั้งกงสุลอังกฤษและสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของชาวอังกฤษขึ้นในไทย[2]: 60 คณะเสนาบดีพิจารณาร่างสัญญาของบรูกแล้ว จึงร่างหนังสือตอบข้อเสนอของบรูก พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวงศาธิราชสนิท และพระยาศรีพิพัฒน์ฯ (ทัต บุนนาค) นำหนังสือตอบขึ้นทูลเกล้าฯให้ทรงพิจารณา[33]: ๕๐ เมื่อทรงเห็นชอบด้วยแล้ว จึงให้หมอยอนมิชชันนารีแปลออกเป็นภาษาอังกฤษ ส่งมอบให้เจ้าพระยาพระคลังตอบกลับเซอร์เจมส์บรูก ใจความว่าฝ่ายไทยไม่รับร่างสัญญาของเซอร์เจมส์บรูก ด้วยเหตุผลว่าฝ่ายไทยยังไม่เห็นว่ามีความจำเป็นใด ๆ ที่อังกฤษจะเข้ามาตั้งกงสุลในไทย ยกตัวอย่างเรื่องที่โปรตุเกสเข้ามาตั้งกงสุลแล้วไม่เกิดประโยชน์อันใด ว่าหากเกิดเหตุพิพาทขึ้นที่บ้านเมืองใด ก็ต้องชำระความด้วยกฎหมายของบ้านเมืองนั้น[2]: 61 ว่าโรเบิร์ตฮันเตอร์นั้นเป็นเหตุให้ฝ่ายไทยไม่ต้องการให้พ่อค้าอังกฤษเข้ามาค้าขายกับไทยมากนัก
การเจรจาระหว่างเซอร์เจมส์บรูกกับเสนาบดีไทยถึงจุดแตกหัก เมื่อเซอร์เจมส์บรูกขอให้ไทยลดอัตราค่าภาษีปากเรือ ซึ่งฝ่ายอังกฤษเห็นว่ามากเกินไป คณะเสนาบดีไทยจึงมีหนังสือตอบเซอร์เจมส์บรูกด้วยถ้อยคำที่แข็งขืนว่าฝ่ายไทยได้ลดค่าภาษีปากเรือจากวาละ 2,200 บาท เหลือวาละ 1,700 บาท ไปในสนธิสัญญาเบอร์นีแล้วและจะลดให้ไม่ได้อีก เป็นเหตุให้เซอร์เจมส์บรูกมีความโมโหโกรธเคือง เขียนตอบว่าเสนาบดีไทยนั้น"คงจะลืมว่าตนเองนั้นอายุมากแล้ว" (should have forgotten the gravity of advanced age)[26]: 152 [32]: 56 เมื่อฝ่ายไทยไม่รับร่างสัญญาของเซอร์เจมส์บรูก เซอร์เจมส์บรูกจึงประกาศว่าไทยนั้นได้ละเมิดสนธิสัญญาเบอร์นี และมีนโยบายเป็นปฏิปักษ์ต่ออังกฤษ เซอร์เจมส์บรูกเสนอว่าจะรับเอามิชชันนารีตะวันตกทั้งหมดในกรุงเทพลงเรือไปอยู่ที่สิงคโปร์ ด้วยว่าอังกฤษจะทำสงครามกับไทยในไม่ช้า[26]: 152 อย่างไรก็ตาม เซอร์เจมส์บรูกเชื่อว่า ถึงแม้ว่าพระเจ้ากรุงสยามจะไม่ทรงรับร่างสัญญา แต่ยังมีเจ้าชายสยาม (หมายถึงเจ้าฟ้ามงกุฎ และเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์) ที่คอยสนับสนุนเซอร์เจมส์บรูกอยู่ในทางลับ[32]: 58 เซอร์เจมส์บรูกเดินทางกลับออกจากไทย ในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2393[2]: 62 โดยที่ไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ และเจรจาทำสัญญากับไทยไม่สำเร็จ เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและไทยเสื่อมถอยตกต่ำลงถึงที่สุด และเกิดข่าวลือว่าอังกฤษจะยกทัพเรือเข้ามาโจมตีไทย
สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
[แก้]พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
[แก้]การที่เซอร์เจมส์บรูก (Sir James Brooke) ไม่สามารถโน้มน้าวให้ราชสำนักไทยยินยอมทำสัญญากับอังกฤษ ตามเงื่อนไขความต้องการของฝ่ายอังกฤษได้ และการที่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับข้อตกลงของอังกฤษ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและไทยเสื่อมถอยตกต่ำอย่างที่สุด กองเรืออังกฤษที่สิงคโปร์วางแผนที่จะส่งเรือรบเข้ามาที่กรุงเทพ[26]: 62 [32]: 60 และฝ่ายทางกรุงเทพก็ได้เตรียมการป้องกันรับมือการโจมตีของอังกฤษด้วยเช่นกัน ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2393 เซอร์เจมส์บรูกรายงานแก่ลอร์ดพาเมอร์สตัน (Lord Palmerston) รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษว่า สยามนั้นสมควรได้รับการสั่งสอนด้วยเหตุที่ท้าทายอังกฤษมาเป็นเวลานาน (may now be taught a lesson which it has long been tempting)[32]: 59 และเสนอให้นำเรือรบอังกฤษเข้ายึดกรุงเทพ อย่างไรก็ตาม เซอร์เจมส์บรูกยังมีความหวังว่า เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งเป็นเจ้าชายสยามที่ทรงเป็นไมตรีกับชาวตะวันตก ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว สยามจะมีนโยบายที่เป็นไมตรีต่อชาวตะวันตก และสยามจะยินยอมตามข้อเสนอของอังกฤษในที่สุด การที่ฝ่ายอังกฤษมีความหวังต่อการขึ้นครองราชสมบัติของเจ้าฟ้ามงกุฎนั้น อาจเป็นเหตุที่ป้องกันไม่ให้อังกฤษส่งเรือรบเข้ามาโจมตีไทยจริงตามที่วางแผนไว้
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรในเดือนยี่[15] (มกราคม พ.ศ. 2394) ต่อมาในเดือนสี่ (มีนาคม) ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จสวรรคต เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ซึ่งเป็นเสนาบดีผู้ทรงอำนาจมากที่สุดในช่วงปลายรัชกาล[27]: 156 ให้บุตรชายคือจมื่นราชามาตย์ (ขำ บุนนาค) ไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งประทับอยู่ที่วัดบวรนิเวศ ทูลเชิญให้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ[15] พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนห้า[15] (2 เมษายน พ.ศ. 2394) เจ้าฟ้ามงกุฎทรงให้มิชชันนารีแบ็ปติสต์อเมริกันจอห์นเทย์เลอร์โจนส์ (John Taylor Jones) นำบทความไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สิงคโปร์ฟรีเพรส (Singapore Free Press) ของสิงคโปร์ ใจความว่าพระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์ใหม่มีพระราชประสงค์ที่จะสนับสนุนการค้าขายกับชาติตะวันตก และขอให้เซอร์เจมส์บรูกกลับเข้ามาเจรจาสัญญากับไทยอีกครั้งหนึ่ง[34] แต่ทว่าเซอร์เจมส์บรูกถูกฟ้องร้องที่กรุงลอนดอนด้วยคดีที่ว่าเซอร์เจมส์บรูกได้ทำการกดขี่ข่มเหงชาวพื้นเมืองเกาะบอร์เนียว เป็นเหตุให้เซอร์เจมส์บรูกจำต้องเดินทางกลับประเทศอังกฤษเพื่อสู้คดี
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกในเดือนหก[5] (พฤษภาคม) พ.ศ. 2394 ทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่สอง[35] คือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงแต่งตั้งขุนนางสกุลบุนนาคให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีสำคัญต่าง ๆ ได้แก่;
- เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ผู้สำเร็จราชการทั่วทั้งพระราชอาณาจักร หรือ "สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่"
- พระยาศรีพิพัฒน์ฯ (ทัต บุนนาค) เป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ ผู้สำเร็จราชการในพระนคร หรือ "สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย"
- พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ว่าที่สมุหพระกลาโหม
- จมื่นราชามาตย์ (ขำ บุนนาค) เป็น เจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี ว่าที่พระคลัง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเชิญให้ชาวต่างประเทศต่าง ๆ รวมทั้งคณะมิชชันนารีอเมริกัน มาชมพิธีเสด็จเลียบพระนคร ตรัสแก่คณะมิชชันนารีอเมริกันว่า ขอให้คณะมิชชันนารีอย่าหวั่นเกรงเรื่องสอนศาสนาคริสเตียน สามารถสอนได้อย่างอิสระ[25]: 107 และยังโปรดฯให้สร้างอนุสรณ์ขึ้นที่สุสานของศาสนาจารย์เจสซี แคสเวลล์ (Jesse Caswell) ซึ่งได้เคยถวายสอนภาษาอังกฤษและได้ล่วงลับไปในปีพ.ศ. 2391 เพื่อทรงรำลึกถึงศาสนาจารย์แคสเวลล์ในฐานะที่เป็นพระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ[23]: 33 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัตินั้น มีคณะมิชชันนารีโปรเตสแตนต์อเมริกันอยู่ในกรุงเทพสามคณะได้แก่;
- คณะนิกายแบ็ปติสต์ หรือคริสตจักรไมตรีจิต นำโดยจอห์นเทย์เลอร์โจนส์ หรือ"หมอยอน" กับบุตรชายบุญธรรมของหมอยอน คือแซมมวล เจ สมิธ (Samuel J. Smith "หมอสมิธ") เป็นลูกครึ่งอังกฤษอินเดียที่หมอยอนได้รับมาเลี้ยง และมิชชันนารีนายช่าง จอห์น แฮสเซ็ตต์ แชนด์เลอร์ (John Hassett Chandler หรือ"หมอจันดเล") ก่อนหน้านี้วิลเลียมดีน (William Dean) มิชชันนารีแบ็ปติสต์ที่ได้เคยสอนศาสนาแก่ชาวจีนแต้จิ๋วในกรุงเทพ ได้ย้ายไปสอนศาสนาที่ฮ่องกงตั้งแต่พ.ศ. 2385 นายแชนด์เลอร์หรือหมอจันดเลเดินทางไปที่สหรัฐอเมริกา ในพ.ศ. 2394 เพื่อโน้มน้าวให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาส่งทูตเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทยอีกครั้ง
- คณะนิกายเพรสไบเทอเรียน ตั้งอยู่ที่กุฎีจีน นำโดยสตีเฟน มะทูน (Stephen Mattoon หรือ "หมอมัตตูน") และมิชชันนารีทางการแพทย์ แซมมวล เรนนัลดซ์ เฮาส์ (Samuel Reynolds House หรือ "หมอเฮาส์")
- คณะนิกายคองกรีเกชันนัลลิสต์ สมาคมมิชชันนารีอเมริกัน (American Missionary Association) หรือ AMA นำโดยแดน บีช แบรดลีย์ (Dan Beach Bradley) หรือหมอบรัดเลย์ ซึ่งสมาคม AMA ต้นสังกัดใหม่ของหมอบรัดเลย์นี้ ไม่ได้ให้เงินทุนสนับสนุนแก่หมอบรัดเลย์ เป็นเหตุให้หมอบรัดเลย์จำต้องหาเลี้ยงชีพในกรุงเทพด้วยการรับจ้างพิมพ์หนังสือ[23]: 40
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ในการตกลงสัญญาทางการค้าฉบับใหม่กับชาติตะวันตกต่าง ๆ มีพระราชโองการให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เขียนจดหมายถึงเซอร์เจมส์บรูกที่กรุงลอนดอน ขอให้เซอร์เจมส์บรูกกลับเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทยอีกครั้ง ลอร์ดพาเมอร์สตันรัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ เมื่อได้ทราบข่าวว่าพระเจ้ากรุงสยามพระองค์ใหม่ทรงมีพระราชไมตรีกับชาติตะวันตก จึงวางแผนส่งเซอร์เจมส์บรูกกลับมาเจรจาทำสัญญากับไทยอีกครั้ง[26]: 176 แต่ทว่าในกลางปี พ.ศ. 2394 ฝ่ายไทยขอให้อังกฤษเลื่อนการส่งทูตมาเจรจาทำสัญญาออกไปก่อน เนื่องจากรัฐบาลไทยติดงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ[26]: 177 อีกทั้งเซอร์เจมส์บรูกติดพันต้องอยู่สู้คดีที่กรุงลอนดอน ไม่สามารถเดินทางเข้ามาที่ไทยได้ สุดท้ายเซอร์เจมส์บรูกไม่ได้เดินทางกลับมาที่ไทยอีก เป็นเหตุให้การเจรจาทำสัญญาระหว่างอังกฤษและไทยต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2394[25]: 110 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการให้คณะมิชชันนารีอเมริกันทั้งสามคณะ ส่งมิชชันนารีที่เป็นสตรีเข้าไปสอนภาษาอังกฤษให้แด่พระสนมและพระเจ้าลูกเธอฝ่ายใน คณะนิกายแบ็ปติสต์จึงส่งนางซาราห์ ซลีเปอร์ โจนส์ (Sarah Sleeper Jones) ภรรยาของหมอยอน คณะนิกายเพรสไบเทอเรียนส่งนางแมรี มะทูน (Mary Mattoon) ภรรยาของหมอมัตตูน และคณะ AMA ส่งนางซาราห์ แบรดลีย์ (Sarah Bradley) ภรรยาของหมอบรัดเลย์ ทั้งสามคน เข้าถวายสอนภาษาอังกฤษที่ฝ่ายใน แต่ทว่าจอห์นเทย์เลอร์โจนส์หรือหมอยอนได้ถึงแก่กรรมในเดือนกันยายน พ.ศ. 2394[7]: 181 สิบแปดปีหลังจากที่หมอยอนเดินทางมาถึงไทยครั้งแรก ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2395 เจ้าจอมมารดาแพประสูติพระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ ซึ่งเป็นพระประสูติกาลก่อนกำหนด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจึงมีพระราชโองการให้แพทย์อเมริกันหมอบรัดเลย์และหมอเฮาส์ พร้อมทั้งพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เข้าดูแลรักษาเจ้าจอมมารดาแพและพระธิดาที่ฝ่ายใน[36]: 24 ก่อนหน้านี้หมอบรัดเลย์ได้ตีพิมพ์หนังสือคำภีร์ครรภ์ทรักษา (Treatise on Midwifery) เป็นภาษาไทยในพ.ศ. 2385[36]: 18 และในเดือนกุมภาพันธ์ หม่อมในกรมหลวงวงศาธิราชสนิทมีครรภ์คลอดลำบาก กรมหลวงวงศาธิราชสนิทจึงทรงขอให้หมอบรัดเลย์ช่วยเหลือหม่อมพระชายาให้สามารถคลอดบุตรได้อย่างปลอดภัย[36]: 27
งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯแล้วเสร็จในเดือนหก[5] (เมษายน) พ.ศ. 2395 ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2395 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งคณะทูตออกไปจิ้มก้องที่กรุงปักกิ่ง คณะทูตไทยเดินทางถึงเมืองฮ่องกงของอังกฤษในเดือนสิงหาคม นายจอห์น เบาว์ริง (John Bowring) กงสุลอังกฤษเมืองกวางตุ้ง รักษาการผู้สำเร็จราชการฮ่องกง ให้การต้อนรับคณะทูตไทยเป็นอย่างดี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจึงมีพระราชหัตถเลขาเป็นภาษาอังกฤษถึงนายจอห์นเบาว์ริง ทรงเชิญให้อังกฤษเข้ามาสานสัมพันธไมตรีกับไทย เป็นการติดต่อครั้งแระกระหว่างพระเจ้ากรุงสยามและจอห์นเบาว์ริง เมื่อหมอบรัดเลย์ถวายงานรักษาทางการแพทย์จนเป็นที่พอพระทัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจึงโปรดฯพระราชทานที่ดินแห่งใหม่ให้แก่หมอบรัดเลย์ ที่ริมปากคลองบางหลวง ข้างป้อมวิไชยประสิทธิ์ ตั้งขึ้นเป็นโรงพิมพ์สำหรับหมอบรัดเลย์ หมอบรัดเลย์จึงย้ายจากนิวาศสถานแห่งเดิมบริเวณกุฎีจีนไปที่โรงพิมพ์ริมคลองบางหลวงเป็นที่พำนักแห่งใหม่
ในพ.ศ. 2395 หมอบรัดเลย์และหมอเฮาส์ได้ถวายรักษาสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ซึ่งได้ประสูติพระราชกุมาร จนกระทั่งสมเด็จพระนางเจ้าฯสิ้นพระชนม์ในเดือนสิบเอ็ด[15] (ตุลาคม พ.ศ. 2395) เป็นเหตุให้เกิดข้อครหาว่า การแพทย์อย่างตะวันตกนั้นดีจริงหรือไม่ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยเหลือกอบกู้ชื่อเสียงของหมอบรัดเลย์ ด้วยการแต่งตั้งให้หมอบรัดเลย์เป็นแพทย์ประจำพระองค์แต่ผู้เดียว[36]: 26 กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงศึกษาวิชาแพทย์ตะวันตกจากหมอบรัดเลย์และหมอเฮาส์ ทรงได้รับเลือกให้เป็นภาคีสมาชิกใหม่ของสถาบันแพทยศาสตร์แห่งนิวยอร์ก (Corresponding Fellow of the New York Academy of Medicine)[22] ในพ.ศ. 2396 ด้วยพระนามว่า "Prince Viromma Luang Wang-se Tirat Sanik"[22] เป็นเหตุให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงได้รับประกาศนียบัตรแสดงความเป็นภาคีสมาชิกสถาบันแพทยศาสตร์นิวยอร์กนี้[22]
สหรัฐอเมริกาเปิดประเทศญี่ปุ่น
[แก้]นักล่าปลาวาฬจากสหรัฐอเมริกาเริ่มเดินทางล่องเรือเข้ามาล่าปลาวาฬบริเวณน่านน้ำญี่ปุ่นตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ของไทย ขณะนั้นชาวอเมริกันมีความเชื่อว่า พระเจ้าได้มีโองการ (Manifest Destiny) ให้สหรัฐอเมริกาเผยแพร่อุดมการณ์และความเจริญออกไปในที่ห่างไกล ซึ่งสหรัฐอเมริกากำลังแผ่ขยายอิทธิพลไปยังฝากฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา คือดินแดนออริก็อน (Oregon Territory) และสหรัฐอเมริกายังขยายดินแดนต่อสู้กับเม็กซิโก และพยายามเข้ามามีบทบาททางการค้าในจีนด้วย หลังจากที่อังกฤษได้รับชัยชนะเหนือจีนราชวงศ์ชิงในสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง (First Opium War) ฝ่ายสหรัฐอเมริกาจึงส่งให้นายเคเล็บ คัชชิง (Caleb Cushing) เป็นทูตอเมริกันเข้ามาเจรจาทำสัญญาหว่างเสีย (Treaty of Wanghia, 望廈條約) กับจีนที่มาเก๊า ในพ.ศ. 2387[37]: 177 ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับสนธิสัญญานานกิง คืออนุญาตให้ชาวอเมริกันเข้ามาค้าขายและอาศัยอยู่ที่เมืองท่าห้าแห่งของจีนได้ เป็นเหตุให้พ่อค้าอเมริกันเข้ามาค้าขายที่จีนมากขึ้น นอกจากนี้ เมื่อสหรัฐอเมริกามีชัยชนะเหนือเม็กซิโกในสงครามเม็กซิโก–สหรัฐ (Mexican–American War) ในพ.ศ. 2391 ทำให้สหรัฐอเมริกาได้รับดินแดนเพิ่มเติมอย่างกว้างขวางและมีอาณาเขตจรดมหาสมุทรแปซิฟิก การที่สหรัฐอเมริกามีการค้าขายกับจีนมากขึ้น และมีอาณาเขตถึงชายฝั่งตะวันตกทางมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้มีชาวอเมริกันล่องเรือเข้ามาที่ภูมิภาคตะวันออกไกลมากขึ้น และเกิดเหตุการณ์เรืออัปปางหรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ลูกเรืออเมริกันต้องการความช่วยเหลือ

ญี่ปุ่นภายใต้การปกครองของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะมีนโยบายปิดประเทศหรือซาโกกุ (ญี่ปุ่น: 鎖国 Sakoku) หากเรือต่างประเทศหรือชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาที่ชายฝั่งญี่ปุ่น ทางการญี่ปุ่นจะยิงปืนตอบโต้ขับไล่เรือตะวันตกและชาวตะวันตกนั้นออกไป เป็นเหตุให้เมื่อชาวอเมริกันประสบปัญหาในน่านน้ำญี่ปุ่นไม่ได้รับความช่วยเหลือซ้ำยังถูกโจมตี ในพ.ศ. 2387 ในช่วงสงครามฝิ่น รัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักถึงภัยคุกคามจากตะวันตก จึงอนุญาตให้เรือตะวันตกเข้ามาเติมเสบียงอาหารที่ญี่ปุ่นได้ แต่ชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามาที่ญี่ปุ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถูกจับกุมขัง ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ของไทยนั้น มีเรือล่าปลาวาฬจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาล่าปลาวาฬในน่านน้ำญี่ปุ่นเป็นจำนวนถึงเจ็ดร้อยกว่าลำ[38] ผู้บัญชาการกองเรืออินเดียตะวันออกของสหรัฐอเมริกาหลายคน ได้รับมอบหมายให้เข้าทำการเจรจากับญี่ปุ่น ผู้บัญชาการกองเรือนาวาเอกเจมส์ บิดเดิล (James Biddle) พยายามเข้าเจรจากับญี่ปุ่นโดยสันติวิธี นำเรือรบสองลำเดินทางถึงอ่าวเอโดะ ในพ.ศ. 2389 แต่ถูกฝ่ายญี่ปุ่นขับไล่ออกมา[39] เกิดเหตุเรือล่าปลาวาฬอเมริกันล่มอัปปางในน่านน้ำญี่ปุ่นสองครั้ง ได้แก่ เรือลอเรนซ์ (Lawrence) ในพ.ศ. 2389 และเรือลาโกดา (Lagoda) ในพ.ศ. 2391 ซึ่งลูกเรืออเมริกันที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ทั้งสองครั้งนี้ ต่างถูกทางการญี่ปุ่นจับกุมไปขังที่เมืองนางาซากิ ต่อมาในพ.ศ. 2392 นาวาเอกเดวิด ไกซิงเงอร์ (David Geisinger) ผู้บัญชาการกองเรือ ส่งให้นาวาโทเจมส์ กลินน์ (James Glynn) นำเรือรบไปกดดันรัฐบาลญี่ปุ่นให้ปล่อยตัวนักล่าปลาวาฬอเมริกันจากเมืองนางาซากิได้สำเร็จ[39][40] สุดท้ายนาวาเอกไกซิงเงอร์จึงรายงานไปที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาในพ.ศ. 2393 ว่าญี่ปุ่นนั้นเป็นชนชาติที่โหดร้ายและไร้เหตุผล[40]
เมื่อสหรัฐอเมริกาดำเนินการสานสัมพันธไมตรีกับญี่ปุ่นไม่สำเร็จ และเมื่อโจเซฟเบลิสเทียร์เจรจาทำสัญญากับไทยและเวียดนามไม่สำเร็จ ในพ.ศ. 2393 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงเริ่มมีนโยบายทางยุทธศาสตร์ในการแผ่ขยายอำนาจทางการเมืองเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกล[31]: 39 การประดิษฐ์เรือเดินสมุทรขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรไอน้ำ แทนที่เรือใบกำปั่นขับเคลื่อนด้วยแรงลมอย่างเดิม ที่ให้ชาวอเมริกันสามารถเดินทางล่องเรือจากเมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็น"ประตูทองคำสู่การค้าตะวันออก" (golden gate to trade with the Orient)[41] ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเข้ามายังเอเชียได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น เสมือนว่าเอเชียตะวันออกนั้นได้เข้ามาใกล้แคลิฟอร์เนียมากขึ้น[31]: 59 แต่เรือกลไฟไอน้ำนั้นมีข้อจำกัดคือต้องใช้เชื้อเพลงถ่านหินในการขับเคลื่อน นายแดเนียล เว็บสเตอร์ (Daniel Webster) รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา จึงมีแผนการจัดตั้งเครือข่ายสถานีเติมเชื้อเพลิงถ่านหิน สำหรับเรือกลไฟอเมริกันที่จะเดินทางมาเอเชีย โดยที่นายเว็บสเตอร์มีความเห็นว่าญี่ปุ่นนั้นเป็น"จุดเชื่อมต่อสุดท้ายในเครือข่ายการเดินสมุทร" (the last link of the chain of oceanic steam-navigation)[31]: 59
ในพ.ศ. 2394 นาวาเอกจอห์น ออลิก (John H. Aulick) ได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองเรืออินเดียตะวันออก ต่อจากนาวาเอกฟิลิปวอร์ฮีซ หรือ"กำมะโดอรหิศ" และในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2394 นั้น เรือรบสหรัฐอเมริกาได้นำชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งซึ่งประสบภัยเรืออัปปางในทะเลมาที่เมืองซานฟรานซิสโก[39] นาวาเอกออกลิกจึงเสนอต่อนายเว็บสเตอร์รัฐมนตรีต่างประเทศว่า จะขอนำชาวญี่ปุ่นเหล่านี้กลับไปส่งที่ญี่ปุ่น เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจและอาศัยโอกาสนี้ขอเปิดการเจรจาเจริญสัมพันธไมตรีกับญี่ปุ่น[39] ประธานาธิบดีมิลลาร์ด ฟิลล์มอร์ (Millard Fillmore) จึงแต่งตั้งในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2394 ให้นาวาเอกออลิกเป็นทูตอเมริกันไปญี่ปุ่น แต่ทว่าในระหว่างเดินทางนาวาเอกออลิกเกิดเรื่องขัดแย้งกับคณะเดินทาง นาวาเอกออกลิกจึงถูกปลดออกจากตำแหน่งทูตอเมริกันนี้ จากนั้นประธานาธิบดีฟิลล์มอร์จึงแต่งตั้งให้นาวาเอกแมทธิว เพร์รี (Matthew C. Perry) ซึ่งเป็นแม่ทัพเรือที่มีประสบการณ์ทั้งทางด้านการทหารและทางด้านการทูต[40] เป็นทูตอเมริกันคนใหม่แทนที่นาวาเอกออลิก เพื่อเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีและทำสัญญาทางการค้ากับญี่ปุ่น นาวาเอกเพร์รีมีบทบาทสำคัญในสงครามเม็กซิโก–สหรัฐ เป็นผู้รณรงค์ส่งเสริมให้กองเรือสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนมาใช้เรือกลไฟไอน้ำ และเป็นผู้เสนอว่าสหรัฐอเมริกาควรที่จะจัดตั้งสถานีเติมเชื้อเพลิงถ่านหินขึ้นที่เอเชีย[31]: 60
นาวาเอกแมทธิวเพร์รีได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองเรืออินเดียตะวันออกคนใหม่ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2395 และได้รับยศ "พลเรือจัตวา" (Commodore) อย่างไม่เป็นทางการ ประธานาธิบดีฟิลล์มอร์มีสาส์นถึงพระจักรพรรดิญี่ปุ่น ใจความว่าอาณาเขตของสหรัฐอเมริกานั้น แผ่ขยายตั้งแต่มหาสมุทรแอตแลนติกจรดถึงมหาสมุทรแปซิฟิก ทั้งสองมหาสมุทร[42] ดินแดนออริก็อนและแคลิฟอร์เนียนั้น อยู่ตรงข้ามกับญี่ปุ่นทางมหาสมุทรแปซิฟิก เรือกลไฟของสหรัฐอเมริกาสามารถเดินทางถึงญี่ปุ่นได้ภายในสิบแปดวัน[42] และว่าญี่ปุ่นนั้นอุดมไปด้วยถ่านหิน สหรัฐอเมริกาจะขอใช้ถ่านหินญี่ปุ่นเป็นเชื้อเพลิงในการเดินสมุทร[42] พลเรือจัตวาแมทธิวเพร์รีเดินทางออกจากเมืองท่านอร์ฟอล์ก (Norfolk) รัฐเวอร์จิเนีย ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2395 ด้วยเรือรบกลไฟมิสซิสซิปปี (USS Mississippi) นอกจากญี่ปุ่นแล้ว พลเรือจัตวาแมทธิวเพร์รียังมีแผนการเดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติเอเชียอื่น ๆ ด้วย เนื่องจากแมทธิวเพร์รีได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจเต็ม สามารถเดินทางเข้าเจรจากับชาติใดก็ได้ที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐอเมริกา[31]: 62

แมทธิวเพร์รีเดินเรือมิสซิสซิปปีมาถึงเมืองกอลล์ (Galle) หรือเมืองคาลุ ที่เกาะลังกาภายใต้การปกครองของอังกฤษ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2396 ขณะนั้นสหรัฐอเมริกามีประธานาธิบดีคนใหม่แล้ว คือประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ (Franklin Pierce) ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้หมื่นแกล้วสาครนำเรือใบกำปั่นสยามพิภพ[5] (เรือแฟวอรีท Favorite) ซึ่งจมื่นไวยวรนารถ (ช่วง บุนนาค) ได้ต่อขึ้นไว้ตั้งแต่พ.ศ. 2385 นำคณะสมณทูตไทยไปที่ลังกา[5] ที่เมืองคาลุนั้น แมทธิวเพร์รีได้พบกับหมื่นแกล้วสาคร ซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ แมทธิวเพร์รีชื่นชมเรือสยามพิภพของไทยนี้ว่าเป็นเรือที่มีรูปแบบที่สวยงาม (one of beautiful form and construction)[43]: 191 แมทธิวเพร์รีจึงมีสาส์นนำปืนโคลต์เข้ามาถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้ากรุงสยามพระองค์ที่สอง (Second King of Siam) เนื้อความในสาส์นของเพร์รีนั้นสรรเสริฐพระปิ่นเกล้าฯว่าทรงมีชื่อเสียงปรากฏอยู่ในสหรัฐอเมริกา[43]: 191 นับตั้งแต่ที่ทรงต่อเรือกลไฟขึ้นด้วยพระองค์เองในสยาม ว่าเป็นผู้ทรงพระปรีชาทางด้านวิทยาศาสตร์ และหวังว่าพระปิ่นเกล้าฯจะทรงแต่งเรือสยามไปที่สหรัฐอเมริกาบ้าง[43]: 191 พร้อมทั้งรำลึกถึงที่สยามได้จัดการต้อนรับเลี้ยงดูทูตอเมริกันเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ผู้ล่วงลับไปแล้วเป็นอย่างดี เมื่อครั้งที่โรเบิร์ตส์เดินทางเข้ามาที่ไทยในสมัยรัชกาลที่ 3
พลเรือจัตวาแมทธิวเพร์รีเดินเรือมิสซิสซิปปีต่อจากลังกาไปถึงเมืองเซี่ยงไฮ้ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2396[44]: 2 เพื่อนำเรือรบกลไฟอเมริกันอีกลำชื่อว่าซัสเควอแฮนา (USS Susquehanna) ที่เซี่ยงไฮ้ไปที่ญี่ปุ่นด้วย คณะทูตของแมทธิวเพร์รีนี้ ทำให้เกิดกระแสในหมู่ชาวอเมริกัน ว่าแมทธิวเพร์รีจะได้รับการจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ ว่าเป็นผู้เปิดประเทศญี่ปุ่น จึงมีชาวอเมริกันจำนวนมากขอเข้าร่วมคณะทูตแมทธิวเพร์รี ซึ่งส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ หนึ่งในนั้นคือทาวน์เซนด์ แฮร์ริส (Townsend Harris) พ่อค้าอเมริกันที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งพยายามขอเข้าร่วมแต่ถูกแมทธิวเพร์รีปฏิเสธ[44]: 2 แมทธิวเพร์รีเดินทางออกจากเซี่ยงไฮ้ ถึงอ่าวอูรางะใกล้กับเมืองเอโดะ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2396 พร้อมเรือรบอเมริกันสี่ลำได้แก่ เรือรบกลไฟสองลำ เรือมิสซิสซิปปี เรือซัสเควอแฮนา และเรือรบเรือใบพลีมัธ (Plymouth) และเรือซาราโทกา (Saratoga) ซึ่งชาวญี่ปุ่นเรียกเรือรบอเมริกันเหล่านี้ว่า "เรือดำ" หรือคุโรฟูเนะ (ญี่ปุ่น: 黒船 Kurofune) แมทธิวเพร์รีใช้วิธีแข็งกร้าวกดดันรัฐบาลโชกุนที่เอโดะ ให้ยินยอมรับข้อเสนอทำสัญญากับสหรัฐอเมริกา ฝ่ายรัฐบาลโชกุนส่งขุนนางเข้ามาติดต่อ และพยายามให้เพร์รีไปติดต่อที่นางาซากิตามธรรมเนียมแต่ไม่เป็นผล เพร์รีส่งมอบสาส์นประธานาธิบดีให้แก่รัฐบาลโชกุนและเดินทางกลับออกมาจากญี่ปุ่นเป็นการชั่วคราว กลับมาคอยฟังข่าวที่ฮ่องกง
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบแมทธิวเพร์รี ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2396[43]: 192 ต่อมาในเดือนตุลาคม แมทธิวเพร์รีเขียนจดหมายเข้ามาถึงคณะมิชชันนารีอเมริกันในกรุงเทพ แจ้งว่าเพร์รีจะเดินทางเข้ามาที่ไทย ขอให้คณะมิชชันนารีช่วยเกื้อหนุนให้รัฐบาลไทยรับไมตรีของเพร์รียินยอมทำสัญญาฉบับใหม่ และให้แจ้งแก่รัฐบาลไทยว่าหากไทยต้องการส่งเรือไปที่สหรัฐอเมริกา เพร์รีจะอำนวยความสะดวกช่วยเหลืออย่างเต็มที่[43]: 194 ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2396 แมทธิวเพร์รีมีสาส์นเข้ามาถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯอีกฉบับหนึ่ง ใจความทูลให้ทรงทราบว่า แมทธิวเพร์รีจะขอนำกองเรืออินเดียตะวันออกของสหรัฐอเมริกาเดินทางเข้ามาที่ไทยในปีหน้า[43]: 194 ซึ่งเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้เขียนจดหมายตอบกลับเพร์รีว่า หากเพร์รีจะเดินทางเข้ามาที่กรุงเทพ ขอให้นำเรือรบเข้ามาสักสองสามลำก็เพียงพอ มิฉะนั้นแล้วชาวสยามจะตื่นตระหนกแตกตื่น[26]: 241
จอร์จ วิลเลียร์ (George Villiers) เอิร์ลแห่งคลาเรนดันคนที่สี่ (4th Earl of Clarendon) หรือลอร์ดคลาเรนดัน (Lord Clarendon) รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ รื้อฟื้นแผนการที่อังกฤษจะส่งทูตเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทยขึ้นอีกครั้ง ลอร์ดคลาเรนดันแต่งตั้งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2397 ให้เซอร์จอห์นเบาว์ริงเป็นราชทูตอังกฤษมีอำนาจเต็ม เข้ามาทำสัญญาการค้าฉบับใหม่กับชาติเอเชียทั้งสามชาติได้แก่ ญี่ปุ่น ไทย และเวียดนาม โดยที่ให้ความสำคัญกับญี่ปุ่นก่อน[26]: 340 แมทธิวเพร์รีเดินทางกลับไปที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2397 ด้วยกองเรือขนาดใหญ่กว่าเดิม นำไปสู่การลงนามสนธิสัญญาคานางาวะ (Convention of Kanagawa, ญี่ปุ่น: 神奈川条約) ในเดือนมีนาคม เนื้อหาสัญญาว่าญี่ปุ่นเปิดเมืองท่าสองแห่งได้แก่ชิโมดะและฮาโกดาเตะให้พ่อค้าอเมริกันเข้ามาค้าขาย รัฐบาลโชกุนญี่ปุ่นจะช่วยเหลือดูแลชาวอเมริกันซึ่งเรืออัปปางพลัดพรากมาอยู่ที่ญี่ปุ่นอย่างเหมาะสม ไม่นำไปขังคุก และมอบสิทธิชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favored Nation) ให้แก่สหรัฐอเมริกา ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2397 เช่นกัน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบไปยังเพร์รีว่า พระเจ้ากรุงสยามได้ทรงรับทราบแล้วว่าเพร์รีกำลังจะเดินทางเข้ามาที่ไทย ขอให้เพร์รีแจ้งแก่รัฐบาลไทยล่วงหน้าว่าจะนำเรือรบเข้ามาเป็นจำนวนกี่ลำ
เหตุการณ์หนังสือพิมพ์เดอะสเตรตส์ไทมส์ พ.ศ. 2397
[แก้]ในพ.ศ. 2395 นายบริกัม ยัง (Brigham Young) ประธานศาสนจักรแห่งสิทธิชนยุคสุดท้าย (Church of the Latter Day Saints) หรือผู้นำศาสนามอร์มอน ส่งมิชชันนารีมอร์มอนออกเผยแพร่ศาสนาตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลก[45] อีลัม ลัดดิงตัน (Elam Luddington) มิชชันนารีมอร์มอนซึ่งได้รับมอบหมายให้เดินทางมาเผยแพร่ศาสนามอร์มอนที่ไทย เดินทางถึงสิงคโปร์ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2397[45] ซึ่งอีลัมลัดดิงตันได้พบกับกัปตันเรือชาวอังกฤษชื่อว่า เจมส์ เทรล (James Trail) เป็นผู้บังคับบัญชาเรือใบกำปั่นซีเรียส (Sirius)[46] ซึ่งกำลังทำการค้าขายให้แด่พระเจ้ากรุงสยามอยู่ที่สิงคโปร์ ที่สิงคโปร์นั้นกัปตันเทรลได้ใช้เรือซีเรียสยิงปืนใหญ่สลุตในงานเลี้ยงของเพื่อนที่เป็นพ่อค้า เป็นเหตุให้วิลเลียม บัทเทอร์เวิร์ธ (William Butterworth) เจ้าเมืองสิงคโปร์ของอังกฤษ มีใบบอกเข้ามาทูลที่กรุงเทพให้ทรงทราบ เรื่องที่กัปตันเทรลประพฤติตนไม่เหมาะสม มิชชันนารีมอร์มอนอีลัมลัดดิงตันโดยสารเรือซีเรียสของกัปตันเทรล เดินทางถึงกรุงเทพในเดือนเมษายน พ.ศ. 2397 อีลัมลัดดิงตันเทศน์ให้แก่กัปตันเทรล จนสามารถทำให้กัปตันเทรลหันมานับถือศาสนามอร์มอน และทำพิธีศีลจุ่มในศาสนามอร์มอนให้แก่กัปตันเทรลได้สำเร็จ[45] แต่ทว่ากัปตันเทรลถูกทางการฝ่ายไทยจับกุม ด้วยเรื่องความประพฤติไม่เหมาะสมที่สิงคโปร์ กัปตันเทรลถูกกุมขังคุกรวมกับนักโทษชาวสยามคนอื่น[46] คณะมิชชันนารีอเมริกันจึงเข้าทูลขอพระราชทานอภัยโทษแก่กัปตันเทรล สุดท้ายหลังจากที่กัปตันเทรลต้องพระราชอาญาอยู่เป็นเวลาประมาณสองเดือน กัปตันเทรลจึงได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมารับราชการดังเดิม
หลังจากที่ไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาสามปี มิชชันนารีคณะแบ็ปติสต์หมอจันดเลหรือแชนด์เลอร์เดินทางกลับถึงไทยในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2397[47]: 387 มาพร้อมกับมิชชันนารีแบ็ปติสต์คนใหม่คือโรเบิร์ต เทลฟอร์ด (Robert Telford) แต่ทว่าเจ้าพนักงานกรมการเมืองปากน้ำสมุทรปราการได้กักสัมภาระของหมอจันดเลและเทลฟอร์ดไว้เพื่อทำการตรวจสอบและเก็บภาษี หมอสมิธมิชชันนารีแบ็ปติสต์อีกคนหนึ่งเดินทางจากกรุงเทพลงไปที่ปากน้ำเพื่อรับสัมภาระของหมอจันดเลและเทลฟอร์ดขึ้นมา แต่เจ้าพนักงานเมืองปากน้ำปฏิเสธว่าต้องทำการตรวจสอบสัมภาระให้เรียบร้อยก่อน และหมอสมิธไม่ได้นำกุญแจเปิดหีบสัมภาระของมิชชันนารีทั้งสองคนมาด้วย หมอสมิธจึงเกิดทุ่มเถียงกับเจ้าพนักงานเมืองปากน้ำอย่างรุนแรง[47]: 387-388 ความทราบไปถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงมีพระราชโองการห้ามมิให้มิชชันนารีเดินทางพ้นจากเมืองปากน้ำออกไป[47]: 387 เพื่อระงับความวุ่นวาย เป็นเหตุให้คณะมิชชันนารีมีความเดือดร้อน เนื่องจากเห็นว่าพวกตนนั้นถูกจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง ด้วยว่าโดยปกติมิชชันนารีอเมริกันมักพาครอบครัวเดินทางออกไปจากเมืองปากน้ำเพื่อหลบเลี่ยงอากาศร้อนในฤดูร้อนของกรุงเทพ เมื่อฝ่ายไทยได้รับทราบว่านายแมทธิวเพร์รีกำลังจะนำกองเรือเดินทางมาที่กรุงเทพ จึงใช้โซ่ล่ามขวางทางแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ที่เมืองปากลัด (พระประแดง) เพื่อป้องกันไม่ให้เพร์รีนำเรือรบขึ้นมาถึงพระนคร[27]: 173 [48]
มิชชันนารีมอร์มอนนายลัดดิงตันพยายามที่จะสอนศาสนามอร์มอนในกรุงเทพ แต่ถูกต่อต้านจากทั้งชาวไทยและชาวอเมริกัน[45] ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2397 มีบุคคลปริศนาผู้หนึ่ง เขียนจดหมายถึงสำนักหนังสือพิมพ์เดอะสเตรตส์ไทมส์ของอังกฤษที่สิงคโปร์ ใจความว่าชาวตะวันตกในกรุงเทพนั้นมีความผิดหวังที่ประเทศสยามไม่ได้มีความเจริญก้าวหน้าในรัชกาลใหม่อย่างที่ได้คาดหวังไว้[27]: 173 เนื้อความในจดหมายนั้นวิจารณ์ตำหนิพระเจ้ากรุงสยามในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ เรื่องว่าพระเจ้ากรุงสยามทรงจัดเก็บภาษีต่าง ๆ มากมายเหลือคณา ทรงเข้มงวดกับการตรวจค้นสัมภาระของชาวต่างประเทศผู้ที่เดินทางเข้าไทย[48] เรื่องความปราชัยของกองทัพฝ่ายไทยในสงครามตีเมืองเชียงตุง[27]: 173 ซึ่งนำทัพโดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท และเจ้าพระยายมราช (นุช บุณยรัตพันธุ์) และเรื่องที่เจ้าพนักงานสยามปรับไหมราษฎรด้วยเหตุว่าใช้คำเรียกกะปิผิด นอกจากนี้ ในจดหมายนั้นยังบรรยายถึงชะตากรรมของกัปตันเทรล[48] ซึ่งได้ต้องพระราชอาญาของพระเจ้ากรุงสยามถูกจำคุกอยู่เป็นเวลาสองเดือนกว่า ฝ่ายนายลัดดิงตันเมื่อสอนศาสนามอร์มอนในกรุงเทพไม่สำเร็จ จึงเดินทางออกจากกรุงเทพพร้อมกับกัปตันเทรลด้วยเรือซีเรียสลำเดิม ซึ่งกัปตันเทรลได้กล่าวแก่นายลัดดิงตันว่าจะขอกระทำคืนแก่ฝ่ายไทยบ้าง[25]: 130
ฝ่ายแมทธิวเพร์รี เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการทำสัญญากับรัฐบาลโชกุนญี่ปุ่น เดินทางกลับถึงฮ่องกงในเดือนสิงหาคมแล้วนั้น มีความเหนื่อยล้าด้วยการตรากตรำทำสงครามมาเป็นเวลานาน เพร์รีจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรืออินเดียตะวันออก และล้มเลิกแผนการเดินทางเข้ามาที่ไทย โดยให้เหตุผลว่าตนนั้นได้ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินไปจำนวนมากในการเดินเรือกลไฟไปทำสัญญากับญี่ปุ่น ไม่เหลือเชื้อเพลิงถ่านหินเพียงพอที่จะเดินทางเข้ามาที่ไทย[43]: 196 แมทธิวเพร์รีจึงเดินทางกลับสหรัฐอเมริกาโดยที่ไม่ได้เข้ามาที่ไทย จดหมายที่มีเนื้อความวิจารณ์พระเจ้ากรุงสยาม ซึ่งบุคคลปริศนาได้ส่งไปให้แก่หนังสือพิมพ์เดอะสเตรตส์ไทมส์ของอังกฤษที่สิงคโปร์นั้น ได้รับการตีพิมพ์เป็นบทความลงในหนังสือพิมพ์เดอะสเตรตส์ไทมส์ฉบับวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1854[48] หรือพ.ศ. 2397 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯได้ทอดพระเนตรเนื้อความหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ในเดือนตุลาคมแล้วนั้น ทรงสันนิษฐานว่าหมอสมิธนั้นเป็นผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ไปที่สิงคโปร์ เนื่องจากในบทความนั้นมีเรื่องการตรวจสอบสัมภาระของเจ้าพนักงานฝ่ายไทย ซึ่งก่อนหน้านี้หมอสมิธได้เคยมีความขัดแย้งเรื่องสัมภาระกับเจ้าพนักงานเมืองปากน้ำ ทรงพระพิโรธตรัสว่าจะทรงขับไล่คณะมิชชันนารีอเมริกันออกจากพระราชอาณาจักรทั้งหมด ยกเว้นแต่หมอบรัดเลย์และหมอเฮาส์ และทรงระงับไม่ให้มิชชันนารีสตรีเข้ามาสอนหนังสือที่ฝ่ายในอีก[25]: 128
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯมีพระราชโองการให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เรียกประชุมคณะมิชชันนารีอเมริกันในกรุงเทพทั้งหมดที่จวน เพื่อถามแก่คณะมิชชันนารีว่า มีมิชชันนารีอเมริกันผู้ใดเป็นผู้เขียนจดหมายนี้ถึงหนังสือพิมพ์สิงคโปร์หรือไม่ หากไม่มีขอให้บรรดามิชชันนารีลงนามในหนังสือว่า เนื้อหาบทความที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์เดอะสเตรตส์ไทมส์นี้นั้นไม่เป็นความจริง[25]: 129 [27]: 173 ซึ่งคณะมิชชันนารีอเมริกันปฏิเสธไม่ลงนามในหนังสือนี้ ด้วยเหตุผลว่าคณะมิชชันนารีเห็นว่าเนื้อหาในบทความนี้นั้นเป็นจริงบางส่วน[27]: 173 และการลงนามในเอกสารนี้เท่ากับเป็นการยอมรับว่ามิชชันนารีอเมริกันเป็นผู้เขียนจดหมายนี้ ซึ่งคณะมิชชันนารีอเมริกันปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าไม่ได้เขียน และคณะมิชชันนารีอเมริกันยังได้เขียนหนังสือขึ้นอีกฉบับหนึ่ง สรรเสริญพระมหากรุณาธิคุณว่าพระเจ้ากรุงสยามพระองค์ใหม่ทรงเกื้อหนุนให้คณะมิชชันนารีมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น[27]: 173 เหตุการณ์หนังสือพิมพ์เดอะสเตรตส์ไทมส์ พ.ศ. 2397 นี้ เป็นเหตุให้สัมพันธภาพระหว่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ กับคณะมิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งดำเนินมาด้วยดีเป็นเวลาหลายสิบปี ต้องเสื่อมถอยลงอย่างมาก
ในเดือนอ้าย (ธันวาคม) พ.ศ. 2397 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯโปรดฯให้มีงานฉลองคลองผดุงกรุงเกษม[5] ซึ่งได้รับการขุดขึ้นใหม่เป็นคูพระนครชั้นนอกเพิ่งแล้วเสร็จ ตามบันทึกของหมอบรัดเลย์ระบุว่า เมื่อเสด็จโดยทางชลมารคเลียบคลองผดุงกรุงเกษมนั้น ได้ทอดพระเนตรบ้านฝรั่งหลังหนึ่ง สร้างล้ำเข้ามาในตลิ่งใกล้ชิดเกินกว่าที่กำหนด[27]: 173 เมื่อทรงทราบว่าบ้านหลังนั้นเป็นบ้านของหมอสมิธ จึงทรงพระพิโรธว่าหมอสมิธสร้างบ้านล้ำเขตเข้ามาติดริมคลองผดุงกรุงเกษม ทั้งที่ไม่ได้มีพระบรมราชานุญาตให้มิชชันนารีผู้ใดสร้างบ้านเรือนมาติดริมคลองผดุงกรุงเกษม จึงมีพระราชโองการห้ามมิให้มิชชันนารีอเมริกันผู้ใดเดินทางออกจากพระนครลงไปทางปากน้ำอย่างเด็ดขาด หากมิชชันนารีอเมริกันผู้ใดฝ่าฝืนอาจถูกเจ้าพนักงานฝ่ายไทยยิงปืนใส่[27]: 174 และตรัสว่าหากมิชชันนารีอเมริกันผู้ใดสามารถหาเรือเพื่อเดินทางออกจากประเทศสยามได้ ก็จะทรงยินดีให้มิชชันนารีผู้นั้นเดินทางออกจากประเทศสยามไป เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้สัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากรุงสยามกับมิชชันนารีอเมริกันเสื่อมถอยลงไปอีก หมอเฮาส์สงสัยว่ากัปตันเทรลอาจเป็นผู้เขียนจดหมายนี้ไปที่สิงคโปร์[25]: 130 ต่อมาทรงทราบว่าแท้จริงแล้วเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) นั้นเป็นผู้ประทับตราอนุญาตให้หมอสมิธสร้างบ้านหลังนี้[27]: 174 เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้รับความอับอาย มีความไม่พอใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ และกล่าวแก่หมอบรัดเลย์ว่าการบ้านเมืองในรัชกาลก่อนเป็นราชการมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน[27]: 174
คณะทูตเบาว์ริ่ง พ.ศ. 2398
[แก้]ถึงแม้ว่าลอร์ดคลาเรนดันรัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษจะมีคำสั่งให้เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเข้าไปทำสัญญากับญี่ปุ่นเป็นสำคัญ แต่เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเห็นว่าในขณะนั้นญี่ปุ่นเพิ่งถูกสหรัฐอเมริกาใช้เรือปืนข่มขู่ให้ทำสนธิสัญญาคานางาวะ ญี่ปุ่นจึงอาจยังไม่ยินยอมทำสัญญากับอังกฤษในเวลานี้[26] ประกอบกับก่อนหน้านี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯได้มีพระราชหัตถเลขาถึงเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งที่ฮ่องกง ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2397 ทรงแสดงความยินดีที่เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเซอร์หรืออัศวิน และได้รับแต่งตั้งเป็นราชทูตอังกฤษผู้มีอำนาจเต็มให้เข้ามาทำสัญญากับไทย เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งจึงตัดสินใจเดินทางเข้ามาทำสัญญากับไทยก่อน โดยคาดการณ์ว่าฝ่ายไทยจะยินยอมตกลงทำสัญญากับเซอร์เบาว์ริ่งอย่างเรียบร้อยและรวดเร็ว ราชทูตอังกฤษเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง ซึ่งเป็นผู้แทนพระองค์ของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียและรัฐบาลอังกฤษโดยตรง[2] นำคณะทูตอังกฤษประกอบด้วยเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง (เซอยอนโบวริง)[5] ผู้สำเร็จราชการเมืองฮ่องกงของอังกฤษ เป็นราชทูต นายแฮร์รี่ปาร์กส์ (Harry Parkes, ฮารีปาก)[5] กงสุลอังกฤษเมืองเซี่ยเหมินเป็นอุปทูต และบุตรชายของเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง ชื่อว่าจอห์นชาร์ลส์เบาว์ริ่ง (John Charles Bowring, ยอนจาโรโบวริง)[5] เป็นตรีทูต พร้อมทั้งเรือรบกลไฟอังกฤษคือเรือแร็ตเลอร์ (Rattler, ลัสเลือ) และเรือใบกรีเซียน (Grecian, ปรือซัน) เดินทางมาถึงสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนห้า[5] ตรงกับวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2398[49]: 93 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ลงไปรับคณะทูตอังกฤษที่เมืองปากน้ำสมุทรปราการ
เนื่องด้วยที่ฝ่ายไทยมีความไม่ไว้วางใจต่อคณะมิชชันนารีอเมริกัน นับตั้งแต่เหตุการณ์หนังสือพิมพ์สิงคโปร์ เจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) จึงมีคำสั่งห้ามมิให้มิชชันนารีอเมริกันผู้ใดเข้ามาติดต่อหรือยุ่งเกี่ยวกับคณะทูตอังกฤษของเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง[49]: 95 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้กัปตันโจเซฟ (Captain Joseph) เป็นล่ามภาษาอังกฤษชาวอาร์มีเนีย เกิดที่เมืองอิสฟาฮานในอิหร่าน[50]: 257 ออกมาต้อนรับเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งและคณะทูตอังกฤษด้วย กัปตันโจเซฟกล่าวแก่เซอร์เบาว์ริ่งว่า ในประเทศสยามมีชาวคริสต์เข้ารีตเป็นคาทอลิก แต่มิชชันนารีโปรเตสแตนต์อเมริกันไม่สามารถดึงดูดชาวสยามได้มากเท่าใดนัก ด้วยชาวสยามนั้นตื่นตากับพิธีกรรมของคาทอลิกมากกว่า[50]: 257 นอกจากนี้ กัปตันโจเซฟยังแจ้งแก่เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเรื่องบทความหนังสือพิมพ์สิงคโปร์ซึ่งวิจารณ์พระเจ้ากรุงสยาม[50]: 258 และเรื่องที่พระเจ้ากรุงสยามทรงพระพิโรธแก่คณะมิชชันนารีอเมริกันอยู่ เป็นเหตุให้เจ้าพระยาพระคลัง หรือเจ้าพระยารวิวงศ์ฯ (ขำ บุนนาค) มีคำสั่งห้ามไม่ให้มิชชันนารีอเมริกันผู้ใดเขียนจดหมายถึงหรือเข้าพบกับทูตอังกฤษ แฮร์รี่ปาร์กส์ได้โต้แย้งแต่เจ้าพระยารวิวงศ์ฯ ว่าคณะทูตอังกฤษมีสิทธิอำนาจเต็ม หากผู้ใดในสยามต้องการติดต่อหรือพบกับทูตอังกฤษ ย่อมสามารถทำได้โดยปราศจากการขัดขวาง[50]: 259 เจ้าพระยารวิวงศ์ฯจึงจำต้องยินยอมให้คณะทูตอังกฤษสามารถพบปะกับคณะมิชชันนารีอเมริกันได้ตามความต้องการ

คณะทูตอังกฤษของเซอร์เบาว์ริ่งเข้ามาถึงปากน้ำสมุทรปราการในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนห้า (2 เมษายน) ยิงปืนสลุต 21 นัดด้วยกันทั้งสองฝ่าย[5] เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) แต่งกายด้วยชุดทหารแบบอังกฤษ จัดแถวทหารต้อนรับเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งที่ป้อมปากน้ำ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ไม่ต้องการให้เรือรบอังกฤษทั้งสองลำขึ้นไปที่กรุงเทพ แต่เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งตอบว่าคณะทูตนี้มาด้วยไมตรี เรือรบของอังกฤษนั้นเป็นสิ่งแสดงเกียรติยศของราชทูตอังกฤษต้องติดตามราชทูตขึ้นมาที่กรุงเทพด้วย เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงยินยอมให้คณะทูตเบาว์ริ่งนำเรือแร็ตเลอร์ขึ้นไปที่กรุงเทพแต่เพียงลำเดียว โดยที่ให้เรือกรีเซียนจอดรอคอยอยู่ที่สันดอนตลอดช่วงเวลาที่เซอร์เบาว์ริ่งอยู่ในไทย[49]: 94 และยินยอมให้เรือแร็ตเลอร์ขึ้นไปถึงเพียงป้อมป้องปัจจามิตรเท่านั้น ไม่ให้ขึ้นไปถึงป้อมวิไชยประสิทธิ์หน้าพระบรมมหาราชวัง คณะทูตอังกฤษประกอบด้วยเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง แฮร์รี่ปาร์กส์ และจอห์นชาร์ลส์เบาว์ริ่ง ลงเรือกระบวนแห่มาถึงพระนครในวันแรมหนึ่งค่ำเดือนห้า[5] พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯโปรดฯให้คณะทูตอังกฤษพักอยู่ที่ตึกรับแขกหน้าวัดประยูรวงศ์ หรือในอดีตคือห้างหันแตรของโรเบิร์ตฮันเตอร์[51]: 111 เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งต้องการให้เรือรบแร็ตเลอร์ยิงปืนสลุด 21 นัด ตามธรรมเนียมการทูตอย่างตะวันตก และเพื่อเป็นการประกาศศักดาของอังกฤษ[26]: 249 ให้แก่ชาวพระนครได้รับรู้โดยทั่วกัน อันจะมีผลต่อการทำสัญญา[51]: 111 จึงต้องมีประกาศแจ้งแก่ราษฎรก่อนล่วงหน้าเรื่องการยิงปืนสลุตที่พระนครเพื่อไม่ให้ราษฎรแตกตื่นเสียงปืนใหญ่สลุต[49]: 97
เมื่อยิงปืนสลุตที่ป้อมป้องปัจจามิตรแล้ว คณะทูตอังกฤษได้เข้าเฝ้าออกใหญ่ที่พระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย ในวันแรมหนึ่งค่ำเดือนห้า[5] (4 เมษายน) เมื่อเวลาสองทุ่ม ฝ่ายไทยจัดกระบวนเรือมารับเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งและคณะทูตจากตึกรับแขก เมื่อถึงแล้วเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งได้นั่งเสลี่ยงเข้าสู่พระบรมหาราชวัง[50]: 269 เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งและคณะทูตเข้าเฝ้าในท้องพระโรงในพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย เซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง แฮร์รี่ปาร์กส์ และจอห์นชาร์ลส์เบาว์ริ่ง ทูตอังกฤษสามคนได้นั่งเก้าอี้ต่อหน้าพระพักตร์[50]: 271 โดยมีขุนนางสยามข้าราชการและพระบรมวงศานุวงศ์หมอบกราบอยู่ เซอร์จอห์นโบว์ริ่งถวายของกำนัลจากสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ คือนาฬิกาตลับทองประดับเพชรมีสายเป็นทองคำ[5] พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงมีพระราชปฏิสันถารแก่คณะทูตอังกฤษ เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งทูลถามว่าในกรุงเทพผู้ใดพูดภาษาอังกฤษได้ดีที่สุด ตรัสตอบว่ากัปตันโจเซฟชาวอาร์มีเนียพูดภาษาอังกฤษได้ดีที่สุด คณะมิชชันนารีอเมริกันก็พูดภาษาอังกฤษได้ดีเช่นกัน[50]: 273 และตรัสถามแก่เซอร์เบาว์ริ่งเรื่องการค้นพบดาวเนปจูน[50]: 280 หลังจากนั้นในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2398 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงแต่งตั้งคณะผู้แทนพระองค์เพื่อเข้าเจรจาทำสัญญากับเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งประกอบด้วย;
- สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) หรือ สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่
- สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) หรือ สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย
- เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหม
- เจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) เสนาบดีพระคลัง
และต่อมาทรงแต่งตั้งให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เป็นผู้แทนพระองค์คนที่ห้า เป็นผู้แทนพระบรมวงศานุวงศ์[26]: 255 เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) มีความเห็นกล่าวแก่เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งให้ได้รับฟังว่า ระบบการจัดเก็บภาษีของไทย ซึ่งพึ่งพาระบบเจ้าภาษีนายอากรชาวจีนเป็นหลักนั้น นั้นสมควรได้รับการปฏิรูป แต่มีกลุ่มขุนนางผู้ได้ประโยชน์จากระบบภาษีแบบเก่านี้ นำโดยสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย ไม่ต้องการให้มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงและคัดค้านการทำสัญญาการค้ากับอังกฤษ[50]: 98-101 ในวันที่ 8 เมษายนนี้เช่นกัน เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งได้เข้าร่วมพิธีทางศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์กับคณะมิชชันนารีอเมริกัน เซอร์เบาว์ริ่งได้พบกับหมอบรัดเลย์ หมอบรัดเลย์กล่าวแก่เซอร์เบาว์ริ่งว่า คณะมิชชันนารีอเมริกันมีความผิดหวังต่อพระเจ้ากรุงสยาม แต่ไม่ต้องการแสดงออก (Dr. Bradley said, the present King had disappointed them, but they did not like to officialize their grievances.)[50]: 287 คณะมิชชันนารีกล่าวว่าประเทศสยามมีอากาศที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุดในภูมิภาคเขตร้อน[50]: 288 และเล่าเรื่องที่พระเจ้ากรุงสยามทรงพระพิโรธแก่คณะมิชชันนารี จากเหตุการณ์ที่หมอสมิธโต้เถียงกับเจ้าพนักงานเมืองปากน้ำ เรื่องบทความหนังสือพิมพ์เดอะสเตรตส์ไทมส์ คณะมิชชันนารีอเมริกันร้องขอให้เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งช่วยเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ขอพระราชทานให้มิชชันนารีอเมริกันสามารถเดินทางออกไปทางปากน้ำได้ดังเดิม[47]

ทูตอังกฤษสามคน ได้แก่ เซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง แฮร์รี่ปาร์กส์ และนายจอห์นชาร์ลส์บุตรชายของเซอร์เบาว์ริ่ง เดินทางเข้าทำการเจรจาทำสัญญากับคณะผู้แทนพระองค์ ที่จวนของสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ ในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2398 เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเสนอร่างสัญญาของฝ่ายอังกฤษให้แก่คณะผู้แทนพระองค์ ประกอบด้วย;
- ให้ชาวอังกฤษมีสิทธิ์เข้ามาพำนักอาศัย ซื้อและครอบครองที่ดินในไทยได้ คณะผู้แทนพระองค์ยินยอมให้ชาวอังกฤษเข้ามาอยู่อาศัยและถือครองที่ดินได้แต่เพียงภายในพื้นที่ระยะทางเรือพาย 24 ชั่วโมงจากพระนคร แต่ต้องห่างจากกำแพงพระนครออกไปมากกว่า 200 เส้น หรือสี่ไมล์อังกฤษ[2]: 70
- ให้ยกเลิกภาษีปากเรือ และให้เก็บภาษีสินค้าขาเข้าจากพ่อค้าอังกฤษด้วยอัตราร้อยละสาม ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอข้อนี้อย่างมาก[2]: 71 แต่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เห็นด้วย
- ให้อังกฤษแต่งตั้งกงสุลเข้ามาดูแลปกครองชาวอังกฤษในไทย หากเกิดคดีความชาวอังกฤษจะอยู่ภายใต้กฏหมายของอังกฤษ ตัดสินคดีความโดยกงสุลอังกฤษ ไม่ขึ้นแก่ระบบกฎหมายและตุลาการตามจารีตของไทย
วันต่อมาวันที่ 10 เมษายน คณะทูตเบาว์ริ่งได้เข้าปรึกษาข้อสัญญากับสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย ซึ่งมีท่าทีไม่ยอมรับข้อเสนอของอังกฤษ[49]: 105 ในเวลาเย็นของวันที่ 10 เมษายนนั้นเอง เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) แจ้งข่าวแก่เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งว่า คณะผู้แทนพระองค์มีแนวโน้มว่าจะไม่รับข้อสัญญาของเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง[49]: 106 และว่าเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ไม่สามารถโน้มน้าวเสนาบดีผู้ใหญ่ของไทย หมายถึงสมเด็จเจ้าพระยาทั้งสององค์[2]: 77 ให้ยอมรับข้อเสนอของเซอร์เบาว์ริ่งได้ เป็นเหตุให้เซอร์เบาว์ริ่งมีความโกรธเคืองว่าการเจรจาทำสัญญากับไทยกำลังจะล้มเหลว เซอร์เบาว์ริ่งจึงข่มขู่ว่าจะลงเรือรบอังกฤษแร็ตเลอร์กลับออกไปจากไทยในทันที[49]: 106 เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ขอบคุณแก่เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งว่า การข่มขู่ของเซอร์เบาว์ริ่งนั้นเกิดขึ้นถูกเวลาพอดี[49]: 106 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทรงเรียกประชุมทำสัญญาที่พระราชวังเดิมอันเป็นที่ประทับ สมเด็จเจ้าพระยาทั้งสององค์ รวมทั้งเจ้าพระยารวิวงศ์ฯ บอกว่าป่วยไม่เดินทางมา ส่วนเซอร์เบาว์ริ่งนั้นส่งแฮร์รี่ปาร์กส์และนายจอห์นชาร์ลส์บุตรชายไปที่พระราชวังเดิม ในการเจรจาทำสัญญาครั้งนั้นเหลือผู้แทนฝ่ายไทยเพียงสองคน คือกรมหลวงวงศาธิราชสนิทและเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ และฝ่ายอังกฤษเหลือเพียงสองคนเช่นกัน ทั้งสี่คนนี้ดำเนินการเจรจาทำสัญญาระหว่างอังกฤษและไทย โดยมีหมอจันดเลหรือแชนดเลอร์เป็นล่าม จนสามารถบรรลุข้อสัญญาได้เรียบร้อยทุกประการ ในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2398[50]: 297
เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเดินทางมาเข้าเฝ้ากรมหลวงวงศาธิราชสนิทที่พระราชวังเดิม ซึ่งเซอร์เบาว์ริ่งสังเกตว่าที่หน้าประตูวังนั้นมีประกาศนียบัตรทางการแพทย์ของกรมหลวงวงศาธิราชสนิทติดไว้อยู่[50]: 294 คณะมิชชันนารีอเมริกันได้ช่วยแปลเนื้อความสนธิสัญญา จนแล้วเสร็จสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายในวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2398 ที่พระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปรียบเทียบเนื้อความภาษาอังกฤษและภาษาไทย และทรงตรวจทานแก้ไขด้วยพระองค์เอง[49]: 109 ต่อมาในวันที่ 17 เมษายน เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งทูลว่าคณะมิชชันนารีอเมริกันมีความดีความชอบ ช่วยเหลือทางด้านการแปลภาษา ทำให้การเจรจาทำสัญญาสามารถลุล่วงได้ด้วยดี[50]: 323 จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะมิชชันนารีสามารถเดินทางออกไปทางปากน้ำได้ดังเดิม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจึงตรัสตอบว่า การที่ทรงห้ามมิให้มิชชันนารีอเมริกันเดินทางออกไปที่ปากน้ำนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มิชชันนารีอเมริกันเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองของไทย[50]: 323 ซึ่งมิชชันนารีบางคนได้กระทำเช่นนั้นแล้วจริง ตรัสว่าทรงมีพระราชประสงค์จำกัดการเดินทางของมัชชันนารีอเมริกันแต่เพียงชั่วคราวเท่านั้น
วันรุ่งขึ้น วันที่ 18 เมษายน กรมหลวงวงศาธิราชสนิทตรัสแก่หมอบรัดเลย์ว่า พระเจ้ากรุงสยามทรงยกเลิกพระราชโองการจำกัดการเดินทาง มีพระบรมราชานุญาตให้มิชชันนารีสามารถเดินทางออกไปทางเมืองปากน้ำได้ดังเดิม หมอบรัดเลย์และคณะมิชชันนารีมีความปลาบปลื้มยินดีอย่างมาก มิชชันนารีจำนวนหกคนประกอบด้วยหมอจันดเล หมอบรัดเลย์ หมอสมิธ หมอมัตตูน เทลฟอร์ด และแอชมอร์ ร่วมกันเขียนจดหมายแสดงความขอบคุณแก่เซอร์เบาว์ริ่ง[47]: 389 ที่ได้ช่วยเหลือคณะมิชชันนารีอเมริกัน โดยที่หมอบรัดเลย์เดินทางมาแสดงความขอบคุณแก่เบาว์ริ่งด้วยตนเอง[50]: 323 หนังสือสัญญากรุงเทพมหานครกับกรุงอังกริษเปนทางไมตรีค้าขายกัน (Treaty of Friendship and Commerce between Great Britain and Siam) หรือ สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (Bowring Treaty) ได้ลงนามประทับตราที่จวนของสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ วันขึ้นสองค่ำเดือนหก ตรงกับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2398[2] ฝ่ายไทยที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์ และฝ่ายอังกฤษที่เรือแร็ตเลอร์ ยิงปืนสลุต 21 นัด ด้วยกันทั้งสองฝ่าย[5] บันทึกของเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งระบุว่า เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์หรือ"พระกลาโหม"นั้น เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ฝ่ายไทยยินยอมทำสัญญาเบาว์ริ่งนี้[2]: 78
เนื้อหาสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
[แก้]
- สิทธิสภาพนอกอาณาเขต: อังกฤษแต่งตั้งกงสุลเข้ามาตั้งสถานกงสุลที่กรุงเทพ เพื่อปกครองดูแลคนในบังคับของอังกฤษทั้งมวลในไทย หากคนในบังคับอังกฤษเกิดคดีความกับคนในบังคับของไทย หากจำเลยในคดีเป็นชาวอังกฤษ ให้คดีนั้นขึ้นศาลกงสุลอังกฤษ โดยมีกงสุลอังกฤษเป็นผู้พิจารณาคดี หากจำเลยเป็นชาวไทย ให้เข้าสู่ระบบตุลาการและกฎหมายจารีตของไทย[2]: 74 แต่สัญญาข้อ 2 ยังระบุให้ทั้งฝ่ายรัฐบาลไทยและฝ่ายกงสุลอังกฤษ"ร่วมกัน"ตัดสินคดีความระหว่างคนอังกฤษและคนไทยอยู่ "ถ้าคนอยู่ในบังคับอังกฤษจะเกิดวิวาทกันขึ้นกับคนอยู่ในบังคับไท กงซุลกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทจะปฤกษาชำระตัดสีน"[3]: ๑๑ แต่อังกฤษจะสามารถแต่งตั้งกงสุลมาที่กรุงเทพได้ ก็ต่อเมื่อสนธิสัญญาเบาว์ริ่งฉบับนี้ได้มีการให้สัตยาบันเปลี่ยนหนังสือสัญญาแล้ว และเมื่อมีเรือสินค้าอังกฤษเข้ามาค้าขายที่กรุงเทพแล้วเป็นจำนวนสิบลำ "กำปั่นอังกฤษเข้ามาค้าขายณกรุงเทพมหานคร ใช้ธงอังกฤษมีหนังสือสำหรับลำเปนสำคัญครบ ๑๐ ลำ หนังสือสัญาปิตตราเข้ามาถึงเปลี่ยนกันแล้ว กงซุลจึ่งตั้งได้"[3]: ๑๑-๑๒
- พาณิชยกรรม: ยกเลิกการเก็บค่าภาษีปากเรือ ที่เคยเก็บจากเรือสินค้าอังกฤษ ในอัตราหนึ่งวาละ 1,700 บาท ตามสนธิสัญญาเบอร์นี พ.ศ. 2369 ให้เหลือเพียงการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าในอัตราทั่วไปร้อยละสาม[2]: 75 โดยจ่ายตามราคามูลค่าของสินค้า (Ad valorem) แทนที่จะคิดตามปริมาณสินค้าอย่างที่ไทยเคยเก็บมาในอดีต และเก็บครั้งเดียวตลอดการค้าขายในไทยและไม่เก็บภาษีอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก
- การเดินทางและการถือครองที่ดิน: คนในบังคับของอังกฤษสามารถเดินทาง พำนักอาศัย ซื้อและถือครอบครองที่ดินในไทย ในเฉพาะอาณาบริเวณนับจากกรุงเทพพระนครออกไปโดยรอบทิศเป็นระยะทางหนึ่งวันโดยทางเรือ หากชาวอังกฤษผู้ใดประสงค์จะเดินทางออกไปพ้นจากอาณาเขตที่กำหนด จะต้องให้กงสุลอังกฤษทำเรื่องขออนุญาตจากรัฐบาลไทย ในการซื้อและถือครอบครองที่ดินนั้น สามารถทำได้เฉพาะที่ดินที่อยู่ห่างจากกำแพงพระนครอย่างน้อย 200 เส้น หรือสี่ไมล์อังกฤษ หากชาวอังกฤษต้องการจะซื้อถือครองที่ดินชั้นในบริเวณใกล้กับพระนคร จะต้องเข้ามาอยู่อาศัยในไทยแล้วอย่างน้อยสิบปี หรือทางฝ่ายรัฐบาลไทยอนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ[3]: ๑๒
- ชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favored Nation): หากในภายภาคหน้ารัฐบาลไทยมอบสิทธิพิเศษหรือประโยชน์อย่างอื่นใดที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญานี้ ให้แก่ชาติตะวันตกอื่นๆ อังกฤษก็จะได้รับสิทธิพิเศษและประโยชน์นั้นเช่นกันโดยปริยาย "ข้อ ๑๐ ว่า ถ้าฝ่ายไทยอมให้สิ่งใด ๆ กับชาติอื่น ๆ นอกจากหนังสือสัญญานี้ ก็จะต้องยอมให้อังกฤษแลคนในบังคับอังกฤษเหมือนกัน"[3]: ๑๖
- สนธิสัญญาเบาว์ริ่งนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2399 ประมาณหนึ่งปีหลังจากการลงนามสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง เป็นต้นไป[3]: ๑๗
เวลาเย็นของวันที่ 18 เมษายน วันที่ลงนามสนธิสัญญาเบาว์ริ่งนั้นเอง เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระบวรราชวัง คณะทูตอังกฤษทั้งสามคน ได้แก่ เซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง แฮร์รี่ปาร์กส์ และจอห์นชาร์ลส์บุตรชาย เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลลา ในวันที่ 24 เมษายน[50]: 333 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชสาส์นจารบนพระสุพรรณบัฏแผ่นทองใส่หีบ มอบหมายให้คณะทูตอังกฤษอัญเชิญกลับไปถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ พระราชทานกุญแจทองแก่นายแฮร์รี่ปาร์กส์[50]: 334 เป็นผู้อัญเชิญพระราชสาส์นกลับประเทศอังกฤษ เป็นผู้ไขกุญแจเปิดหีบนำราชสาส์นออกถวาย และโปรดฯพระราชทานของมีค่าอื่น ๆ เพื่อนำไปถวายพระนางเจ้าแห่งอังกฤษ ได้แก่ พระธำมรงค์รังแตนประดับด้วยไพฑูรย์และเพชรนิลจินดาต่าง ๆ จากหัวเมืองลาว[52] (ในที่นี้หมายถึงล้านนา) ปากกาทองคำประดับเพชร ขวดหมึกทองคำลงยาราชาวดี รูปพิมพ์ช้างพังเผือกพระวิสุทธิรัตนกิริณี และพู่ทองมีขนทำจากขนของช้างเผือกพระวิสุทธิรัตนกิริณี[52]
คณะทูตอังกฤษของเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเดินทางออกจากกรุงเทพพระนคร และเดินทางออกจากเมืองปากน้ำสมุทรปราการ ในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2398 ซึ่งในโอกาสเดียวกันนี้ มิชชันนารีอเมริกันหมอเฮาส์เดินทางออกจากไทยกลับประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นการชั่วคราวด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯพระราชทานเงินจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ[25]: 49 ฝากให้หมอเฮาส์นำไปมอบให้แก่ครอบครัวของศาสนาจารย์เจสซีแคสเวลล์ พระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษผู้ล่วงลับไปแล้วของพระองค์ ที่สหรัฐอเมริกาด้วย เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งอนุญาตให้หมอเฮาส์ติดตามคณะทูตอังกฤษ เดินทางไปที่สิงคโปร์[25]: 143 เพื่อเดินทางไปที่สหรัฐอเมริกาต่อไป วันต่อมาวันที่ 26 เมษายน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ถึงแก่พิราลัย[5] เป็นระยะเวลาแปดวันหลังจากวันลงนามสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง แฮร์รี่ปาร์กส์ได้รับมอบหมายให้นำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งไปที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ เพื่อให้รัฐบาลอังกฤษทำการรับรอง แฮร์รี่ปาร์กส์เดินทางถึงอังกฤษในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2398
ทูตอเมริกันแฮร์ริสในไทย
[แก้]สหรัฐอเมริกาแต่งตั้งทูตแฮร์ริสมาที่ญี่ปุ่นและไทย
[แก้]ทาวน์เซนด์ แฮร์ริส (Townsend Harris) เกิดเมื่อพ.ศ. 2347 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 ของไทย เกิดที่เมืองแซนดี้ฮิลล์ (Sandy Hill) เขตเทศมณฑลวอชิงตัน (Washington County) รัฐนิวยอร์ก เมื่อเติบโตขึ้นทาวน์เซนด์แฮร์ริสย้ายมาอาศัยอยู่ที่นครนิวยอร์กเพื่อทำธุรกิจนำเข้าสินค้าเครื่องกระเบื้องจีนกับครอบครัว แฮร์ริสได้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาธิการเมืองนิวยอร์ก (New York City Board of Education) ในพ.ศ. 2389 รณรงค์ให้นครนิวยอร์กจัดการศึกษาแก่ชาวเมืองนิวยอร์กโดยไม่เก็บเงิน นำไปสู่การจัดตั้งวิทยาลัยนิวยอร์ก (City College of New York) เมื่อมารดาของทาวน์เซนด์แฮร์ริสเสียชีวิต แฮร์ริสจึงผันตนเองเป็นพ่อค้า เดินทางออกจากนครนิวยอร์กในพ.ศ. 2392 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อมาค้าขายในภูมิภาคตะวันออกไกล แฮร์ริสพำนักอาศัยอยู่ที่เกาะปีนังเป็นหลัก เดินทางไปค้าขายที่ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ที่เซี่ยงไฮ้ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2396 ทาวน์เซนด์แฮร์ริสพยายามขอเข้าร่วมคณะทูตของแมทธิว เพร์รี (Matthew C. Perry) ในการเปิดประเทศญี่ปุ่น แต่เพร์รีไม่อนุญาต[44]: 2 เพร์รีสามารถเจรจาทำสนธิสัญญาคานางาวะ (Convention of Kanagawa, ญี่ปุ่น: 神奈川条約) กับรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะได้สำเร็จ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2397 แต่เนื้อหาของสัญญาคานางาวะนั้น มีเพียงเรื่องการที่ญี่ปุ่นเปิดเมืองท่าชิโมดะและฮาโกดาเตะให้ชาวอเมริกันค้าขาย และเรื่องที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะช่วยเหลือดูแลชาวอเมริกันซึ่งเรือล่ม แต่ยังไม่เป็นสัญญาทางไมตรีและพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ สัญญาคานางาวะข้อที่สิบเอ็ดระบุว่า สหรัฐอเมริกาสามารถจัดตั้งกงสุลอเมริกันขึ้นที่เมืองชิโมดะได้[44]: 5
ทาวน์เซนด์แฮร์ริสต้องการตำแหน่งกงสุลอเมริกันอันมีเกียรติในเมืองที่มีความสำคัญในเอเชีย แฮร์ริสยื่นเรื่องสมัครขอเป็นกงสุลอเมริกันที่เมืองกวางตุ้งหรือเมืองฮ่องกง ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2397 ทาวน์เซนด์แฮร์ริสยื่นเรื่องเสนอต่อวิลเลียม มาร์ซี (William L. Marcy) รัฐมนตรีต่างประเทศของอเมริกาว่า สหรัฐอเมริกาควรซื้อเกาะฟอร์โมซาหรือเกาะไต้หวันจากจีนเพื่อมาจัดตั้งเป็นสถานีเติมเชื้อเพลิงถ่านหิน ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ (Franklin Pierce) แต่งตั้งให้ทาวน์เซนด์แฮร์ริสเป็นกงสุลอเมริกันประจำเมืองหนิงปัว ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2397[44]: 3 และแต่งตั้งให้นักวิชาการประวัติศาสตร์ชื่อว่าจอห์น โรไมน์ บราดเฮด (John Romeyn Brodhead) เป็นกงสุลใหญ่อเมริกันประจำญี่ปุ่น ในมีนาคม พ.ศ. 2398 แต่ทว่าบราดเฮดไม่ต้องการเดินทางไปญี่ปุ่น แฮร์ริสไม่พึงพอใจต่อตำแหน่งกงสุลเมืองหนิงปัว จึงไม่ยอมเดินทางไปรับตำแหน่งที่เมืองหนิงปัว แต่เดินทางจากปีนังกลับสหรัฐอเมริกาเพื่อหาตำแหน่งกงสุลอันมีเกียรติอื่น ๆ
หลังจากที่ได้เดินทางมาค้าขายในเอเชียเป็นเวลาหกปี ทาวน์เซนด์แฮร์ริสจึงเดินทางกลับถึงนครนิวยอร์ก ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2398 บุคคลสำคัญของนครนิวยอร์กแปดคน รวมทั้งบราดเฮดด้วย ยื่นเสนอต่อประธานาธิบดีเพียร์ซ ขอให้แต่งตั้งให้แฮร์ริสเป็นกงสุลอเมริกันประจำญี่ปุ่น[44]: 7-8 แฮร์ริสเดินทางจากนิวยอร์กไปที่กรุงวอชิงตันดีซี เข้าพบและรับประทานอาหารกับประธานาธิบดีเพียรซ ผู้สนับสนุนทางการเมืองพรรคเดโมแครตของแฮร์ริส ช่วยให้นายมาร์ซีรัฐมนตรีต่างประเทศสนับสนุนแฮร์ริสเป็นกงสุลญี่ปุ่น แต่ประธานาธิบดีเพียร์ซยังคงลังเล แฮร์ริสจึงเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีเพียร์ซ ในวันที่ 4 สิงหาคม ใจความว่าแฮร์ริสมีความต้องการเป็นกงสุลประจำญี่ปุ่นอย่างยิ่ง หากให้เลือกระหว่างตำแหน่งกงสุลใหญ่ประจำจีนกับประจำญี่ปุ่น แฮร์ริสจะขอเลือกญี่ปุ่นมากกว่าจีน[44]: 9 และเนื่องจากแฮร์ริสไม่ได้สมรสไม่มีบุตรภรรยา แฮร์ริสจึงไม่มีพันธะผูกพันทางครอบครัว สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นกงสุลอยู่ในญี่ปุ่นได้[44]: 9 ประธานาธิบดีเพียร์ซจึงแต่งตั้งทาวน์เซนด์แฮร์ริส เป็นกงสุลใหญ่อเมริกันประจำญี่ปุ่น (Consul General to Japan) ในวันที่ 4 สิงหาคม[44]: 12 วันเดียวกันนั้นเอง เมื่อได้ตำแหน่งกงสุลญี่ปุ่นสำเร็จดังประสงค์แล้ว แฮร์ริสจึงเดินทางกลับนครนิวยอร์ก

เมื่อทาวน์เซนด์แฮร์ริสได้รับทราบข่าวว่าไทยได้ตกลงทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับอังกฤษในเดือนเมษายน พ.ศ. 2398 แฮร์ริสจึงเขียนจดหมายถึงนายมาร์ซีรัฐมนตรีต่างประเทศ ขอให้กองเรืออินเดียตะวันออกของสหรัฐอเมริกา จัดหาเรือรบที่สิงคโปร์ให้แก่แฮร์ริสสักลำหนึ่ง เพื่อที่แฮร์ริสในระหว่างเส้นทางไปญี่ปุ่นนั้น จะเดินทางจากสิงคโปร์แวะเข้ามาที่กรุงเทพเพื่อทำสัญญาฉบับใหม่กับไทย[1]: 365 แฮร์ริสคาดการณ์ว่าการเจรจาทำสัญญากับไทยนั้นจะสำเร็จเรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็วไม่เกินประมาณสิบวัน และแฮร์ริสยังระบุว่าตนเองนั้นสามารถพูดภาษามลายูได้ จะทำให้แฮร์ริสสามารถสื่อสารกับข้าราชการฝ่ายไทยได้โดยตรงโดยไม่มีผู้แปล[1]: 365
ในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2398 ประธานาธิบดีเพียร์ซแต่งตั้งให้ทาวน์เซนด์แฮร์ริสเป็นทูตอเมริกันเข้ามาทำสัญญาทางการค้าฉบับใหม่กับญี่ปุ่นและไทย ต่อมาในวันที่ 12 กันยายน ประธานาธิบดีเพียร์ซเขียนสาส์นถึงพระจักรพรรดิญี่ปุ่นและพระเจ้ากรุงสยาม โดยที่เขียนสาส์นแด่พระจักรพรรดิญี่ปุ่นว่า สหรัฐอเมริกาจะขอแก้ไขสนธิสัญญาคานางาวะ ที่เพิ่งตกลงไปเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านี้ เพื่อส่งเสริมให้การค้าขายระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นนั้นเจริญมากขึ้น[1]: 612 และเขียนสาส์นเป็นภาษาอังกฤษถวายแด่พระเจ้ากรุงสยามว่า เนื่องด้วยพระเจ้ากรุงสยามมีพระราชประสงค์ในการแลกเปลี่ยนค้าขายสินค้าต่าง ๆ ของสยาม กับนานาประเทศ ทางสหรัฐอเมริกาจึงขอพระบรมราชานุญาต แก้ไขสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์แต่เดิมพ.ศ. 2376 เพื่อส่งเสริมให้การค้าขายระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทยเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเช่นกัน;[1]: 366
[แปล]
ข้าพเจ้าได้รับทราบเป็นเวลานานแล้วว่า พระราชอาณาจักรของพระเจ้ากรุงสยามนั้นอุดมด้วยสินค้าต่าง ๆ นานา และพระเจ้ากรุงสยามมีพระราชประสงค์ที่จะแลกเปลี่ยนค้าขายสินค้าต่าง ๆ เหล่านี้กับนานาประเทศ ข้าพเจ้าจึงขอพระบรมราชานุญาต แก้ไขสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐอเมริกาและสยาม เพื่ออำนวยให้การค้าขายเจริญรุ่งเรืองขึ้นดังพระราชประสงค์ ข้าพเจ้าได้แต่งตั้งนายทาวน์เซนด์แฮร์ริส เอสไกวร์ กงสุลใหญ่ของสหรัฐอเมริกาประจำจักรวรรดิญี่ปุ่น และเป็นพลเมืองของประเทศนี้ เป็นผู้ถ่ายทอดสาส์นฉบับนี้ เพื่อนำไปมอบให้แก่เสนาบดีหรือขุนนางของพระเจ้ากรุงสยามตามแต่จะทรงโปรดฯ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าคณะเสนาบดีสยามนั้น จะยอมรับเนื้อความสนธิสัญญาซึ่งจะสานสัมพันธ์ทางพระราชไมตรีระหว่างสหรัฐอเมริกาและสยามไปตลอดกาลนาน และส่งเสริมการค้าพาณิชย์ระหว่างสองประเทศให้เป็นประโยชน์สืบไป
[1]: 366
ประธานาธิบดีเพียร์ซมอบหมายให้ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริส นำสาส์นจากประธานาธิบดีทั้งสองฉบับ นำไปถวายพระจักรพรรดิญี่ปุ่นและพระเจ้ากรุงสยามตามลำดับ วิลเลียม มาร์ซี รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ออกคำสั่งมอบหมายภารกิจทางการทูตให้แก่ทาวน์เซนด์แฮร์ริส สำหรับญี่ปุ่นนั้น มาร์ซีมอบหมายให้แฮร์ริสเจรจาทำสัญญาทางการค้าฉบับใหม่กับญี่ปุ่น เพื่อให้พ่อค้าอเมริกันสามารถค้าขายกับญี่ปุ่นได้อย่างเสรี ซึ่งเงื่อนไขข้อสัญญาทางการค้าที่แฮร์ริสจะตกลงกับญี่ปุ่นนั้น อาจให้สัญญาที่แฮรริสได้ตกลงกับสยามแล้วเป็นต้นแบบ สำหรับไทยนั้น มาร์ซีมอบหมายให้แฮร์ริส;[3]: 366
- เจรจาทำสัญญาฉบับใหม่กับไทย โดยที่สหรัฐอเมริกาควรจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากไทย ในลักษณะเดียวกับที่ไทยได้มอบให้แก่อังกฤษ ในสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง เป็นอย่างน้อย
- แจ้งแก่ฝ่ายไทยว่า สหรัฐอเมริกานั้นมีนโยบายที่แตกต่างจากอังกฤษ ในขณะที่อังกฤษนั้นได้ครอบครองพม่าและมีเขตแดนมาติดต่อต่อเนื่องกับไทย สหรัฐอเมริกาขอให้ไทยไว้วางใจแก่สหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯนั้นไม่มีความประสงค์และไม่มีแผนการที่จะเข้ามายึดครองดินแดนต่างๆในภูมิภาคเดียวกับไทย
- แจ้งแก่ฝ่ายไทยว่า ฝ่ายไทยจะต้องคุ้มครองคณะมิชชันนารีอเมริกัน ให้มีความปลอดภัยไม่ได้รับอันตราย แต่คณะมิชชันนารีโปรแตสแตนต์อเมริกันนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ไม่ได้ส่งมาจากรัฐบาลอเมริกา และฝ่ายอเมริกาจะไม่ยุ่งเกี่ยวแทรกแซงเรื่องนโยบายทางศาสนาของไทย
ในเวลาเดียวกันนั้น ทูตอังกฤษนายแฮร์รีปาร์กส์ (Harry Parkes พงศาวดารว่า ฮารีปาก) ได้นำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกลับไปให้รัฐบาลอังกฤษที่กรุงลอนดอนทำการรับรอง รัฐบาลอังกฤษมีความเห็นว่า เนื้อความสนธิสัญญาเบาว์ริ่งนั้นมีความครุนเครือไม่ชัดเจนบางประการ โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องการตัดสินคดีความของคนในบังคับของอังกฤษในไทย สนธิสัญญาเบาว์ริ่งข้อที่สองระบุให้กงสุลอังกฤษชำระคดีความของคนอังกฤษร่วมกันกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทย แต่รัฐบาลอังกฤษต้องการให้กงสุลอังกฤษมีอำนาจตัดสินชำระคดีความของคนอังกฤษในไทยอย่างเด็ดขาดฝ่ายเดียว โดยที่เจ้าพนักงานฝ่ายไทยและรัฐบาลไทยไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว และยังต้องมีการระบุอย่างชัดเจนว่า สัญญาข้อใดของสนธิสัญญาเบอร์นีถูกหักล้างโดยสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง สัญญาข้อใดยังคงมีผลอยู่ รัฐบาลอังกฤษจึงมอบหมายให้แฮร์รีปาร์กส์ นำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งเข้ามาเปลี่ยนสัญญา และเข้ามาเจรจาแก้ไขข้อสัญญาบางประการกับไทย
ทาวน์เซนด์แฮร์ริสเดินทางจากนิวยอร์กมาสู่กรุงเทพ
[แก้]
ในขณะนั้นสหรัฐอเมริกาได้ทำสนธิสัญญาเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับชาติในเอเชียแล้วได้แก่ โอมาน (สนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ พ.ศ. 2376) จีนราชวงศ์ชิง (สนธิสัญญาหว่างเสีย พ.ศ. 2387) และบรูไน (สนธิสัญญาเบลิสเทียร์ พ.ศ. 2393) วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2398 พระจักรพรรดินโปเลียนที่สามแห่งฝรั่งเศสทรงแต่งตั้งให้ชาร์ลส์ เดอ มงติญี (Charles de Montigny) กงสุลฝรั่งเศสประจำเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่กรุงปารีส ให้เป็นราชทูตฝรั่งเศสเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทย ในลักษณะเดียวกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง รัฐบาลสหรัฐอเมริกาแต่งตั้งให้นาวาเอกเจมส์ อาร์มสตรอง (James Armstrong) เป็นผู้บังคับบัญชากองเรืออินเดียตะวันออกคนใหม่ นำเรือรบอเมริกันชื่อซานฮาซินโต (San Jacinto) เข้าร่วมคณะทูตของทาวน์เซนด์แฮร์ริส ซึ่งเรือจะบรรทุกเครื่องบรรณาการของมีค่านำเข้ามาถวายพระเจ้ากรุงสยามทั้งสองพระองค์ และนำของกำนัลไปมอบให้แก่โชกุนญี่ปุ่นด้วย ทาวน์เซนด์แฮร์ริสนำสัมภาระของตนไว้บนเรือซานฮาซินโต จากนั้นแฮร์ริสจึงเดินทางแยกจากนาวาเอกอาร์มสตรอง โดยที่แฮร์ริสโดยสารเรือแปซิฟิก (Pacific) ออกจากนครนิวยอร์กในวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2398[44]: 26 ไปทางยุโรปเพื่อเดินทางเข้ามาที่เอเชีย ส่วนนาวาเอกอาร์มสตรองนั้น โดยสารเรือซานฮาซินโตออกจากนครนิวยอร์กในวันที่ 25 ตุลาคม เจ็ดวันหลังจากแฮร์ริส เดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปทวีปแอฟริกาเพื่อเดินทางมาที่เอเชีย ทั้งแฮร์ริสและอาร์มสตรองวางแผนจะมาพบกันที่เกาะปีนังในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2399[44]: 28
ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริสโดยสารเรือแปซิฟิก ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ถึงเมืองลิเวอร์พูลของอังกฤษในวันที่ 28 ตุลาคม จากนั้นแฮร์ริสจึงนั่งรถไฟจากลิเวอร์พูลลงไปถึงนครลอนดอน ในวันรุ่งขึ้นวันที่ 29 ตุลาคม แฮร์ริสพำนักอยู่ที่ลอนดอนเป็นเวลาสามวัน จากนั้นจึงเดินทางออกจากอังกฤษที่เมืองโดเวอร์ ขึ้นฝั่งฝรั่งเศสที่เมืองกาแลส์ จากนั้นจึงเดินทางถึงกรุงปารีส ในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2398 แฮร์ริสหาซื้อเสื้อผ้าอย่างดีในกรุงปารีส เพื่อสวมใส่เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงสยาม[44]: 27 ในเวลานั้นเกิดสงครามไครเมีย (Crimean War) ทำให้เรือโดยสารขาดแคลน แฮร์ริสเดินทางออกจากกรุงปารีสในวันที่ 26 พฤศจิกายน เดินทางถึงเมืองมาร์เซยทางชายฝั่งตอนใต้ของฝรั่งเศส แฮร์ริสโดยสารเรือเว็กติส (Vectis) ของบริษัทเพ็นนินซูลาโอเรียนตัลของอังกฤษ จากเมืองท่ามาร์เซยไปจนถึงเมืองอะเล็กซานเดรียในอียิปต์ในวันที่ 4 ธันวาคม จากนั้นแฮร์ริสนั่งรถไฟจากอะเล็กซานเดรียไปจนถึงเมืองสุเอซ สุดท้ายแฮร์ริสจึงโดยสารเรือเบ็งกอล (Bengal) ที่เมืองสุเอช ในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2398 เพื่อเดินทางเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย แฮร์ริสเดินทางถึงเมืองกอลล์ในลังกาของอังกฤษในวันที่ 26 ธันวาคม แฮร์ริสพำนักอยู่บนเกาะลังกาเป็นเวลาประมาณสามสัปดาห์ จากนั้นแฮร์ริสจึงเดินทางมาถึงเกาะปีนัง ในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2399 เพื่อรอคอยนาวาเอกอาร์มสตรองและเรือซานฮาซินโตให้มาพบที่ปีนังกันตามที่ได้นัดหมายไว้
รัฐบาลอังกฤษได้มอบหมายให้ทูตอังกฤษแฮร์รีปาร์กส์นำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งมาเปลี่ยนหนังสือสัญญากับไทยที่กรุงเทพ และเพื่อเจรจาแก้ไขเนื้อความบางประการของสนธิสัญญาเบาว์ริ่งเพื่อให้เกิดความกระจ่าง แฮร์รีปาร์กส์เดินทางออกจากอังกฤษในเดือนมกราคม พ.ศ. 2399 เดินทางผ่านกรุงปารีสมาขึ้นเรือโดยสารที่เมืองท่ามาร์เซย ในเวลาเดียวกันนี้ที่ปีนัง ทาวน์เซนด์แฮร์ริสเขียนจดหมายถึงชาร์ลส์ วิลเลียม แบรดลีย์ (Charles William Bradley) กงสุลอเมริกันประจำสิงคโปร์ ขอให้นายแบรดลีย์ส่งสำเนาสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง และหนังสือที่บรรยายเกี่ยวกับอาณาจักรสยาม มาให้แก่แฮร์ริสที่ปีนัง เพื่อที่แฮร์ริสจะทำการศึกษาเกี่ยวกับอาณาจักรสยาม[44]: 51 ชาร์ลส์แบรดลีย์ขออาสาเป็นผู้นำสัญญาที่แฮร์ริสกำลังจะตกลงกับไทย นำกลับไปให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาทำการรับรอง ทูตอังกฤษแฮร์รีปาร์กส์เดินทางถึงปีนังในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ซึ่งทาวน์เซนด์แฮร์ริสทูตอเมริกันได้พบกับทูตอังกฤษแฮร์รีปาร์กส์ที่ปีนัง แฮร์รีปาร์กส์เล่าประสบการณ์ของตนเองในการเข้าเจรจาทำสัญญากับไทยเมื่อปีก่อนให้แก่แฮร์ริสได้ฟัง และมอบสำเนาสนธิสัญญาเบาว์ริ่งให้แก่แฮร์ริสอีกฉบับหนึ่ง ทาวน์เซนด์แฮร์ริสเฝ้ารอเรือซานฮาซินโตอยู่ที่เกาะปีนังเป็นเวลาเกือบสองเดือนแล้ว นาวาเอกอาร์มสตรองโดยสารเรือซานฮาซินโตมาถึงเกาะลังกาในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2399 ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดประมาณหนึ่งเดือนกว่า[44]: 74

ฝ่ายทูตอังกฤษแฮร์รีปาร์กส์มีความรีบร้อน ต้องการนำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งมาเปลี่ยนกับฝ่ายไทยให้ตรงตามกำหนด แฮร์รีปาร์กส์จึงเดินทางด้วยเรือรบอังกฤษอ็อกแลนด์ (Auckland พงศาวดารว่า ออกแกลน) ออกจากสิงคโปร์ เข้ามาถึงสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาในวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2399[51]: 167 ซึ่งทูตอังกฤษแฮร์รีปาร์กส์ได้นำพระราชสาส์นจากสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษเข้ามาถวายด้วย เป็นครั้งแรกที่ทูตอังกฤษนำราชสาส์นจากกษัตริย์อังกฤษเข้ามาถวาย เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งไม่ได้นำราชสาส์นเข้ามาถวาย พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทรงพระปิติมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ฝ่ายราชสำนักไทยจึงใช้เวลาจัดเตรียมพิธีรับราชสาส์นอังกฤษอย่างสมเกียรติ เป็นเหตุให้แฮร์รีปาร์กส์ติดค้างอยู่ที่สันดอน หลังจากที่ทาวน์เซนด์แฮร์ริสเฝ้ารออยู่ที่เกาะปีนังเป็นเวลาสองเดือนกว่า ในที่สุดนาวาเอกอาร์มสตรองและเรือซานฮาซินโตมาถึงเกาะปีนัง วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2399[44]: 75 วันรุ่งขึ้นวันที่ 23 มีนาคม วันแรมสามค่ำเดือนสี่[5] ทูตอังกฤษแฮร์รีปาร์กส์โดยสารเรืออ็อกแลนด์ขึ้นมาถึงป้อมป้องปัจจามิตรที่กรุงเทพ แฮร์รีปาร์กส์ได้เข้าเฝ้าออกใหญ่ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท[5] มอบถวายราชสาส์นจากสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียให้แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระหัตถ์ พร้อมทั้งถวายเครื่องบรรณาการของมีค่าต่าง ๆ เป็นจำนวนมากล้นหลายสิ่ง จนเจ้าพนักงานฝ่ายไทยจดบันทึกไม่หมด "เจ้าพนักงานในตำแหน่งทั้งปวงมารับไปต่อมือฮาริปักเองเนืองๆ เจ้าพนักงานกรมท่าได้บัญชีไว้บ้างไม่ได้บ้าง"[5]
ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริสและนาวาเอกอาร์มสตรองโดยสารเรือซานฮาซินโตออกจากเกาะปีนังมาถึงสิงคโปร์ ในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2399[44]: 77 ที่สิงคโปร์ทาวน์เซนด์แฮร์ริสได้ทราบข่าวว่าฝรั่งเศสได้ส่งราชทูตชาร์ลส์เดอมงติญี กำลังเดินทางมาที่สิงคโปร์ เพื่อเดินทางต่อไปทำสัญญากับไทยเช่นเดียวกับแฮร์ริส แฮร์ริสมีความกังวลว่าหากมีราชทูตชาติตะวันตกชาติอื่นเข้ามาเจรจาทำสัญญาที่ไทยพร้อมกับแฮร์ริส จะทำให้เกิดการเปรียบเทียบและแฮร์ริสในฐานะทูตอเมริกันอาจต้องเสียเปรียบ แฮร์ริสพยายามขอเข้าพบเฟรเดริก โกตีแยร์ (Frédéric Gauthier) กงสุลฝรั่งเศสที่สิงคโปร์ เพื่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับคณะทูตฝรั่งเศสแต่ไม่สำเร็จ[44]: 77 อีกทั้งแฮร์ริสได้ยังได้เห็นเรือรบฝรั่งเศสขนาดใหญ่สองลำ คือเรือก็องสตังตีน (Constantine) และเรือนีซืส (Nisus) จอดเทียบท่าอยู่ที่สิงคโปร์ เพื่อรอร่วมกับคณะทูตฝรั่งเศสในการเข้าเจรจากับไทย และมีข่าวว่าฝรั่งเศสจะส่งเรือรบอีกสองลำมาสมทบ ทำให้คณะทูตฝรั่งเศสมีเรือรบทั้งสิ้นสี่ลำ[44]: 77 ในการเข้าเจรจากับไทย เทียบกับคณะทูตอเมริกันของแฮร์ริส ซึ่งมีเรือรบคือเรือซานฮาซินโตอยู่เพียงลำเดียว ทาวน์เซนด์แฮร์ริสจึงตระหนักว่าควรรีบเดินทางเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทยให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยให้เร็วที่สุด ก่อนที่คณะทูตฝรั่งเศสจะติดตามมาถึง[44]: 77
แฮร์รีปาร์กส์ หรือ ฮารีปาก นำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งเข้ามาเปลี่ยนหนังสือสัญญา ให้ฝ่ายไทยรับรองอย่างเป็นทางการ ในวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนห้า[5] ตรงกับวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2399 จากนั้นแฮร์รีปาร์กส์จึงกราบทูลเรื่องขอเพิ่มเติมข้อสัญญาบางประการเกี่ยวกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงแต่งตั้งคณะผู้แทนพระองค์ห้าคน เพื่อเจรจาเพิ่มเติมข้อสัญญากับแฮร์รีปาร์กส์ ก่อนหน้านี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯได้ทอดพระเนตรสัญญาที่อังกฤษได้ตกลงกับญี่ปุ่น ในพ.ศ. 2397 ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับสนธิสัญญาคานางาวะ คือพ่อค้าอังกฤษในญี่ปุ่นยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายญี่ปุ่น และญี่ปุ่นไม่ได้มอบสิทธิทางภาษีและการค้าอื่นใดให้แก่อังกฤษ นอกจากเปิดเมืองท่าให้อังกฤษค้าขายเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงพระพิโรธแก่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ว่าเจรจาทำสัญญาแล้วไทยเสียเปรียบ มอบสิทธิ์ต่าง ๆ ให้แก่อังกฤษ มากกว่าที่ญี่ปุ่นมอบให้แก่อังกฤษ[53]: 168 เป็นเหตุให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ถูกลดบทบาทลง และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงติดตามการเจรจากับแฮร์รีปาร์กส์อย่างใกล้ชิดด้วยพระองค์เอง[53]
ไทยต้อนรับทูตทาวน์เซนด์แฮร์ริส
[แก้]ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริส และนาวาเอกเจมส์อาร์มสตรอง พร้อมคณะผู้ติดตาม เดินทางด้วยเรือซานฮาซินโต ออกจากสิงคโปร์ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2399 เข้ามาถึงสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาในวันที่ 13 เมษายน[44]: 79 พบเรือรบอังกฤษอ็อกแลนด์ขอทูตอังกฤษแฮร์รีปาร์กส์ทอดสมออยู่ ทาวน์เซนด์แฮร์ริสทราบทันทีว่าเมื่อทูตอังกฤษยังเจรจากับฝ่ายไทยยังไม่เรียบร้อย การเจรจาของแฮร์ริสกับฝ่ายไทยจะต้องล่าช้าอย่างแน่นอน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) นำเรือกลไฟสยามอรสุมพล (ชื่อภาษาอังกฤษว่า The Siamese Steam)[44]: 83 จากกรุงเทพลงไปรับคณะทูตอเมริกันที่สันดอน[5] เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ขึ้นมาต้อนรับทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริสถึงบนเรือซานฮาซินโต แจ้งแก่แฮร์ริสว่า เนื่องจากที่ตึกรับแขกหน้าวัดประยูรวงศ์ หรือในอดีตคือห้างหันแตรนั้น มีทูตอังกฤษแฮร์รีปาร์กส์อาศัยอยู่ คณะทูตอเมริกันจะต้องไปอยู่ที่เรือนไม้ไผ่หลังคามุงจากแทน[44] และเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ยังกล่าวแก่แฮร์ริสอีกว่า ฝ่ายไทยจะไม่ถือว่าแฮร์ริสนั้นเป็นราชทูต เนื่องจากแฮร์ริสไม่ได้เป็นทูตที่เจ้ากษัตริย์พระองค์ใดพระราชทานส่งมา[44]: 84 เป็นเหตุให้แฮร์ริสมีความขัดข้องใจอย่างยิ่ง แฮร์ริสบันทึกว่าเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ หรือที่แฮร์ริสเรียกว่าพระกลาโหม (Phra Kalahom) นั้น เป็น"บิดาของทัพเรือสยาม" (Father of the Siamese Navy)[44]: 85 เนื่องจากเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์นั้นเป็นผู้ต่อเรือตามแบบตะวันตกขึ้นให้แก่สยาม จากนั้นทูตอเมริกันแฮร์ริสจึงเขียนสาส์นเข้าไปถวายแด่พระเจ้ากรุงสยามทั้งสองพระองค์

สตีเฟน มะทูน (Stephen Mattoon) หรือหมอมัตตูน มิชชันนารีอเมริกันนิกายเพรสไบเทอเรียน เดินทางออกมาอยู่กับแฮร์ริสที่สันดอน เพื่อทำหน้าที่เป็นล่ามให้แก่แฮร์ริส ทูตอังกฤษแฮร์รีปาร์กส์ขึ้นมาพบกับแฮร์ริสบนเรือซานฮาซินโต แจ้งแก่แฮร์ริสว่า การเจรจาของแฮร์รีปาร์กส์กับฝ่ายไทยกำลังประสบความล่าช้า คาดว่าการเจรจาของแฮร์ริสกับไทยก็จะประสบความล่าช้าในลักษณะเดียวกัน และแฮร์รีปาร์กส์แจ้งแก่แฮร์ริสว่า ระยะทางสองร้อยเส้นหรือสี่ไมล์จากพระนคร ได้รับการวัดระยะทางและกำหนดเขตแดนเรียบร้อยแล้ว[44]: 89 หลังจากที่คณะทูตอเมริกันรอคอยอยู่ที่สันดอนเป็นเวลาแปดวัน เรือสยามอรสุมพลจึงออกมารับคณะทูตอเมริกันจากเรือซานฮาซินโต ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2399 เข้าไปถึงป้อมปากน้ำสมุทรปราการ ฝ่ายไทยที่ป้อมปากน้ำยึงปืนสลุต 21 นัด[5] และบรรเลงเพลงเฮลโคลัมเบีย (Hail, Columbia เพลงชาติสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น) เพื่อต้อนรับคณะทูตอเมริกัน เรือสยามอรสุมพลนำคณะทูตอเมริกันขึ้นมาถึงที่กรุงเทพ ในวันเดียวกันนั้น ถึงที่เรือนไม้ไผ่อันเป็นที่รับรองคณะทูตอเมริกัน ที่ปากคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานกงสุลโปรตุเกส เจ้าพระยารวิวงศ์ฯ (ขำ บุนนาค) และหมอบรัดเลย์ ออกมาต้อนรับคณะทูตอเมริกัน[44]: 102
ทาวน์เซนด์แฮร์ริสกล่าวแก่เจ้าพระยารวิวงศ์ฯ (ขำ บุนนาค) ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้น มีความเคารพนับถือต่อพระเจ้ากรุงสยามอย่างยิ่ง และปรารถนาจะสานสัมพันธไมตรีกับประเทศสยามให้แน่นแฟ้นยืนนานยิ่งขึ้นไป[44]: 104 เจ้าพระยารวิวงศ์ฯขอดูตัวอย่างสัญญาคานางาวะ ที่แมทธิวเพร์รีได้ตกลงกับญี่ปุ่นเมื่อก่อนหน้านี้ ซึ่งแฮร์ริสปฎิเสธว่าไม่มีตัวอย่างให้ดู แต่จะส่งมาให้ในภายหลังเมื่อแฮร์ริสเดินทางถึงจีนแล้ว[44]: 104 วันต่อมา วันที่ 22 เมษายน เจ้าพระยารวิวงศ์ฯแจ้งแก่ทูตอเมริกันแฮร์ริสว่า เนื่องจากแฮร์ริสนั้นไม่ใช่ราชทูต จะไม่ได้ถวายสาส์นประธานาธิบดีต่อพระหัตถ์ แต่ให้ฝากสาส์นแก่เสนาบดีเป็นผู้เข้าไปทูลเกล้าฯถวาย[44]: 106 ซึ่งแฮร์ริสไม่พอใจและร้องขอให้ฝ่ายไทยทำการต้อนรับและให้เกียรติตนในระดับเดียวกับราชทูตอังกฤษเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง แฮร์ริสได้พบกับคณะมิชชันนารีแบ็ปติสต์ในกรุงเทพ ประกอบด้วย หมอจันดเล เทลฟอร์ด แอชมอร์ และพบกับหมอบรัดเลย์ด้วย และแฮร์ริสยังได้เข้าเฝ้าพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ ซึ่งแฮร์ริสออกพระนามว่า "เจ้าชายจอร์จวอชิงตัน" (Prince George Washington)[44]: 107 พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีหมอสมิธทำหน้าที่เป็นล่ามในการเข้าเฝ้า หมอมัตตูนแจ้งแก่แฮร์ริสว่า แฮร์ริสจะไม่ได้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์[44]: 109 เหมือนอย่างราชทูตอังกฤษเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง (และราชทูตฝรั่งเศสชาร์ลส์เดอมงติญีในเวลาต่อมา) โปรดฯให้เข้าเฝ้าออกใหญ่เพียงครั้งเดียว
ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริส ได้รับทราบว่า มีกลุ่มชาวตะวันตกบางชาติ แจ้งแก่ฝ่ายไทยว่า ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้น มีเกียรติยศในระดับเพียงทัดเทียมกับกับแม่ทัพของอังกฤษ เจ้าเมืองของอังกฤษ หรือราชทูตอังกฤษเท่านั้น[1]: 378 เมื่อทาวน์เซนด์แฮร์ริสเห็นว่าฝ่ายไทยให้การต้อนรับปฏิบัติต่อตน ด้วยเกียรติยศในระดับที่ด้อยว่าราชทูตอังกฤษเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง (และด้อยกว่าราชทูตฝรั่งเศสมงติญีในเวลาต่อมา) แฮร์ริสเดินทางมาเข้าพบเจ้าพระยารวิวงศ์ฯ (ขำ บุนนาค) แจ้งว่าชาวอเมริกันโดยทั่วไปนั้น ถือว่าตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นตำแหน่งที่ประเสริฐที่สุดในโลก เสมือนเป็นเจ้ากษัตริย์ของตัว อยู่ในระดับเดียวกับกษัตริย์ชาติอื่น ๆ[44]: 111 เจ้าพระยารวิวงศ์ฯได้รับทราบ และเสนอให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาเป็นผู้แทนสื่อกลาง ในการเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น ระหว่างไทยกับชาติตะวันตกอื่น ๆ ซึ่งทาวน์เซนด์แฮร์ริสตอบว่า สหรัฐอเมริกามีความประสงค์ที่จะอาสาเป็นผู้แทนเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งให้แก่ไทยอยู่แล้ว ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของสหรัฐอเมริกา ไม่จำเป็นที่จะต้องทำเป็นสัญญาข้อผูกมัด[44]: 111 หลังจากนั้นฝ่ายไทยจึงแจ้งแก่แฮร์ริสว่า จะให้แฮร์ริสเข้าเฝ้าออกใหญ่ถวายสาส์นประธานาธิบดีด้วยเกียรติยศทัดเทียมกับเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งทุกประการ
ทูตอเมริกันแฮร์ริสเข้าพบกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหม แฮร์ริสเสนอต่อเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ว่า ร่างสัญญาที่แฮร์ริสจะเสนอต่อฝ่ายไทยนั้น มีเนื้อหาคล้ายคลึงกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่งทุกประการ และมีข้อสัญญาเพิ่มเติมบางประการ[44]: 114 เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ตอบแฮร์ริสว่า ฝ่ายไทยสามารถให้สิทธิ์แก่สหรัฐอเมริกาได้อย่างมากที่สุดเท่าที่ไทยได้ให้แก่อังกฤษไว้แล้ว ไม่สามารถให้สิทธิ์เพิ่มเติมมากกว่านี้ได้อีก เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์กล่าวแก่แฮร์ริสว่า การเจรจาทำสัญญานั้นจะสามารถสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี แต่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์มีความสงสัยว่า ราษฎรชาวไทยจะสามารถเข้าใจเจตนารมณ์และปฏิบัติตามสนธิสัญญานี้ได้หรือไม่[44]: 114 ตามบันทึกของแฮร์ริส เมื่อแฮร์ริสถามเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ว่า ในประวัติศาสตร์ของไทยมีการผลัดเปลี่ยนพระราชวงศ์บ้างหรือไม่ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตามแบบสาธารณรัฐนิยม (Republican)[44]: 115 อย่างตรงไปตรงมา ว่ามักจะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในรัชสมัยของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่สี่ในพระราชวงศ์ (there was often a change at the fourth generation of princes of the same dynasty)[44]: 115 จากนั้นแฮร์ริสเข้าพบสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) หรือสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยเสนอให้แฮร์ริสแต่งตั้งหมอมัตตูนให้เป็นกงสุลอเมริกันประจำที่ไทย เนื่องจากหมอมัตตูนนั้นเป็นคนที่ไม่เคยพูดปดและไม่เคยโกรธเคืองผู้ใด[44]: 121

ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริส เข้าเฝ้าออกใหญ่ในวันแรมสิบเอ็ดค่ำเดือนห้า[5] ตรงกับวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2399 กระบวนเรือออกมารับคณะทูตอเมริกันที่เรือนไม้ไผ่ปากคลองผดุงกรุงเกษม ฝ่ายไทยนำสาส์นประธานาธิบดีแฟรงกลินเพียร์ซขึ้นไว้บนบัลลังก์ที่เรือกัญญานำกระบวน[54]: 201 จากนั้นทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริส พร้อมทั้งหมอมัตตูนเป็นล่าม ขึ้นเรือลำต่อมา เรือของทูตอเมริกันแฮร์ริสมีนายท้ายเรือคอยโบกธงชาติอเมริกัน[54]: 201 เจมส์อาร์มสตรอง ผู้บัญชาการกองเรืออินเดียตะวันออกของอเมริกา ขึ้นเรือลำถัดมา และติดตามมาด้วยเรือน้อยใหญ่ต่างๆ กระบวนเรือเคลื่อนมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา มีความยาวของกระบวนเรือทั้งสิ้นประมาณหนึ่งไมล์[54]: 201 เมื่อกระบวนเรือเคลื่อนมาถึงพระบรมมหาราชวังแล้ว ฝ่ายไทยยิงปืนสลุต 21 นัด เพื่อทำความเคารพสาส์นประธานาธิบดี ทาวน์เซนด์แฮร์ริสและเจมส์อาร์มสตรองนั่งเสลี่ยงมีพนักงานหามเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง เข้าเฝ้าออกใหญ่ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท[5] คณะทูตอเมริกันเข้าสู่ท้องพระโรง มีขุนนางข้าราชการและพระบรมวงศานุวงศ์หมอบกราบอยู่[54]: 203 ม่านพระวิสูตรเปิดออก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่บนพระราชบัลลังก์ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทาวน์เซนด์แฮร์ริสและเจมส์อาร์มสตรองถวายโค้งคำนับทำความเคารพพระเจ้ากรุงสยาม จากนั้นทูตแฮร์ริสถวายสาส์นประธานาธิบดีต่อพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปฏิสันถารกับทูตอเมริกันแฮร์ริส ตรัสถามว่าประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำสัญญากับชาติอื่น ๆ ในเอเชียด้วยหรือไม่ และตรัสถามว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอยู่ในตำแหน่งวาระละกี่ปี[44]: 135 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯตรัสเป็นภาษาอังกฤษแก่ทูตอเมริกัน และหมอมัตตูนยังคงทำหน้าที่เป็นล่าม
ของมีค่าที่ประธานาธิบดีแฟรงกลินเพียร์ซได้มอบหมายให้ทูตอเมริกันแฮร์ริสนำเข้ามาถวาย ประกอบด้วย รูปกระจกไปรสิเดนต์อเมริกันสองคน ได้แก่ จอร์จ วอชิงตัน และแฟรงกลินเพียร์ซ กระจกบานใหญ่สองบาน ปืนไรเฟิล ปืนโคล์ท โคมไฟระย้าทองเหลือง กล้องจุลทรรศน์ หนังสือต่าง ๆ เรื่องเกี่ยวกับประเทศสหรัฐอเมริกา พจนานุกรมเว็บสเตอร์ แผนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาขนาดใหญ่ และรูปฉากเมืองต่างๆของสหรัฐอเมริกา ได้แก่ เมืองวอชิงตันดีซี เมืองนิวยอร์ก เมืองนิวออร์ลีนส์ เมืองบอสตัน เมืองฟิลาเดลเฟีย ฯลฯ[44]: 566-567 เมื่อคณะทูตอเมริกันได้เข้าเฝ้าออกใหญ่ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแล้ว วันต่อมา วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2399 คณะทูตอเมริกันจึงเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้ากรุงสยามพระองค์ที่สอง ที่พระบวรราชวัง ด้วยพิธีในลักษณะเดียวกัน แฮร์ริสตั้งข้อสังเกตว่า ทหารวังหน้านั้นได้รับการฝึกระเบียบวินัยโดยพร้อมเพรียงมากกว่าทหารวังหลวง[44] ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริสถวายอ่านสาส์นแด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ใจความว่าสหรัฐอเมริกาไม่มีความทะเยอทะยานหรือปรารถนาที่จะเข้ายึดครองดินแดนใดๆในภูมิภาคตะวันออกไกล;
[แปล]
ท่านประธานาธิบดีได้ทราบมาโดยตลอดว่าพระเจ้ากรุงสยามพระองค์ที่สองนั้น ทรงให้การต้อนรับชาวอเมริกันที่เข้ามาในสยามเป็นอย่างดีตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นไม่ได้ครอบครองดินแดนใด ๆ และไม่ต้องการดินแดนใด ๆ ในภูมิภาคตะวันออก ด้วยระบอบการปกครองของสหรัฐอเมริกานั้น ไม่เอื้ออำนวยให้มีอาณานิคมในครอบครอง ดังนั้นประเทศสหรัฐอเมริกาจึงไม่เป็นภัยต่อชาติต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออก
[44]: 136
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปฏิสันถารกับทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริส ตรัสว่าทรงทราบนามของประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาทุกคน ของมีค่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ให้ทูตอเมริกันนำเข้ามาถวายพระเจ้ากรุงสยามพระองค์ที่สองนั้น คล้ายคลึงกับที่ได้ถวายพระเจ้ากรุงสยามพระองค์ที่หนึ่ง มีของเพิ่มเติมคือมีชุดอุปกรณ์การทดลองทางไฟฟ้าวิทยาศาสตร์[44]: 568
การเจรจาตกลงสนธิสัญญาแฮร์ริส
[แก้]ถึงแม้ว่าทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริสจะได้เข้าเฝ้าออกใหญ่ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่าแฮร์ริสยังไม่สามารถเริ่มการเจรจาทำสัญญากับฝ่ายไทยได้ เนื่องจากฝ่ายไทยยังเจรจากับทูตอังกฤษแฮร์รีปาร์กส์ยังไม่เสร็จสิ้น การเจรจาระหว่างแฮร์รีปาร์กส์กับฝ่ายไทยดำเนินการยืดเยื้อมาจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2399 ในวันที่ 5 พฤษภาคม ทาวน์เซนด์แฮร์ริสเขียนจดหมายเข้าไปกราบทูล ขอพระราชทานแต่งตั้งคณะผู้แทนพระองค์ออกมาเจรจาทำสัญญากับตน[44]: 139 แต่ยังไม่มีการตอบรับจากฝ่ายไทย แฮร์ริสจึงมีความเข้าใจว่า ฝ่ายไทยจะยังไม่เริ่มการเจรจากับตนหากยังเจรจากับทูตอังกฤษยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากฝ่ายไทยไม่สามารถดำเนินการเจรจากับทูตอเมริกันแฮร์ริสและทูตอังกฤษปาร์กส์ไปพร้อมกันได้[44]: 144 จนกระทั่งแฮร์รีปาร์กส์หมดสิ้นเสบียงที่นำมากับเรือรบอังกฤษอ็อกแลนด์ แฮร์รีปาร์กส์จึงเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยินยอมตกลงตามข้อเสนอของตน สุดท้ายจึงมีการลงนามข้อตกลงระหว่างแฮร์รีปาร์กส์กับไทย เพิ่มเติมข้อสัญญาบางประการให้แก่สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ในวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2399[53]: 83 โดยมีเนื้อหาว่าคนในบังคับของอังกฤษในไทย ขึ้นแก่กงสุลอังกฤษฝ่ายเดียว กงสุลอังกฤษมีอำนาจตัดสินคดีความที่ชาวอังกฤษเป็นจำเลย โดยที่ฝ่ายรัฐบาลไทยไม่มีอำนาจเข้าแทรกแซง กำหนดการแฮร์ริสเริ่มเจรจากับฝ่ายไทยวันที่ 14 พฤษภาคม วันรุ่งขึ้น แต่ทว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯโปรดฯให้เลื่อนกำหนดการเจรจากับทูตอเมริกันออกไปก่อน เป็นเหตุให้ทูตอเมริกันแฮร์ริสมีความไม่พอใจ เปรียบพระเจ้ากรุงสยามว่าทรงคล้ายกับพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ[1]: 378 [44]: 145 ทูตอังกฤษแฮร์รีปาร์กส์เดินทางออกจากไทยไปในวันที่ 15 พฤษภาคม
หลังจากที่ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริสได้เฝ้ารออยู่ที่กรุงเทพเป็นเวลาหนึ่งเดือนครึ่งนับตั้งแต่ที่ได้เดินทางมาถึงไทย วันถัดมาจากที่แฮร์รีปาร์กส์เดินทางออกจากไทย คือวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2399[44]: 146 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งคณะผู้แทนพระองค์ห้าคน เพื่อเข้าเจรจาทำสัญญากับทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริส ซึ่งเป็นคณะผู้แทนพระองค์ชุดเดียวกับที่เจรจากับทูตอังกฤษแฮร์รีปาร์กส์ ประกอบด้วย;
- พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เป็นผู้แทนพระบรมวงศานุวงศ์
- สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) หรือสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย
- เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหกลาโหม
- เจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) ว่าที่เจ้าพระยาพระคลัง
- เจ้าพระยายมราช (นุช บุณยรัตพันธุ์) เสนาบดีกรมพระนครบาล
การเจรจาทำสัญญาระหว่างคณะผู้แทนพระองค์ทั้งห้าคน และทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริส เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2399 ที่พระราชวังเดิม อันเป็นที่ประทับในกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทาวน์เซนด์แฮร์ริสเสนอร่างสัญญาของตนต่อคณะผู้แทนพระองค์ ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่งที่ไทยได้ตกลงกับอังกฤษก่อนหน้านี้ สัญญาข้อหนึ่งว่ารัฐบาลไทยจะให้ความคุ้มครองแก่ชาวอเมริกันซึ่งพำนักอาศัยอยู่ในไทย[1]: 330 แต่เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่มีชาวไทยเดินทางไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนที่มีนัยสำคัญ ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่สามารถให้ความคุ้มครองแก่ชาวไทยในสหรัฐอเมริกาเป็นการตอบแทนได้ แฮร์ริสเสนอข้อสัญญาได้แก่
- สหรัฐอเมริกาสามารถแต่งตั้งกงสุลเข้ามาดำรงตำแหน่งประจำเมืองแห่งใด ๆ ของไทยได้ตลอดทั่วพระราชอาณาจักร แตกต่างจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ซึ่งระบุว่าอังกฤษสามารถแต่งตั้งกงสุลเข้ามาดำรงตำแหน่งได้ที่กรุงเทพเพียงแห่งเดียว[44]: 147
- รัฐบาลไทยออกใบอนุญาตให้ชาวอเมริกันเดินทางไปตามชายฝั่งอ่าวไทยและเกาะแก่งต่าง ๆ โดยออกให้เป็นรายปี แทนที่จะออกให้เป็นรายครั้ง[44]: 148
- ชาวอเมริกันเข้ามาทำธุรกิจเหมืองแร่ในไทย โดยมีการจ้างแรงงานชาวจีนและชาวไทย และจะแบ่งรายได้ร้อยละสิบให้แก่รัฐบาลไทย[44]: 115
คณะเสนาบดีผู้แทนพระองค์ฝ่ายไทยปฏิเสธไม่ยอมรับข้อเสนอของแฮร์ริสปัดตกทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่าหากไทยมอบสิทธิพิเศษใด ๆ ให้แก่สหรัฐอเมริกา จะต้องมอบสิทธิพิเศษเหล่านี้ให้แก่ชาติตะวันตกอื่น ๆ โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสด้วย[44]: 149 ตามหลักการชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favored Nation) ฝ่ายคณะเสนาบดีไทยเสนอให้สหรัฐอเมริกาให้สัญญาว่าจะเป็นผู้เจรจาไกล่เกลี่ยในความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างไทยกับชาติตะวันตกอื่น ๆ[44]: 148 และสนธิสัญญาที่ไทยกำลังจัตกลงกับสหรัฐอเมริกานี้ จะเริ่มมีผลในเวลาอีกสิบแปดเดือนต่อมาหลังจากการลงนามสัญญา ในลักษณะเดียวกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ซึ่งแฮร์ริสคัดค้านว่าสนธิสัญญานี้จะต้องมีผลบังคับใช้ทันทีเมื่อทั้งสองฝ่ายลงนามสัญญาเรียบร้อยแล้ว[44]: 148 และแฮร์ริสยังอ้างถึงสัญญาข้อที่ 10 ของสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ระบุว่าหากไทยอนุญาตให้ชาติตะวันตกอื่นใดเข้ามาตั้งกงสุลในไทยนอกจากโปรตุเกส ในกรณีนี้คือไทยได้อนุญาตให้อังกฤษเข้ามาตั้งกงสุลแล้ว สหรัฐอเมริกาจะสามารถตั้งกงสุลเข้ามาในไทยได้โดยปริยาย แฮร์ริสกล่าวว่าในขณะนี้นั้นตนมีอำนาจตามสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์สามารถแต่งตั้งกงสุลอเมริกันในไทยได้ทันที[44]: 148
วันต่อมา วันที่ 17 พฤษภาคม ทูตอเมริกันแฮร์ริสล้มป่วย จึงให้หมอมัตตูนผู้เป็นล่ามไปทูลกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ใจความว่าแฮร์ริสขอประทานยกเลิกข้อเสนอของแฮร์ริสทั้งหมดที่นอกเหนือไปจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ยกเว้นเรื่องการแต่งตั้งกงสุลอเมริกัน[44]: 149 เมื่อแฮร์ริสหายป่วยแล้วจึงเดินทางไปเข้าเฝ้ากรมหลวงวงศาธิราชสนิทที่พระราชวังเดิม ในวันที่ 19 พฤษภาคม กรมหลวงวงศาธิราชสนิทตรัสแก่แฮร์ริสว่า สัญญาข้อที่ 4 ของสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ ระบุแต่เพียงว่าหากไทยลดภาษีให้ชาติใดจะต้องลดภาษีให้แก่พ่อค้าอเมริกันด้วย ไม่ได้ระบุว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องได้รับสิทธิ์ทุกประการเฉกเช่นเดียวกับชาติอื่น[44]: 150 กรมหลวงวงศาธิราชสนิทตรัสแก่แฮร์ริสว่า พระเจ้ากรุงสยามมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีใส่บทบรรยายประวัติศาสตร์ทางการทูตของไทยลงไปในส่วนนำของสนธิสัญญา ซึ่งแฮร์ริสปฏิเสธว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นไม่เกี่ยวข้องกับสัญญานี้ และประเทศสหรัฐอเมริกาจะเสียเกียรติหากมีการใส่ชื่อประเทศหรือทูตของประเทศอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ลงไปในสัญญาทางการค้าที่จะตกลงกับไทย[44]: 150
ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2399 มีการประชุมทำสัญญาที่พระราชวังเดิม ระหว่างทูตอเมริกันแฮร์ริส และคณะผู้แทนพระองค์ทั้งห้าคนอีกครั้ง แฮร์ริสระบุว่า คณะเสนาบดีไทยต่างปรึกษาหารือด้วยกันเอง โดยที่ไม่ปรึกษาแฮร์ริส[44]: 150 เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหกลาโหม กล่าวแก่แฮร์ริสว่า ชาวไทยนั้นชื่นชมประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างมาก เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ไม่เข้ามาคุกคามแสวงหาดินแดนในภูมิภาคเอเชีย[44]: 151 แตกต่างจากอังกฤษ อีกทั้งคณะมิชชันนารีอเมริกันได้ทำความชอบต่อประเทศสยามหลายประการ สุดท้ายเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงถามแก่แฮร์ริสว่า หากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เป็นมิตรไมตรีเช่นนี้แล้ว เหตุใดสหรัฐอเมริกาจึงต้องการทำสัญญาด้วยเนื้อหาที่บีบคั้นสยามเหมือนกับอังกฤษ?[44] แฮร์ริสเข้าใจทันทีว่าฝ่ายไทยต้องการบีบบังคับให้แฮร์ริสยอมรับว่าสหรัฐอเมริกาจะได้รับสิทธิ์จากไทยน้อยกว่าที่ไทยได้ให้แก่อังกฤษ แฮร์ริสจึงตอบว่าสัมพันธภาพมิตรไมตรีจะเศร้าหมอง หากไทยมอบสิทธิ์ให้แก่ชาติที่เป็นไมตรีน้อยกว่าชาติที่เป็นศัตรู[44]: 151 วันต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม คณะผู้แทนพระองค์พยายามโน้มน้าวให้แฮร์ริสยอมรับว่า ไทยจะมอบสิทธิ์ให้แก่สหรัฐอเมริกาไม่เท่าอังกฤษ แต่แฮร์ริสยืนกรานและยืนคำขาดว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องได้รับสิทธิ์เท่าอังกฤษเป็นอย่างน้อย[44]: 151 สุดท้ายแฮร์ริสได้เพิ่มเติมข้อสัญญาว่า เรือรบอเมริกันและกงสุลอเมริกันจะให้ความช่วยเหลือแก่ชาวไทยที่ได้เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ในโลก ในที่ซึ่งกงสุลอเมริกันมีอำนาจ ยกเว้นหากการช่วยเหลือนั้นขัดแย้งกับกฎหมายของบ้านเมืองนั้น[44]: 152
ทูตอเมริกันแฮร์ริสเข้าเฝ้ากรมหลวงวงศาธิราชสนิทอีกครั้ง ในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2399 กรมหลวงวงศาธิราชสนิทตรัสแก่แฮร์ริสว่า พระเจ้ากรุงสยามมีพระราชประสงค์จะให้ใช้คำว่า "Sovereign and Magnificent King" ลงไปในสนธิสัญญา ในลักษณะเดียวกับสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ ซึ่งแฮร์ริสปฏิเสธว่าเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่ถูกต้อง[44]: 152 สุดท้ายกรมหลวงวงศาธิราชสนิทจึงตรัสแก่แฮร์ริสว่า ขอให้แฮร์ริสจัดทำร่างสัญญาที่แฮร์ริสได้เสนอไว้ล่าสุดขึ้นเป็นสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการ เป็นการแจ้งให้ทราบโดยนัยว่า คณะผู้แทนพระองค์ยอมรับให้สหรัฐอเมริกาได้รับสิทธิ์เฉกเช่นเดียวกับที่อังกฤษได้รับ แฮร์ริสจึงมีความโล่งใจที่ภารกิจทางการทูตในการเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทยนั้นประสบความสำเร็จในที่สุด ในบันทึกของแฮร์ริสนั้น แฮร์ริสได้ตำหนิประเทศสยามโดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรงต่าง ๆ นานา สุดท้ายแฮร์ริสจึงบันทึกว่า;[44]: 153
ข้าพเจ้าไม่เคยพบเจอชนชาติใดเป็นเช่นนี้มาก่อน และข้าพเจ้าหวังว่าจะไม่ได้รับมอบหมายให้มาที่แห่งนี้อีก วิธีการเจรจากับสยามที่ถูกต้อง คือการส่งให้เรือรบสักสองสามลำ ความลึกท้องเรือไม่เกินสักสิบสี่ฟุต มาถึงสยามในเดือนตุลาคม และแล่นขึ้นมายิงปืนสลุตที่เมืองบางกอกในทันที หากทำเช่นนี้แล้ว การเจรจาทำสัญญาก็จะเสร็จสิ้นในเวลาเพียงไม่กี่วัน ไม่ต้องเสียเวลาหลายสัปดาห์เหมือนอย่างข้าพเจ้า
[44]: 153
ทูตอเมริกันแฮร์ริสกราบบังคมทูลลา
[แก้]ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริสแจ้งแก่เจ้าพระยารวิวงศ์ฯ (ขำ บุนนาค) ว่าจะขอเรือกลไฟเดินทางออกจากกรุงเทพ ในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2399 กรมหลวงวงศาธิราชสนิทตรัสแก่แฮร์ริสว่า พระเจ้ากรุงสยามมีพระราชประสงค์ให้แฮร์ริสพำนักอยู่ที่กรุงเทพ จนกว่าจะทรงพระราชนิพนธ์พระราชหัตถเลขาถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแล้วเสร็จ แต่แฮร์ริสยืนยันว่าจะขอเดินทางออกจากกรุงเทพ วันที่ 31 พฤษภาคม เนื่องจากเสบียงอาหารไม่เพียงพอ และแฮร์ริสจำเป็นต้องรีบเดินทางไปทำภารกิจทางการทูตต่อที่ประเทศญี่ปุ่น[44]: 154
สนธิสัญญาทางไมตรี การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Amity, Commerce and Navigation) ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ลงนามปิดตราเมื่อวันพฤหัสบดี แรมสิบค่ำ เดือนหก ปีมะโรงอัฐศก จุลศักราช 1218[1]: 348 ตรงกับวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1856 หรือ พ.ศ. 2399 ที่พระราชวังเดิม อันเป็นที่ประทับในกรมหลวงวงศาธิราชสนิท และเป็นสถานที่เจรจาตกลงสัญญา ฝ่ายไทยที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์ยิงปืนสลุต 21 นัด การเจรจาทำสัญญาจึงสำเร็จลุล่วงด้วยดี สัญญาฉบับนี้จัดทำออกเป็นสามฉบับ แต่ละฉบับมีทั้งข้อความภาษาอังกฤษและภาษาไทย กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงรับไว้ฉบับหนึ่ง ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริสรับไว้สองฉบับ ในวันเดียวกันนั้น ทาวน์เซนด์แฮร์ริสประกาศแต่งตั้งให้สตีเฟน มะทูน หรือหมอมัตตูน ให้เป็นกงสุลอเมริกันประจำที่ไทย ซึ่งคณะเสนาบดีไทยมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่แฮร์ริสแต่งตั้งให้หมอมัตตูนเป็นกงสุลอเมริกันไทย เนื่องจากหมอมัตตูนเป็นบุคคลที่เหมาะสม[44]: 157

ในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2399 ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ป้อมป้องปัจจามิตร ทาวน์เซนด์แฮร์ริสถวายโค้งคำนับทำความเคารพพระเจ้ากรุงสยาม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯพระราชทานโค้งคำนับแก่ทูตอเมริกันแฮร์ริสเป็นการตอบแทน[44]: 157 จากนั้นทูตอเมริกันแฮร์ริสจึงเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ตึกรับแขกวัดประยูรวงศ์ ซึ่งเดิมคือห้างหันแตร พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯตรัสแก่แฮร์ริสว่า เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นกรมขุนอิศเรศรังสรรค์นั้น ได้เสด็จขึ้นทอดพระเนตรเรือพีค็อกของทูตอเมริกันเอ็ดมันด์โรเบิร์ตส์ ซึ่งจอดเทียบท่าอยู่ที่ตึกรับแขกนี้ เมื่อพ.ศ. 2376 ในสมัยรัชกาลที่ 3 และทรงจดจำชื่อของทหารเรืออเมริกันบนเรือพีค็อกนั้นได้ทุกนาย[44]: 158 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯพระราชทานของมีค่าฝากให้ทูตอเมริกันแฮร์ริสนำไปมอบให้แก่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย ผ้าแพรพรรณต่างๆ เครื่องหีบหมากทอง กลองมโหรี ฆ้องทองเหลือง พานทองเหลือง[55]
วันต่อมา วันที่ 31 พฤษภาคม เป็นวันกำหนดคณะทูตอเมริกันเดินทางออกจากไทย ทูตอเมริกันแฮร์ริสเข้าเฝ้าถวายบังคมทูลลา ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯตรัสแก่แฮร์ริสว่า ยังทรงพระราชนิพนธ์พระราชหัตถเลขาถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไม่แล้วเสร็จ แฮร์ริสทูลว่าหากทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงประธานาธิบดีเรียบร้อยแล้ว ขอพระราชทานฝากพระราชหัตถเลขานั้นไว้ให้แก่หมอมัตตูน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นกงสุลอเมริกันในไทยคนใหม่ จึงมีพระราชโองการให้แก่เจ้าพระยายมราช (นุช บุณยรัตพันธุ์) ให้ประกาศแก่ราษฎรให้ทราบโดยทั่วกัน ว่าหมอมัตตูนได้รับแต่งตั้งเป็นกงสุลอเมริกันประจำไทย[44]: 160 จากนั้นทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริสเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงจับมือแฮร์ริส ตรัสคำว่า Good-bye และตรัสถามแก่แฮร์ริสว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่จะมีขึ้นเมื่อใด[44]: 161 เจ้าพระยารวิวงศ์ฯ (ขำ บุนนาค) มีหนังสือเสนาบดีถึงวิลเลียม มาร์ซี (William L. Marcy) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา แจ้งให้ทราบเรื่องที่ทูตอเมริกันได้เดินทางเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทย ว่าฝ่ายไทยได้ให้การต้อนรับแก่ทูตอเมริกันอย่างไรบ้าง[1]: 375-377
ทาวน์เซนด์แฮร์ริสและคณะทูตอเมริกันเดินทางด้วยเรือกลไฟสยามอรสุมพลออกจากกรุงเทพ ในเวลาเย็นของวันเดียวกันนั้น วันที่ 31 พฤษภาคม ค้างคืนอยู่ที่เมืองสมุทรปราการคืนหนึ่ง จากนั้นวันรุ่งขึ้น วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2399 ทาวน์เซนด์แฮร์ริสจึงขึ้นเรือซานฮาซินโต ซึ่งทอดสมอจอดอยู่ที่สันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดช่วงเวลาที่แฮร์ริสอยู่ที่กรุงเทพ ออกไปจากประเทศสยามในวันนั้น[44] เป็นการสิ้นสุดภารกิจทางการทูตของทาวน์เซนด์แฮร์ริสในการเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทย ทาวน์เซนด์แฮร์ริส นาวาเอกเจมส์อาร์มสตรอง โดยสารเรือซานฮาซินโตเดินทางถึงเมืองฮ่องกง ในวันที่ 12 มิถุนายน แฮร์ริสและอาร์มสตรองได้เข้าพบกับเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง ผู้สำเร็จราชการฮ่องกงของอังกฤษ จากนั้นแฮร์ริสจึงฝากของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ไปกับบริษัทอาร์มสตรองแอนด์ลอว์เรนซ์ (Armstrong & Lawrence)[44]: 170 ที่ฮ่องกง เพื่ออัญเชิญนำไปที่นครนิวยอร์ก เพื่อนำไปมอบให้แก่ประธานาธิบดีต่อไป

เนื่องจากทูตอเมริกันแฮร์ริสจำต้องรีบเดินทางออกจากไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพระราชหัตถเลขาและของมีค่า ฝากให้แก่สวีเฟนมะทูนกงสุลอเมริกันนำออกไปมอบให้แก่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาต่อมาภายหลัง เนื่องจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้นไม่ได้เป็นพระราชาธิบดี ของพระราชทานแก่ประธานาธิบดีสหรัฐนั้น จึงเป็นลักษณะของที่พระราชทานแก่ขุนนางชั้นสูง[55] ไม่ได้เป็นเครื่องทองประดับเพชรพลอย และพระราชทานแต่เพียงพระราชหัตถเลขา ไม่ได้พระราชทานพระราชสาส์นทอง เหมือนอย่างที่พระราชทานไปถวายแด่พระนางเจ้าอังกฤษและพระจักรพรรดิฝรั่งเศส
พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1856[1]: 380 หรือพ.ศ. 2399 ถึงประธานาธิบดีแฟรงกลินเพียร์ซ ใจความว่าทรงได้รับสาส์นและมีค่าจากประธานาธิบดีแล้ว ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริสได้เดินทางเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทยเรียบร้อยแล้ว แต่ด้วยว่าทูตแฮร์ริสรีบเดินทางออกจากไทย เป็นเหตุให้ทรงมีพระราชหัตถเลขาและเตรียมของพระราชทานแก่ประธานาธิบดีไม่ทันเวลา จึงพระราชทานพระราชหัตถเลขาและของมีค่าออกไปภายหลัง พร้อมพระราชทานพรให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทยเจริญรุ่งเรืองสืบไป ของพระราชทานเพื่อมอบแก่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย ดาบเหล็กลายอย่างญี่ปุ่น กริชมลายู หอกค้ำเครื่องคร่ำทอง หอกคู่เครื่องทองสอง เครื่องเงินสอง เครื่องหีบหมากทองลงยา กรรไกรตัดผมทอง กล้องยาสูบและกล้องยานัตถ์พร้อมตลับทองใส่ยา แหวนมณฑปประดับพลอย ขวดหมึกทองคำ ปากกาทองคำ[55] และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายคู่กับพระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์
ทาวน์เซนด์แฮร์ริสที่เมืองฮ่องกงฝากให้ชาร์ลส์ วิลเลียม แบรดลีย์ (Charles William Bradley) กงสุลอเมริกันประจำเมืองหนิงปัว ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ฮ่องกง นำเอกสารสนธิสัญญาที่แฮร์ริสได้ตกลงกับไทย กลับประเทศสหรัฐอเมริกา ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2399[44]: 173 เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาทำการรับรองต่อไป ในวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2399 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงนายแมทธิวเพร์รี (Matthew C. Perry) ใจความว่ายังทรงคำนึงถึงนายเพร์รีอยู่เสมอ ปืนโคลท์ที่เพร์รีได้ส่งเข้ามาถวายเมื่อปีพ.ศ. 2396 นั้นใช้งานได้ดี และทรงแจ้งแก่นายแพร์รีให้ทราบว่า สหรัฐอเมริกาได้ส่งทูตเข้ามาทำสัญญาฉบับใหม่กับไทยสำเร็จเรียบร้อยแล้ว[43]: 408 พระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1856 หรือพ.ศ. 2399 ถึงประธานาธิบดีแฟรงกลินเพียร์ซ ใจความว่าทรงได้รับของมีค่าจากประธานาธิบดีแล้ว และทูตแฮร์ริสทำสัญญากับไทยสำเร็จลุล่วงแล้วด้วยดี อันจะเกิดประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศ
รัฏฐาธิปัตย์และผู้ลงนามในสัญญา
[แก้]รัฏฐาธิปัตย์
[แก้]สยาม
[แก้]- พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎ สุทธิสมมติเทพย์พงษวงษาดิศวรกระษัตริย์ วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาษ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[3]: ๖๗ (Phra Bard Somdetch Phra-Paramendr Maha Mongkut Phra Chom Klau Chau Yu Hua, the First King of Siam)[1]: 329
- สมเด็จพระปวเรนทราเมศร์ มหิศวเรศร์รังสรรค์ มหันตวรเดโชไชยมโหฬารคุณอดุลย์เดช สรรพเทเวศรานุรักษ์ บวรจุลจักรพรรดิราชสังกาษ บวรธรรมิกมหาราช บวรนารถบพิตร์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว[3]: ๖๗-๖๘ (Phra Bard Somdetch Phra-Pawarendr Ramesr Mahiswaresr Phra Pin Klau Chau Yu Hua, the Second King of Siam)[1]: 329
- พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้ากรุงสยามพระองค์ที่หนึ่ง
- พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้ากรุงสยามพระองค์ที่สอง
สหรัฐอเมริกา
[แก้]- แฟรงกลิน เพียร์ซ (Franklin Pierce) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ผู้ลงนามในสัญญา
[แก้]สยาม
[แก้]- พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท แทนพระราชวงษานุวงษ[3]: ๖๘ (His Royal Highness, the Prince Krom Hluang Wongsa Dhiraj Snidh)[1]: 329
- สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ นรเนตรนารถราชสุริยวงษ สกุลพงษปติษฐามุขมาตยาธิบดี ไตรยสรณศรีรัตนธาดา สกลมหารัชชาธิเบนทร์ ปรเมนทรมหาราชวโรประการ มโหฬารเดชานุภาพบพิตร ผู้สำเร็จราชการทั้งพระนคร[3]: ๖๘ (His Excellency Somdetch Chau Phaya Param Maha Bijai Neate)[1]: 330
- เจ้าพระยาศรีสุริยวงษ สมันตพงพสุทธ มหาบุรุษรัตโนดม ที่สมุหพระกระลาโหม ผู้สำเร็จราชการเมืองปากใต้ทั้งปวง[3]: ๖๘ (His Excellency Chau Phaya Sri Suriwongse Samuha Phra Kalahome)[1]: 330
- เจ้าพระยารวิวงษมหาโกษาธิบดีที่พระคลัง ผู้สำเร็จราชการเมืองตวันออก[3]: ๖๘ (His Excellency Chau Phaya Rawe Wongee Maha Kosa Dhipade, the Phra Klang)[1]: 330
- เจ้าพระยายมราชชาติเสนางคนรินทรมหินทราธิบดีศรีวิไชยราชมหัยศวริยบริรักษ์ ภูมิพิทักษ์โลกากร ทัณฑ์ฤทธิธรนครบาล[3]: ๖๘ (His Excellency Chau Phaya Yomray, the Lord Mayor)[1]: 330
- พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ผู้แทนฝ่ายพระบรมวงศานุวงศ์
- สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการในพระนคร
- เจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) เสนาบดีกรมพระคลัง
- เจ้าพระยายมราช (นุช บุณยรัตพันธุ์) เสนาบดีกรมพระนครบาล ต่อมาคือเจ้าพระยาภูธราภัย
สหรัฐอเมริกา
[แก้]- ตอนเซนฮาริซกงสุลเยนรัลเมืองยิปุ่น[3]: ๖๘ (Townsend Harris Esquire of New York, Consul-General of the United States of America for the Empire of Japan)[1]: 329
- ทาวน์เซนด์ แฮร์ริส (Townsend Harris) กงสุลใหญ่ของสหรัฐอเมริกาประจำญี่ปุ่น
การให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญา
[แก้]ทาวน์เซนด์แฮร์ริสเข้ารับตำแหน่งกงสุลเมืองชิโมดะ
[แก้]สตีเฟน มะทูน (Stephen Mattoon) หรือหมอมัตตูน มิชชันนารีอเมริกันคณะเพรสไบเทอเรียน ได้รับแต่งตั้งจากทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริส ให้เป็นกงสุลอเมริกันประจำไทยที่กรุงเทพ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2399 ก่อนที่แฮร์ริสจะเดินทางออกจากไทย[44]: 157 หมอมัตตูนในฐานะกงสุลอเมริกันได้จัดการเช่าที่ดินแห่งหนึ่งในบริเวณสำเหร่ให้แก่พ่อค้าชาวอเมริกันในกรุงเทพชื่อเดวิด โอลีแฟนต์ คิง (David Olyphant King) ให้ตั้งทำธุรกิจค้าขาย มิชชันนารีอเมริกันคณะเพรสไบเทอเรียนอีกคนหนึ่ง คือ แซมมวล เรนนัลดซ์ เฮาส์ (Samuel Reynolds House) หรือหมอเฮาส์ ซึ่งได้เดินทางออกจากกรุงเทพไปพร้อมกับทูตอังกฤษเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2398 เดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สมรสกับนางแฮร์เรียต แพทิตต์ (Harriet Pettit) ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2398[25]: 144 หมอเฮาส์เดินทางกลับถึงกรุงเทพในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2399 พร้อมกับภรรยาซึ่งสมรสใหม่ ในเดือนกรกฎาคมเช่นกัน ราชทูตฝรั่งเศสชาร์ลส์ เดอ มงตีญี (Charles de Montigny) เดินทางเข้ามาทำสนธิสัญญากับไทย คือ สนธิสัญญาเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2399 ให้คณะบาทหลวงฝรั่งเศสคาทอลิกสามารถสอนศาสนาในไทยได้อย่างเสรี ซึ่งคณะมิชชันนารีโปรเตสแตนต์อเมริกันในไทย ได้รับสิทธิ์ในการสอนศาสนาอย่างเสรีเช่นเดียวกันนี้โดยปริยาย ตามหลักชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favored Nation)[25]: 136 แชนดเลอร์หรือหมอจันดเล มิชชันนารีคณะแบ็ปติสต์ ตัดสินใจลาออกจากคณะมิชชันนารี ในพ.ศ. 2399 เพื่อออกมาทำธุรกิจโรงพิมพ์ในกรุงเทพอย่างเต็มตัว ทำให้เหลือเพียงมิชชันนารีแบ็ปติสต์ในไทยประกอบด้วยแซมมวลสมิธ (Samuel J. Smith "หมอสมิธ") โรเบิร์ต เทลฟอร์ด (Robert Telford) และวิลเลียม แอชมอร์ (William Ashmore) หมอสมิธได้สมรสกับนางซาราห์สลีเปอร์โจนส์ (Sarah Sleeper Jones) ภรรยาหม้ายของหมอยอน[7]: 181 บิดาเลี้ยงของหมอสมิธ ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่พ.ศ. 2394
เรือรบซานฮาซินโต (USS San Jacinto) ชำรุดต้องจอดซ่อมอยู่ที่ท่าเรือหวงผู่เมืองกวางตุ้ง เป็นเหตุให้ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริสต้องติดค้าง และเดินทางรอนแรมไปมาระหว่างเมืองฮ่องกง เมืองกวางตุ้ง และเมืองมาเก๊า เป็นเวลาสองเดือน เพื่อรอคอยให้เรือซ่อมเสร็จ จนกระทั่งทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริส และนาวาเอกเจมส์ อาร์มสตรอง (James Armstrong) สามารถนำเรือซานฮาซินโต ออกจากเมืองฮ่องกงได้ ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2399[44]: 188 คณะทูตแฮร์ริสและเรือซานฮาซินโตเดินทางถึงเมืองชิโมดะ (ญี่ปุ่น: 下田 Shimoda จังหวัดชิซูโอกะในปัจจุบัน) อันเป็นเมืองซึ่งรัฐบาลโชกุนญี่ปุ่นอนุญาตให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งสถานกงสุล ตามสนธิสัญญาคานางาวะ (Convention of Kanagawa) ในวันที่ 21 สิงหาคม[44]: 199 เมื่อเดินทางถึงเมืองชิโมดะแล้ว แฮร์ริสได้พบกับอีโนอูเอะ คีโยนาโอะ (ญี่ปุ่น: 井上清直 Inoue Kiyonao) เจ้าเมืองชิโมดะ สื่อสารผ่านทางล่ามภาษาดัทช์ของแฮร์ริสคือเฮนรีฮึสเกน (Henry Heusken) และล่ามฝ่ายญี่ปุ่นคือโมริยามะ เอโนซูเกะ (ญี่ปุ่น: 森山栄之助 Moriyama Einosuke) แฮร์ริสได้มอบสาส์นจากรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกานายวิลเลียมมาร์ซี (William L. Marcy)[44]: 199 ให้แก่อีโนอูเอะเจ้าเมืองชิโมดะ เพื่อส่งมอบให้แก่รัฐบาลโชกุนต่อไป และแฮร์ริสยังร้องขอให้ทางเมืองชิโมดะจัดหาที่ให้ตั้งสถานกงสุลอเมริกันตามสัญญา

ฝ่ายอีโนอูเอะ คีโยนาโอะ เจ้าเมืองชิโมดะ ได้จัดหาสถานที่ให้แก่แฮร์ริสจัดตั้งสถานกงสุลอเมริกัน คือที่วัดเกียวกูเซ็งจิ (ญี่ปุ่น: 玉泉寺 Gyokusen-ji) คณะทูตอเมริกันแฮร์ริสขนย้ายสัมภาระออกจากเรือซานฮาซินโตเข้าพำนักที่วัดเกียวกูเซ็งจิ ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2399 และวันต่อมาวันที่ 4 กันยายน แฮร์ริสชักธงชาติอเมริกันขึ้นที่เหนือหลังคาวัดเกียวกูเซ็งจิ ประกาศจัดตั้งกงสุลอเมริกัน ซึ่งแฮร์ริสอ้างว่าเป็นสถานกงสุลต่างประเทศแห่งแรกของญี่ปุ่น[44]: 225 ในวันเดียวกันนั้น นาวาเอกอาร์มสตรองจึงนำเรือซานฮาซินโตออกจากเมืองชิโมดะกลับไปประจำการที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ทิ้งแฮร์ริสและฮึสเกนไว้ให้อาศัยอยู่ที่เมืองชิโมดะเพียงลำพัง ฝ่ายขุนนางญี่ปุ่นเมืองชิโมดะปิดกั้นควบคุมการติดต่อสื่อสารระหว่างแฮร์ริสกับโลกภายนอกวัดเกียวกูเซ็งจิในทุกช่องทาง แฮร์ริสพยายามติดต่อกับรัฐบาลโชกุนญี่ปุ่นแต่ขุนนางเมืองชิโมดะกลับเสนอให้แฮร์ริสส่งสาส์นประธานาธิบดีให้แก่ขุนนางเมืองชิโมดะ เพื่อจะนำไปมอบให้แก่รัฐบาลโชกุนที่เมืองเอโดะต่อไป ไม่ให้แฮร์ริสเดินทางไปมอบสาส์นแก่รัฐบาลโชกุนโดยตรง ซึ่งแฮร์ริสไม่ยินยอม
ชาร์ลส์ วิลเลียม แบรดลีย์ (Charles William Bradley) กงสุลอเมริกันประจำเมืองหนิงปัว ได้รับมอบหมายจากทาวน์เซนด์แฮร์ริส นำสนธิสัญญาที่แฮร์ริสได้ตกลงกับไทยที่กรุงเทพ เดินทางไปมอบให้แก่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อทำการรับรอง สนธิสัญญาแฮร์ริสจากไทยถึงนครวอชิงตันดีซีในเดือนกันยายน พ.ศ. 2399[1]: 384 แต่ทว่าสนธิสัญญาที่แฮร์ริสได้ตกลงทำกับไทยนี้ เนื้อความรั่วไหลไปถึงหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ ซึ่งตีพิมพ์เนื้อหาสัญญาแฮร์ริสกับไทยออกมาอย่างผิดเพี้ยนและไม่ครบถ้วน ออกมาในวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2399[44]: 225 ก่อนหน้านี้ ทาวน์เซนด์แฮร์ริสได้รับมอบหมายให้ดำเนินการทำสัญญากับไทยอย่างเป็นความลับ ฝ่ายประธานาธิบดีแฟรงกลินเพียร์ซ (Franklin Pierce) เห็นว่าการที่สนธิสัญญาที่แฮร์ริสตกลงกับไทยนั้นรั่วไหลไปถึงหนังสือพิมพ์ เป็นความผิดของแฮร์ริสที่ไม่สามารถเก็บรักษาความลับได้ จึงต้องการลงโทษแฮร์ริสด้วยการปลดจากตำแหน่งกงสุลที่ญี่ปุ่น แต่รัฐมนตรีต่างประเทศวิลเลียมมาร์ซี ซึ่งเป็นเพื่อนของแฮร์ริสนั้น ช่วยพูดกับประธานาธิบดีเพียร์ซไม่ให้ปลดแฮร์ริสออกจากตำแหน่งกงสุล[44]: 402
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เกิดเหตุการณ์เรือแอร์โรว์ (Arrow Incident) ขึ้นที่เมืองกวางตุ้ง ซึ่งฝ่ายทางการราชวงศ์ชิงทำการจับกุมยึดเรือจีนชื่อแอร์โรว์ (Arrow) ซึ่งชักธงอังกฤษและฝ่ายอังกฤษถือว่าเป็นเรือในบังคับของอังกฤษ เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งผู้สำเร็จราชการฮ่องกงของอังกฤษ และแฮร์รีปาร์กส์กงสุลอังกฤษประจำเมืองกวางตุ้ง (ทั้งสองคนนี้เคยเป็นราชทูตอังกฤษเข้ามาที่ไทย) ต่างมีความไม่พอใจและเรียกร้องให้เย่หมิงเฉิน (葉名琛) ข้าหลวงประจำมณฑลกวางตุ้งและกว่างซี ชดใช้ความเสียหาย และฝ่ายอังกฤษยังได้อาศัยเหตุการณ์เรือแอร์โรว์นี้ เป็นเหตุขยายความขัดแย้งกับจีนจนกระทั่งนำไปสู่สงครามฝิ่นครั้งที่สอง (Second Opium War) ถึงแม้ว่าฝ่ายสหรัฐอเมริกาจะไม่เห็นด้วยกับการที่อังกฤษก่อสงครามกับจีนโดยไม่มีเหตุอันสมควร[56]: 171 แต่สหรัฐนั้นเป็นชาติตะวันตกเฉกเช่นกันเดียวกับอังกฤษและมีความเสี่ยงตกเป็นเป้าการโจมตีจากฝ่ายจีน โอลีเวอร์ เพร์รี (Oliver H. Perry) กงสุลใหญ่อเมริกันประจำเมืองกวางตุ้ง เป็นบุตรของแมทธิวเพร์รี ร้องขอให้กองเรืออเมริกันเข้ามาคุ้มครองสถานกงสุลอเมริกันในเมืองกวางตุ้ง นาวาโทแอนดรูว์ ฮัล ฟุต (Andrew Hull Foote) ผู้บัญชาการเรือรบพอร์ทสมัธ (USS Portsmouth) ทอดสมออยู่ที่ท่าเรือหวงผู่เมืองกวางตุ้ง ไม่สามารถนำเรือเข้าร่องน้ำตื้นในแม่น้ำจูเจียงได้ จึงนำกองกำลังนาวิกโยธินจากเรือพอร์ธสมัธเดินบกเข้าไปคุ้มครองที่เมืองกวางตุ้ง[57] ในวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2399 อีโนอูเอะเจ้าเมืองชิโมดะเดินทางมารับประทานอาหารกับแฮร์ริสที่วัดเกียวกูเซ็งจิเป็นครั้งแรก ซึ่งแฮร์ริสอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ที่ควรค่าแก่การจดจำในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น[44]: 253

ฝ่ายนาวาเอกอาร์มสตรอง ผู้บัญชาการกองเรือสหรัฐอเมริกาในน่านน้ำจีน เมื่อรับทราบข่าวสงครามที่เกิดขึ้นที่เมืองกวางตุ้ง จึงนำเรือรบซานฮาซินโตจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ลงมาที่เมืองกวางตุ้ง[57] เพื่อสมทบกับนาวาโทแอนดรูว์ฟุต ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2399 เจมส์ บิวแคนัน (James Buchanan) ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา นาวาเอกอาร์มสตรองทำการเจรจากับฝ่ายทางการจีน ว่าฝ่ายจีนจะไม่โจมตีฝ่ายอเมริกันซึ่งเป็นกลาง[57] เมื่อฝ่ายจีนตกลงให้สัญญาไม่โจมตีฝ่ายอเมริกันแล้วนั้น นาวาเอกอาร์มสตรองจึงมีคำสั่งให้ฝ่ายอเมริกันถอนกำลังออกจากเมืองกวางตุ้ง แต่ทว่าในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2399 ในขณะที่ฝ่ายสหรัฐอเมริกากำลังถอนกำลังออกจากเมืองกวางตุ้งนั้น ฝ่ายจีนที่ป้อมปราการริมแม่น้ำจูเจียง ได้ทำการโจมตียิงเข้าใส่เรือของนาวาโทฟุต[57] เป็นเหตุให้นาวาเอกอาร์มสตรองมีความโกรธเคือง ว่าฝ่ายจีนละเมิดสัญญาทำการลอบโจมตีฝ่ายอเมริกัน นาวาเอกอาร์มสตรองจึงมีคำสั่งให้นาวาโทฟุต นำเรือพอร์ทสมัธเข้าโจมตีระดมยิงปืนใหญ่ใส่ป้อมปราการริมแม่น้ำจูเจียงทั้งสี่ป้อมของฝ่ายจีน[57] นำไปสู่ยุทธการที่ป้อมริมแม่น้ำ (Battle of Barrier Forts) นาวาโทแอนดรูว์ฟุตสามารถเข้ายึดป้อมทั้งสี่ป้อมของจีนได้ในวันที่ 22 พฤศจิกายน จากนั้นฝ่ายอเมริกันจึงระเบิดทำลายป้อมปราการทั้งสี่แห่งนี้ลง[57]
ในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2400 อีโนอูเอะ คีโยนาโอะ เจ้าเมืองชิโมดะ ได้เรียกทาวน์เซนด์แฮร์ริสมาพบ แจ้งแก่แฮร์ริสว่า รัฐบาลโชกุนเมืองเอโดะได้มอบหมายให้ขุนนางเมืองชิโมดะเป็นผู้ตอบสาส์นของรัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกา โดยขุนนางเมืองชิโมดะจะตอบแก่แฮร์ริสโดยปากเปล่าไม่มีการเขียนสาส์นเป็นลายลักษณ์อักษร[44]: 293 ทาวน์เซนด์แฮร์ริสจึงมีความไม่พอใจว่า รัฐบาลโชกุนปฏิเสธไม่ยอมตอบจดหมายจากรัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกา แต่กลับยกให้ขุนนางท้องที่เมืองชิโมดะเป็นผู้ตอบ ถือเป็นการหลู่เกียรติสหรัฐอเมริกา เมื่อแฮร์ริสมีท่าทีไม่พอใจ ฝ่ายโรจูหรือเสนาบดีอาวุโสห้าคนของรัฐบาลโชกุน จึงร่วมกันเขียนสาส์นตอบแก่แฮร์ริส บรรจุกล่องส่งเข้ามามอบให้แก่แฮร์ริสที่เมืองชิโมดะ ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2400[44]: 311 ใจความว่าฝ่ายรัฐบาลโชกุนได้แต่งตั้งให้ขุนนางเมืองชิโมดะมีอำนาจเต็มในการเจรจากับแฮร์ริส ขอให้แฮร์ริสไม่ต้องพยายามติดต่อกับรัฐบาลโชกุนโดยตรงอีก แฮร์ริสจึงเสนอต่ออีโนอูเอะเจ้าเมืองชิโมดะว่า ญี่ปุ่นจะต้องเปิดเมืองท่านางาซากิให้พ่อค้าอเมริกันเข้ามาค้าขายอีกเมืองหนึ่ง ชาวอเมริกันในญี่ปุ่นหากกระทำความผิดไม่ต้องขึ้นศาลญี่ปุ่นแต่ให้กงสุลเป็นผู้พิจารณาตัดสิน เป็นสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และชาวอเมริกันจะต้องสามารถเข้ามาเช่าที่และปลูกบ้านเรือนอยู่ในญี่ปุ่นได้[44]: 316-317 ความเครียดและความโดดเดี่ยวทำให้ทาวน์เซนด์แฮร์ริสล้มป่วยลง อาเจียนเป็นเลือดในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2400[44]: 335
คณะทูตแบรดลีย์ในไทย พ.ศ. 2400
[แก้]ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่เจมส์บิวแคนันนำสนธิสัญญาที่แฮร์ริสตกลงกับไทย นำเสนอเข้าสู่สภาคองเกรสในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2399[1]: 384 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2400 มีเรือสัญชาติฮอลันดาลำหนึ่งชื่อว่า เรือเฮ็นเรียตมาเรีย (Henriette Maria) เดินทางออกจากเมืองมาเก๊ามีจุดหมายนำแรงงานชาวจีนไปที่เมืองฮาวานาในคิวบา แต่ทว่าชาวจีนในเรือเฮ็นเรียตมาเรียนั้นลุกฮือขึ้นขับไล่นายเรือชาวฮอลันดาและเข้าควบคุมเรือได้[58]: 648 ฝ่ายสหรัฐอเมริกากัปตันจอร์จทักเกอร์ (George W. Tucker) พบเรือเฮ็นเรียตมาเรียถูกแรงงานชาวจีนยึดครองไว้อยู่ จึงเข้ายึดเรือนั้นไว้และชักธงชาติอเมริกันขึ้นเหนือเรือเพื่อช่วยกอบกู้เรือ แล้วจึงนำเรือมาที่สิงคโปร์ ในเดือนมีนาคม[58]: 648 แต่ทว่าเอ็ดเวิร์ด บลันเดล (Edward Blundell) เจ้าเมืองสิงคโปร์ของอังกฤษ กลับเห็นว่ากัปตันทักเกอร์ยึดเรือสัญชาติฮอลันดามาไว้ในครอบครองอย่างไม่ถูกต้อง จึงให้เจ้าพนักงานอังกฤษขึ้นไปปลดธงชาติอเมริกันออกจากเรือและส่งเรือคืนให้แก่ฮอลันดา เป็นเหตุให้โธมัส บิเดิล (Thomas Biddle) กงสุลอเมริกันประจำสิงคโปร์ไม่พอใจอย่างมาก[58]: 648 ฝ่ายนาวาเอกเจมส์อาร์มสตรอง ผู้บัญชาการกองเรืออเมริกาในน่านน้ำจีนนั้น กำลังล้มป่วยอยู่ จึงมอบหมายให้นาวาโทแอนดรูว์ฟุตนำเรือรบพอร์ทสมัธเดินทางเข้ามาที่สิงคโปร์เพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาธเรื่องเรือเฮ็นเรียตมาเรีย

เมื่อประธานาธิบดีบิวแคนันกระทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2400 สภาคองเกรสจึงนำสนธิสัญญาแฮร์ริสจากไทยเข้าสู่วาระการพิจารณา สภาคองเกรสเห็นว่าสัญญาข้อที่ห้า ซึ่งระบุว่าชาวอเมริกันเข้ามาในไทยต้องลงทะเบียนกับกงสุลถือหนังสือสำคัญติดตัวไว้ เมื่อฝ่ายเจ้าพนักงานไทยเรียกตรวจค้นดูต้องสามารถแสดงเอกสารสำคัญนั้นได้ หากชาวอเมริกันในไทยผู้ใดไม่แสดงเอกสารสำคัญประจำตัว เจ้าพนักงานฝ่ายไทยมีอำนาจสามารถจับกุมชาวอเมริกันซึ่งไม่มีเอกสารนั้นได้ ว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เหมาะสม "ถ้าไม่มีหนังสือกงซุนอเมริกัน ปิดตราเจ้าพนักงานฝ่ายไทยไปเปนสำคัญก็เปนที่สงไสยว่าเปนคนหนีขอให้ยึดตัวไว้"[1]: 344 สภาคองเกรสไม่ต้องการให้รัฐบาลต่างประเทศใด ๆ มีอำนาจจับกุมและกุมขังชาวอเมริกันในกรณีใด ๆ สภาคองเกรสจึงลงมติไม่รับสัญญาข้อที่ห้าของสนธิสัญญาแฮร์ริสจากไทยนี้ ในวันที่ 13 มีนาคม[1]: 384 ถึงแม้ว่าเนื้อความข้อสัญญาที่ให้ฝ่ายไทยจับกุมชาวตะวันตกที่ออกนอกพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตนี้ จะเหมือนกับสัญญาข้อห้าของสนธิสัญญาเบาว์ริ่งทุกประการ สภาคองเกรสยอมรับสัญญาข้ออื่น ๆ ที่เหลือทั้งหมด และส่งให้แก่ประธานาธิบดีบิวแคนันปิดตรารับรองสัญญาในวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1857[1]: 384 หรือพ.ศ. 2400
ในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2400[1]: 384 ประธานาธิบดีเจมส์บิวแคนันแต่งตั้งมอบหมายให้ชาร์ลส์ วิลเลียม แบรดลีย์ (Charles William Bradley) กงสุลอเมริกันประจำเมืองหนิงปัว ซึ่งได้เป็นผู้นำสัญญาแฮร์ริสจากไทยมามอบให้แก่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาทำการรับรอง ให้เป็นผู้นำสนธิสัญญาแฮร์ริสที่สภาคองเกรสและประธานาธิบดีบิวแคนั้นให้การรับรองแล้วนั้น นำกลับมาเปลี่ยนหนังสือสัญญากับฝ่ายไทยที่กรุงเทพ และโน้มน้าวให้ฝ่ายรัฐบาลไทยยอมรับที่ฝ่ายสหรัฐอเมริกาปัดตกไม่ยอมรับสัญญาข้อที่ห้านี้[1]: 384 โดยให้ชี้แจ้งแก่รัฐบาลไทยว่า ชาวอเมริกันจะเดินทางเข้ามาพำนักอาศัยอยู่ที่ไทยเป็นจำนวนน้อย เนื่องจากระยะทางอยู่ห่างไกล ฝ่ายอเมริกาจึงคาดการณ์ว่าจะมีชาวอเมริกันในไทยละเมิดสัญญาเดินทางออกนอกพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำนวนน้อยมาก จึงไม่จำเป็นต้องมีการระบุข้อสัญญานี้ลงไป[1]: 384 และประธานาธิบดีบิวแคนั้นยังมอบหมายแก่แบรดลีย์อีกว่า หากฝ่ายไทยไม่ยอมรับให้ฝ่ายอเมริกายกเลิกสัญญาข้อห้านี้ ให้แบรดลีย์นำหนังสือสัญญาไปฝากไว้กับโอลิเวอร์เพร์รี กงสุลอเมริกันเมืองกวางตุ้ง แล้วรอคอยคำสั่งต่อไป[1]: 385 ในระหว่างเดินทาง ทูตอเมริกันชาร์ลส์แบรดลีย์ได้ปรึกษากับจอร์จ ดัลลัส (George M. Dallas) ทูตอเมริกันประจำอังกฤษที่กรุงลอนดอน เรื่องที่สภาคองเกรสไม่ยอมรับสัญญาข้อห้านี้ จอร์จดัลลัสแสดงความเห็นว่า ถึงแม้ว่าสภาคองเกรสจะไม่ยอมรับสัญญาข้อห้า แต่ประเทศสยามยังคงมีอำนาจสามารถใช้เจ้าพนักงานนครบาลในการควบคุมการเดินทางของชาวอเมริกันในพระราชอาณาจักรได้[1]: 387
ก่อนหน้านี้ นาวาเอกอาร์มสตรองได้ให้สัญญาแก่ทาวน์เซนด์แฮร์ริสว่า จะนำเรือซานฮาซินโตเดินทางไปเยี่ยมเยียนแฮร์ริสที่เมืองชิโมดะทุกสามหรือหกเดือน แต่เนื่องจากนาวาเอกอาร์มสตรองกำลังล้มป่วยและด้วยสถานการณ์สงครามฝิ่นครั้งที่สองในจีน ทำให้นาวาเอกอาร์มสตรองไม่สามารถเดินทางจากจีนไปเยี่ยมแฮร์ริสที่ชิโมดะได้ ฝ่ายแฮร์ริสกงสุลอเมริกันประจำญี่ปุ่นที่เมืองชิโมดะ ถูกตัดขาดไม่ทราบข่าวสารโลกภายนอก มีความโกรธเคืองต่อนาวาเอกอาร์มสตรอง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2400 ว่าไม่มาตามนัด[44]: 347 อีกทั้งเมื่อแฮร์ริสไม่มีเรือรบอเมริกันคอยสนับสนุน จะทำให้มีอำนาจในการต่อรองเจรจากับฝ่ายญี่ปุ่นอย่างจำกัด
ทูตอเมริกันชาร์ลส์แบรดลีย์เดินทางด้วยเรือเอเดน (Aden) ของบริษัทเพ็นนินซูลาออเรียนตัลของอังกฤษ ถึงเมืองสิงคโปร์ในวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2400[1]: 385 เพื่อเดินทางเข้ามาที่ไทย ฝ่ายนาวาโทแอนดรูว์ฟุต ซึ่งกำลังจัดการเรื่อข้อพิพาธเรือฮอลันดาที่สิงคโปร์อยู่นั้น เมื่อได้ทราบว่าทูตอเมริกันแบรดลีย์ได้รับมอบหมายให้เดินทางเข้ามาที่ไทย เพื่อเปลี่ยนหนังสือสัญญาและเจรจาเรื่องสัญญาข้อห้า นาวาโทฟุตจึงอาสานำเรือพอร์ทสมัธนำชาร์ลส์แบรดลีย์เข้ามาเจรจากับไทยที่กรุงเทพ ทูตอเมริกันชาร์ลส์วิลเลียมแบรดลีย์ (เป็นคนละคนกับหมอบรัดเลย์) และนาวาโทแอนดรูว์ฮัลฟุต จึงโดยสารเรือรบอเมริกัน เดินทางออกจากสิงคโปร์ ในวันที่ 21 พฤษภาคม และถึงที่สันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2400[1]: 388 เนื่องจากเรือไม่สามารถผ่านสันดินเข้ามาได้ คณะทูตอเมริกันจึงจำต้องรอให้ฝ่ายไทยส่งเรือออกมารับเข้ามาที่กรุงเทพ
คณะทูตอเมริกันรออยู่ที่สันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเวลาหกวัน เมื่อถึงวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2400 ฝ่ายไทยจึงส่งเรือกลไฟออกมารับคณะทูตอเมริกันเข้ามาที่กรุงเทพ ออกมาพร้อมกับสตีเฟนมะทูนกงสุลอเมริกันประจำกรุงเทพ ฝ่ายเรือพอร์ทสมัธยิงปืนสลุต 21 นัด ทำความเคารพแก่ฝ่ายไทย และยิงปืนสลุตอีก 9 นัด เพื่อทำความเคารพกงสุลอเมริกันมัตตูน[59] ฝ่ายไทยนำชาร์ลส์แบรดลีย์ นาวาโทแอนดรูว์ฟุต และคณะทูตอเมริกัน เดินทางเข้ามาที่ป้อมปากน้ำสมุทรปราการ ฝ่ายไทยที่ป้อมปากน้ำชักธงอเมริกันขึ้น แลยิงปืนสลุต 21 นัด ให้เกียรติแก่ทูตอเมริกัน แบรดลีย์นาวาโทฟุตและคณะทูตอเมริกันเดินทางขึ้นมาถึงกรุงเทพพระนครในวันเดียวกันนั้น วันที่ 2 มิถุนายน แบรดลีย์เขียนสาส์นถึงเจ้าพระยารวิวงศ์ฯ (ขำ บุนนาค) แจ้งให้ทราบเรื่องที่ทูตอเมริกันแบรดลีย์เดินทางเข้ามาเปลี่ยนหนังสือสัญญา และแจ้งว่าทางฝ่ายสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาได้ตัดสัญญาข้อห้าออกไปแล้วเสีย[1]: 385 คณะทูตอเมริกันเข้าพำนักที่จวนของเจ้าพระยารวิวงศ์ฯ (ขำ บุนนาค) ผู้ว่าที่เสนาบดีพระคลัง
ในวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2400[1]: 385 ทูตอเมริกันชาร์ลส์แบรดลีย์ ประชุมเจรจาแก้ไขข้อสัญญา กับเสนาบดีผู้แทนพระองค์ฝ่ายไทยคือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) และเจ้าพระยายมราช (นุช บุณยรัตพันธุ์) ที่จวนของเจ้าพระยารวิวงศ์ฯ ทูตอเมริกันแบรดลีย์แจ้งแก่คณะเสนาบดีไทยว่า เหตุผลที่สภาคองเกรสปฏิเสธไม่ยอมรับสัญญาข้อห้า ซึ่งทาวน์เซนด์แฮร์ริสทูตอเมริกันคนก่อนได้ตกลงกับไทย เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2399 หรือเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อนหน้านี้ คือสหรัฐอเมริกาไม่เคยตกลงข้อสัญญาในลักษณะที่อนุญาตให้รัฐบาลต่างประเทศมีอำนาจจับกุมชาวอเมริกันในที่แห่งใดมาก่อน ฝ่ายคณะเสนาบดีไทยโต้แย้งว่า ข้อสัญญาเรื่องที่ไทยกำหนดให้ชาวอเมริกันซึ่งเข้ามาอาศัยและเดินทางในไทย ต้องลงทะเบียนและถือเอกสารสำคัญประจำตัวไว้นั้น เป็นเนื้อความอย่างเดียวกับที่ไทยได้ตกลงกับอังกฤษและฝรั่งเศสไปแล้ว หากฝ่ายไทยงดเว้นสัญญาข้อห้านี้แก่สหรัฐอเมริกา ก็จะต้องไปยกเลิกข้อสัญญาเดียวกันนั้นกับอังกฤษและฝรั่งเศสด้วย[1]: 392 ตามหลักของชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง จะทำให้ฝ่ายไทยไม่สามารถควบคุมดูแลชาวต่างชาติในพระราชอาณาจักรได้ วันต่อมา วันที่ 5 มิถุนายน ทูตอเมริกันแบรดลีย์ นาวาโทฟุต และคณะทูตอเมริกัน ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้ากรุงสยามพระองค์ที่สอง[59] ที่พระบวรราชวัง
| ข้อกดหมายผ่อนปรนให้เสมอที่ ๗ [1]: 357 | |
|---|---|
ข้อความส่วนท้ายของการแก้ไขสนธิสัญญาแฮร์ริส ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2400 นำสัญญาข้อห้า ซึ่งสภาคองเกรสได้นำออกจากสัญญาก่อนหน้านี้ นำกลับเข้าไปในสนธิสัญญาเป็นกฎการค้าข้อที่เจ็ด ลงนามปิดตราโดยเจ้าพระยารวิวงศ์ฯ ขำ บุนนาค ปิดตราบัวแก้ว (ซ้าย) และสตีเฟนมะทูน กงสุลอเมริกันประจำไทย (ขวา) | |
| ประเภท | การแก้ไขสนธิสัญญา |
| วันลงนาม | 15 มิถุนายน พ.ศ. 2400 [1]: 389 |
| ที่ลงนาม | จวนของเจ้าพระยารวิวงศ์ฯ, กรุงเทพมหานคร |
| ผู้ลงนาม |
|
| ภาคี | |
| ภาษา | ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย |
วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2400 คณะเสนาบดีผู้แทนพระองค์ฝ่ายไทย แจ้งแก่ทูตอเมริกันแบรดลีย์ว่า ได้นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์แล้ว ต่างทรงมีพระราชวินิจฉัยประการเดียวกันว่า สัญญาข้อห้านี้มีความจำเป็นไม่สามารถยกเลิกได้ หากฝ่ายสหรัฐอเมริกายกเลิกสัญญาข้อห้าแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ปรึกษาฝ่ายไทยก่อน ฝ่ายไทยจะปฏิเสธไม่ให้สัตยาบันทำการรับรองแก่สนธิสัญญานี้[1]: 386 และจะทำให้สนธิสัญญาที่แฮร์ริสได้ตกลงกับไทยนั้นตกเป็นโมฆะไป ทูตอเมริกันแบรดลีย์เมื่อเห็นว่าฝ่ายไทยมีท่าทีไม่ยอมรับมติของสภาคองเกรสดังนั้น เกรงว่าสัญญาที่แฮร์ริสได้ตกลงกับไทยนี้จะสูญเปล่าไป แต่แบรดลีย์ก็ไม่สามารถนำสัญญาข้อห้ากลับคืนสู่สนธิสัญญาโดยขัดต่อมติสภาคองเกรสได้เช่นกัน แบรดลีย์จึงเสนอข้อประนีประนอมว่า สัญญาข้อห้านี้สภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกามีมติให้ยกเลิกออกไปแล้ว แต่สามารถนำใส่กลับคืนไปในสนธิสัญญาได้ ด้วยการยกให้เป็นกฎข้อที่เจ็ดในกฏหมายแนบท้ายสนธิสัญญานี้แทน[1]: 386 คณะผู้แทนฝ่ายไทยไม่เห็นด้วยแต่แบรดลีย์โน้มน้าวคณะเสนาบดีฝ่ายไทยว่า ถึงแม้ว่าหากยกเลิกสัญญาข้อห้าไปแต่สุดท้ายฝ่ายไทยจะยังคงมีอำนาจใช้เจ้าพนักงานนครบาลในการควบคุมดูแลการเดินทางของชาวต่างประเทศภายในเขตแดนของพระราชอาณาจักรได้ และอาศัยอำนาจตามสัญญาข้อเก้าของสนธิสัญญานี้ ซึ่งระบุว่ากงสุลอเมริกันสามารถเพิ่มเติมกฎที่จำเป็นได้ตามสมควร[1]: 387
ในขณะเดียวกันนั้น ในวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2400 ทาวน์เซนด์แฮร์ริส กงสุลอเมริกันเมืองชิโมดะ สามารถบรรลุข้อตกลงกับขุนนางเมืองชิโมดะ ได้แก่ 1. ฝ่ายญี่ปุ่นเปิดเมืองท่านางาซากิให้เรือสินค้าอเมริกันเข้ามาค้าขายได้อีกเมืองหนึ่ง 2. ชาวอเมริกันสามารถเข้ามาพำนักอาศัยอยู่อย่างถาวรได้ที่เมืองชิโมดะและฮาโกดาเตะ 3. ชาวอเมริกันหากกระทำความผิดในญี่ปุ่น คดีความนั้นกงสุลอเมริกันจะเป็นผู้ตัดสิน ไม่ขึ้นแก่ระบบตุลาการศาลของญี่ปุ่น[44]: 373
ในขณะที่ทูตอเมริกันชาร์ลส์แบรดลีย์อยู่ที่กรุงเทพนั้น ได้บันทึกรายงานไว้ว่า นับตั้งแต่ที่ไทยได้ตกลงสนธิสัญญาฉบับใหม่กับอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกานั้น ได้มีเรือสินค้าชาติตะวันตกเข้ามาค้าขายที่กรุงเทพแล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้น 270 ลำ เป็นจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนที่ไทยจะตกลงสัญญากับชาติตะวันตก ซึ่งในเวลาก่อนนั้นมีเรือสินค้าตะวันตกเข้ามาค้าขายที่ไทยเพียงปีละสิบสองลำ[1]: 388 ในจำนวนนี้เป็นเรือสินค้าสัญชาติอเมริกันเข้ามาค้าขายทั้งสิ้น 54 ลำ และในขณะที่แบรดลีย์พำนักอยู่ที่กรุงเทพนั้น เรือสินค้าอเมริกันเจ็ดลำกำลังค้าขายอยู่ พ่อค้าอเมริกันสามารถซื้อข้าวและน้ำตาลจากไทยซึ่งมีคุณภาพดีได้ในราคาถูก ซึ่งพ่อค้าอเมริกันจะนำข้าวจากไทยไปขายต่อที่จีนและน้ำตาลจากไทยไปขายต่อที่นิวยอร์ก มูลค่าการส่งออกของพ่อค้าอเมริกันจากไทย นับตั้งแต่ที่ไทยได้ทำสัญญานั้น อยู่ที่ 430,514 ดอลลาร์สหรัฐ[1]: 387
ในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2400 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพร้อมด้วยพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศพระโอรส หรือที่ชาวอเมริกันขานพระนามว่า เจ้าชายจอร์จวอชิงตัน (Prince George Washington)[59] เสด็จออกมาที่สันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อทอดพระเนตรเรือรบอเมริกันพอร์ทสมัธ ลูกเรืออเมริกันบนเรือพอร์ทสมัธ ได้ยิงปืนสลุตถวายความเคารพและจัดแสดงการซ้อมรบบนเรือพอร์ทสมัธนั้นให้ได้ทอดพระเนตร ทูตอเมริกันชาร์ลส์วิลเลียมแบรดลีย์ ประชุมกับฝ่ายไทย ให้สัตยาบันเปลี่ยนหนังสือสัญญา ซึ่งทาวน์เซนด์แฮร์ริสได้ตกลงกับไทยก่อนหน้านี้ ในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2400[1]: 389 ที่ศาลาลูกขุนในพระบรมมหาราชวัง ฝ่ายไทยยิงปืนสลุต 21 นัด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เนื้อความสัตยาบันสาร (Instrument of Ratification) ในการให้สัตยาบันเปลี่ยนหนังสือสนธิสัญญานี้เป็นภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง[1]: 387 สัญญาข้อห้าที่สภาคองเกรสให้ยกเลิกออกไปนั้น สตีเฟนมะทูตกงสุลอเมริกันเป็นผู้นำกลับคืนใส่เข้าในสนธิสัญญา เป็นกฎหมายการค้าข้อที่เจ็ด แล้วคณะทูตอเมริกันชาร์ลส์แบรดลีย์ พร้อมด้วยนาวาโทแอนดรูว์ฟุต จึงเดินทางออกจากกรุงเทพมาพำนักที่ปากน้ำสมุทรปราการ ในวันเดียวกันนั้นคือวันที่ 15 มิถุนายน วันรุ่งขึ้นวันที่ 16 มิถุนายน จึงโดยสารเรือพอร์ทสมัธที่สันดอนออกจากไทยไป[1]: 389 เป็นการสิ้นสุดภารกิจทางการทูตของทูตอเมริกันชาร์ลส์แบรดลีย์ในไทย
อีกสองวันต่อมา ในวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2400 ทาวน์เซนด์แฮร์ริสลงนามในสนธิสัญญาชิโมดะ (Convention of Shimoda) กับอีโนอูเอะ คิโยนาโอะ เจ้าเมืองชิโมดะ ทูตอเมริกันชาร์ลส์แบรดลีย์และนาวาโทฟุตเดินทางด้วยเรือพอร์ทสมัธถึงเมืองฮ่องกงในวันที่ 26 มิถุนายน[1]: 374 แบรดลีย์นำสัญญาแฮร์ริสที่ฝ่ายไทยให้การรับรองแล้วนั้น มอบให้แก่โอลิเวอร์เพร์รีกงสุลอเมริกันเมืองกวางตุ้ง ในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2400 จากนั้นกงสุลเพร์รีจึงจัดส่งแผ่นกระดาษสนธิสัญญานี้กลับไปที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกากรุงวอชิงตันดีซี ประธานาธิบดีบิวแคนันประกาศสนธิสัญญาที่แฮร์ริสได้ตกลงกับไทยนี้ให้แก่สาธารณชนอเมริกันได้รับทราบอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2401
เนื้อหาสนธิสัญญา
[แก้]สนธิสัญญาระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งฝ่ายไทยได้เจรจาตกลงกับทูตอเมริกันทาวน์เซนด์ แฮร์ริส (Townsend Harris) ลงนามปิดตราวันพฤหัสบดี แรมสิบค่ำ เดือนหก ปีมะโรงอัฐศก จุลศักราช 1218[1]: 348 ตรงกับวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1856 หรือพ.ศ. 2399 มีเนื้อหาสัญญาคล้ายคลึงกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (Bowring Treaty) ซึ่งไทยได้ตกลงกับอังกฤษก่อนหน้านี้ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2398 เกือบทุกประการ ซึ่งทั้งสัญญาแฮร์ริสและสัญญาเบาว์ริ่งนี้ จัดทำขึ้นด้วยภาษาอังกฤษและภาษาไทย เนื้อหาสัญญาคล้ายคลึงกันเป็นรายข้อ ทูตอเมริกันทาวน์เซนด์แฮร์ริสได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้ตกลงสัญญากับไทยให้ได้สิทธิ์เท่าเทียมกับที่อังกฤษได้รับจากไทยในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งเป็นอย่างน้อย[1]: 365 ในเบื้องต้น คณะเสนาบดีผู้แทนพระองค์ฝ่ายไทยพยายามโน้มน้าวให้แฮร์ริสยอมรับข้อสัญญาซึ่งสหรัฐอเมริกาได้รับสิทธิ์น้อยกว่าที่อังกฤษได้รับ แต่แฮร์ริสยืนกรานว่าสหรัฐอเมริกาต้องได้รับสิทธิ์เท่าที่อังกฤษได้รับจากไทยเป็นอย่างน้อย[44]: 151 สุดท้ายทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายแฮร์ริสจึงให้สนธิสัญญาเบาว์ริ่งเป็นต้นแบบในการตกลงเนื้อหาสัญญา สิ่งที่แฮร์ริสได้รับสิทธิ์มากกว่าสนธิสัญญาเบาว์ริ่งได้แก่
- สนธิสัญญาแฮร์ริสเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีเมื่อลงนามปิดตราสนธิสัญญา[1]: 339 โดยที่ไม่ต้องรอการให้สัตยาบันหรือเงื่อนไขอื่นใด แตกต่างจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ซึ่งระบุให้สัญญาเริ่มมีผลบังคับใช้ประมาณหนึ่งปีหลังจากวันที่ลงนามปิดตรา
- เป็นผลมาจากข้อแรก สหรัฐอเมริกาสามารถแต่งตั้งกงสุลเข้ามาใช้อำนาจสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในไทยได้ทันที
เนื่องจากสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ ค.ศ. 1833 หรือพ.ศ. 2376 ข้อที่สิบระบุว่า หากฝ่ายไทยยินยอมให้ชาติตะวันตกอื่นใดนอกจากโปรตุเกสเข้ามาตั้งกงสุล สหรัฐอเมริกาจะสามารถตั้งกงสุลเข้ามาในไทยได้โดยปริยาย[16]: 171 ซึ่งในที่นี้ฝ่ายไทยได้อนุญาตให้อังกฤษเข้ามาตั้งกงสุลในไทยแล้ว ถึงแม้ว่ากงสุลอังกฤษจะยังเดินทางเข้ามาไม่ถึงที่กรุงเทพ ซึ่งในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งนั้น อังกฤษจะต้องให้สัตยาบันเปลี่ยนหนังสือสัญญา และนำเรือสินค้าเข้ามาค้าขายที่ไทยอย่างน้อยสิบลำเสียก่อน อังกฤษจึงจะสามารถตั้งกงสุลเข้ามาที่ไทยได้[3]: ๑๑-๑๒ ทูตอเมริกันแฮร์ริสได้แต่งตั้งให้สตีเฟน มะทูน (Stephen Mattoon) เป็นกงสุลอเมริกันประจำไทยที่กรุงเทพเป็นคนแรก ก่อนที่แฮร์ริสจะเดินทางออกจากไทยในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2399 และก่อนที่กงสุลอังกฤษคนแรกคือนายชาร์ลส์ ฮิลเลียร์ (Charles Hillier) จะเดินทางถึงกรุงเทพในเดือนมิถุนายนต่อมา ซึ่งการที่แฮร์ริสสามารถแต่งตั้งกงสุลเข้าดำรงตำแหน่งในไทยได้เลยทันทีก่อนเดินทางออกจากไทยนั้น ส่งผลให้คณะทูตชาติตะวันตกอื่นๆที่เข้ามาเจรจากับไทยในภายหลังได้รับสิทธิ์ประการเดียวกัน คือทูตสามารถแต่งตั้งกงสุลในไทยได้ในทันทีก่อนที่ทูตจะเดินทางกลับ
สนธิสัญญาแฮร์ริสนี้จัดทำขึ้นด้วยภาษาอังกฤษและภาษาไทย สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อหาสนธิสัญญาได้เมื่อเวลาล่วงพ้นไปอย่างน้อยสิบปี โดยอาศัยความยินยอมของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายอเมริกา[1]: 334
สานสัมพันธ์ไทยสหรัฐอเมริกา
[แก้]สัญญาข้อที่หนึ่ง เน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาในลักษณะคล้ายคลึงกับสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ ค.ศ. 1833;
ตั้งแต่นี้ไปเมืองยุไนยต์ติศเตดกับในพระบาทสมเดจ์พระปรเมนทรมหามกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ่ระบาทสมเดจ์พระปวเรนทราเมศวรมหิศเรศ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทั้งสมเดจ์พระเจ้าแผ่นดินในสยามที่จะสืบพระวงษพระราชอิศิริยยศไปภายน่า ให้มีไมตรีรักษใคร่กันราบคาบอยู่เปนนิตย์
[1]: 341
ในสัญญาเบาว์ริ่งนั้น ฝ่ายไทยสัญญาว่าจะปกป้องคุ้มครองคนในบังคับของอังกฤษที่เข้ามาอาศัยค้าขายอยู่ในไทย และฝ่ายอังกฤษได้สัญญาว่าจะปกป้องคุ้มครองคนในบังคับสยามที่เข้าไปค้าขายในเขตแดนของอังกฤษเช่นกัน ในสัญญาข้อที่หนึ่งของสัญญาแฮร์ริสนี้ ฝ่ายไทยสัญญาว่าจะปกป้องคุ้มครองชาวอเมริกันในไทยเช่นกัน แต่เนื่องจากสหรัฐอเมริกาไม่ได้มีเขตแดนติดต่อต่อเนื่องใกล้ชิดกับไทย และในทางปฏิบัติไม่มีชาวไทยเดินทางไปถึงเขตแดนของสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากเท่าใดนัก เนื่องจากสหรัฐอเมริกานั้นอยู่ห่างไกลจากไทย เป็นเหตุให้สหรัฐอเมริกาไม่สามารถปกป้องคุ้มครองชาวไทยเป็นการตอบแทนได้ ทาวน์เซนด์แฮร์ริสจึงเสนอว่าสหรัฐอเมริกาจะให้ความคุ้มครองช่วยเหลือแก่ชาวไทยผู้ซึ่งเดินทางไปที่แห่งใด ๆ ในโลกนี้ ในสถานที่ซึ่งเรือรบอเมริกันหรือกงสุลอเมริกันมีอำนาจสามารถกระทำได้ โดยไม่ละเมิดหรือขัดต่อกฎหมายของบ้านเมืองนั้น ๆ[44]: 152
แต่คนฝ่ายไทยที่จะไปค้าขายแลไปอาไศรยอยู่ในเขตรแดนอเมริกานั้นไม่มี ฝ่ายอเมริกันยอมให้เรือรบอเมริกันเอาธุระช่วยเรือลูกค้าฝ่ายไทยในท้องทเลภอสมควรที่จะช่วยได้ แล้วยอมให้กงซุนอเมริกันที่ตั้งอยู่เมืองต่าง ๆ ประเทศเอาธุระช่วยในการเรือการคนในฝ่ายไทยที่จะไปค้าขายในประเทศที่กงซุนอเมริกันตั้งอยู่ เว้นไว้แต่การที่กดหมายเมืองนั้นห้ามไม่ให้ช่วยก็ช่วยไม่ได้
[1]: 341-342
สองเดือนต่อมา ราชทูตฝรั่งเศสชาร์ลส์ เดอ มงติญี (Charles de Montingy) เดินทางเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทย ฝ่ายไทยได้เสนอขอให้ฝรั่งเศสช่วยเหลือคุ้มครองชาวไทยที่เดินทางออกไปตามที่ต่าง ๆ ในมหาสมุทรในโลกในลักษะเดียวกัน ซึ่งทูตฝรั่งเศสมงติญียินยอมรับข้อสัญญานี้ โดยให้เหตุผลว่า มงติญีคาดการณ์ว่าชาวไทยจะไม่ได้เดินทางออกไปทั่วโลกเป็นจำนวนมากจนเป็นภาระของฝรั่งเศส[60] สัญญาซึ่งไทยจะตกลงกับชาติตะวันอื่น ๆ ในเวลาต่อมา ล้วนแต่มีข้อสัญญาในลักษณะเดียวกันนี้ ว่าชาติตะวันตกเหล่านั้นจะให้ความช่วยเหลือแก่ชาวไทยซึ่งเดินทางออกไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในโลก
สัญญาข้อที่สี่ ของสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ ค.ศ. 1833 ระบุว่าหากไทยลดภาษีให้แก่พ่อค้าตะวันตกชาติใด ๆ พ่อค้าอเมริกันก็จะได้รับการลดภาษีนั้นด้วยโดยปริยาย ตามหลักการของชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favored Nation) แต่ในเฉพาะเรื่องการลดภาษีเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงสิทธิ์ประโยชน์ทางด้านอื่น ๆ[44]: 150 สัญญาข้อที่สิบของสนธิสัญญาแฮร์ริสนี้ ฝ่ายไทยยอมรับให้สหรัฐอเมริกามีสถานะเป็นชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่งในทุกด้าน หากไทยมอบสิทธิประโยชน์ใด ๆ ให้แก่ชาติตะวันตกชาติอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ได้ระบุในสนธิสัญญากับสหรัฐอเมริกาที่ได้ตกลงกับไทยไว้แล้ว ฝ่ายสหรัฐอเมริกาจะได้รับสิทธิโยชน์นั้น ๆ จากไทยโดยปริยาย;
ถ้าฝ่ายไทยยอมให้สิ่งใด ๆ กับชาติอื่น ๆ นอกจากหนังสือสัญญานี้ ก็จะต้องให้แก่ชาติอเมริกันเหมือนกัน
[1]: 347
สิทธิสภาพนอกอาณาเขต
[แก้]สัญญาแฮร์ริสข้อที่สอง ฝ่ายไทยอนุญาตให้สหรัฐอเมริกาแต่งตั้งกงสุลเข้ามาที่ไทย และจัดตั้งสถานกงสุลในไทย เพื่อให้กงสุลอเมริกันในไทย ปกครองดูแลชาวอเมริกันในไทย ในลักษณะเดียวกันกับอังกฤษในสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง หากเกิดคดีความระหว่างชาวอเมริกันและคนในบังคับของไทยในเขตแดนไทย สัญชาติของจำเลยจะเป็นสิ่งชี้นำว่าคดีนั้นจะขึ้นแก่ฝ่ายใด หากจำเลยเป็นชาวอเมริกัน คดีนั้นกงสุลอเมริกันจะเป็นผู้ชำระตัดสิน หากจำเลยเป็นคนในบังคับของไทย ฝ่ายไทยจะเป็นผู้ชำระตัดสินคดี
บันดาการงานของคนชาติอเมริกันซึ่งเข้ามาอยู่ณกรุง ฯ ก็ต้องฟังบังคับบัญชากงซุนอเมริกันซึ่งเข้ามาอยู่ณกรุงเทพ ฯ
[1]: 342
ถ้าชาติอเมริกันจะเกิดวิวาทกันขึ้นกับคนอยู่ในใต้บังคับไทย กงซุนอเมริกันกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทยจะพร้อมกันฟังแลตัดสีน ถ้าคนชาติอเมริกันทำผิดต้องทำโทษ กงซุนอเมริกันจะทำโทษตามกดหมายอเมริกัน ถ้าคนในใต้บังคับไทยทำผิด เจ้าพนักงานไทยจะทำโทษตามกดหมายไทย ถ้าคนในใต้บังคับไทยเปนความกันเอง กงซุนอเมริกันจะไม่เอาเปนธุระ ถ้าคนชาติอเมริกันเปนความกันเอง เจ้าพนักงานฝ่ายไทยจะไม่เอาเปนธุระเหมือนกัน
[1]: 342
การพาณิชย์
[แก้]พ่อค้าสัญชาติอเมริกันได้รับยกเว้นสามารถค้าขายในไทยได้อย่างเสรีโดยที่ไม่ต้องผ่านพระคลังสินค้า นับตั้งแต่สนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ พ.ศ. 2376 ในสมัยรัชกาลที่ 3 ในสัญญาข้อแปดของสนธิสัญญาแฮร์ริสนี้ ยกเลิกการเก็บค่าภาษีปากเรือหรือค่าเบิกร่องจากพ่อค้าอเมริกัน ในอัตราลาวะ 1,700 บาท[16]: 756 ซึ่งกำหนดไว้ในสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ เปลี่ยนเป็นการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าเพียงครั้งเดียวร้อยละสาม โดยที่คิดตามมูลค่าจริงของสินค้าชนิดนั้น ๆ (Ad valorem) ไม่ได้เก็บตามปริมาณสินค้าเหมือนอย่างที่ฝ่ายไทยเคยเก็บ โดยที่พ่อค้าอเมริกันสามารถจ่ายภาษีร้อยละสามนี้เป็นเงินหรือเป็นสินค้าชนิดนั้น ๆ ก็ได้ หากพ่อค้าอเมริกันนำสินค้าใด ๆ เข้ามาขายที่ไทย แล้วขายไม่ได้หรือไม่ได้ขาย แล้วพ่อค้าอเมริกันจะนำสินค้าเดิมนั้นออกจากไทย ฝ่ายไทยต้องคืนค่าภาษีสินค้า ที่พ่อค้าอเมริกันได้จ่ายแล้วเมื่อเดินทางเข้าไทย คืนให้แก่พ่อค้าอเมริกันดังเดิม
ค่าธรรมเนียมปากเรือที่เคยเรียกกับลูกค้าอเมริกันตามสัญญาซึ่งทำไว้ในคฤษศักราชพันแปดร้อยสามสิบสามปีนั้นจะยอมเลิกเสีย ตั้งแต่หนังสือสัญญานี้ใช้ได้ พ้นนั้นไปจะต้องเสียแต่ภาษีสิ่งของขาเข้าขาออก สินค้าขาเข้าจะต้องเสียภาษีร้อยละสาม จะเสียเปนของฤาจะเสียเปนเงิน คิดราคาตามราคาท้องน้ำสุดแต่ใจเจ้าของจะเสีย ถ้าของเสียภาษีร้อยละสามแล้ว ของจำหน่ายไม่ได้จะเหลือกลับออกไปมากน้อยเท่าใด ต้องคิดภาษีสิ่งของที่เหลือคืนให้กับเจ้าของให้ครบ
[1]: 345-346
สำหรับภาษีสินค้าขาออกนั้น มีตารางกำหนดพิกัดอัตราภาษีจำเพาะสำหรับสินค้าแต่ละชนิด แนบท้ายสนธิสัญญานี้ ภาษีสินค้าขาออกแต่ละชนิดพ่อค้าอเมริกันเสียเพียงครั้งเดียวฝ่ายไทยจะไม่เก็บซ้ำซ้อน ซึ่งภาษีสินค้าขาออกนี้แบ่งออกเป็นสองประเภทได้แก่;
- สินค้าชนิดที่พ่อค้าอเมริกันต้องเสียภาษีภายในเขตแดนไทย เรียกว่า "พิกัดภาษีใน" เช่น น้ำตาล พริกไทย ปลาแห้ง ฯลฯ ซึ่งเมื่อพ่อค้าอเมริกันได้เสียภาษีสินค้าภายในนี้แล้ว จะไม่ต้องเสียภาษีอีกเมื่อเดินทางนำสินค้าออกจากไทย
- สินค้าชนิดที่พ่อค้าอเมริกันต้องเสียภาษีเมื่อเดินทางออกจากไทย เรียกว่า "พิกัดภาษีนอก" เช่น ข้าว งาช้าง รง กระวาน นอระมาด ฯลฯ ซึ่งพ่อค้าอเมริกันจะไม่ต้องเสียภาษีสินค้าเหล่านี้ภายในเขตแดนไทยเลย
ชาวอเมริกันเดินเรือนำสินค้าเข้ามาค้าขายในเขตแดนไทย ต้องปฏิบัติตามกฎหมายการค้าของไทยแนบท้ายสนธิสัญญานี้ เรียกว่า กดหมายอย่างลูกค้าอเมริกัน ซึ่งมาค้าขายในกรุง ฯ ต้องใช้[1]: 349 (General Regulations under which American Trade is to be conducted in Siam)[1]: 335 มีจำนวนหกข้อ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเดียวกับที่ไทยได้บังคับใช้กับพ่อค้าอังกฤษและพ่อค้าตะวันตกชาติอื่นๆ ซึ่งจะเดินทางเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทยต่อมาภายหลัง;
- เมื่อพ่อค้าอเมริกันเดินเรือสินค้าเข้ามาค้าขายที่กรุงเทพ ต้องแจ้งขอความอนุญาตจากฝ่ายไทยที่ป้อมปากน้ำสมุทรปราการเสียก่อน เพื่อฝากอาวุธปืนกระสุนดินดำไว้แก่เจ้าพนักงานไทยที่สมุทรปราการ แล้วจึงจะสามารถเดินเรือขึ้นมาค้าขายที่กรุงเทพได้ หากเรือสินค้าอเมริกันลำใดเดินเรือขึ้นมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาโดยละเว้นไม่ปฏิบัติตามกฏนี้ จะต้องถูกปรับเป็นเงิน 800 บาท และต้องไปกลับลงไปดำเนินการที่สมุทรปราการให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงสามารถเดินทางขึ้นมาที่กรุงเทพได้
- เมื่อพ่อค้าอเมริกันเดินเรือสินค้าถึงกรุงเทพแล้ว จะต้องรายงานรายการและปริมาณสินค้าที่นำเข้ามา รายงานต่อกงสุลอเมริกันที่กรุงเทพให้เรียบร้อยภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ยกเว้นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดในศาสนาคริสต์ หากพ่อค้าอเมริกันทำเรื่องรายงานต่อกงสุลไม่ทันเวลา หรือทำเรื่องรายงานเป็นเท็จ จะต้องถูกปรับเป็นเงิน 400 บาท
- หากพ่อค้าอเมริกันทำการแลกเปลี่ยนค้าขายสินค้าก่อน โดยที่กระบวนการดังกล่าวข้างต้นนี้ยังไม่เสร็จสิ้นเรียบร้อย จะต้องถูกปรับเป็นเงิน 800 บาท
ในช่วงที่ไทยขาดแคลนเสบียงอาหาร รัฐบาลไทยสามารถออกคำสั่งระงับการส่งออกข้าวปลาและเกลือได้ แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าแก่พ่อค้าอเมริกันอย่างน้อยหนึ่งเดือน
การเดินทางและการถือครองที่ดิน
[แก้]ชาวอเมริกันที่เข้ามาพำนักอาศัยอยู่ในเขตแดนไทย สามารถเข้าพำนักอาศัยและเช่าหรือซื้อที่ดินได้เฉพาะในอาณาบริเวณโดยรอบกรุงเทพพระนครเป็นระยะทางยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยเรือไทย ยกเว้นอาณาบริเวณส่วนใน คือ อาณาบริเวณโดยรอบกำแพงพระนครเป็นระยะทางสองร้อยเส้น หรือสี่ไมล์ ซึ่งชาวอเมริกันสามารถเช่าที่ได้แต่ซื้อที่ดินไม่ได้ ชาวอเมริกันจะสามารถซื้อที่ดินในบริเวณภายในสองร้อยเส้นนี้ได้ ก็ต่อเมื่อได้เข้ามาพำนักอาศัยอยู่ในไทยแล้วเป็นเวลาสิบปี หรือได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากรัฐบาลไทย;
ชาติอเมริกันจะเข้ามาเช่าที่ปลูกโรง ปลูกเรือน ปลูกตึก แลจะซื้อโรง ซื้อเรือน ซื้อตึก พ้นกำแพงออกไปในกำหนด ๒๐๐ เส้นคือ ๔ ไมล์อังกฤษ ชาติอเมริกันเช่าได้แต่จะซื้อที่ซื้อไม่ได้ ถ้าอยู่ถึง ๑๐ ปีแล้วจึ่งจะซื้อได้ ถ้าอยู่ยังไม่ถึง ๑๐ ปี ท่านเสนาบดีจะโปรดให้ซื้อจึ่งจะซื้อได้ แลที่นอกกำหนด ๒๐๐ เส้นคือ ๔ ไมล์อังกฤษ ชาติอเมริกันจะซื้อที่ เช่าที่ เรือกสวนไร่นา ตั้งแต่กำแพงเมืองออกไป เดินด้วยกำลังเรือแจว เรือพาย ทาง ๒๔ ชั่วโมง จะซื้อจะเช่าเมื่อไรก็ซื้อก็เช่าได้
[1]: 343
สัญญาข้อห้าของสนธิสัญญาแฮร์ริสนี้ระบุว่า ชาวอเมริกันเข้ามาพำนักอาศัยและเดินทางภายในเขตแดนไทย ต้องลงทะเบียนจดชื่อตนเองไว้แก่กงสุลอเมริกัน เพื่อได้รับเอกสารสำคัญประจำตัวโดยต้องพกติดตัวไว้โดยตลอด และชาวอเมริกันในไทยสามารถเดินทางไปมาได้เฉพาะในอาณาบริเวณเดินทางโดยเรือยี่สิบสี่ชั่วโมงจากกรุงเทพ หากชาวอเมริกันผู้ใดต้องการเดินทางออกนอกจากอาณาบริเวณที่กำหนดนี้ จะต้องทำเรื่องอนุญาตขอใบอนุญาตจากรัฐบาลไทยผ่านทางกงสุลอเมริกัน หากชาวอเมริกันคนใดเดินทางออกจากอาณาเขตที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือเจ้าพนักงานฝ่ายไทยเรียกขอดูเอกสารสำคัญประจำตัวแล้วไม่มี เจ้าพนักงานนครบาลไทยสามารถดำเนินการจับกุมและกุมขังชาวอเมริกันนั้นได้ สภาคองเกรสได้ปฏิเสธและปัดตกสัญญาข้อที่ห้านี้[1]: 384 เนื่องจากเห็นว่าสหรัฐอเมริกาไม่ควรทำสัญญาที่อนุญาตให้รัฐบาลต่างประเทศใด ๆ สามารถจับกุมและกุมขังชาวอเมริกันได้ แต่ฝ่ายไทยประท้วงว่าสัญญาข้อนี้ (ซึ่งเหมือนกับข้อสัญญาที่ตรงกันในสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง) มีความจำเป็นไม่สามารถนำออกได้ สุดท้ายจึงมีการนำสัญญาข้อห้าที่สภาคองเกรสตัดออกนี้ ใส่กลับเข้าไปในสนธิสัญญาเป็นกฎการค้าข้อที่เจ็ด;
ถ้าชาวอเมริกันจะไปเที่ยวในระหว่างทาง ๒๔ ชั่วโมง กงซุนอเมริกันจะเขียนเปนหนังสือไทยให้ไปว่า คนนั้นชื่ออย่างนั้น รูปร่างอย่างนั้นมีธุระอย่างนั้น แล้วจะต้องให้เจ้าพนักงานปิดตราหนังสือให้ไปเปนสำคัญด้วย ด่านทางแลเจ้าพนักงานอื่น ๆ ฝ่ายไทยดูหนังสือแล้วให้คืนหนังสือให้ปล่อยตัวไปโดยเรว ถ้าไม่มีหนังสือกงซุนอเมริกันปิดตราเจ้าพนักงานฝ่ายไทยไปเปนสำคัญก็เปนที่สงไสยว่าเปนคนหนีขอให้ยึดตัวไว้แล้วให้บอกกงซุนอเมริกันให้รู้โดยเรว
[1]: 358
สัญญาข้ออื่น ๆ
[แก้]- สัญญาแฮร์ริสข้อสี่ระบุว่า ชาวอเมริกันในไทยสามารถว่าจ้างคนในบังคับไทยเป็นลูกจ้างได้ "ถ้าชาติอเมริกันซึ่งเข้ามาอยู่ณกรุง ฯ จะจ้างคนซึ่งอยู่ในใต้บังคับไทยมาเปนลูกจ้าง ทานเสนาบดีฝ่ายไทยจะไม่ห้ามปราม" แต่เนื่องจากราษฎรชาวไทยโดยส่วนใหญ่สังกัดมูลนาย หากชาวอเมริกันจ้างคนไทยที่มีสังกัดมูลนายอยู่เดิม มูลนายสามารถติดตามชาวไทยผู้นั้นให้กลับคืนมาทำงานให้แก่ตนได้ "ถ้าคนที่มีมุนนายจะมารับจ้างอยู่กับชาติอเมริกัน มุนนายไม่รู้มุนนายจะมาเอาตัวก็เอาไปได้"[1]: 345 เมื่อชาวไทยซึ่งเป็นลูกจ้างของอเมริกันตกเป็นจำเลยในคดีความใด ๆ การดำเนินคดีแก่ชาวไทยซึ่งเป็นลูกจ้างอเมริกันนั้น หากกงสุลอเมริกันเห็นว่าความผิดของชาวไทยซึ่งเป็นลูกจ้างอเมริกันผู้นั้นมีมูลจริง กงสุลอเมริกันจะเป็นผู้ส่งตัวชาวไทยผู้นั้นให้ฝ่ายไทยตัดสินคดีความ
- สัญญาแฮร์ริสข้อหกระบุว่า ชาวอเมริกันในไทยสามารถนับถือศาสนา ประกอบพิธีทางศาสนา (ในที่นี้ส่วนใหญ่คือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์) และสร้างโบสถ์ได้อย่างอิสระเสรีโดยที่รัฐบาลไม่ขัดขวาง "ชาติอเมริกันจะเข้ามาเที่ยวแลจะเข้ามาอาไศรยอยู่ณกรุง ฯ จะถือสาสนาของตัว ไทยก็ไม่ห้ามปราม เมื่อจะส้างวัดขึ้นจะทำได้ก็แต่ในที่ท่านเสนาบดีจะโปรดให้"[1]: 344 แต่เนื้อความเรื่องศาสนาในสนธิสัญญาแฮร์ริสนี้ ยังไม่ขยายความเท่ากับสนธิสัญญามงติญีซึ่งไทยตกลงกับฝรั่งเศสในเวลาต่อมา และระบุว่ามิชชันนารีสามารถสอนศาสนาได้อย่างเสรี
- สัญญาแฮร์ริสข้อเจ็ดระบุว่า หากเรือรบอเมริกันต้องการเดินทางเข้ามาที่กรุงเทพ ต้องไปทอดสมอรายงานทำเรื่องขออนุญาตจากรัฐบาลไทย อยู่ที่ป้อมปากน้ำสมุทรปราการก่อน เมื่อรัฐบาลไทยอนุญาตแล้ว เรือรบอเมริกันนั้นจึงจะสามารถเดินทางขึ้นมาที่กรุงเทพได้ และเมื่อเรือรบอเมริกันเดินทางขึ้นมาที่กรุงเทพนั้น สามารถล่องขึ้นมาถึงได้เพียงแค่ที่ป้อมป้องปัจจามิตรและป้อมปิดปัจจนึกเท่านั้น[1]: 345 ไม่ให้เลยขึ้นไปถึงป้อมวิไชยประสิทธิ์และพระบรมมหาราชวัง ซึ่งทั้งอังกฤษและอเมริกาทำข้อตกลงกับไทยเรื่องการนำเรือรบขึ้นมาที่กรุงเทพในลักษณะเดียวกันนี้ แตกต่างจากสัญญาที่ไทยตกลงกับฝรั่งเศสในเวลาต่อมา
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 Treaties and Other International Acts of the United States of America: Documents 173-200: 1855-1858. พ.ศ. 2474
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 โอวาท สุทธิวาทนฤพุฒิ. From Extraterritoriality to Equality: Thailand's Foreign Relations 1855-1939. ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ; พ.ศ. ๒๕๖๔.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 นายร้อยตำรวจโท เสถียร ลายลักษณ์. ประชุมกฎหมายประจำศก เล่มเพิ่มเติม รวมสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างสยามกับนานาประเทศสมัยแรก. พิมพ์ครั้งแรก วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๙.
- 1 2 3 4 5 6 7 Sharom Ahmat. Joseph B. Balestier: The First American Consul In Singapore 1833-1852. Journal of the Malaysian Branch of the Royal Asiatic Society, พ.ศ. 2509.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๔. พิมพ์เป็นที่ระลึก ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงธรรมสารเนติ (อบ บุนนาค); วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๗ ณวัดประยูรวงศาวาส; พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์ ท่าพระจันทร์ พระนคร
- ↑ Karl Dahlfred (2015). "กลุ่มคาลวินไม่ประกาศจริงหรือ? (Calvinists Don't Evangelize?)".
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 Samuel Francis Smith, Edmund Franklin Merriam. Missionary Sketches: A Concise History of the Work of the American Baptist Missionary Union. W.G. Corthell, พ.ศ. 2426.
- 1 2 3 4 5 Jason G. Duesing. Adoniram Judson: A Bicentennial Appreciation of the Pioneer American Missionary. B & H Acacemic, พ.ศ. 2555.
- ↑ Gracie Lee. Early Printing in Myanmar and Thailand. พ.ศ. 2563 https://biblioasia.nlb.gov.sg/all-sections/vol-16-issue-2-jul-sep-2020-early-printing/
- 1 2 3 4 Michael Winship. The Printing Press as an Agent of Change? พ.ศ. 2551 https://commonplace.online/article/the-printing-press-as-an-agent-of-change/
- 1 2 3 ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา. พระราชพงษาวดาร กรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒. ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปีมโรงอัฐศก พ.ศ. ๒๔๕๙; พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทย ณสพานยศเส
- ↑ ศรัญญู เทพสงเคราะห์. รัฐราชทัณฑ์. มติชน; กรุงเทพ, พ.ศ. 2568.
- 1 2 Miguel Castelo-Branco. Relações entre Portugal e o Sião (1782 ‑1939). Biblioteca Nacional de Portugal, พ.ศ. 2565.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๑ จดหมายเหตุเรื่องมิชชันนารีอเมริกันเข้ามาประเทศไทย
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๓.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 Treaties and Other International Acts of the United States of America; เล่มสาม, พ.ศ. 2476.
- 1 2 3 4 5 6 7 Embassy to the Eastern Courts of Cochin-China, Siam, and Muscat; in the U. S. Sloop-of-War Peacock, David Geisinger, Commander, During the years 1832-3-4.
- 1 2 3 4 5 William L. Cowan. The Role of Prince Chutamani in the Modernizing of Siam and his High Court Position During the Reigns of Rama III and Rama IV. Journal of Siam Society, พ.ศ. 2510. https://thesiamsociety.org/wp-content/uploads/1967/03/JSS_055_1d_Cowan_RoleOfPrinceChuthamaniInModernizingSiam.pdf
- 1 2 3 4 ศรีเทพ กุสุมา ณ อยุธยา, ศรีลักษณ์ สง่าเมือง. สยามแต่ปางก่อน 35 ปีในบางกอกของหมอบรัดเลย์. มติชน, พ.ศ. 2567.
- 1 2 3 4 Terwiel. Acceptance and Rejection: The First Inoculation and Vaccination Campaigns in Thailand. Journal of Siam Society, พ.ศ. 2531.
- 1 2 3 Herbert R. Swanson. Revisiting the Dating of The First and Oldest Protestant Church in Siam. Journal of Siam Society, พ.ศ. 2368.
- 1 2 3 4 ศาสตราจารย์ นายแพทย์สัญญา สุขพณิชนันท์. กรมหลวงวงศาธิราชสนิทกับการแพทย์ตะวันตก. เวชบันทึกศิริราช, พ.ศ. 2564
- 1 2 3 4 5 6 7 8 William L. Bradley. Prince Mongkut and Jesse Caswell. Journal of Siam Society, พ.ศ. 2509. https://thesiamsociety.org/wp-content/uploads/1966/03/JSS_054_1d_Bradley_PrinceMongkutAndJesseCaswell.pdf
- ↑ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน. The Eagle and the Elephant: Thai-American Relations Since 1833, 5th ed. พ.ศ. 2552. http://thaiembdc.org/wp-content/uploads/2015/05/Part1EagleElephant-1.pdf
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 George Haws Feltus. Samuel Reynolds House of Siam: Pioneer Medical Missionary 1847-1876. Fleming H. Revell Company, พ.ศ. 2467.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 ท่านผู้หญิงนิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา. Siam's Foreign Relations in the Reign of King Mongkut, 1851-1868. ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ; พ.ศ. ๒๕๖๖.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 B.J. Terwiel. A History of Modern Thailand: 1767-1942. University of Queensland Press, พ.ศ. 2526.
- 1 2 Leon Reusille. The Old Navy: Chandler and The King of Siam. Proceedings, U.S. Naval Institute, พ.ศ. 2514. https://www.usni.org/magazines/proceedings/1971/july/old-navy-chandler-and-king-siam
- ↑ William L. Bradley. Prince Mongkut and Jesse Caswell. Journal of Siam Society, พ.ศ. 2509. https://thesiamsociety.org/wp-content/uploads/1966/03/JSS_054_1d_Bradley_PrinceMongkutAndJesseCaswell.pdf
- 1 2 Abbot Low Moffat. Mongkut, the King of Siam. Cornell University Press, พ.ศ. 2504.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 Robert Hopkins Miller. The United States and Vietnam 1787-1941. National Defense University Press, พ.ศ. 2533.
- 1 2 3 4 5 6 7 Nicolas Tarling. Siam and Sir James Brooke. Journal of Siam Society, พ.ศ. 2503. https://thesiamsociety.org/wp-content/uploads/1960/03/JSS_048_2d_Tarling_SiamAndSirJamesBrooke.pdf
- 1 2 3 จดหมายเหตุเรื่องเซอเชมสบรุกเข้ามาขอทำสัญญาในรัชกาลที่ ๓ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๓๙๓ พิมพ์ในงารพระราชเพลิงพระศพ พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ณพระเมรุท้องสนามหลวง เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.
- ↑ ข่าวในตอนต้นรัชชกาลที่ ๔ ตามหนังสือข่าวในเมืองสิงคโปร์ พ.ศ. ๒๓๙๔ พิมพ์ในงานทำบุญหน้าพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร ครบ ๕๐ วัน ณวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๔.
- ↑ นิทานโบรานคดี (พ.ศ. 2487) โดย สมเด็ดพระเจ้าบรมวงส์เทอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นิทานที่ 19 เรื่อง เมืองไทยมีพระเจ้าแผ่นดิน 2 พระองค์
- 1 2 3 4 Quentin Pearson. "Womb with a View": The Introduction of Western Obstetrics in Nineteenth-Century Siam. Bulletin of the History of Medicine, พ.ศ. 2559. https://www.jstor.org/stable/26310787
- ↑ Kendall Johnson. The New Middle Kingdom: China and the Early American Romance of Free Trade. Johns Hopkins University Press, พ.ศ. 2560.
- ↑ Morita Katsuaki. American whaling and the Japanese Archipelago. Japan Whaling Association, พ.ศ. 2547. https://www.whaling.jp/english/isana_29.html
- 1 2 3 4 Oshima Shotaro. 〈160 Years of the US-Japan Relationship〉Early Encounters between Japan and the United States of America. Kasumigaseki Foreign Service Association, พ.ศ. 2364. https://www.kasumigasekikai.jp/2021/03/01/poland-amid-remarkable-progress-on-the-100th-anniversary-of-our-diplomatic-relationship/
- 1 2 3 Craig A. Swanson. The Commodore Who Would Not Be Degraded. U.S. Naval Institute, พ.ศ. 2536. https://www.usni.org/magazines/naval-history-magazine/1993/october/commodore-who-would-not-be-degraded
- ↑ What's In a Name - The Golden Gate? https://www.goldengate.org/bridge/history-research/statistics-data/whats-in-a-name/
- 1 2 3 Letter From President of the United States of America to the Emperor of Japan https://worldjpn.net/documents/texts/pw/18521113.O1E.html
- 1 2 3 4 5 6 7 8 Narrative of the Expedition of an American Squadron to the China Seas and Japan, Performed in the Years 1852, 1853, and 1854, Under the Command of Commodore M.C. Perry, United States Navy, by Order of the Government of the United States. Volume II–with Illustrations. Washington: Beverley Tucker, Senate Printer, พ.ศ. 2399.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90 91 92 The Complete Journal of Townsend Harris. Japan Society, New York, พ.ศ. 2473. https://libsysdigi.library.illinois.edu/OCA/Books2012-12/completejournal0harr/completejournal0harr.pdf
- 1 2 3 4 Michael A. Goodman. Elam Luddington: First LDS Missionary to Thailand. BYU Religious Studies Center. https://rsc.byu.edu/go-ye-all-world/elam-luddington
- 1 2 บทความหนังสือพิมพ์เดอะสเตรตส์ไทมส์ เรื่องของกัปตันเทรล ฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1854 หน้าที่ 6. https://eresources.nlb.gov.sg/newspapers/digitised/article/straitstimes18540620-1.2.25.1
- 1 2 3 4 5 The Kingdom and People of Siam; with a narrative of the mission to that country in 1855. Vol. I.
- 1 2 3 4 บทความหนังสือพิมพ์เดอะสเตรตส์ไทมส์ เกี่ยวกับประเทศสยาม ฉบับลงวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1854 หน้าที่ 5. https://eresources.nlb.gov.sg/newspapers/digitised/article/straitstimes18540912-1.2.7
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 Nicholas Tarling. The Mission of Sir John Bowring to Siam. Journal of Siam Society. พ.ศ. 2505. https://thesiamsociety.org/wp-content/uploads/1962/03/JSS_050_2c_Tarling_MissionOfSirJohnBowring.pdf
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 The Kingdom and People of Siam; with a narrative of the mission to that country in 1855, Volume II.
- 1 2 3 Nicolas Tarling. The Bowring Mission: The Mellersh Narrative. Journal of Siam Society, พ.ศ. 2518. https://thesiamsociety.org/wp-content/uploads/1975/03/JSS_063_1i_Tarling_BowringMissionMellershNarrative.pdf
- 1 2 กรมศิลปากร. พระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานไปยังประเทศอังกฤษ พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงรัตนเทพ (นพวรรณ บุรณศิริ) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๐๒.
- 1 2 3 Nicholas Tarling. Harry Parkes' Negotiations in Bangkok in 1856. Journal of Siam Society, พ.ศ. 2508. https://thesiamsociety.org/wp-content/uploads/1965/03/JSS_053_2d_Tarling_HarryParkesNegotiationsInBangkok1856.pdf
- 1 2 3 4 William Maxwell Wood. Fankwei: Or, The San Jacinto in the Seas of India, China, and Japan. Harper & Brothers, พ.ศ. 2402.
- 1 2 3 Lisa McQuail. Treasures of Two Nations: Thai Royal Gifts to the United States of America. Washington D.C.; Asian Cultural History Program, Smithsonian Institution, พ.ศ. 2540. https://thesiamsociety.org/wp-content/uploads/2019/08/McQuailTreasuresSmall.pdf
- ↑ John F. Cady. The Roots of French Imperialism in Eastern Asia. Cornell University Press, พ.ศ. 2497.
- 1 2 3 4 5 6 Samuel J. Cox. H-063-1: The Battle of the Pearl River Forts, China, 1856. Naval History and Heritage Command, พ.ศ. 2364. https://www.history.navy.mil/content/history/nhhc/about-us/leadership/director/directors-corner/h-grams/h-gram-063/h-063-1.html
- 1 2 3 Charles Burton Bucker. An Anecdotal History of Old Times in Singapore: From the Foundation of the Settlement Under the Honourable the East India Company on February 6th, 1819 to the Transfer to the Colonial Office; Book I. พ.ศ. 2445.
- 1 2 3 Edward Simpson. Journal of a Cruise in the U.S.S. Portsmouth on the East India Station, A. H. Foote Esqre Commander, Book II. พ.ศ. 2400
- ↑ Henri Cordier. La politique coloniale de la France au début du second empire (Indo-Chine, 1852-1858). Brill; พ.ศ. 2454.