สนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม พ.ศ. 2399
| หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศสยามแลประเทศฝรั่งเศส | |
|---|---|
| ประเภท | สนธิสัญญา |
| วันลงนาม | 15 สิงหาคม พ.ศ. 2399[1][2] |
| ที่ลงนาม | พระราชวังเดิม, กรุงเทพมหานคร |
| วันหมดอายุ | 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468 (68 ปี) สนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม พ.ศ. 2468[1] |
| ผู้ลงนาม | |
| ภาคี | |
| ภาษา | ภาษาฝรั่งเศส ภาษาไทย |
หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศสยามแลประเทศฝรั่งเศส[3] (ฝรั่งเศส: Traité d'Amitié de Commerce et de Navigation, entre le Siam et le France) พ.ศ. 2399 เป็นสนธิสัญญาระหว่างจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง (French Second Empire) รัชสมัยพระจักรพรรดินโปเลียนที่สาม และราชอาณาจักรสยามกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงนามเมื่อวันศุกร์เดือนเก้าขึ้นสิบสี่ค่ำ ปีมะโรงอัฐศก จุลศักราช 1218[3] ตรงกับวันที่ 15 สิงหาคม คริสต์ศักราช 1856 สนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม พ.ศ. 2399 นี้ สนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม พ.ศ. 2399 นี้ เป็นหนึ่งในสนธิสัญญาไม่เสมอภาค (Unequal Treaty)[1] ที่ไทยได้ตกลงกับชาติตะวันตกต่างๆในสมัยรัชกาลที่ 4 และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทยในยุคสมัยใหม่
สนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม พ.ศ. 2399 หรือสนธิสัญญามงติญีนี้ มีต้นแบบมาจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง[2] ซึ่งไทยได้ลงนามกับอังกฤษเมื่อก่อนหน้า สนธิสัญญานี้ เกิดจากความต้องการของฝรั่งเศส ในการแข่งขันกับอังกฤษ[2]ในการเข้ามามีอำนาจทางการค้าและการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกล และความต้องการของฝ่ายไทยในการทำสัญญาไมตรีกับประเทศต่างๆหลากหลาย เพื่อถ่วงดุลอำนาจ[2] ในพ.ศ. 2398[2] พระจักรพรรดินโปเลียนที่สาม ทรงแต่งตั้งให้นายชาร์ลส์ เดอ มงติญี (Charles de Montigny) กงสุลฝรั่งเศสที่เมืองเซี่ยงไฮ้ มาเป็นผู้แทนของฝรั่งเศสในการเจรจาลงนามสัญญาทางการค้าและไมตรีกับไทย เป็นการปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างฝรั่งเศสและไทย นับตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อประมาณสองร้อยปีก่อนหน้านี้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มงติญีเดินทางถึงกรุงเทพในเดือนกรกฎาคม[2] พ.ศ. 2399 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งคณะผู้แทนพระองค์ เพื่อเจรจาเนื้อความสนธิสัญญากับฝรั่งเศส นำไปสู่การลงนามหนังสือสัญญา ในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2399
เนื้อความข้อตกลงของสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม พ.ศ. 2399 นี้ มีทั้งหมด 24 ข้อ เนื้อหลักประกอบด้วย;[3][2]
- จัดตั้งอำนาจของกงสุลฝรั่งเศสในไทย จัดตั้งสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนในบังคับฝรั่งเศสในไทย
- สิทธิทางการค้าของฝรั่งเศสในไทย ภาษีสินค้าขาเข้าร้อยละสามเก็บครั้งเดียว
- รัฐบาลสยามรับประกันเสรีภาพของมิชชันนารีคริสเตียนฝรั่งเศส ในการเผยแผ่ศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกในไทย
- สิทธิในการพำนักอาศัย และสิทธิในการเช่าซื้อที่ดินของชาวฝรั่งเศส ในอาณาบริเวณโดยรอบพระนคร
ซึ่งเนื้อความข้อสัญญาเหล่านี้ เหมือนกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ซึ่งไทยได้ทำกับอังกฤษ เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2398 และสนธิสัญญาแฮร์ริส ที่ไทยได้ทำกับสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2399 ก่อนหน้านี้ เกือบทุกประการ[2] สนธิสัญญานี้ยังนำไปสู่การที่ไทยส่งคณะทูตไปเข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่สาม เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ที่กรุงปารีส ในพ.ศ. 2404 อีกด้วย อีกเนื้อความที่สำคัญของสนธิสัญญามงติญีฉบับนี้คือ ฝรั่งเศสสามารถนำเรือรบขึ้นมาที่กรุงเทพพระนครได้ เป็นเหตุให้ฝรั่งเศสนำเรือรบเข้ามาด้วยการทูตแบบเรือข่มขู่ที่กรุงเทพฯถึงสองครั้ง ได้แก่ ในพ.ศ. 2408 สมัยรัชกาลที่ 4 (สมัยของกงสุลโอบาเรต์) และพ.ศ. 2436 สมัยรัชกาลที่ 5 (วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112)
สนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม พ.ศ. 2399 นี้ มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 68 ปี สิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนในบังคับฝรั่งเศสในไทย ได้รับการลดทอนลงบ้าง[1] ในสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม พ.ศ. 2450 (Franco–Siamese Treaty of 1907) ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งไทยได้เสียพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ให้แก่อินโดจีนของฝรั่งเศส จนกระทั่งเมื่อพระยากัลยาณไมตรี ฟรานซิส โบวส์ แซร์ (Francis Bowes Sayre) เป็นผู้แทนของรัฐบาลสยาม เดินทางไปเจรจาทำสัญญาฉบับใหม่กับฝรั่งเศสที่กรุงปารีส นำไปสู่การลงนามสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม พ.ศ. 2468 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ยกเลิกภาษีสินค้าขาเข้าร้อยละสาม และยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของชาวฝรั่งเศสในไทยโดยส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด[1]
ประวัติความสัมพันธ์ฝรั่งเศส–ไทย
[แก้]จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ฝรั่งเศส–ไทย
[แก้]อาแล็กซ็องดร์ เดอ โรดส์ (Alexandre de Rhodes) บาทหลวงชาวฝรั่งเศส พยายามที่จะเผยแผ่ศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกในเวียดนาม แต่ถูกทั้งเจ้าญวนเหนือตระกูลจิ่ญและเจ้าญวนใต้ตระกูลเหงียนขับไล่เนรเทศ อาแล็กซ็องดร์ เดอ โรดส์ จึงทูลขอต่อสมเด็จพระสันตะปาปาที่กรุงโรม ให้จัดตั้งคณะมิชชันนารีเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นรูปธรรม จึงมีการจัดตั้งคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (ฝรั่งเศส: Société des Missions Etrangères de Paris, MEP) ขึ้นในพ.ศ. 2201 และปีต่อมาพ.ศ. 2202 พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่เจ็ด (Alexander VII) มีพระราชโองการแต่งตั้งให้บาทหลวงปิแอร์ ล็องแบร์ เดอลาโมต (Pierre Lambert de la Motte) เป็นผู้แทนพระสันตะปาปาประจำเวียดนามภาคกลาง (Vicar Apostolic of Cochin) ซึ่งบาทหลวงเดอลาโมตเดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาในพ.ศ. 2205 บาทหลวงฝรั่งเศสเดอลาโมต เห็นว่าไทยเป็นอาณาจักรที่มีขันติธรรมทางศาสนา บาทหลวงคริสเตียนสามารถตั้งโบสถ์และเผยแผ่ศาสนาได้โดยไม่มีการลงโทษ ในพ.ศ. 2205 พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์มีราชโองการให้จัดตั้งเขตมิสซังสยาม (Apostolic vicarate of Siam) ในพ.ศ. 2205 ในขณะเดียวกันนั้น บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (Dutch East India Company, VOC) เรืองอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮอลันดานำกองเรือมาปิดกั้นแม่น้ำเจ้าพระยาในพ.ศ. 2206 รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ นำไปสู่การตกลงสัญญาฮอลันดา–สยาม พ.ศ. 2207 หนึ่งในข้อสัญญานั้นคือ หากชาวฮอลันดาในไทยกระทำความผิดอาญาร้ายแรง จะให้หัวหน้าฮอลันดาในกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้ตัดสินคดี ไม่ขึ้นแก่ศาลไทย เป็นครั้งแรกที่ชาวตะวันตกมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตบางส่วนในไทย[1]

ต่อมาในพ.ศ. 2208 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานที่ดินบ้านบางปลาเห็ดที่กรุงศรีอยุธยาให้บาทหลวงฝรั่งเศสสร้างโบสถ์เซ็นต์ยอเซฟ (Seminary of Saint Joseph) บาทหลวงเดอลาโมตรายงานกลับไปที่ฝรั่งเศสว่า พระเจ้ากรุงสยามนั้นมีความสนพระทัยศาสนาคริสต์[4] ความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทยในะระยะเริ่มแรก เกี่ยวกับกิจการศาสนาคริสต์เป็นสำคัญ เมื่อฝ่ายคริสตจักรและฝ่ายฝรั่งเศสรับทราบว่า มีโอกาสที่จะเปลี่ยนพระเจ้ากรุงสยามให้เป็นคริสเตียน ในพ.ศ. 2212 พระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่เก้า (Clement IX) ได้แต่งตั้งให้บาทหลวงหลุยส์ ลาโน (Louis Laneau) มาเป็นผู้แทนพระสันตะปาปาประจำสยาม (Vicar Apostolic of Siam) หรือประมุขมิสซังสยาม เป็นคนแรก โดยที่เขตมิสซังสยามใหม่นี้ จะอยู่ภายใต้อำนาจของคณะมิสซังฝรั่งเศสหรือ MEP แต่ผู้เดียว และพระสันตะปาปายังมอบหมายให้บาทหลวงฟร็องซัว ปัลลู (François Pallu) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนพระสันตะปาปาประจำเวียดนามเหนือ (Vicar Apostolic of Tonkin) ถือราชสาสน์ภาษาลาตินจากพระสันตะปาปามาถวายแด่สมเด็จพระนารายณ์ฯ และปีต่อมา พ.ศ. 2213 พระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่แห่งฝรั่งเศสมีพระราชสาสน์ทางพระราชไมตรี ให้บาทหลวงปัลลูนำเข้ามาถวายที่กรุงศรีอยุธยาเช่นกัน เป็นราชสาสน์ฉบับแรกจากพระเจ้าหลุยส์แห่งฝรั่งเศส ที่ส่งมาถวายแด่สมเด็จพระนารายณ์ฯ บาทหลวงปัลลูและบาทหลวงลาโน เดินทางถึงกรุงศรีอยุธยาในพ.ศ. 2216 บาทหลวงปัลลูและบาทหลวงเดอลาโมตเข้าถวายราชสาสน์สองฉบับ จากพระเจ้าหลุยส์แห่งฝรั่งเศส และจากพระสันตะปาปา แด่สมเด็จพระนารายณ์ฯ ในพิธีรับราชสาสน์[5] ถึงแม้ว่าบาทหลวงเดอลาโมตจะมีเขตพื้นที่รับผิดชอบอยู่ที่เวียดนาม แต่ได้พำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นส่วนใหญ่ บาทหลวงเดอลาโมตถึงแก่กรรมที่กรุงศรีอยุธยาในพ.ศ. 2222
จากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทยจึงขยายเข้าสู่ทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง ในพ.ศ. 2223 ฟร็องซัว มาร์แตง (François Martin) เจ้าเมืองปอนดีเชอร์รี ผู้ว่าราชการอินเดียของฝรั่งเศส ส่งนายอังเดร เดอล็องด์-บูโร (André Deslandes-Boureau) มากับเรือชื่อวาตูร์ (Vautour) เป็นผู้แทนของบริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Compagnie des Indes Orientales, CIO) เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาในพ.ศ. 2223 เป็นการปฏิสัมพันธ์ทางการทูตครั้งแรกระหว่างฝรั่งเศสและไทย ฝ่ายราชสำนักอยุธยาต้องการสานสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสเพื่อคานอำนาจกับฮอลันดา ปีต่อมา พ.ศ. 2224 สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงส่งคณะทูตไทยออกไปเมืองฝรั่งเศสชุดแรก โดยมีออกญาพิพัฒน์โกษา[6]เป็นราชทูต โดยสารเรือโซเลลโดเรียง (Soleil d'Orient) แต่ทว่าเรือนี้ได้อัปปางลงบริเวณชายฝั่งเกาะมาดากัสการ์ คณะทูตไทยสูญหายไปไม่ถึงประเทศฝรั่งเศส[7] ต่อมาในพ.ศ. 2227 เดอล็องด์-บูโร ผู้แทนของบริษัทอินเดียตะวันออกฝรั่งเศสในไทย ได้ทำสัญญาทางการค้ากับฝ่ายไทยผู้แทนคือออกขุนพิพัฒน์โกษา สัญญาฝรั่งเศส–สยาม พ.ศ. 2227 เป็นสัญญาฉบับแรกระหว่างฝรั่งเศสและไทย เนื้อหาให้บริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศส สามารถค้าขายในไทยได้อย่างเสรี และเป็นผู้ผูกขาดการส่งออกพริกไทยจากไทย[1]
ในเวลานี้เอง คอนสแตนติน ฟอลคอน (Constatine Phaulkon) ชาวกรีกอดีตลูกจ้างของอังกฤษ ได้เข้ามามีบทบาทและอำนาจในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา ซึ่งฟอลคอนได้วางแผนกับคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ในการเปลี่ยนให้พระเจ้ากรุงสยามมาเป็นคริสเตียน ต่อมา พ.ศ. 2227 สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงส่งคณะทูตไทยออกไปเมืองฝรั่งเศสอีกครั้งเป็นชุดที่สอง นำโดยขุนพิไชยวาณิชย์และขุนพิชิตไมตรี โดยมีบาทหลวงเบนิญ วาเชต์ (Bénigne Vachet) เป็นผู้นำทาง ซึ่งคณะทูตนี้ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ที่พระราชวังแวร์ซายส์ บาทหลวงวาเชต์ได้ทูลต่อพระเจ้าหลุยส์ฯเป็นการส่วนพระองค์ว่า ราชสำนักฝรั่งเศสควรส่งทูตไปที่สยามทำสัญญาทางการค้าและศาสนากับอยุธยา เพื่อให้สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์[8] พระเจ้าหลุยส์ฯแห่งฝรั่งเศสจึงส่งคณะทูตฝรั่งเศส นำโดยอาแล็กซ็องดร์ อัศวินแห่งโชมงต์ หรือ เชอวาเลียร์ เดอ โชมงต์ (Chevalier de Chaumont) พร้อมทั้งบาทหลวงฟร็องซัว เดอชัวซี (François–Timoléon de Choisy) เป็นราชทูตฝรั่งเศส เดินทางด้วยเรือวีโซ (Oiseau) ในพ.ศ. 2228 มาที่กรุงศรีอยุธยา พร้อมกับคณะบาทหลวงเยซูอิต ทำให้คณะบาทหลวงเยซูอิตจากฝรั่งเศส เข้ามามีบทบาทในไทย แทนที่บาทหลวงคณะมิสซังต่างประเทศกลุ่มเดิม โดยจุดประสงค์ของคณะทูตนี้คือเปลี่ยนให้พระเจ้ากรุงสยามมาเข้ารีต นำไปสู่การทำสัญญาฝรั่งเศส–สยาม พ.ศ. 2228 ลงนามปิดตราที่เมืองละโว้ โดยมีเดอโชมงต์เป็นผู้แทนฝ่ายฝรั่งเศส และออกญาวิไชเยนทร์ฟอลคอนเป็นผู้แทนฝ่ายไทย ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2228 ประกอบด้วยสัญญาสองฉบับ ได้แก่ 1. สัญญาทางศาสนา ให้มิชชันนารีฝรั่งเศสสามารถเผยแผ่ศาสนาคริสต์ได้โดยไม่ขัดต่อราชการ ชาวไทยที่เข้ารีตเป็นคริสเตียนได้รับยกเว้นไม่ต้องถูกเกณฑ์ราชการในวันหยุดทางศาสนาคริสต์ 2. สัญญาทางการค้า ให้บริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศส ได้รับงดเว้นภาษีสินค้าขาเข้าและขาออก แต่ต้องค้าขายผ่านพระคลังสินค้าเท่านั้น ให้เป็นผู้ผูกขาดการส่งออกดีบุกจากเมืองถลาง (ภูเก็ต) ให้ฝรั่งเศสสามารถเข้าครอบครองเมืองสงขลาได้ และหากชาวฝรั่งเศสในไทยกระทำความผิดทางแพ่งหรืออาญาในไทย หัวหน้าชาวฝรั่งเศสที่กรุงศรีอยุธยาจะเป็นผู้ตัดสินคดี เป็นสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของชาวฝรั่งเศสในไทย และหากชาวฝรั่งเศสเกิดคดีความกับคนไทย หัวหน้าชาวฝรั่งเศสมีสิทธิที่จะร่วมกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทยในการตัดสินคดี[1]

เมื่อคณะทูตของเดอโชมงต์ยังไม่สามารถเปลี่ยนสมเด็จพระนารายณ์ฯให้เป็นคริสเตียนได้ คอนสแตนตินฟอลคอนจึงคิดการวางแผนกับบาทหลวงเยซูอิต กี ตาชาร์ (Guy Tachard) ให้ฝรั่งเศสส่งกองกำลังเข้ามาประจำการที่สงขลา ในพ.ศ. 2229 สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงส่งคณะทูตไทยนำโดยออกพระวิสูตรสุนทร (โกษาปาน) เป็นคณะทูตไทยไปฝรั่งเศสชุดที่สาม ออกไปกับทูตเดอโชมงต์ซึ่งเดินทางกลับฝรั่งเศส โดยมีบาทหลวงตาชาร์ออกไปด้วย บาทหลวงตาชาร์เสนอแผนการของฟอลคอนต่อราชสำนักฝรั่งเศส ฝ่ายฝรั่งเศสจึงมีแผนการที่จะเข้ายึดครองอาณาจักรสยาม ฝ่ายฝรั่งเศสเห็นว่าเมืองสงขลานั้นอยู่ห่างไกล ฝรั่งเศสต้องการเมืองบางกอกและเมืองมะริด ซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าหลุยส์ฯทรงส่งคณะทูตฝรั่งเศสชุดที่สองมาไทย นำโดยซิมง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de la Loubère) ทูตทางศาสนา และโคลด เซเบอเรอ ดู บูลไลย์ (Claude Céberet du Boullay) ทูตทางการค้า และมีนายพลเดฟาร์จ (Desfarges) เป็นผู้นำกองกำลังทหารของฝรั่งเศส นำทหารฝรั่งเศสจำนวน 636 คน เข้ามาประจำการในไทย พร้อมคำสั่งว่า หากฝ่ายไทยไม่ยินยอมยกเมืองบางกอกและเมืองมะริดให้แก่ฝรั่งเศสแต่โดยดี นายพลเดฟาร์จจะใช้กำลังเข้ายึดครอง คณะทูตของลาลูแบร์เดินทางถึงอยุธยาในพ.ศ. 2230 ถึงแม้ว่าสมเด็จพระนารายณ์ฯจะยังทรงไม่เปลี่ยนศาสนา แต่ก็ได้มีการทำสัญญาฉบับใหม่ คือ สัญญาฝรั่งเศส–สยาม พ.ศ. 2230 โดยมีลาลูแบร์เป็นผู้แทนฝรั่งเศส และออกญาพระเสด็จฯว่าที่พระคลังเป็นผู้แทนฝ่ายไทย มีเนื้อความคล้ายคลึงกับสัญญาพ.ศ. 2228 แต่เพิ่มเติมขึ้นไปคือ พ่อค้าฝรั่งเศสสามารถพำนักและตั้งสถานีการค้าได้ทุกแห่งในพระราชอาณาจักร ฝ่ายฝรั่งเศสจะตั้งขุนนางมาปกครองพ่อค้าฝรั่งเศสในไทย ในที่นี้คือ นายเวเรต์ (Véret) หัวหน้าสถานีการค้าของฝรั่งเศสที่อยุธยา ลูกจ้างของบริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศส ไม่ว่าเป็นคนชนชาติใด ให้ถือเป็นคนในบังคับของฝรั่งเศสทั้งสิ้น หากคนในบังคับของฝรั่งเศสเกิดคดีความกับคนไทย หัวหน้าฝรั่งเศสจะเข้ามาร่วมพิจารณคดีกับขุนนางไทยและมีสิทธิ์ชี้ขาด เป็นการเพิ่มขยายสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของชาวฝรั่งเศสในไทยเพิ่มเติมอีก[1]
การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2231
[แก้]นายพลเดฟาร์จได้นำกองกำลังฝรั่งเศสเข้าประจำการที่ป้อมบางกอก และส่งกองกำลังไปประจำที่เมืองมะริดอีกด้วย เมื่ออำนาจอธิปไตยของกรุงศรีอยุธยาอยู่ในภาวะอันตราย ขุนนางไทยออกพระเพทราชาจึงออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านอิทธิพลของฝรั่งเศส ตามบันทึกของบาทหลวงเดอเบซ ออกพระเพทราชากราบทูลทัดทานสมเด็จพระนารายณ์ฯเป็นเวลาถึงเก้าสิบนาที ในเรื่องที่ให้ฝรั่งเศสนำกองกำลังเข้ามาประจำการ และออกพระเพทราชายังปล่อยข่าวว่า ออกญาวิไชเยนทร์ฟอลคอนและชาวฝรั่งเศสจะเข้ามายึดครองกรุงศรีอยุธยาและจะทำลายพระพุทธศาสนาเสียสิ้น อย่างไรก็ตาม ในปีต่อมา เดือนมกราคม พ.ศ. 2231 สมเด็จพระนารายณ์ฯมีพระราชโองการให้บาทหลวงเยซูอิต กี ตาชาร์ เป็นผู้แทนพระองค์ กลับออกไปพร้อมกับทูตลาลูแบร์ เพื่อนำพระราชสาสน์ไปถวายแด่พระเจ้าหลุยส์แห่งฝรั่งเศส และพระสันตะปาปากรุงโรม โดยมีขุนนางไทยสามคนเป็นผู้ติดตาม ได้แก่ ออกหมื่นพิพิธราชา[6] ออกขุนวิเศษภูบาล[6] และออกขุนชำนาญใจจง[6] ต่อมาในเดือนมีนาคม สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงพระประชวร ทั้งออกญาวิไชเยนทร์และพระเพทราชาต่างทำการยึดอำนาจ ฟอลคอนขอให้นายพลเดฟาร์จยกกองกำลังฝรั่งเศสจากบางกอกขึ้นมาที่ลพบุรี เพื่อสนับสนุนฟอลคอนในการยึดอำนาจ แต่เมื่อเดฟาร์จยกทัพขึ้นมาถึงอยุธยา ได้รับข่าวลือที่เป็นเท็จว่าสมเด็จพระนารายณ์ฯได้เสด็จสวรรคตเสียแล้ว เดฟาร์จจึงตัดสินใจยกทัพกลับบางกอก เมื่อนายพลเดฟาร์จไม่ยกทัพขึ้นมาที่ละโว้ ทำให้พระเพทราชาสามารถนำกำลังเข้าปิดล้อมพระราชวังเมืองละโว้ได้ พระเพทราชาให้ประหารชีวิตออกญาวิไชเยนทร์ฟอลคอนในเดือนพฤษภาคม และในเดือนมิถุนายกพระเพทราชาส่งกองกำลังเข้าล้อมป้อมบางกอกของนายพลเดฟาร์จ สมเด็จพระนารายณ์ฯเสด็จสวรรคตในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2231 พระเพทราชาจึงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระเพทราชาปฐมกษัตริย์ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ออกพระวิสูตรสุนทรได้เลื่อนเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เสนาบดีพระคลัง

กองกำลังฝ่ายไทยปิดล้อมป้อมบางกอกอยู่เวลาห้าเดือน จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2231 ฝ่ายฝรั่งเศสและไทยบรรลุข้อตกลง โดยที่เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ยินยอมให้ฝรั่งเศสถอนกำลังออกจากไทยแต่โดยดี โดยมีการแลกเปลี่ยนตัวประกัน เดฟาร์จส่งนายเวเรต์หัวหน้าสถานีการค้าฝรั่งเศสเป็นตัวประกัน ฝ่ายไทยส่งขุนนางเป็นตัวประกัน และมีบาทหลวงหลุยส์ลาโน ประมุขมิสซังสยามเป็นผู้ค้ำประกันสัญญา[9] แต่เมื่อเดฟาร์จนำกองเรือออกไปถึงสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยานั้น เดฟาร์จเกิดไม่ไว้วางใจฝ่ายไทย[9] จึงนำตัวประกันฝ่ายฝรั่งเศสคือนายเวเรต์ออกไปพร้อมกับขุนนางไทยที่เป็นตัวประกัน สิ้นสุดระยะเวลาหนึ่งปีที่ฝรั่งเศสได้นำกำลังเข้ามาประจำการในไทย เดฟาร์จนำกองเรือกลับไปที่เมืองปอนดิเชอร์รีของฝรั่งเศสที่อินเดีย ฝ่ายเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เมื่อเห็นว่าเดฟาร์จผิดสัญญา ไม่ส่งตัวขุนนางไทยที่เป็นตัวประกันคืน จึงให้จับกุมบาทหลวงหลุยส์ลาโน พร้อมทั้งบาทหลวงและขุนนางฝรั่งเศส ซึ่งนักโทษชาวฝรั่งเศสเหล่านี้ถูกกุมขังได้รับความทรมานสาหัส บางคนถึงขั้นเสียชีวิต[9] เดฟาร์จมีความเจ็บแค้นจึงปรึกษากับฟร็องซัวมาร์แตงเจ้าเมืองปอนดิเชอร์รี ฟร็องซัวมาร์แตงเสนอว่าเดฟาร์จควรที่จะไปยึดเกาะถลาง (ภูเก็ต) ไว้เพื่อบีบบังคับให้ราชสำนักอยุธยาทำสัญญาฉบับใหม่กับฝรั่งเศส นายพลเดฟาร์จจึงนำกองเรือฝรั่งเศสจำนวน 330 นาย[10] ยกมาถึงเกาะถลางในเดือนเมษายน พ.ศ. 2232 เดฟาร์จและเวเรต์เขียนจดหมายถึงเจ้าพระยาโกษาธิบดี ขอให้ฝ่ายไทยทำสัญญาฉบับใหม่ยกเกาะถลางให้แก่ฝรั่งเศส[10] แต่เจ้าพระยาโกษาธิบดีเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของเดฟาร์จ นายพลเดฟาร์จตั้งกองเรืออยู่ที่ชายฝั่งเกาะถลางอยู่เป็นเวลาเจ็ดเดือน จนกระทั่งสิ้นเสบียงยังไม่สามารถบีบบังคับฝ่ายไทยให้ยกเกาะถลางให้แก่ฝรั่งเศสได้ เดฟาร์จเกรงว่าฝ่ายอยุธยาจะทำอันตรายแก่นักโทษชาวฝรั่งเศส[9] จึงส่งตัวขุนนางไทยที่เป็นตัวประกันคืนให้แก่ฝ่ายไทย และถอนกองเรือฝรั่งเศสกลับออกไปจากถลางในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2232[10]
ฝ่ายบาทหลวงกีตาชาร์ ซึ่งเป็นผู้แทนพระองค์สมเด็จพระนารายณ์ฯ ยังไม่ทราบเหตุการณ์ที่สมเด็จพระนารายณ์ฯเสด็จสวรรคตและพระเพทราชายึดอำนาจ กีตาชาร์นำขุนนางไทยสามคนเข้าถวายราชสาสน์จากสมเด็จพระนารายณ์ฯแด่พระสันตะปาปาที่กรุงโรม ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2231[6] และถวายแด่พระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่แห่งฝรั่งเศสในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2232[6] ฝรั่งเศสมีแผนการที่จะส่งกองกำลังมาที่ไทยเพิ่มอีก ข่าวการที่ฝรั่งเศสถูกขับไล่ออกจากไทยนั้น ที่ฝรั่งเศสได้รับทราบในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2232[6] หลังจากเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นแล้วประมาณหนึ่งปีกว่า ประกอบกับสงครามมหาสัมพันธมิตร (War of the Grand Alliance) ที่เกิดขึ้น ทางราชสำนักฝรั่งเศสจึงระงับการส่งกองกำลังมาที่ไทยก่อน และมอบหมายให้บาทหลวงกีตาชาร์ เดินทางมาเจรจาทำสัญญากับพระเจ้ากรุงสยามพระองค์ใหม่ ให้ฝ่ายไทยยึดถือตามสัญญาเดิมที่ได้ตกลงกับฝรั่งเศสก่อนหน้า และให้ฝ่ายไทยยินยอมให้ฝรั่งเศสเข้ามาตั้งฐานทัพที่เมืองมะริด บาทหลวงตาชาร์จึงนำพระราชสาสน์พระเจ้าหลุยส์ฯแห่งฝรั่งเศส เดินทางมาถึงเมืองปอนดิเชอร์รีของฝรั่งเศสในอินเดีย ฝ่ายไทยเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ยังไม่ยอมรับบาทหลวงตาชาร์ให้เข้ามาที่อยุธยา เนื่องจากบาทหลวงตาชาร์เป็นผู้สมคบคิดกับฟอลคอน ต่อมาในปีพ.ศ. 2234[11] สมเด็จพระเพทราชามีพระราชดำริที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส เจ้าพระยาโกษาธิบดีจึงมีคำสั่งให้ปล่อยตัวบาทหลวงหลุยส์ลาโน พร้อมทั้งบาทหลวงและชาวฝรั่งเศสอื่นๆที่เป็นนักโทษ และสมเด็จพระเพทราชายังพระราชทานกระบี่บั้งทอง[11]ให้แก่ออกหลวงวรวาที วิงเซงต์ ปิไญรู (Vincent Pinheiro)[4][12] ชาวไทยเข้ารีตคาทอลิก และเป็นล่ามภาษาฝรั่งเศส เป็นผู้แทนพระองค์ ไปเชิญบาทหลวงตาชาร์จากเมืองปอนดีเชอร์รีมาที่อยุธยา แต่ทว่าบาทหลวงตาชาร์ปฏิเสธยังไม่เดินทางนำราชสาสน์เข้ามาที่อยุธยา เนื่องจากตาชาร์ได้รับมอบหมายให้ขอเมืองมะริดจากไทย และเวลานี้ยังไม่เหมาะสมที่บาทหลวงตาชาร์จะขอเมืองมะริดให้แก่ฝรั่งเศส
ในพ.ศ. 2236 ฮอลันดาโจมตีสามารถยึดเมืองปอนดิเชอร์รีจากฝรั่งเศสได้ ฟร็องซัวมาร์แตงเจ้าเมืองปอนดีเชอร์รี รวมทั้งบาทหลวงตาชาร์ ถูกจับกุมเป็นเชลย ตาชาร์ถูกส่งตัวไปที่ฮอลแลนด์ในยุโรป จากนั้นบาทหลวงตาชาร์ได้รับการปล่อยตัวกลับฝรั่งเศส บาทหลวงตาชาร์ยังไม่ลดละความพยายามที่จะฟื้นฟูสัมพันธไมตรีระหว่างฝรั่งเศสและไทย และขอเมืองมะริดจากไทย บาทหลวงตาชาร์นำพระราชสาสน์พระเจ้าหลุยส์เดินทางเดินทางออกจากฝรั่งเศสอีกครั้ง ในพ.ศ. 2238[12] โดยสารเรือสินค้าโปรตุเกสจะเข้ามาที่อยุธยาในพ.ศ. 2239 แต่ทว่าเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ปฏิเสธไม่รับ เนื่องจากตาชาร์เดินทางเข้ามาด้วยเรือสินค้าธรรมดาไม่สมเกียรติ บาทหลวงตาชาร์ยังไม่สามารถเข้ามาที่อยุธยาได้ จนกระทั่งในพ.ศ. 2241 ฟร็องซัวมาร์แตง เจ้าเมืองปอนดีเชอร์รี ได้ให้กองเรือฝรั่งเศสนำบาทหลวงตาชาร์เข้ามาที่กรุงศรีอยุธยาอย่างสมควรแก่เกียรติยศ ครั้งนี้ฝ่ายไทยยินยอมให้บาทหลวงตาชาร์เข้ามาถวายราชสาสน์ ตาชาร์เดินทางถึงเมืองมะริดในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2241 จากนั้นเดินทางมาที่อยุธยา ถวายราชสาสน์จากสมเด็จพระเจ้าหลุยส์ฯ ซึ่งเป็นราชสาส์นตั้งแต่พ.ศ. 2232 สิบปีก่อนหน้านี้ แด่สมเด็จพระเพทราชาได้สำเร็จ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2242 แต่ทว่าบาทหลวงตาชาร์ยังไม่กล้าเจรจาขอเมืองมะริดจากไทย สมเด็จพระเพทราชาทรงมีราชสาสน์ตอบพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่แห่งฝรั่งเศสออกไป[12] ซึ่งเนื้อความเป็นเพียงการสรรเสริญพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเท่านั้น ไม่ได้มีการมอบสิทธิหรือมอบเมืองให้แก่ฝรั่งเศส ตามความคาดหวังของฝรั่งเศสแต่ประการใด การที่บาทหลวงตาชาร์เข้ามาเป็นทูตครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ถึงแก่อสัญกรรม ในพ.ศ. 2242 เมื่อบาทหลวงตาชาร์ไม่ประสบความสำเร็จในการขอเมืองมะริดจากไทย ฝ่ายฝรั่งเศสจึงส่งบาทหลวงหลุยส์ เกเมอแนร์ (Louis Quémener)[13] เดินทางเข้ามาถึงอยุธยาทางเมืองมะริด ในพ.ศ. 2243 บาทหลวงเกเมอแนร์มีความกล้าหาญทวงขอเมืองมะริดจากราชสำนักอยุธยา ซึ่งฝ่ายอยุธยามีความไม่พอใจอย่างยิ่ง ออกญาพระคลังคนใหม่มีจดหมายตอบบาทหลวงแกเมอแนร์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง[13] ว่าไม่มีทางที่จะให้ฝรั่งเศสมาอยู่ที่เมืองมะริดอีก
พระราชกำหนดห้ามสอนศาสนาคริสต์แก่ชาวไทย
[แก้]
แผนการของฝรั่งเศสในการยึดครองอยุธยานั้น ดำเนินการโดยบาทหลวงคณะเยซูอิตฝรั่งเศส เช่น บาทหลวงตาชาร์ ส่วนบาทหลวงคณะมิสซังต่างประเทศ หรือ MEP เช่น บาทหลวงหลุยส์ลาโน ประมุขเขตมิสซังสยาม บาทหลวงที่เข้ามาในสยามชุดแรกนั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง อย่างไรก็ตาม บาทหลวงลาโนถูกจับกุมในพ.ศ. 2231 เมื่อครั้งที่พระเพทราชายึดอำนาจ เนื่องจากบาทหลวงลาโนเป็นผู้ค้ำประกันสัญญา ที่นายพลเดฟาร์จผิดสัญญา ในการปล่อยตัวตัวประกันฝ่ายไทย บาทหลวงลาโนถูกจำห้าประการ ถูกทุบตีและให้ตากแดด[11] ถูกจำคุกอยู่เป็นเวลาสิบสามเดือน[4] จนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวในพ.ศ. 2234 เมื่อฝ่ายไทยได้ขับไล่กองกำลังฝรั่งเศสออกจากไทย และความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นฟู ความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทยในยุคต่อมา จึงหวนคืนกลับสู่ทางศาสนาคริสต์เป็นสำคัญ บาทหลวงหลุยส์ลาโนถึงแก่กรรมที่อยุธยา ในพ.ศ. 2240 ก่อนที่จะถึงแก่กรรม บาทหลวงลาโนได้แต่งหนังสือเรื่อง "เถียงสาสนา"[14] (ฝรั่งเศส: Rencontre avec un sage bouddhiste) ใช้เป็นหนังสือในการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในไทย แต่งเป็นภาษาไทย เนื้อหาเป็นการสนทนาระหว่างมิชชันนารีคริสเตียนกับพระสงฆ์ในพุทธศาสนา เป็นการอธิบายหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ ด้วยถ้อยคำในศาสนาพุทธ และเปรียบเทียบสรรเสริญศาสนาคริสต์ว่าเป็นเลิศกว่าศาสนาพุทธ ในพ.ศ. 2243 พระสันตะปาปากรุงโรมแต่งตั้งให้บาทหลวงหลุยส์ ช็องปิยง เดอ ซีเซ (Louis Champion de Cicé)[13] มาดำรงตำแหน่งเป็นประมุขเขตมิสซังสยามคนใหม่ บาทหลวงซีเซเดินทางมาถึงอยุธยาในพ.ศ. 2245 ในขณะนั้นมีชาวคริสเตียนคาทอลิกในไทยแบ่งเป็นสามจำพวก ได้แก่ 1. ชาวโปรตุเกส 2. ชาวไทยและชาวมอญเข้ารีต 3. ชาวญวนเข้ารีต บาทหลวงซีเซในฐานะที่เป็นประมุขเขตมิสซังสยามมีอำนาจหน้าที่ตัดสินคดีความระหว่างชาวคริสเตียนเข้ารีตในไทย[13] นอกจากนี้ เขตมิสซังสยามยังรับผิดชอบชุมชนชาวคาทอลิกที่เมืองมะริดและเมืองถลาง[13] และเมื่อชาวญวนเวียดนามอพยพหนีการข่มเหงทางศาสนามาอยู่ที่เมืองจันทบุรีจำนวนมาก บาทหลวงซีเซจึงให้สร้างโบสถ์ขึ้นที่เมืองจันทบุรีในพ.ศ. 2254[13] อย่างไรก็ตาม ชาวโปรตุเกสในอยุธยาประท้วงต่อต้าน ไม่ต้องการให้บาทหลวงฝรั่งเศสเข้ามามีอำนาจปกครองพวกตน[13] บาทหลวงฝรั่งเศสยังสามารถเผยแผ่ศาสนาคริสต์ได้โดยเสรี ในพ.ศ. 2246 เมื่อสมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ มีพระราชโองการให้บาทหลวงซีเซเขียนจดหมายไปยังเมืองปอนดิเชอร์รี เชื้อเชิญให้ฝรั่งเศสเข้ามาค้าขายกับไทยดังเดิม แต่ฝ่ายฝรั่งเศสนั้นยังมีความต้องการขอเมืองมะริดจากไทย เมื่อฝ่ายไทยยังไม่มีแนวโน้มที่จะยกเมืองมะริดให้แก่ฝรั่งเศส ฝ่ายฝรั่งเศสจึงยังไม่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย[15]
ต่อจากบาทหลวงซีเซ บาทหลวงเตเซียร์ เดอ เกราเลย์ (Tessier de Quéralay)[13] เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นประมุขเขตมิสซังสยามคนต่อมา ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ในพ.ศ. 2273 เกิดเหตุเมื่อนายเต็ง บิดาเป็นชาวจีน มารดาเป็นชาวญวนเข้ารีต มารดาได้ฝากฝังนายเต็งให้เข้ารีตเป็นคริสเตียนตั้งแต่อายุแปดขวบ เมื่อเติบโตขึ้นนายเต็งทำการบวชเป็นบาทหลวงในศาสนาคริสต์ ครอบครัวฝ่ายบิดาของนายเต็งไม่พอใจ จึงนำความไปฟ้องร้องเรียนต่อสมเด็จพระอนุชาฯ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เจ้าฟ้าพร ว่าบาทหลวงมิชชันนารีบังคับให้นายเต็งเป็นคริสเตียน กรมพระราชวังบวรสถานมงคลฯเจ้าฟ้าพร มีพระบัณฑูรให้นายเต็งเข้าเฝ้า ตรัสถามนายเต็งว่า "พระเป็นเจ้าของเอ็ง จะทำให้เอ็ง พ้นมือข้าได้หรือ"[15] นายเต็งตอบว่า "ได้เป็นแน่ เพราะพระเป็นเจ้ามีอำนาจมาก"[15] กรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงพระพิโรธ มีพระบัณฑูรให้เฆี่ยนนายเต็ง ให้นายเต็งถอดชุดบาทหลวง โกนศีรษะห่มผ้าเหลืองเป็นพระสงฆ์ในพุทธศาสนา ให้นายเต็งเหยียบย่ำรูปไม้กางเขนและให้กราบไว้บูชาพระพุทธรูป เพื่อแสดงให้เห็นว่า พระผู้เป็นเจ้าในศาสนาคริสต์ มิได้มีอำนาจมากกว่าพระองค์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงได้อ่านหนังสือเรื่อง"เถียงสาสนา" ที่บาทหลวงลาโนได้แต่งขึ้น ทรงพระพิโรธว่าหนังสือเล่มนี้แต่งเป็นภาษาไทยด้วยอักษรบาลี มีเนื้อหาหมิ่นจาบจ้วงต่อพระพุทธศาสนา จึงนำความขึ้นกราบทูลต่อสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ สมเด็จพระเจ้าท้ายสระจึงมีพระราชโองการให้พระยาพระคลังคนใหม่ ที่เป็นชาวจีนและมีทัศนคติต่อต้านชาวตะวันตก จับกุมตัวบาทหลวงเตเซียร์ เดอ เกราเลย์ พร้อมทั้งบาทหลวงฝรั่งเศสคนอื่นๆมาไต่สวน พระยาพระคลังกล่าวว่า การที่มิชชันนารีฝรั่งเศสใช้อักษรบาลีมาเขียนดูหมิ่นพุทธศาสนานั้นเป็นความผิดมหันต์ บาทหลวงเตเซียร์ เดอ เกราเลย์ ตอบว่าหากพระเจ้ากรุงสยามไม่ให้มิชชันนารีสอนศาสนา ก็ขอพระราชทานให้มิชชันนารีและบาทหลวงกลับคืนสู่บ้านเมืองฝรั่งเศสของตน[15] พระยาพระคลังจึงกราบทูลต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ให้มีพระราชกำหนดออกมาสี่ข้อ ได้แก่;[15]
- ห้ามมิใช้มิชชันนารีบาทหลวงใช้อักษรไทยและอักษรบาลี (อักษรขอม) ในการเขียนหนังสือสอนศาสนาคริสต์ในไทย
- ห้ามมิให้มิชชันนารีบาทหลวงสอนศาสนาคริสต์ให้แก่ชาวไทย ชาวมอญ และชาวลาว (ล้านนาและล้านช้าง) ในพระราชอาณาจักร
- ห้ามมิให้มิชชันนารีบาทหลวงชักชวนหลอกลวงให้ชาวไทย ชาวมอญ และชาวลาว เข้ารีตเป็นคริสเตียน
- ห้ามมิให้มิชชันนารีบาทหลวงตำหนิดูหมิ่นศาสนาของไทย (พุทธศาสนา)
พระยาพระคลังนำพระราชกำหนดมาบีบบังคับให้บาทหลวงเตเซียร์ เดอ เกราเลย์ ประมุขสังฆมณฑลสยาม ให้ลงนามยอมรับและทำตามพระราชกำหนดนี้ แต่บาทหลวงเดอเกราเลย์ไม่ยอมลงนาม ด้วยเหตุผลว่าพระราชกำหนดของพระเจ้ากรุงสยามนั้น ขัดต่อหลักศาสนาคริสต์ และอาจส่งผลกระทบต่อพระราชไมตรีระหว่างไทยและฝรั่งเศส[13][15] พระยาพระคลังจึงกราบทูลฯ เสนอให้ขับไล่บาทหลวงมิชชันนารีทั้งหมดออกไปให้พ้นจากพระราชอาณาจักร พระยาราชสงคราม (ปาน) ว่าที่สมุหนายก กราบทูลว่าหากขับไล่บาทหลวงฝรั่งเศสออกจากไทยจะเป็นการเกินกว่าเหตุ สมเด็จพระเจ้าท้ายสระจึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้บาทหลวงมิชชันนารีฝรั่งเศสพำนักอยู่ในไทยได้ต่อไป จากนั้นพระยาพระคลังจึงให้ปักแท่นศิลาประกาศพระราชกำหนดสี่ข้อนี้ ไว้ที่โบสถ์เซ็นต์ยอเซฟที่อยุธยา อันเป็นที่พำนักของประมุขสังฆมณฑลสยาม ในเหตุการณ์นี้ชาวเข้ารีตคริสเตียนในอยุธยาถูกลงโทษอย่างรุนแรง[13] ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระเสด็จสวรรคตในพ.ศ. 2276 เกิดการแย่งชิงราชสมบัติระหว่างกรมพระราชวังบวรสถานมงคลฯเจ้าฟ้าพร กับเจ้าฟ้าอภัยเจ้าฟ้าปรเมศร์พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พระยาพระคลัง (พงศาวดารไทยออกชื่อว่า พิไชยราชาเสม) อยู่ข้างฝ่ายเจ้าฟ้าอภัยเจ้าฟ้าปรเมศวร์ เมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลฯทรงมีชัยชนะ ปราบดาภิเษกเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระยาพระคลังจึงถูกสังหาร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงแต่งตั้งให้เจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ (อู่) เป็นเสนาบดีพระคลังคนต่อมา
ในพ.ศ. 2285 บาทหลวงฌ็อง เดอ โลลีแยร์-ปีก็องตา (Jean de Lolière-Puycontat) เดินมางมาถึงอยุธยาเป็นประมุขเขตมิสซังสยามคนใหม่ ทางฝ่ายคณะมิชชันนารีให้บาทหลวงเดอโลลีแยร์ได้ถือราชสาสน์จากพระเจ้าหลุยส์ที่สิบห้าแห่งฝรั่งเศสเข้ามาถวายด้วย แต่บาทหลวงเดอโลลิแอร์เห็นว่าไม่ควรถวาย เนื่องจากเดอโลลิแยร์ถือราชสาสน์เข้ามามือเปล่า โดยที่ไม่มีขบวนเรือเกียรติยศหรือของบรรณาการตามธรรมเนียม[13] ในพ.ศ. 2291 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศมีพระราชโองการให้เกณฑ์ชาวเข้ารีตคริสเตียนชาวไทยเข้าร่วมขบวนเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี ซึ่งบาทหลวงเดอโลลิแยร์ปฏิเสธว่าชาวคริสเตียนไม่สมควรเข้าร่วมพิธีกรรมของศาสนาอื่น ถึงแม้ว่าเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ได้อธิบายแก่บาทหลวงเดอโลลิแยร์แล้วว่า ชาวคริสเตียนนั้นสามารถเข้าร่วมขบวนเสด็จโดยที่ไม่ต้องเข้าร่วมพิธีทางพุทธศาสนา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงพระพิโรธจึงมีราชโองการให้พระยาตะนาวศรีนำศิลาจารึกพระราชกำหนดสี่ข้อห้ามสอนศาสนาไปปักไว้ที่โบสถ์คริสต์เมืองมะริด[16] บาทหลวงปิแยร์ บริโกต์ (Pierre Brigot) ที่เมืองมะริด ทำการประท้วงต่อพระยาตะนาวศรีเรื่องปักศิลาพระราชกำหนดแต่ไม่เป็นผล[13] ต่อมาบาทหลวงปิแยร์ บริโกต์ ได้เลื่อนขึ้นเป็นประมุขสังฆมณฑลสยามในพ.ศ. 2298
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ในสงครามพระเจ้าอลองพญา พระเจ้าอลองพญายกทัพพม่าเข้าโจมตีเมือมะริดในเดือนมกราคมพ.ศ. 2303 บาทหลวงฝรั่งเศสเมืองมะริดเดินทางหลบหนีไปเมืองปอนดิเชอร์รี ซึ่งมิชชันนารีที่หลบหนีออกไปนั้นได้กระทำความผิดเรื่องเดินทางออกจากพระราชอาณาจักรโดยไม่มีพระบรมราชานุญาต ต่อมาในพ.ศ. 2308 แม่ทัพพม่ามังมหานรธายกทัพเข้าโจมตียึดเมืองมะริดได้ บาทหลวงเมืองมะริดได้ถือโอกาสนี้ ทุบทำลายศิลาพระราชกำหนดที่โบสถ์เมืองมะริดเสีย อย่างไรก็ตาม บาทหลวงฝรั่งเศสและชาวคริสเตียนเมืองมะริดถูกพม่ากวาดต้อนไปที่เมืองทวายทั้งหมด จากนั้นมังมหานรธาจึงยกทัพเข้าไปล้อมกรุงศรีอยุธยาในพ.ศ. 2309 บาทหลวงปิแยร์ บริโกต์ ประมุขเขตสังฆมณฑลสยาม นำกองกำลังพลปืนคริสเตียนสามารถป้องกันโบสถ์เซ็นต์ยอเซฟจากพม่าได้ จนกระทั่งถึงต้นปีพ.ศ. 2310 พม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาแล้วเป็นแรมปี ขาดแคลนกำลังไพร่พลต่อสู้ กำลังอ่อนถอยลงทุกขณะ ทางฝ่ายอยุธยาจึงได้เกณฑ์ชาวคาทอลิกโปรตุเกสขึ้นสู้กับพม่า ฝ่ายพม่ายึดค่ายบ้านโปรตุเกสได้ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2310 พม่าจับกุมบาทหลวงโปรตุเกสไว้เป็นตัวประกัน ให้ฝ่ายโบสถ์เซ็นต์ยอเซฟยอมจำนนต่อพม่า บาทหลวงบริโกต์ออกเจรจากับพม่าที่บ้านโปรตุเกส ปรากฏว่าพม่าได้จับกุมบาทหลวงบริโกต์ไว้เสีย แล้วพม่าจึงเผาทำลายโบสถ์เซ็นต์ยอเซฟลงในที่สุด[17] (โบสถ์เซ็นต์ยอเซฟสร้างขึ้นตั้งแต่พ.ศ. 2207 ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ) เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ในเดือนห้า (เมษายน) พ.ศ. 2310 แล้วนั้น พม่าได้กวาดต้อนบาทหลวงคาทอลิกฝรั่งเศสโปรตุเกส รวมทั้งบาทหลวงบริโกต์ พร้อมทั้งชาวคริสเตียนอยุธยา ไปที่พม่า บาทหลวงบริโกต์พำนักอยู่ที่เมืองร่างกุ้ง จากนั้นจึงเดินทางไปที่เมืองปอนดีเชอร์รี โดยที่ไม่ได้กลับมาที่ไทยอีกเลย ในขณะที่บาทหลวงฝรั่งเศสบางส่วนสามารถหลบหนีไปทางเมืองจันทบุรีได้
คณะมิสซังในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น
[แก้]
หลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาในพ.ศ. 2310 บาทหลวงฝรั่งเศสชื่อว่า ฌัคส์ คอร์ (Jacques Corre) ซึ่งได้หลบหนีลี้ภัยจากอยุธยาไปอยู่ที่เมืองอุดงของกัมพูชา ได้ทราบข่าวว่าที่ไทยมีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ คือ สมเด็จพระเจ้าตากสิน ตั้งราชธานีใหม่อยู่ที่เมืองบางกอกธนบุรี บาทหลวงฌัคส์คอร์จึงเดินทางออกจากกัมพูชามาที่กรุงธนบุรีในพ.ศ. 2312 บาทหลวงคอร์พบว่าหลงเหลือชาวคริสเตียนที่ธนบุรีเพียง 108 คน[17] เท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นชาวโปรตุเกส บาทหลวงคอร์จึงตั้งเป้าหมายที่จะรวบรวมชาวคริสเตียนในไทยจัดตั้งขึ้นเป็นชุมชนอีกครั้งหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าตากสินพระราชทานที่ดินบริเวณกุฎีจีนให้แก่บาทหลวงคอร์สร้างวัดซางตาครู้สขึ้นในพ.ศ. 2313 เป็นศูนย์กลางของชุมชนคริสเตียนคาทอลิกในไทย บาทหลวงโอลิวิแยร์-ซิมง เลอบง (Olivier-Simon Le Bon) ซึ่งทางคณะมิสซังได้วางตัวไว้เป็นผู้สืบทอดต่อจากบาทหลวงบริโกต์ เดินทางเข้ามาถึงกรุงธนบุรีในพ.ศ. 2315 เพื่อจัดตั้งฟื้นฟูคณะมิสซังคาทอลิกในไทยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง บาทหลวงเลอบงเดินทางมาพร้อมกับลูกศิษย์คือ บาทหลวงอาร์โนด์-อังตวน การ์โนล (Arnaud-Antoine Garnault) บาทหลวงเลอบงและบาทหลวงการ์โนลต์มาพำนักอยู่ที่โบสถ์ซางตาครูส ซึ่งบาทหลวงคอร์ได้สร้างขึ้น บาทหลวงคอร์ถึงแก่กรรมที่กรุงธนบุรีในพ.ศ. 2316 แล้วจึงมีบาทหลวงโยเซฟ-หลุยส์ กูเด (Joseph-Louis Coudé) เข้ามาที่ธนบุรีแทนที่บาทหลวงคอร์ ชุมชนคาทอลิกธนบุรีในชณะนั้น จึงมีบาทหลวงฝรั่งเศสอยู่สามคน ได้แก่ บาทหลวงเลอบง บาทหลวงกูเด และบาทหลวงการ์โนล ตามลำดับอาวุโส
ในพ.ศ. 2316 ชาวคริสเตียนที่รับราชการเข้าร่วมพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ตามที่ราชสำนักกรุงธนบุรีจัดขึ้น บาทหลวงเลอบงว่าชาวคริสเตียนไม่ควรเข้าร่วมพิธีถือน้ำฯ เป็นการขัดต่อหลักศาสนาคริสต์ ที่ห้ามคริสตชนเข้าร่วมพิธีของศาสนาอื่น เนื่องจากบาทหลวงเลอบงเห็นว่า พิธีถือน้ำฯนี้เป็นพิธีในศาสนาพุทธ บาทหลวงเลอบงทูลขอพระบรมราชานุญาต ให้ข้าราชการที่เป็นคริสเตียนถวายความจงรักภักดีในรูปแบบของศาสนาคริสต์[13] ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2317 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเผดียงพระสงฆ์ รวมทัั้งเชิญบาทหลวงและโต๊ะอิหม่าม ทั้งสามศาสนา มาจัดการโต้เถียงต่อหน้าราษฎรในประเด็นว่า การฆ่าสัตว์บาปหรือไม่ พระสงฆ์ในพุทธศาสนาบอกว่าการฆ่าสัตว์นั้นเป็นบาป ในขณะที่บาทหลวงคริสเตียนและโต๊ะอิหม่ามอิสลามบอกว่าฆ่าสัตว์นั้นไม่บาป ด้วยเหตุว่าพระผู้เป็นเจ้านั้นได้สร้างสัตว์ไว้เพื่อเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์[17] สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงพระพิโรธว่า ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามสอนว่าฆ่าสัตว์ไม่บาป[13][17] จึงมีพระราชกำหนดออกมาว่า ห้ามมิใช้ชาวไทยชาวมอญเข้ารีตเปลี่ยนศาสนาเป็นคริสเตียนหรือมุสลิม ซึ่งพระราชกำหนดนี้ คล้ายคลึงกับพระราชกำหนดเมื่อพ.ศ. 2274 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ แต่พระราชกำหนดในพ.ศ. 2317 นี้ มีเพิ่มเติมคือเพิ่มศาสนาอิสลามลงไปด้วย และยังมีการกำหนดบทลงโทษ ว่าหากบาทหลวงคริสเตียนหรือโต๊ะอิหม่ามมุสลิมคนใด ให้ชาวไทยหรือชาวมอญเข้าร่วมพิธีทางศาสนาคริสต์หรืออิสลาม บาทหลวงหรือโต๊ะอิหม่ามนั้นจะต้องถูกจับกุมและอาจต้องพระราชอาญาประหารชีวิต[13]
ต่อมาในเดือนกันยายนพ.ศ. 2318 บาทหลวงเลอบงจัดให้ขุนนางคริสเตียนสามคน ทำพิธีถวายความจงรักภักดีด้วยรูปแบบศาสนาคริสต์ กล่าวคำสาบานต่อหน้าโต๊ะบูชาคริสเตียนด้วยภาษาไทย[17] แทนที่จะทำอย่างพิธีถือน้ำฯที่ได้ปฏิบัติกันมา เป็นเหตุให้สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงพระพิโรธ มีพระราชโองการให้จับกุมขุนนางคริสเตียนสามคนนั้นแล้วทรงให้เฆี่ยนจนขุนนางทั้งสามคนนั้นยินยอมทำพิธีถือน้ำตามอย่างเดิม และทรงให้จับกุมบาทหลวงฝรั่งเศสทั้งสามคนในธนบุรี ได้แก่ บาทหลวงเลอบง บาทหลวงกูเด และบาทหลวงการ์โนล ในข้อหาขัดขืนพระบรมราชโองการ บาทหลวงฝรั่งเศสทั้งสามถูกจำห้าประการ ตามจารีตนครบาลของไทย ได้แก่[17] 1. ตรวนใส่เท้า 2. เท้าติดอยู่กับขื่อไม้ 3. โซ่ล่ามคอ 4. ขื่อไม้ใส่คอทับโซ่ 5. สองมือลอดเข้าไปติดกับขื่อไม้ บาทหลวฝรั่งเศสทั้งสามคนนี้ต้องขังที่ธนบุรีอยู่เป็นเวลาเกือบหนึ่งปี ในขณะนั้นเกิดสงครามอะแซหวุ่นกี้ สมเด็จพระเจ้าตากสินฯเสด็จการพระราชสงคราม เมื่อเสด็จกลับจากสงคราม สมเด็จพระเจ้าตากสินฯจึงมีพระราชโองการให้ปล่อยตัวบาทหลวงฝรั่งเศสทั้งสาม ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2319 จากนั้นบาทหลวงเลอบง จึงได้รับแต่งตั้งจากพระสันตะปาปาให้เป็นประมุขเขตมิสซังสยามอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงขัดเคืองบาทหลวงฝรั่งเศสอีกหลายครั้งในเรื่องที่บาทหลวงเลอบงไม่ยอมให้ข้าราชการคริสเตียนเข้าร่วมพระราชพิธีต่างๆ จนกระทั่งในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2322 สมเด็จพระเจ้าตากสินฯจึงมีพระราชโองการให้บาทหลวงฝรั่งเศสทั้งสามคนออกไปพ้นจากพระราชอาณาจักร[13][17] บาทหลวงเลอบงเดินทางออกจากไทยไปอยู่ที่เมืองกัวที่อินเดีย บาทหลวงเลอบงล้มป่วยถึงแก่กรรมที่เมืองกัวในปีต่อมา พ.ศ. 2323 ส่วนบาทหลวงกูเดและบาทหลวงการ์โนลต์เดินทางไปที่เมืองปอนดีเชอร์รี บาทหลวงกูเดได้รับแต่งตั้งให้สืบทอดตำแหน่งประมุขมิสซังสยามคนต่อมา[13]
บาทหลวงกูเดและบาทหลวงการ์โนลเมื่อเห็นว่าไม่สามารถพำนักในไทยได้ จึงมาพำนักที่เมืองไทรบุรีในพ.ศ. 2327 บาทหลวงกูเดและบาทหลวงการ์โนลจัดตั้งคณะมิสซังขึ้นที่เมืองไทรบุรีและเกาะปีนัง จากนั้นบาทหลวงกูเดจึงเดินทางมาที่เมืองถลาง เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินฯมีพระราชโองการให้ขับไล่บาทหลวงฝรั่งเศสทั้งสามคนออกจากพระราชอาณาจักร ทำให้ในไทยไม่หลงเหลือบาทหลวงคริสเตียนเลยแม้แต่คนเดียว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชดำริว่าชาวคริสเตียนในกรุงเทพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวโปรตุเกสนั้น ไม่มีบาทหลวงมาประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อทรงทราบว่าบาทหลวงกูเดได้เดินทางมาที่เมืองถลาง จึงมีพระราชโองการให้เชิญบาทหลวงกูเดมาพำนักที่กรุงเทพ แต่ทว่าชาวโปรตุเกสในกรุงเทพ ไม่ต้องการอยู่ภายใต้ความดูแลของบาทหลวงฝรั่งเศส จึงได้เชิญบาทหลวงคณะดอมินิกันโปรตุเกสจากมาเก๊า ชื่อว่า บาทหลวงฟรังซิสกู (Francisco)[13] มาที่กรุงเทพก่อน บาทหลวงกูเดเดินทางถึงกรุงเทพในพ.ศ. 2327[13] ได้เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ มีพระราชวินิจฉัยว่า ข้าราชการที่เป็นคริสเตียนไม่ต้องเข้าพิธีถือน้ำฯ[17] และพระราชทานให้บาทหลวงฝรั่งเศสเข้ามาพำนักในไทยได้ตามเดิม บาทหลวงกูเดเกิดความขัดแย้งกับบาทหลวงโปรตุเกส เนื่องจากทางกรุงโรมได้เคยมีประกาศตั้งแต่พ.ศ. 2212 ให้เขตมิสซังสยามอยู่ภายใต้อำนาจของคณะมิสซังฝรั่งเศส หรือ MEP แต่ผู้เดียว โดยที่คณะบาทหลวงโปรตุเกสไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย บาทหลวงฟรังซิสกูจึงจำต้องเดินทางกลับมาเก๊าไป เป็นเหตุให้ชาวคริสเตียนโปรตุเกสในกรุงเทพ มีความโกรธเคืองต่อบาทหลวงกูเด ชาวคริสเตียนโปรตุเกสไม่ยอมเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ที่บาทหลวงกูเดเป็นผู้นำ เมื่อเผชิญการต่อต้านอย่างหนักจากชาวโปรตุเกส บาทหลวงกูเดจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเดินทางกลับไปเมืองไทรบุรี ในพ.ศ. 2328 แต่ทว่าบาทหลวงกูเดได้ล้มป่วยสิ้นชีวิตที่กลางทาง ที่เมืองตะกั่วทุ่ง[13]
เมื่อบาทหลวงกูเดถึแก่กรรม บาทหลวงการ์โนลที่เมืองไทรบุรีจึงสืบทอดตำแหน่งประมุขมิสซังสยามคนต่อมา แต่บาทหลวงการ์โนลพำนักอยู่ที่เมืองไทรบุรีโดยส่วนใหญ่ บาทหลวงการ์โนลเดินทางมาที่กรุงเทพในพ.ศ. 2339 ที่กรุงเทพบาทหลวงการ์โนลได้จัดพิมพ์หนังสือ"คำสอนคริสตัง" (Khamson Christang) เป็นหนังสือคำสอนศาสนาคริสต์ ที่พิมพ์เป็นภาษาไทยแต่ใช้อักษรลาติน เนื่องจากพระราชกำหนดห้ามสอนศาสนาคริสต์ด้วยอักษรไทย ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ในทางปฏิบัติ ชาวไทยมอญลาวยังไม่สามารถเปลี่ยนศาสนามาเข้ารีตเป็นคริสเตียนได้ (จนกระทั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีประกาศในพ.ศ. 2401 ให้ราษฎรสามารถนับถือศาสนาตามแต่ศรัทธาของตนได้โดยไม่ขัดต่อราชการ) ชาวคริสเตียนในไทยจึงประกอบด้วยชาวโปรตุเกส ชาวญวนเข้ารีต และชาวเขมรเข้ารีตอพยพโดยส่วนใหญ่[13] บาทหลวงการ์โนลพำนักอยู่ที่เมืองไทรบุรี ปกครองดูแลชุมชนคริสเตียนคาทอลิกทั้งที่กรุงเทพ จันทบุรี ไทรบุรี เกาะปีนัง เมืองถลาง เมืองมะริด จากนั้นกิจการมิสซังคาทอลิกในไทยจึงเติบโตขึ้นตามลำดับ พระสันตะปาปากรุงโรมมีประกาศให้เขตมิสซังสยามมีเขตพื้นที่รับผิดชอบกว้างใหญ่ ประกอบด้วย กัมพูชา พม่าตอนล่าง แหลมมลายูลงไปจนถึงสิงคโปร์
บทบาทของบาทหลวงปาเลอกัวในไทย
[แก้]
ฌ็อง-บาติสต์ ปาเลอกัว (Jean-Baptiste Pallegoix) เกิดเมื่อพ.ศ. 2348 ที่เมืองก็องแบร์โตล (Combertault)[18] จังหวัดโกตดอร์ในปัจจุบัน เมื่ออายุยี่สิบสองปีจึงสมัครเข้าคณะมิสซังต่างประเทศของฝรั่งเศส หรือ MEP และปีต่อมาได้บวชเป็นบาทหลวง บาทหลวงปาเลอกัวเดินทางออกจากฝรั่งเศสในพ.ศ. 2371 ถึงกรุงเทพในพ.ศ. 2373[18] ขณะนั้นอายุยี่สิบห้าปี บาทหลวงปาเลอกัวได้รับมอบหมายให้เดินทางไปฟื้นฟูชุมชนคริสเตียนที่อยุธยา และจัดสร้างบูรณะโบสถ์เซ็นต์ยอเซฟเดิม ที่สร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯและถูกพม่าเผาทำลายเมื่อครั้งเสียกรุง บาทหลวงปาเลอกัวคุมการก่อสร้างโบสถ์เซนต์ยอเซฟที่อยุธยา เริ่มสร้างในพ.ศ. 2374 สมัยรัชกาลที่ 3 บาทหลวงปาเลอกัวได้แปลหนังสือเรื่อง Documenta rectæ rationis ซึ่งแต่งขึ้นโดยบาทหลวงฝรั่งเศสชื่อว่าฌอร์จ อาลารี (Georges Alary) ตั้งแต่ก่อนพ.ศ. 2346 ออกเป็นหนังสือภาษาไทย ชื่อว่า "ปุจฉา-วิสัชนา" (Puxa-Vixachana) เป็นภาษาไทยพิมพ์ด้วยอักษรลาติน เนื้อหาเกี่ยวกับการถามตอบคำสอนของศาสนาคริสต์ โดยเปรียบเทียบตำหนิพุทธศาสนาและยกย่องศาสนาคริสต์ มีผู้นำความขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงไม่ถือสาเป็นความเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ที่โจมตีพุทธศาสนา แต่บาทหลวงปาเลอกัวได้รับเตือนว่าไม่ให้พิมพ์หนังสือดูหมิ่นพุทธศาสนาอีก[19]
ต่อมาในพ.ศ. 2378 บาทหลวงปาเลอกัวคุมงานก่อสร้างบูรณะวัดซางตาครูสกุฎีจีนขึ้นใหม่ และในพ.ศ. 2380 บาทหลวงปาเลอกัวสร้างวัดคอนเซ็ปชัญ[18] ในพ.ศ. 2378 ประมุขมิสซังสยามในขณะนั้นคือ บาทหลวงฌ็อง-ป็อล กูร์เวอซี (Jean-Paul Courvezy) จำต้องเดินทางออกจากกรุงเทพไปจัดตั้งคณะมิสซังที่สิงคโปร์ ในพ.ศ. 2381 บาทหลวงกูร์เวอซีจึงแต่งตั้งให้บาทหลวงปาเลอกัวเป็นผู้ช่วยและเป็นทายาทสืบทอดตำแหน่ง (Coadjutor)[18][20] มอบหมายให้บาทหลวงปาเลอกัวดูแลกิจการมิสซังในกรุงเทพ เนื่องจากเขตมิสซังสยามได้ขยายอาณาเขตกว้างใหญ่ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2384 พระสันตะปาปามีพระราชโองการยูนิเวร์ซี โดมินิชี (Universi dominici) ให้แบ่งเขตมิสซังสยามออกเป็นสองส่วน ได้แก่ เขตมิสซังสยามตะวันตก (Apostolic vicariate of Western Siam)[20] อยู่ภายใต้การปกครองของบาทหลวงกูร์เวอซีที่สิงคโปร์ และเขตมิสซังสยามตะวันออก (Apostolic vicariate of Eastern Siam)[20] อยู่ภายใต้การปกครองของบาทหลวงปาเลอกัวที่กรุงเทพ บาทหลวงปาเลอกัวเมื่ออายุสามสิบหกปี ได้รับแต่งตั้งเป็นประมุขมิสซังเขตสยามตะวันออกเป็นคนแรก เมื่อบาทหลวงปาเลอกัวขึ้นดำรงตำแหน่งนั้น ในไทยมีชาวคริสเตียนคาทอลิกทั้งสิ้น 4,300 คน ประกอบด้วย;[18]
- ชาวญวนเข้ารีต 1,700 คน สังกัดโบสถ์เซ็นต์ฟรังซิสซาเวียร์ สามเสน
- ชาวเขมรเข้ารีต เชื้อสายลูกครึ่งโปรตุเกส จำนวน 700 คน สังกัดโบสถ์คอนเซ็ปชัญ สามเสน
- ชาวไทยลูกครึ่งโปรตุเกส จำนวน 500 คน สังกัดโบสถ์ซางตาครูสกุฎีจีน
- ชาวไทยลูกครึ่งโปรตุเกส จำนวน 500 คน สังกัดโบสถ์กาลหว่าร์
- ชาวเข้ารีต 100 คน ที่กรุงเก่าอยุธยา
- ชาวญวนเข้ารีต 800 คน ที่จันทบุรี
ในพ.ศ. 2385 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้บาทหลวงปาเลอกัว ในฐานะประมุขมิสซังสยาม ให้มีอำนาจปกครองชาวคริสเตียนคาทอลิกในไทย บาทหลวงปาเลอกัวสามารถออก "กำหนด" (Kamnot)[14] หรือ"กำหนดห้าม" (Kamnot Ham)[14] ออกมาบังคับใช้ให้ชาวคาทอลิกในไทยต้องปฏิบัติตาม
ในพ.ศ. 2392 เกิดไข้ป่วงอหิวาตกโรคระบาดที่กรุงเทพ ราษฎรเสียชีวิตจำนวนหลายหมื่นคน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯจึงทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ทรงประกาศให้ราษฎรพร้อมกันทำบุญทำทานปล่อยสัตว์[21] ฝ่ายโบสถ์คริสเตียนคาทอลิกในกรุงเทพนั้น เมื่อได้ทราบพระราชโองการให้ปล่อยสัตว์ทำบุญ ในบรรดาบาทหลวงฝรั่งเศสจำนวนเก้าคนในกรุงเทพนั้น มีเพียงบาทหลวงปาเลอกัวผู้เดียวที่เห็นว่าควรปฏิบัติตามพระราชโองการ บาทหลวงอีกแปดคนที่เหลือเห็นว่า ความเชื่อของไทยที่ว่าปล่อยสัตว์แล้วได้บุญนั้นเป็นความงมงาย คริสเตียนไม่ควรปฏิบัติตาม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯทรงพระพิโรธ มีพระราชโองการให้รื้อทำลายโบสถ์ฝรั่งเศสลงทั้งหมด และทรงให้ขับไล่บาทหลวงฝรั่งเศสแปดคนนั้น ที่ไม่ปฏิบัตตามพระราชโองการ ให้ออกไปพ้นจากพระราชอาณาจักร "คนทั้งปวงก็ยอมทำตามรับสั่งทั้งจังหวัดพระนครไม่ว่าชาติใดภาษาใด เว้นไว้แต่บาดหลวงฝรั่งเศสแปดนายไม่ยอมแล้วห้ามลูกบ้านพวกเข้ารีดเสียด้วย ได้ทรงทราบก็ขัดเคืองว่าขัดรับสั่ง จึ่งให้เจ้าพนักงานไปไล่บาดหลวงฝรั่งเศสเสีย แล้วให้รื้อวัดฝรั่งเศสเสียทุกวัด"[21] บาทหลวงปาเลอกัวประมุขมิสซังสยามจึงแก้ไขสถานการณ์ ด้วยการให้พระยาวิเศษสงคราม (จัน เบเนดิกต์) เป็นชาวเขมร-โปรตุเกสเข้ารีต นำไก่ห่านและแพะเข้าไปถวายให้ทรงปล่อย[21] และให้ชาวคาทอลิกปล่อยสัตว์ด้วยกันทั้งหมด พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯจึงทรงคลายพระพิโรธลง แต่บาทหลวงฝรั่งเศสทั้งแปดคนนั้น ยินยอมเดินทางออกจากพระราชอาณาจักรไม่ยอมปฏิบัติตามพระราชโองการ บาทหลวงฝรั่งเศสแปดคนนั้นได้แก่ บาทหลวงเคลมังโซ (Clémenceau) บาทหลวงกรังฌ็อง (Grandjean) บาทหลวงโคลเด (Claudet) บาทหลวงดูป็อง (Dupond) บาทหลวงดาเนียล (Daniel) บาทหลวงลาร์โนดี (Larnaudie) บาทหลวงเลอโก (Lequeux) และบาทหลวงฌีบาร์ตา (Gibarta)[22] ต่างกระจัดกระจายออกไปอยู่ที่สิงคโปร์ ปีนัง และฮ่องกง

เมื่อบาทหลวงทั้งแปดคนนี้ได้ออกจากไทยแล้ว ทำให้ในไทยเหลือบาทหลวงเพียงสองคน ได้แก่ บาทหลวงปาเลอกัวที่กรุงเทพ และบาทหลวงรังเฟง (Ranfaing) ที่จันทบุรี ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชหัตถเลขาเชิญให้บาทหลวงทั้งแปดคนนี้ กลับเข้ามาพำนักในไทยดังเดิม และทรงให้สัญญาว่าจะไม่บีบบังคับให้ชาวคริสเตียนปฏิบัติตามความเชื่อของไทยอีก[22] บาทหลวงเจ็ดคนได้เดินทางกลับเข้ามาที่ไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 ยกเว้นบาทหลวงกรังฌ็องที่เดินทางกลับประเทศฝรั่งเศส บาทหลวงปาเลอกัวได้นำบาทหลวงทั้งเจ็ดคนที่ได้กลับเข้ามาที่ไทยเข้าเฝ้าฯในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2395[18] ในปีเดียวกันนั้น พ.ศ. 2395 บาทหลวงปาเลอกัวเดินทางนำพระราชสาสน์จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯไปถวายพระจักรพรรดิฝรั่งเศสและพระสันตะปาปา บาทหลวงปาเลอกัวจากกรุงเทพไปถึงที่ปารีสในพ.ศ. 2396 บาทหลวงปาเลอกัวได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ถวายพจนานุกรมสัพะ พะจะนะ พาสา ไท (ลาติน: Dictionarium Linguæ Thai) เป็นพจนานุกรมภาษาไทย-ลาติน-ฝรั่งเศส-อังกฤษ และถวายหนังสือซึ่งบาทหลวงปาเลอกัวเขียนขึ้นเรื่องเล่าเรื่องกรุงสยาม (ฝรั่งเศส: Description du Royaume Thai ou Siam) เพื่อให้พระจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศสได้รู้จักประเทศสยาม จากนั้นบาทหลวงปาเลอกัวจึงเดินทางไปที่กรุงโรม ในพ.ศ. 2397 เข้าเฝ้าพระสันตะปาปาปิอุสที่เก้า (Pius IX) ถวายพระราชสาสน์ แล้วบาทหลวงปาลอกัวจึงเดินทางกลับไทย[18] พระสันตะปาปาปิอุสที่เก้าเมื่อทราบว่าไทยได้อนุโลมต่อบาทหลวงคาทอลิก จึงมีประกาศออกมาสองครั้งได้แก่ ประกาศเพอร์กราตา โนบิส (Pergrata nobis)[18] ในพ.ศ. 2395 และประกาศซุมมา ควีเด็ม (Summa quidem)[18] พ.ศ. 2404 เพื่อแสดงความขอบคุณต่อพระเจ้ากรุงสยาม ที่ทรงมีขันติธรรมต่อศาสนาคริสต์ในไทย
สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
[แก้]ลักษณะที่ไทยค้าขายกับตะวันตก และระบบกฎหมายจารีตของไทย
[แก้]นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พระคลังสินค้าเป็นผู้ผูกขาดการค้ากับชาติตะวันตก เมื่อเรือสำเภาพ่อค้าชาวตะวันตก เดินทางล่องเรือเข้ามาค้าขายที่พระนคร จะต้องเรือสินค้ามาที่พระคลังสินค้าเพื่อทำการเก็บภาษี และพระคลังสินค้าจะเป็นผู้ประเมินราคา ในสมัยรัชกาลที่ 2 เรือสินค้าของชาวตะวันตกที่เข้ามาค้าขายจะต้องเสียได้แก่ 1. ค่าเบิกร่อง หรือภาษีปากเรือ ซึ่งวัดตามขนาดของเรือ ในอัตราหนึ่งวาละ 80 บาท[23] 2. เสียภาษีสินค้าขาเข้า เป็นอัตราร้อยละ 8 หรือร้อยชักแปด[23] 3. ภาษีสินค้าขาออก ไม่มีอัตรารวม มีอัตราแยกเฉพาะตามแต่รายการสินค้าแต่ละประเภท[23] สินค้าที่มีค่าและมีความสำคัญบางรายการ ซึ่งชาวตะวันตกต้องการซื้อจากไทยออกไปขายนั้น ชาวตะวันตกจะสามารถซื้อได้จากพระคลังสินค้าแต่ผู้เดียว ไม่สามารถซื้อจากราษฎรทั่วไปได้ พระคลังสินค้าเป็นผู้ผูกขาดการส่งออกสินค้าเหล่านั้น ประกอบด้วย ไม้ฝาง ดีบุก รังนก พริกไทย ผลเร่ว ตะกั่ว งาช้าง รง[23] ซึ่งการเก็บภาษีการค้าเหล่านี้เป็นรายได้ที่สำคัญของราชสำนักไทย ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น พ่อค้าชาวตะวันตก โดยเฉพาะพ่อค้าชาวอังกฤษ เห็นว่าการที่ไทยเก็บภาษีหลายชั้นหลายครั้ง และการที่พระคลังสินค้าเป็นผู้ผูกขาดการค้านี้ ทำให้ฝ่ายพ่อค้าอังกฤษมีความเสียเปรียบและค้าขายในไทยไม่ได้ผลประโยชน์กำไรเท่าที่ควร เนื่องจากพระคลังสินค้าเป็นผู้ผูกขาดมีอำนาจต่อรองสูง และเห็นว่าฝ่ายไทยควรที่จะเก็บภาษีสินค้าเพียงครั้งเดียวด้วยอัตราที่ต่ำ เพื่อให้พ่อค้าอังกฤษสามารถค้าขายสร้างผลกำไรแก่ตนได้
ระบบกฎหมายและตุลาการของไทยตามแบบจารีตดั้งเดิมนั้น มีต้นแบบมาจากอินเดียโบราณ จากคัมภีร์พระมนูธรรมศาสตร์และอรรถศาสตร์ กฎหมายสยามที่ใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นคือกฎหมายตราสามดวง ซึ่งสืบทอดมาจากกฎหมายของอยุธยา ในความผิดทางพระราชอาญา ลักษณะอาญาหลวงมีโทษฟันคอริบเรือน ตัดมือตัดเท้า ใส่ตรุโดยยถากรรม ทวนด้วยไม้หวาย ฯลฯ ในระบบกฎหมายไทยโบราณนั้น ความผิดทางอาญา ไม่ใช่เป็นความผิดต่อเฉพาะบุคคลเท่านั้น แต่ถือเป็นความผิดต่อสังคมโดยรวม การลงโทษจึงมีความรุนแรง จุดประสงค์เพื่อให้ราษฎรไม่นำเป็นเยี่ยงอย่าง ในการพิจารณาคดีความ หากผู้ต้องหาไม่ยอมรับสารภาพอาจมีการทรมานร่างกายของผู้ต้องหา ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เฆี่ยน จำคือคา มัดแช่น้ำ ตากแดด ตบปากคู่ความ[24] เรียกว่า "จารีตนครบาล" ซึ่งสอดคล้องกับคัมภีร์อรรถศาสตร์อินเดีย ซึ่งระบุว่าหากผู้ต้องหาไม่ยอมรับสารภาพ อาจต้องมีการทรมานร่างกาย ภายใต้คติที่ว่า ผู้ต้องหาให้ถือเป็นผู้ร้ายก่อน[24] จนกว่าจะพิสูจน์ว่าบริสุทธ์ ซึ่งตรงข้ามกับหลักการพิจารณาคดีตามอย่างตะวันตก ซึ่งถือว่าให้ผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน นอกจากนี้ หากในการพิจารณคดีไม่สามารถหาข้อยุติอันเป็นที่ประจักษ์ได้ อาจต้องให้ผู้ต้องหาดำน้ำลุยไฟ อาศัยพลังศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติช่วยในการพิจารณาคดี ซึ่งสอดคล้องกับคัมภีร์พระมนูธรรมศาสตร์ ที่มีกล่าวถึงเรื่องการดำน้ำลุยไฟ ชาวตะวันตกที่เข้ามาในประเทศสยาม ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น เห็นว่าระบบกฎหมายยุติธรรมของไทยตามจารีตนั้น ไม่สอดคล้องกับหลักยุติธรรมของตะวันตก และไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้กฎหมายหรือการระบบยุติธรรมของไทย

การติดต่อสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับชาติตะวันตก ในสมัยรัตนโกสินทร์นั้น เริ่มเป็นรูปธรรมนับตั้งแต่เมื่อ จอห์น ครอว์เฟิร์ด (John Crawfurd) ผู้แทนจากรัฐบาลของอังกฤษในอินเดีย (Indian Government) เดินทางเข้ามาที่กรุงเทพ ในพ.ศ. 2365 ในสมัยรัชกาลที่ 2 เพื่อเจรจาขอสิทธิประโยชน์ทางการค้าให้แก่พ่อค้าอังกฤษ และขอให้ฝ่ายไทยเก็บภาษีสินค้าเพียงครั้งเดียว[1] แต่การเจรจาประสบปัญหาหลายประการยังไม่ประสบความสำเร็จ สี่ปีต่อมาในพ.ศ. 2369 ในสมัยรัชกาลที่ 3 เฮนรี เบอร์นีย์ (Henry Burney) เป็นผู้แทนอังกฤษเข้ามาเจรจาที่กรุงเทพฯอีกครั้ง นำไปสู่การตกลงสนธิสัญญาเบอร์นี (Burney Treaty) ระหว่างไทยและอังกฤษ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2369 ยกเลิกการผูกขาดโดยพระคลังสินค้า พ่อค้าชาวอังกฤษสามารถค้าขายในไทยได้อย่างเสรี สามารถซื้อสินค้าจากราษฎรโดยตรงได้ แต่ยังคงมีการเก็บภาษีหลายครั้ง และชาวอังกฤษในไทยยังต้องอยู่ภายใต้อำนาจและกฎหมายของไทย และไทยยังทำสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์ (Roberts Treaty) กับสหรัฐอเมริกา ในรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2376 มีเนื้อหาคล้ายคลึงกับสนธิสัญญาเบอร์นี ที่ไทยได้ตกลงกับอังกฤษก่อนหน้า ให้ชาวอเมริกันค้าขายในไทยได้อย่างเสรี
ในสมัยรัชกาลที่ 3 ไทยมีระบบการจัดเก็บภาษีด้วยระบบเจ้าภาษีนายอากรชาวจีน ซึ่งพ่อค้าชาวอังกฤษและชาวอเมริกันเห็นว่า ถึงแม้ว่าไทยจะยกเลิกการผูกขาดโดยพระคลังสินค้าแล้ว แต่ยังผูกขาดทางอ้อมด้วยระบบเจ้าภาษีนายอากร ประกอบกับที่อังกฤษมีชัยชนะในสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง (First Opium War) ทำให้อังกฤษเรืองอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกล และสนธิสัญญานานกิง (Treaty of Nanking, จีน: 南京條約) พ.ศ. 2391 ที่อังกฤษตกลงกับจีนราชวงศ์ชิง ยังเป็นต้นแบบที่อังกฤษจะตกลงกับชาติเอเชียอื่นๆ รวมทั้งสนธิสัญญาเบาวืริ่งกับไทยอีกด้วย เนื้อหาของสนธิสัญญานานกิงได้แก่ เปิดเมืองท่าให้อังกฤษค้าขายได้อย่างเสรี ให้อังกฤษจัดตั้งกงสุล กำหนดอัตราภาษีสินค้าขาเข้าอย่างชัดเจน (ต่อมาตกลงที่ร้อยละห้า) ในปลายรัชกาลที่ 3 ทั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ต่างส่งผู้แทนเข้ามาเจรจาที่กรุงเทพอีกครั้ง ในพ.ศ. 2393 อังกฤษส่งเจมส์ บรู๊ค (James Brooke) สหรัฐอเมริกาส่งโจเซฟ บาเลสเตียร์ (Joseph Balestier) บาเลสเตียร์ผู้แทนอเมริกาเรียกร้องให้ไทยให้ลดหรือเลิกภาษีปากเรือ ส่วนบรู๊คผู้แทนอังกฤษเรียกร้องให้ไทยยินยอมให้อังกฤษเข้ามาตั้งกงสุลในไทย แล้วชาวอังกฤษในไทยจะมาขึ้นแก่กงสุลขึ้นกับกฎหมายอังกฤษ ไม่ขึ้นกับกรมการฝ่ายไทยไม่ขึ้นกับกฏหมายไทย[1] เป็นสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของชาวอังกฤษในไทย แต่ทั้งบรู๊คและบาเลสเตียร์ต่างไม่สามารถทำข้อตกลงใหม่กับไทยได้ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร[21] และเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นอันใดที่ไทยต้องทำสัญญาใหม่[1] ทั้งบรู๊คและบาเลสเตียร์ต่างกลับออกไปด้วยความโมโหโกรธเคือง เจมส์บรู๊คได้ข่มขู่ว่าจะนำเรือปืนมาที่กรุงเทพเพื่อบีบบังคับให้ราชสำนักไทยยินยอมทำสัญญาใหม่
สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
[แก้]พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติต่อมา ด้วยการสนับสนุนของขุนนางสกุลบุนนาค พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งขุนนางสกุลบุนนาคให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเสนาบดีที่สำคัญต่างๆได้แก่;[25]
- เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ผู้สำเร็จราชการทั่วทั้งพระราชอาณาจักร ถือตราสุริยมณฑล เรียกลำลองว่า สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่
- พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (ทัต บุนนาค) เป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ ผู้สำเร็จราชการในพระนคร ถือตราจันทรมณฑล เรียกลำลองว่า สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย
- จมื่นไวยวรนารถ (ช่วง บุนนาค) เป็น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ว่าที่สมุหพระกลาโหม
- จมื่นราชามาตย์ (ขำ บุนนาค) เป็น เจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี ว่าที่พระคลัง (ต่อมาแปลงนามเป็นเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี)
ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จขึ้นครองราชสมบัตินั้น ได้ประทับอยู่ในสมณเพศในพระฉายานามวชิรญาณภิกขุอยู่เป็นเวลาทั้งสิ้น 27 พรรษา ในระหว่างที่ประทับอยู่ในสมณเพศนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงได้ศึกษาศาสตร์และวิทยาการตะวันตก[26] ทรงศึกษาภาษาอังกฤษจากบาทหลวงอเมริกันเจสแคสเวล (Jesse Caswell) และทรงศึกษาภาษาลาตินจากบาทหลวงฝรั่งเศสปาเลอกัวซ์ ทั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่างได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษและวิทยาการตะวันตก[26] อีกทั้งเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เมื่อครั้งยังเป็นหลวงนายสิทธิ์ ก็ได้ศึกษาภาษาอังกฤษด้วยเช่นกัน[26] เมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 4 รัฐบาลสยามมีนโยบายที่เป็นไมตรีกับชาติตะวันตกมากขึ้น[1] เนื่องจากอังกฤษกำลังเรืองอำนาจขึ้นในภูมิภาค

ในพ.ศ. 2397 จอร์จ วิลเลียร์ (George Villiers) เอิร์ลแห่งคลาเรนดันคนที่สี่ (4th Earl of Clarendon) รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ ได้แต่งตั้งให้เซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง (Sir John Bowring) ให้เป็นผู้สำเร็จราชการฮ่องกง (Governor of Hongkong) รวมทั้งเป็นผู้กำกับการค้าของอังกฤษในจีน (Chief Superintendant of British Trade in China) เอิร์ลแห่งคลาเรนดันยังแต่งตั้งให้เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเป็นผู้มีอำนาจเต็ม (Plenipotentiary) ในทำสัญญาการค้ากับอาณาจักรอื่นในเอเชียอีกสามแห่งได้แก่ ญี่ปุ่น สยาม และเวียดนาม ก่อนหน้านี้เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งได้เคยมีจดหมายโต้ตอบกับพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัฐบาลสยามมีความยินดีที่จะต้อนรับเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งในฐานะทูตมากกว่าทูตคนอื่นๆของอังกฤษก่อนหน้านี้ เนื่องจากเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเป็นผู้แทนจากรัฐบาลอังกฤษจากลอนดอนโดยตรง และเป็นผู้แทนพระองค์ในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียโดยตรง[1] ไม่ได้เป็นผู้แทนของรัฐบาลอังกฤษที่อินเดียดังเช่นทูตอังกฤษก่อนหน้านี้ เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งจึงเดินทางออกจากฮ่องกง โดยเรือกลไฟรัตเลอร์ (Rattler) พร้อมกับนายแฮร์รี่ ปาร์กส์ (Harry Parkes, ฮารีปัก) กงสุลของอังกฤษที่เมืองเซี่ยเหมิน เดินทางมาถึงสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาในเดือนห้า[25] (เมษายน) พ.ศ. 2398 ซึ่งฝ่ายไทยได้ทำการต้อนรับอย่างสมเกิยรติด้วยการยิงปืนสลุต เป็นครั้งแรกในที่ไทยได้ทำการต้อนรับทูตตะวันตกด้วยระเบียบพิธีแบบตะวันตก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งคณะผู้แทนพระองค์ ในการเจรจาทำสัญญาฉบับใหม่กับอังกฤษ ประกอบด้วย;[25]
- พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท
- สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) หรือ สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่
- สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) หรือ สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย
- เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหม
- เจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) เสนาบดีพระคลัง

ผู้แทนอังกฤษ เซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง และแฮร์รี่ปาร์กส์ เสนอร่างข้อสัญญาแก่คณะผู้แทนพระองค์ ประกอบด้วยข้อเสนอได้แก่[1] 1. ขอให้ชาวอังกฤษสามารถเข้ามาพักอาศัย รวมทั้งซื้อถือครองที่ดินในพระราชอาณาจักร 2. ขอให้ยุบรวมภาษีศุลกากรที่ไทยจะเก็บจากพ่อค้าอังกฤษเป็นการเก็บภาษีเพียงครั้งเดียว ด้วยอัตราร้อยละสาม 3. ขอให้ไทยยินยอมให้อังกฤษเข้ามาตั้งกงสุลในไทย เพื่อดูแลปกครองคนในบังคับของอังกฤษในไทย คณะผู้แทนพระองค์ต่อรองข้อเสนอของอังกฤษ ให้ชาวอังกฤษอยู่อาศัยได้ในระยะเดินทางไม่เกิน 24 ชั่วโมงจากพระนคร แต่ต้องอยู่ห่างจากพระนคร 200 เส้น และการยินยอมให้อังกฤษเข้ามาตั้งกงสุลในไทยนั้น จะเป็นการบั่นทอนอำนาจอธิปไตยของไทย สมเด็จเจ้าพระยาทั้งสององค์ ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของอังกฤษอย่างยิ่ง[1] ในขณะที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เห็นว่าควรรับข้อเสนอของอังกฤษ ในระหว่างการเจรจานี้ สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ล้มป่วย เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยไม่รับข้อเสนอของอังกฤษ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงไปแจ้งแก่เซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง[2] เป็นเหตุให้เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งกล่าวว่า หากฝ่ายไทยไม่รับข้อเสนอของฝ่ายอังกฤษ เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งจะกลับออกไปจากกรุงเทพโดยทันที[2] และจะไปปรึกษากับกรมการอังกฤษที่ฮ่องกงว่า จะทำอย่างไรกับประเทศสยาม สุดท้ายฝ่ายไทยจึงยอมรับข้อเสนอของอังกฤษ การเจรจาใช้เวลาทั้งสิ้นสิบสองวัน จนกระทั่งปิดตราประทับหนังสือสัญญา เมื่อวันขึ้นสองค่ำเดือนหก จุลศักราช 1217 ตรงกับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2398 ตามบันทึกของเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (เบาว์ริ่งเรียกว่า กลาโหม Kalahome) เป็นผู้มีส่วนสำคัญที่เกื้อหนุนส่งเสริมให้รัฐบาลสยามยอมรับข้อเสนอของอังกฤษ[1] เนื้อหาสำคัญของหนังสือสัญญากรุงเทพมหานครกับกรุงอังกริษเปนทางไมตรีค้าขายกัน (Treaty of Friendship and Commerce between Great Britain and Siam) หรือ สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (Bowring Treaty) ประกอบด้วย;
- อำนาจของกงสุลอังกฤษในไทย: คนในบังคับของอังกฤษในไทย อยู่ภายใต้อำนาจการกำกับดูแลของกงสุล "บันดาการงานของคนที่อยู่ในบังคับอังกฤษซึ่งเข้ามาอยู่ณกรุงเทพมหานคร ก็ต้องฟังบังคับบันชาของกงซุลที่เข้ามาตั้งอยู่ณกรุงเทพมหานคร" หากเกิดข้อขัดแย้งระหว่างคนอังกฤษและคนไทย ในพระราชอาณาจักร กงสุลอังกฤษและเจ้าพนักงานฝ่ายไทยจะ"ร่วมกัน"ชำระตัดสิน "ถ้าคนอยู่ในบังคับอังกฤษจะเกิดวิวาทกันขึ้นกับคนอยู่ในบังคับไท กงซุลกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทจะปฤกษาชำระตัดสีน"
- สิทธิสภาพนอกอาณาเขต: หากเกิดคดีความระหว่างชาวอังกฤษและชาวไทย ให้ดูที่สัญชาติของจำเลยเป็นหลัก หากจำเลยเป็นชาวอังกฤษ คดีนั้นกงสุลอังกฤษจะเป็นผู้ตัดสินด้วยกฎหมายอังกฤษ หากจำเลยเป็นชาวไทย ระบบศาลตุลาการของไทยจะเป็นผู้ตัดสินด้วยกฎหมายไทย "คนอยู่ในบังคับอังกฤษทำผิด กงซุลจะทำโทษตามกดหมายอังกฤษ คนอยู่ในบังคับไททำผิด ไทจะทำโทษตามกดหมายเมืองไท" ถ้าคนอังกฤษในไทยมีคดีความกันเอง ฝ่ายไทยจะไม่ยุ่งเกี่ยว ถ้าคนไทยมีคดีความกันเอง กงสุลอังกฤษไม่ยุ่งเกี่ยว "ถ้าคนอยู่ในใต้บังคับไทเปนความกันเอง กงซุลไม่เอาเปนธุระ คนอยู่ในบังคับอังกฤษเปนความกันเอง ไทก็ไม่เอาเปนธุระ"
- พาณิชยกรรม: ยกเลิกภาษีปากเรือ "ค่าธรรมเนียมปากเรือที่เคยเรียกแต่ลูกค้าอังกฤษตามสัญาเก่าซึ่งทำไว้ในกฤษศักราช ๑๘๒๖ ปีนั้น จะยอมเลิกเสีย" จัดเก็บอัตราภาษีสินค้าขาเข้าที่ร้อยละสาม จะเสียเป็นเงินหรือเป็นสินค้าก็ได้ "สินค้าฃาเข้าจะต้องเสียภาษี ๑๐๐ ละสาม จะเสียเปนของฤๅจะเสียเปนเงินคิดราคาตามราคาท้องน้ำ สุดแต่ใจเจ้าของจะเสีย" และเสียเพียงครั้งเดียว ตลอดการนำสินค้าเข้ามาขายจนถึงนำสินค้ากลับออกไป "สิ่งนั้นเกิดมาจนได้เปนสินค้าบันทุกกำปั่นออกไป ให้เสียภาษีแต่ชิ้นเดียว" สำหรับภาษีสินค้าขาออก ที่พ่อค้าอังกฤษซื้อออกไปจากไทยนั้น มีการกำหนดพิกัดภาษีสินค้าเฉพาะเป็นรายการแต่ละอย่าง แนบพ่วงท้ายสนธิสัญญา
- การเดินทางและการถือครองที่ดิน: แบ่งอาณาเขตการอยู่อาศัยของชาวอังกฤษในไทยออกเป็นสามชั้นได้แก่
- ชั้นใน ภายใน 200 เส้นรอบพระนคร ชาวอังกฤษอาศัยอยู่ได้แต่ถือครองที่ดินไม่ได้ เว้นแต่ว่าชาวอังกฤษผู้นั้นจะอยู่อาศัยแล้วครบสิบปี หรือรัฐบาลสยามยินยอมให้ซื้อ "พ้นกำแพงออกไปในกำหนด ๒๐๐ เส้น คือ สี่ไมลอังกฤษ เช่าได้ แต่จะซื้อที่ ซื้อไม่ได้ ถ้าอยู่ถึง ๑๐ ปีแล้ว จึ่งจะซื้อได้ ถ้าอยู่ยังไม่ถึง ๑๐ ปี ท่านเสนาบดีจะโปรดให้ซื้อ ก็ซื้อได้"
- ชั้นกลาง คือ ตั้งแต่พ้น 200 เส้น ห่างออกจากกำแพงเมืองพระนคร จนถึงระยะทาง 24 ชั่วโมง ตามกำลังเรือพายไทย ชาวอังกฤษสามารถเดินทาง อยู่อาศัย และถือครองที่ดินได้ "นอกกำหนดสองร้อยเส้นนั้น คนอยู่ในบังคับอังกฤษจะซื้อจะเช่าที่เรือนที่สวนที่ไร่ที่นาตั้งแต่กำแพงเมืองออกไปเดินด้วยกำลังเรือแจวเรือภายทาง ๒๔ ชั่วโมง จะซื้อจะเช่าเมื่อไรก็ซื้อได้เช่าได้"
- ชั้นนอก ได้แก่ พื้นที่ซึ่งพ้นไปจากระยะเดินทาง 24 ชั่วโมง ตามกำลังเรือพายไทย ชาวอังกฤษไม่สามารถเดินทางพ้นออกไปได้
แฮร์รี่ปาร์กส์แก้ไขข้อสัญญา
[แก้]
เมื่อลงนามปิดตราสนธิสัญญาเบาว์ริ่งนี้แล้วนั้น เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งจึงมอบหมายให้แฮร์รี่ปาร์กส์เดินทางนำสนธิสัญญาไปให้รัฐบาลอังกฤษที่กรุงลอนดอนทำการพิจารณารับรอง แล้วเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งจึงเดินทางกลับฮ่องกง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) หรือ สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ ถึงแก่พิราลัย แปดวันหลังจากที่ปิดตราสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ระหว่างที่แฮร์รี่ปาร์กส์กำลังเดินทางนำสัญญาเบาว์ริ่งไปให้รัฐบาลอังกฤษรับรองนี้ ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ (Franklin Pierce) แห่งสหรัฐอเมริกา ได้แต่งตั้งทาวน์เซนด์ แฮร์ริส (Townsend Harris) กงสุลใหญ่ของสหรัฐอเมริกาประจำญี่ปุ่น ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2398[27] ทาวน์เซนด์ แฮร์ริส ซึ่งเป็นพ่อค้าชาวอเมริกันในจีน ได้ทราบกิตติศัพท์ว่าฝ่ายอังกฤษได้ส่งเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งไปทำสัญญาค้าฉบับใหม่กับไทย นายแฮร์ริสจึงเสนอต่อประธานาธิบดีแฟรงกลินเพียร์ซ ให้ฝ่ายอเมริกาส่งทูตมาเจรจาทำสัญญาฉบับใหม่กับไทยบ้างตามแบบอังกฤษ ประธานาธิบดีเพียร์ซจึงมีคำสั่งในเดือนกันยายน พ.ศ. 2398[27] ให้ทาวน์เซนด์แฮร์ริสเดินทางแวะเข้ามาที่สยาม เพื่อถวายสาส์นจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และเพื่อทำสัญญาฉบับใหม่กับไทย ก่อนที่แฮร์ริสจะเดินทางไปญี่ปุ่น
คณะราชเนติบัณฑิต (Queen's Advocate หรือ Law Officers of the Crown) ของอังกฤษ ทำการตรวจสอบสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง พบว่ามีความครุนเครือและข้อที่ไม่ชัดเจนหลายประการ เช่น
- สนธิสัญญาเบาว์ริ่งฉบับใหม่ ที่ไทยได้ตกลงกับอังกฤษนี้ มีข้อใดบ้างที่หักล้างกับสนธิสัญญาเบอร์นีเดิม มีข้อสัญญาใดบ้างของสนธิสัญญาเบอร์นีเดิม ที่ยังคงมีผลไม่ถูกหักล้างโดยสนธิสัญญาใหม่
- ในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งระบุว่า ให้กงสุลอังกฤษและรัฐบาลสยาม "ร่วมกัน" ปกครองดูแลคนในบังคับของอังกฤษในไทย แต่รัฐบาลอังกฤษต้องการให้ชาวอังกฤษในไทยขึ้นแก่กงสุลอังกฤษแต่ผู้เดียว โดยที่รัฐบาลสยามไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว
- ระยะทางอาณาบริเวณที่รัฐบาลสยามอนุญาตให้ชาวอังกฤษอยู่อาศัยและเดินทาง เป็นระยะทาง 200 เส้นจากพระนคร และระยะทาง 24 ชั่วโมง ตามกำลังเรือพายไทย มีความไม่ชัดเจน ว่าขอบเขตอยู่ที่ใด
รัฐบาลอังกฤษจึงมอบหมายให้แฮร์รี่ปาร์กส์เดินทางมาที่กรุงเทพฯอีกครั้ง เพื่อเจรจาข้อสัญญาที่ไม่ชัดเจน ให้มีความกระจ่าง และเพื่อนำพระราชสาส์นจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเข้ามาถวาย แฮร์รี่ปาร์กส์เดินทางมาถึงเกาะปีนังในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2399 ซึ่งแฮร์รี่ปาร์กส์ได้พบกับทาวน์เซนด์แฮร์ริส ทูตอเมริกาที่กำลังจะเข้ามาทำสัญญากับไทย แฮร์รี่ปาร์กส์และทาวน์เซนด์แฮร์ริสจึงได้ปรึกษาหารือกันเรื่องทำสัญญากับไทย โดยที่แฮร์ริสได้รับสำเนาสนธิสัญญาเบาว์ริ่งไว้เป็นต้นแบบ แฮร์รี่ปาร์กส์เดินทางเข้ามาที่กรุงเทพฯก่อน ในเดือนสี่[25] (มีนาคม พ.ศ. 2399) ด้วยเรือกลไฟชื่อออกแลนด์ (Auckland) ฝ่ายรัฐบาลไทยให้การต้อนรบอย่างสมเกียรติ มีการยิงปืนสลุต แฮร์รี่ปาร์กส์ได้เข้าเฝ้าฯออกใหญ่ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท การต้อนรับทูตแฮร์รี่ปาร์กส์ในครั้งนี้ มีความยิ่งใหญ่กว่าครั้งเมื่อต้อนรับเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง เนื่องจากในครั้งนี้ฝ่ายไทยถือว่านายแฮร์รี่ปาร์กส์เป็นผู้แทนพระองค์ถือพระราชสาส์นจากพระราชินีวิกตอเรีย พร้อมทั้งเครื่องบรรณาการ เข้ามาถวาย[2] และเข้ามานำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งที่รัฐบาลอังกฤษให้การรับรองแล้ว มาเปลี่ยนหนังสือสัญญาประทับตราแผ่นดินสยาม จากนั้นแฮร์รี่ปาร์กส์จึงทำการเจรจาเรื่องข้อสัญญาที่ไม่ชัดเจน
ในระหว่างที่นายแฮร์รี่ปาร์กส์ กำลังเจรจากับรัฐบาลสยาม เรื่องข้อสัญญาที่ไม่ชัดเจนนี้ ทาวน์เซนด์แฮร์ริส ทูตอเมริกาได้เดินทางมาถึงกรุงเทพ ในเดือนห้า[25] (เมษายน) พ.ศ. 2399 ด้วยเรือกลไฟซานฮาซินโต (San Jacinto) ทั้งแฮร์รี่ปาร์กส์ผู้แทนอังกฤษ และทาวน์เซนด์แฮร์ริสผู้แทนอเมริกา ร่วมมือกันยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลสยาม ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทั้งสำหรับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา นำไปสู่การตกลงการแก้ไขสัญญาของนายแฮร์รี่ปาร์กส์ เมื่อวันขึ้นเก้าค่ำเดือนหก จุลศักราช 1218 ตรงกับที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2399 ใจความว่า;
- ระบุอย่างชัดเจนว่า สัญญาข้อใดของสนธิสัญญาเบอร์นีเดิมที่ยกเลิก ข้อสัญญาใดที่ยังมีผล
- ให้คนในบังคับของอังกฤษในไทย ขึ้นแก่กงสุลอังกฤษฝ่ายเดียว "กงซุลอังกฤษจะบังคับการงานของคนในใต้บังคับอังกฤษแต่ผู้เดียว" หากคนอังกฤษเกิดคดีความต่อกัน รัฐบาลไทยจะไม่ยุ่งเกี่ยว และถ้าคนไทยเกิดคดีความต่อกัน กงสุลอังกฤษก็จะไม่ยุ่งเกี่ยว "ถ้าคนในใต้บังคับไทต่อคนในใต้บังคับไทเปนความกันเอง กงซุลอังกฤษไม่เอาเปนธุระ ถ้าคนในใต้บังคับอังกฤษเปนความกันเอง เจ้าพนักงานฝ่ายไทจะไม่ถามไถ่แลว่ากะไรเลย"
- พื้นที่บริเวณชั้นใน ห่าง 200 เส้นจากกำแพงพระนคร ที่ชาวอังกฤษไม่สามารถถือครองที่ดินได้ และอาณาเขตชั้นกลาง ระยะทาง 24 ชั่วโมงกำลังเรือพาย ที่ชาวอังกฤษสามารถเดินทางและถือครองที่ดินได้ มีการปักหมุดแบ่งเขตแดนอย่างชัดเจน

เมื่อนายแฮร์รี่ปาร์กส์ เจรจาข้อตกลงแก้ไขสัญญากับรัฐบาลสยามได้สำเร็จแล้ว จึงเดินทางออกจากกรุงเทพฯไป จากนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงแต่งตั้งคณะผู้แทนพระองค์ ในการเจรจาสัญญากับสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย[25] 1. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท 2. สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) 3. เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) 4. เจ้าพระยารวิวงศ์ฯ (ขำ บุนนาค) 5. เจ้าพระยายมราช (นุช บุณยรัตพันธุ์) นำไปสู่การตกลงหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี (Treaty of Amity and Commerce) ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา เมื่อวันแรมสิบค่ำเดือนหก จุลศักราช 1218[27] ตรงกับวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2399 ซึ่งมีเนื้อความเหมือนกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ที่ไทยได้ตกลงกับอังกฤษก่อนหน้านี้ เกือบทุกประการ ได้แก่ ไทยยินยอมให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งกงสุล ชาวอเมริกันในไทยอยู่ภายใต้อำนาจของกงสุลอเมริกา ยกเลิกภาษีธรรมเนียมค่าปากเรือ เก็บภาษีครั้งเดียวร้อยละสาม แบ่งเขต 200 เส้น และ 24 ชั่วโมงกำลังเรือพาย ที่ชาวอเมริกันในไทยจะสามารถเดินทางได้ สามารถถือครองที่ดินได้[1] เมื่อเจรจาตกลงสัญญากับสยามสำเร็จแล้ว ทาวน์เซนด์แฮร์ริสจึงเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เพื่อไปเจรจาสัญญากับรัฐบาลโชกุนเอโดะต่อไป
คณะทูตมงติญี
[แก้]การเตรียมการ
[แก้]ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในขณะที่อังกฤษได้เข้ามาสร้างอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกล ฝรั่งเศสหลังจากรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทในภูมิภาคเอเชีย ฝรั่งเศสมีอาณานิคมอยู่เพียงแค่ที่อินเดียเมืองปอนดีเชอร์รีเท่านั้น ในสมัยรัชกาลที่ 3 ไทยได้ทำสัญญาเบอร์นี (Burney Treaty) กับอังกฤษ และสัญญาโรเบิร์ตส์ (Roberts Treaty) กับสหรัฐอเมริกา ในพ.ศ. 2382 รัฐบาลฝรั่งเศสในสมัยราชาธิปไตยเดือนกรกฎาคม (July Monarchy) ได้ตั้งกงสุลขึ้นที่เมืองสิงคโปร์ของอังกฤษ และแต่งตั้งให้นายโอแฌ็น แชโญ (Eugène Chaigneau) มาเป็นกงสุลฝรั่งเศสประจำสิงคโปร์คนแรก เป็นการเริ่มต้นขยายอำนาจของฝรั่งเศสในภูมิภาคเอเชียตะวันออก แข่งขันกันกับอังกฤษซึ่งกำลังแผ่ขยายอำนาจเหนือจีนราชวงศ์ชิง ในสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง (First Opium War) นายแชโญเดินทางเข้ามารับตำแหน่งที่สิงคโปร์ในพ.ศ. 2383 และในพ.ศ. 2383 เช่นกัน ในรัชกาลที่ 3 ราชสำนักไทยส่งผู้แทนไปติดต่อกับกงสุลของฝรั่งเศสที่สิงคโปร์ ขอให้ฝรั่งเศสส่งผู้แทนมาทำสัญญาทางการค้ากับไทย[2][28] เฉกเช่นเดียวกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากในขณะนั้นฝ่ายไทยต้องการชาติตะวันตกชาติใหม่มาคานอำนาจกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา[2] แต่ทว่านายแชโญกลับเห็นว่าฝ่ายไทยหวังผลทางการเมืองมากกว่าทางเศรษฐกิจ[2][28] รัฐบาลฝรั่งเศสจึงยังไม่มีความสนใจที่จะทำสัญญาทางการค้ากับไทย และให้ความสำคัญกับการแข่งขันกับอังกฤษในจีนมากกว่า หลังจากที่จีนราชวงศ์ชิงพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่น ฝรั่งเศสได้ฉวยโอกาสนี้ทำสัญญาหวางผู่ (Treaty of Whampoa, จีน: 黃埔條約) กับจีน ในพ.ศ. 2387 โดยที่มีเนื้อหาสัญญาคล้ายคลึงกับสนธิสัญญานานกิง (Treaty of Nanking) ที่อังกฤษได้บังคับให้จีนตกลงเมื่อก่อนหน้านี้ และคล้ายคลึงกับสัญญาที่ฝรั่งเศสกำลังจะตกลงกับไทย ได้แก่ เปิดท่าเรือให้ฝรั่งเศสค้าขายได้อย่างเสรี ให้ฝรั่งเศสตั้งกงสุล ให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่ชาวฝรั่งเศสในจีน กำหนดภาษีขาเข้าอย่างชัดเจน (ต่อมาตกลงที่ร้อยละห้า) และอนุญาตให้บาทหลวงมิชชันนารีคาทอลิกสอนศาสนาในจีนได้อย่างเสรี
ชาร์ลส์ เดอ มงติญี (Charles de Montigny) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกงสุลฝรั่งเศสเมืองเซี่ยงไฮ้เป็นคนแรก ในพ.ศ. 2390 มงติญีเดินทางถึงเมืองเซี่ยงไฮ้และเป็นผู้จัดตั้งเขตปกครองของฝรั่งเศสที่เซี่ยงไฮ้ในพ.ศ. 2392 ในขณะนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ประเทศฝรั่งเศส เกิดการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ (ฝรั่งเศส: Révolution de Février) ในพ.ศ. 2391 ล้มเลิกระบอบราชาธิปไตยของพระเจ้าหลุยส์-ฟิลิป ราชวงศ์ออร์เลอ็อง จัดตั้งสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่สอง (Second French Republic) โดยที่นายหลุยส์-นโปเลียน โบนาปาร์ต (Louis-Napoleon Bonaparte) ซึ่งเป็นพระภาคิไนยของพระจักรพรรดินโปเลียน ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในพ.ศ. 2394 เป็นกิตติศัพท์ไปว่าพระเจ้ากรุงสยามพระองค์ใหม่ทรงมีพระราชไมตรีกับชาติตะวันตก ทำให้ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ต่างเตรียมการเดินทางเข้ามาทำสัญญาฉบับใหม่กับไทย รัฐบาลฝรั่งเศสแต่งตั้งนายโกทีแยร์ (Gauthier) มาเป็นกงสุลฝรั่งเศสคนใหม่ที่สิงคโปร์ และในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2395 รัฐบาลฝรั่งเศสได้แต่งตั้งให้พลเรือเอกลาแกร์ (Laguerre)[2][29] แม่ทัพเรือฝรั่งเศสประจำการอยู่ที่เกาะเซเชลส์ ให้เป็นผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศส เข้ามาเจรจาทำสัญญาทางไมตรีกับไทย แต่ในปีเดียวกันนั้น ประธานาธิบดีหลุยส์-นโปเลียน ทำการปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 จัดตั้งจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง (Second French Empire) ปีต่อมาพ.ศ. 2396 พระจักรพรรดินโปเลียนที่สามทรงแต่งตั้งย้ำอีกครั้งให้พลเรือเอกลาแกร์เป็นราชทูตฝรั่งเศสเข้ามาเจรจาสัญญากับไทย แต่ทว่าในขณะนั้นเกิดสงครามไครเมีย (Crimean War) ทำให้ฝรั่งเศสไม่สามารถแบ่งสรรกองเรือนำราชทูตเข้ามาเจรจากับไทยได้[2] ต่อมาพ.ศ. 2397 บาทหลวงปาเลอกัว ประมุขมิสซังเขตสยาม เดินทางถึงกรุงปารีส เข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่สาม และพระจักรพรรดินีเออเฌนี ถวายพระราชสาสน์จากพระเจ้ากรุงสยาม รวมทั้งถวายพจนานุกรมสัพะ พะจะนะ พาสา ไท (ลาติน: Dictionarium Linguæ Thai) หนังสือเรื่องเล่าเรื่องกรุงสยาม (ฝรั่งเศส: Description du Royaume Thai ou Siam)[18] เพื่อให้พระจักรพรรดินโปเลียนได้รู้จักประเทศสยาม

เมื่อพลเรือเอกลาแกร์ไม่สามารถเดินทางมาที่ไทยได้ ในพ.ศ. 2397 เพียงเก้าวัน[2]หลังจากที่เอิร์ลแห่งคลาเรนดัน (Earl of Clarendon) รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ ได้แต่งตั้งให้เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเป็นผู้แทนพระองค์สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษให้เข้ามาทำสัญญากับไทย พระจักรพรรดินโปเลียนที่สามทรงแต่งตั้งให้นายอัลฟ็องซ์ เดอ บูร์บูลง (Alphonse de Bourboulon)[2][29] เป็นผู้แทนอำนาจเต็มของฝรั่งเศสที่เมืองกวางตุ้ง และเป็นราชทูตคนใหม่เพื่อเดินทางด้วยเรือมาร์โซ (Marceau) เข้ามาทำสัญญากับไทย เมื่อฝ่ายอังกฤษและไทยลงนามประทับตราสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในเดือนเมษายน พ.ศ. 2398 แล้วนั้น ในเดือนสิงหาคม เอิร์ลแห่งคลาเรนดัน รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ ได้ส่งสำเนาสนธิสัญญาเบาว์ริ่งมาให้แก่เคาท์วาเลวสกี้ (Alexandre, comte Colonna-Walewski) รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส (เคานท์วาเลวสกี้เป็นโอรสนอกสมรสของพระจักรพรรดินโปเลียนที่หนึ่ง ที่เกิดกับพระสนมชาวโปแลนด์) เตือนฝ่ายฝรั่งเศสให้รีบเข้ามาทำสนธิสัญญากับไทย อาศัยช่วงเวลาที่ไทยเป็นไมตรีต่อชาวตะวันตก[2] เคาท์วาเลวสกี้จึงเห็นว่าฝ่ายฝรั่งเศสจำต้องรีบส่งราชทูตเข้ามาที่ไทย เพื่อให้ทันกับที่อังกฤษที่ทำสัญญากับไทย เมื่อบูร์บูลงราชทูตฝรั่งเศสที่กวางตุ้งติดภารกิจไม่สามารถเดินทางมาที่ไทยได้ นายมงติญีกงสุลฝรั่งเศสเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่กรุงปารีส จึงรับอาสาเป็นราชทูตเข้ามาที่ไทย พระจักรพรรดินโปเลียนที่สามจึงทรงแต่งตั้งให้นายชาร์ลส์เดอมงติญีเป็นราชทูตฝรั่งเศสเข้ามาทำสัญญาทางพระราชไมตรีกับไทย แต่งตั้งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2398[29] คณะมิสซังต่างประเทศของฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Société des Missions Etrangères de Paris หรือ MEP) ได้ร้องขอต่อมงติญี ให้เจรจาเรื่องเสรีภาพในการสอนศาสนาคริสต์ในไทย ในสัญญาฉบับใหม่ที่ฝรั่งเศสจะเจรจากับไทยด้วย
เคาท์วาเลวสกี้รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศสทำการร่างสัญญาขึ้นจำนวน 22 ข้อ ที่จะตกลงกับไทย โดยที่เคาท์วาเลวสกี้ใช้[2][29] 1. สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ที่อังกฤษได้ตกลงกับไทย ในพ.ศ. 2398 2. สนธิสัญญาหวางผู่ ที่ฝรั่งเศสได้ตกลงกับจีนในพ.ศ. 2387 3. สนธิสัญญาที่ฝรั่งเศสได้ตกลงกับอิหม่ามแห่งมัสกัต (Imamate of Muscat ปัจจุบันคือประเทศโอมาน) เป็นต้นแบบในการร่างสัญญาที่จะตกลงกับไทย โดยที่เนื้อหาสัญญาโดยส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับสัญญาเบาว์ริ่ง[1][2] แต่มีขยายเนื้อความออกไปให้มีความละเอียดมากขึ้นเพื่อความชัดเจน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2398 เคาท์วาเลวสกี้จึงมีคำสั่งให้มงติญีราชทูตทำร่างสัญญาทั้ง 22 ข้อนี้ เข้ามาเจรจากับไทย โดยที่เคาท์วาเลวสกี้มอบหมายให้แก่มงติญีว่า สัญญาที่ฝรั่งเศสจะทำกับไทย ฝ่ายฝรั่งเศสต้องได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่อังกฤษได้จากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง หรืออย่างน้อยต้องได้เท่ากับที่อังกฤษได้ โดยที่ให้ใช้สัญญาที่ฝรั่งเศสทำกับจีนและมัสกัตเป็นต้นแบบ และเคาท์วาเลวสกี้ยังแนะนำมงติญีอีกว่า หากรัฐบาลไทยไม่ยอมเจรจากับฝรั่งเศส ก็ให้ใช้สนธิสัญญาเบาว์ริ่งของอังกฤษทำเป็นสัญญาฝรั่งเศส–ไทยไปเลยโดยไม่ต้องเพิ่มเสริมหรือเติมแต่ง[2][29] นอกจากนี้ มงติญียังได้รับมอบหมายให้ทำการเจรจากับเวียดนามราชวงศ์เหงียน เรื่องเสรีภาพของมิชชันนารีคริสเตียนคาทอลิกในการเผยแผ่ศาสนาในเวียดนาม ซึ่งราชสำนักราชวงศ์เหงียนได้ทำการประหารชีวิตบาทหลวงฝรั่งเศสไปแล้วหลายคน
การเดินทางของมงติญี
[แก้]ชาร์ลส์ เดอ มงติญี ราชทูตฝรั่งเศส อายุ 51 ปี เดินทางออกจากกรุงปารีส ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2398 โดยมีนายเอร์เนสต์-นาโปเลอง โกโด (Ernest-Napoléon Godeaux)[30] อายุ 23 ปี เป็นผู้ช่วย พร้อมกับเครื่องบรรณาการ ที่มงติญีจะนำมาถวายพระเจ้ากรุงสยาม ประกอบด้วยรูปกระจกของพระจักรพรรดินโปเลียนที่สาม และพระจักรพรรดินีเออเฌนี มงติญีเป็นราชทูตฝรั่งเศสคนแรก นับตั้งแต่ซิมง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de la Loubère) ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย เมื่อพ.ศ. 2229 เมื่อประมาณ 170 ปี ก่อนหน้า ฝรั่งเศสมีนโยบายประกาศตนว่าเป็นมหาอำนาจคริสเตียนคาทอลิก เข้าแทรกแซงช่วยเหลือปกป้องประโยชน์และสวัสดิภาพของบาทหลวงมิชชันนารีคาทอลิกในเอเชีย[2] มงติญีจำต้องเดินทางไปเข้าพระสันตะปาปาปิอุสที่ 9 ที่กรุงโรมเสียก่อน เพื่อถวายรายงานพระสันตะปาปาเรื่องสถานการณ์ของมิชชันนารีคาทอลิกในเอเชีย[2] มงติญีได้รับมอบหมายให้เข้ามาทำสัญญากับไทย ให้ทันกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2399 แต่ทว่ามงติญีเดินทางล่าช้าถึงสิงคโปร์ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2399 ซึ่งก่อนหน้านี้ นายแฮร์รี่ ปาร์กส์ (Harry Parkes) ผู้แทนอังกฤษ และนายทาวน์เซนด์ แฮร์ริส (Townsend Harris) ผู้แทนของสหรัฐอเมริกา ได้มาที่สิงคโปร์และได้เดินทางเข้ามาเจรจาทำสัญญากับไทยที่กรุงเทพ สำเร็จลุล่วงไปแล้ว โดยที่สัญญาที่ไทยตกลงกับสหรัฐอเมริกานั้น ลงนามปิดตราในเดือนพฤษภาคม หลังจากที่มงติญีมาอยู่ที่สิงคโปร์แล้วสองสัปดาห์ มงติญีผู้แทนฝรั่งเศสจึงมาไม่ทันอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ที่ได้ทำสัญญากับไทยไปก่อน อีกทั้งที่สิงคโปร์มงติญีประสบปัญหาเรื่องเรือ มงติญีเห็นว่าเรือมาร์โซที่จะนำคณะทูตฝรั่งเศสเข้ามาที่กรุงเทพนั้น เป็นเรือลำเล็กไม่ยิ่งใหญ่ไม่สมเกียรติราชทูตฝรั่งเศส และบรรทุกเครื่องราชบรรณาการชื่อเรือกาปรีซืส (Capricieuse) ยังมาไม่ถึงสิงคโปร์ จะมาถึงในเดือนมิถุนายน[29]
ที่สิงคโปร์ มงติญีได้รับแจ้งจากเคาท์วาเลวสกี้จากปารีสว่า มงติญีได้รับมอบหมายภารกิจเพิ่มเติมคือ นอกจากมงติญีจะต้องไปเจรจากับเวียดนามเรื่องเสรีภาพทางศาสนาแล้ว มงติญีจะต้องทำสัญญาทางการค้ากับเวียดนามแบบเดียวกับที่จะทำกับไทยด้วย และนายโกทีแยร์กงสุลฝรั่งเศสที่สิงคโปร์แจ้งแก่มงติญีว่า นอกจากเจรจากับไทยและเวียดนามแล้ว มงติญีจะต้องเดินทางไปที่กัมพูชาด้วย เนื่องจากเมื่อสามปีก่อนหน้านี้ ในพ.ศ. 2396 สมเด็จพระหริรักษ์รามาฯนักองค์ด้วงกษัตริย์กัมพูชา ได้ส่งผู้แทนนำเครื่องบรรณาการมามอบให้แก่นายโกทีแยร์กงสุลฝรั่งเศสที่สิงคโปร์ ฝากให้นายโกทีแยร์นำเครื่องบรรณาการกัมพูชาไปมอบให้แก่รัฐบาลฝรั่งเศส[31][32] เพื่อเป็นการสานสัมพันธไมตรีระหว่างกัมพูชาและฝรั่งเศส ตามแนะนำของบาทหลวงฝรั่งเศสฌ็อง-โคลด มิช (Jean-Claude Miche) ซึ่งเป็นประมุขเขตมิสซังกัมพูชา (Vicar apostolic of Cambodia) ที่เมืองอุดง ซึ่งรัฐบาลไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 ยังไม่ทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กัมพูชาส่งเครื่องบรรณาการไปให้แก่ฝรั่งเศส แต่สุดท้ายเครื่องบรรณาการของกัมพูชาไปไม่ถึงประเทศฝรั่งเศส โกทีแยร์กงสุลฝรั่งเศสที่สิงคโปร์แจ้งว่า มงติญีต้องเดินทางไปที่กัมพูชา เพื่อชี้แจ้งให้กษัตริย์กัมพูชาได้ทราบว่า เหตุใดเครื่องบรรณาการกัมพูชาจึงไปไม่ถึงเมืองฝรั่งเศส
ที่สิงคโปร์มงติญีได้เขียนจดหมายถึงบาทหลวงปาเลอกัวที่กรุงเทพ แจ้งให้ทราบว่าคณะราชทูตฝรั่งเศสกำลังที่จะเดินทางเข้ามาที่กรุงเทพ และขอให้บาทหลวงปาเลอกัวกราบทูลพระเจ้ากรุงสยาม ให้ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงพระเจ้าเวียดนาม แนะนำตัวราชทูตมงติญีเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่มงติญีในการติดต่อกับราชสำนักเวียดนามราชวงศ์เหงียน บาทหลวงปาเลอกัวชี้แจงแก่มงติญีว่าประเทศสยามและประเทศเวียดนามเป็นศัตรูได้เคยทำสงครามต่อสู้กันเมื่อไม่นานมานี้ การที่จะให้พระเจ้ากรุงสยามมีพระราชหัตถเลขาถึงพระเจ้าเวียดนามนั้นเป็นสิ่งที่ยังไม่อาจกระทำได้ มงติญีไม่พอใจต่อคำตอบนี้ของปาเลอกัวอย่างมาก มงติญีเน้นย้ำต่อบาทหลวงปาเลอกัวว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใด รัฐบาลไทยจะต้องมีจดหมายช่วยนำฝรั่งเศสไปที่เวียดนาม[29] เหตุการณ์นี้ทำให้มงติญีไม่พอใจต่อบาทหลวงปาเลอกัวอย่างมาก
ไทยต้อนรับทูตมงติญี
[แก้]สุดท้ายมงติญีจึงเดินทางออกจากสิงคโปร์เข้ามาที่กรุงเทพ ด้วยเรือสามลำ ได้แก่ 1. เรือกลไฟชื่อกาตีนา (Catinat พงศาวดารไทยเรียกว่า กัสตินัส)[25] 2. เรือกลไฟชื่อมาร์โซ (Marceau) 3. เรือใบชื่อว่ากาปรีซืส (Capricieuse พงศาวดารไทยเรียกว่า กาบรีซีเวอเซอ)[25] ซึ่งบรรทุกขนเครื่องราชบรรณาการเข้ามาถวาย พร้อมกับนายโกโดเป็นผู้ช่วย และมีนายโกลิแยร์ (Collier พงศาวดารไทยเรียกว่า โดดโดวิเล)[25] เป็นผู้บัญชาการกองเรือ ออกจากสิงคโปร์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2399 และมาถึงสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา ในเดือนแปด ขึ้นเจ็ดค่ำ[25] ตรงกับวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2399[29] เนื่องมงติญีต้องการแสดงให้ฝ่ายไทยเห็นว่า ฝรั่งเศสมีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าอังกฤษและสหรัฐอเมริกา มงติญีจึงต้องการให้ฝ่ายไทยต้อนรับคณะทูตของมงติญี ด้วยความยิ่งใหญ่และอลังการกว่าที่ได้ต้อนรับเซอร์จอห์นเบาว์ริ่ง และมีความต้องการที่จะแสดงตนข่มเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเป็นการส่วนตัว[29] มงติญีส่งนายโกโดลงไปเจรจากับพระยาสมุทรบุรานุรักษ์ (เกิด) เจ้าเมืองปากน้ำสมุทรปราการ ว่ามงติญีจะไม่ลงจากเรือมาร์โซจนกว่าฝ่ายไทยจะสามารถจัดหาที่รับรองให้แก่คณะทูตฝรั่งเศสได้อย่างสมเกียรติ และต้องการพักที่ตึกรับแขกเมืองหน้าวัดประยูรวงศ์ ซึ่งเซอร์จอห์นเบาว์ริ่งได้เคยพำนักอยู่ เป็นพิเศษ พระยาสมุทรบุรานุรักษ์ (เกิด) เจ้าเมืองสมุทรปราการ และพระยามหาอรรคนิกร (เหม็น หรือ เม่น) จางวางทหารป้อมปากน้ำ จึงบอกขึ้นไปที่พระนครฯ แต่ทว่าในขณะนั้น ตึกรับทูตหน้าวัดประยูรวงศ์มีนายชาร์ลส์ ฮิลเลียร์ (Charles Hillier) กงสุลอังกฤษอาศัยอยู่ ซึ่งนายฮิลเลียร์ไม่ยินยอมย้ายออกจากตึกรับทูต ฝ่ายไทยจึงตอบให้แก่มงติญีว่า ตึกที่เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเคยพำนักอยู่นั้น มีกงสุลอังกฤษพำนักอยู่ไม่ยอมย้ายออก แต่ฝ่ายไทยจะจัดให้มงติญีพักอยู่ที่บ้านของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ หรือ สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่[25] ซึ่งได้ถึงแก่พิราลัยไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นสถานที่ซึ่งปิดตราลงนามสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง มงติญีทราบแล้วจึงพอใจ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงทราบว่าคณะทูตฝรั่งเศสได้มาถึงที่ปากน้ำ จึงโปรดฯให้เรือพาย 25 ลำ ลงไปรับคณะทูตฝรั่งเศสที่ป้อมปากน้ำ เมื่อวันขึ้นแปดค่ำเดือนแปด[25] (10 กรกฎาคม) เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และเจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) นำเรือพายลงไปถึงปากน้ำ ในวันที่ 12 กรกฎาคม เพื่อต้อนรับทูตมงติญีลงจากเรือ เมื่อมงติญีเดินลงจากเรือมาร์โซ ฝ่ายไทยทำการยิงปืนใหญ่สลุตต้อนรับ 17 นัด และเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้จัดทหารไทยแต่งกายด้วยชุดทหารอังกฤษตั้งแถวต้อนรับ พร้อมทั้งบรรเลงเพลงก็อดเซฟเดอะควีน (God Save The Queen) ของอังกฤษ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งมงติญีเรียกชื่อว่า "กลาโหม" (Kalaoum) พูดจาปราศรัยกับมงติญีด้วยภาษาอังกฤษ กล่าวว่าฝ่ายไทยมีความยินดีที่ได้เจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสอีกครั้ง หลังจากที่ห่างเหินไปนานนับแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เชิญมงติญีลงเรือพายที่ฝ่ายไทยเตรียมไว้ให้ เพื่อเดินทางขึ้นมาที่พระนคร แต่มงติญีปฏิเสธแจ้งว่าต้องการเดินทางด้วยเรือมาร์โซขึ้นไปที่พระนคร เพื่อที่ฝ่ายฝรั่งเศสจะได้ทำความเคารพธงแผ่นดินสยาม[29] ซึ่งฝ่ายไทยยินยอม ในจดหมายถึงกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส มงติญีได้โอ้อวดว่า การที่ฝ่ายไทยยินยอมให้เรือรบของฝรั่งเศสเดินทางขึ้นไปถึงพระนครนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน[29] มงติญีโดยสารเรือมาร์โซเดินทางขึ้นมาถึงป้อมวิไชยประสิทธิ์ที่พระนครในวันขึ้นสิบสองค่ำเดือนแปด[25] ตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2399[29] ที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ได้เสด็จนำคณะผู้แทนพระองค์ทั้งห้าคน ขึ้นมาที่เรือมาร์โซเพื่อต้อนรับมงติญี และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชหัตถเลขาถึงมงติญีเป็นการส่วนพระองค์เป็นภาษาอังกฤษ วันรุ่งขึ้น 15 กรกฎาคม มงติญีออกจากเรือมาร์โซ เรือมาร์โซยิงปืนสลุตทำความเคารพธงแผ่นดินสยามจำนวน 21 นัด ฝ่ายไทยที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์ก็ยิงปืนสลุตทำความเคารพธงฝรั่งเศสตอบคืนอีก 21 นัด[25] แต่ในระหว่างนี้เกิดอุบัติเหตุปืนใหญ่บนเรือมาร์โซระเบิด ทหารฝรั่งเศสบาดเจ็บแขนขาดสองนาย[29] เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์และเจ้าพระยารวิวงศ์นำมงติญีและคณะทูตฝรั่งเศสเดินทางเข้าพำนักที่ตึกบ้านสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ จากนั้นวันต่อมาคณะทูตฝรั่งเศสพร้อมเรือกาตีนาและเรือกาปรีซืสจึงตามมงติญีขึ้นมาที่พระนครฯ
จากนั้นทูตมงติญีจึงจัดหาล่าม บาทหลวงปาเลอกัวได้สัญญาแก่มงติญีว่าจะจัดหาบาทหลวงมิชชันนารีฝรั่งเศสในกรุงเทพมาเป็นล่ามให้แก่มงติญี บรรดาบาทหลวงฝรั่งเศสได้แจ้งแก่มงติญีว่า บาทหลวงปาเลอกัวนั้นมีความสนิทสนมกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ และว่าบาทหลวงปาเลอกัวนั้นได้"กลายเป็นชาวสยามไปเสียแล้ว" ประกอบกับที่มงติญีมีความไม่พอใจต่อบาทหลวงปาเลอกัวเรื่องเวียดนามก่อนหน้านี้ มงติญีจึงไม่ไว้วางใจบาทหลวงปาเลอกัว คิดว่าบาทหลวงปาเลอกัวจะคำนึงถึงประโยชน์ของไทยมากกว่าประโยชน์ของฝรั่งเศส สุดท้ายมงติญีจึงมอบหมายให้บาทหลวงหลุยส์ ลาร์โนดี (Louis Larnaudie) ซึ่งเป็นหนึ่งในบาทหลวงแปดคนที่ไม่ปฏิบัติตามพระราชโองการเมื่อพ.ศ. 2392 มาเป็นล่ามให้แก่มงติญี ในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2399 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯมีพระราชโองการให้เบิกตัวทูตมงติญีมาเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ บาทหลวงปาเลอกัวและบาทหลวงลาร์โนดีนำทูตมงติญีนั่งเกี้ยวเดินทางไปเข้าเฝ้าที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในพระบรมมหาราชวัง (มงติญีระบุว่าเป็นสถานที่เดียวกับที่เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งได้เข้าเฝ้า) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงมีพระราชปฏิสันถารตรัสถามมงติญีว่า เหตุใดมงติญีจึงไม่มีราชสาสน์พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเข้ามาด้วย ในบันทึกของมงติญียอมรับว่าประเด็นเรื่องราชสาสน์เป็นข้อผิดพลาดของฝรั่งเศส เนื่องจากแฮร์รี่ปาร์กส์ได้มีราชสาสน์จากพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ และทาวน์เซนด์แฮร์ริสได้มีสาสน์จากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ฝ่ายไทยมีความคาดหวังเรื่องราชสาสน์อย่างมาก เพราะการที่ทูตถือราชสาสน์มาเป็นการถวายเกียรติยศแด่พระเจ้ากรุงสยาม และเป็นการให้เกียรติแก่ประเทศสยาม มงติญีจึงกราบทูลแก้ว่าหากพระเจ้ากรุงสยามมีพระราชสาสน์ไปถึงพระจักรพรรดิฝรั่งเศส แล้วพระจักรพรรดิฝรั่งเศสจึงจะมีราชสาสน์ตอบกลับมา จากนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจึงตรัสถามมงติญีว่า เหตุใดฝรั่งเศสจึงรั้งรอให้อังกฤษและสหรัฐอเมริกาทำสัญญากับไทยสำเร็จลุล่วงแล้ว จึงค่อยเดินทางเข้ามาทำสัญญา มงติญีกราบทูลแก้ว่าแท้จริงแล้วฝ่ายฝรั่งเศสได้เตรียมการส่งราชทูตเข้ามาทำสัญญากับไทยในช่วงเวลาเดียวกับที่อังกฤษได้เข้ามาทำสัญญา แต่ฝรั่งเศสประสบปัญหาภาวะสงครามในยุโรปและปัญหาอื่นๆทำให้ทูตฝรั่งเศสเดินทางเข้ามาล่าช้า[29]

กำหนดการคณะทูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้าฯออกใหญ่ กำหนดขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2399 มงติญีต้องการให้คณะทูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้าในเวลากลางวัน (แตกต่างจากคณะทูตของอังกฤษและอเมริกา ที่เข้าเฝ้าในเวลากลางคืน) เพื่อให้ฝ่ายไทยเห็นความอลังการของคณะทูตฝรั่งเศส ครั้นถึงกำหนดวันแรมเจ็ดค่ำเดือนแปด[25] หรือวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2399 ฝ่ายไทยจัดพิธีแห่ราชทูตฝรั่งเศสอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ เฉกเช่นพิธีรับราชทูตเดอโชมงและลาลูแบร์ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ นำรูปกระจกของพระจักรพรรดิและพระจักรพรรดินีฝรั่งเศสตั้งขึ้นที่บนบัลลังก์กัญญาเรือพระที่นั่ง โดยมีเรือของทูตมงติญี ซึ่งมีนายมงติญี นายโกโดผู้ช่วย นายโกลีแยร์ผู้บัญชากองเรือฝรั่งเศส และบาทหลวงลาร์โนดีล่าม อยู่ในเรือลำเดียวกัน ติดตามเรือพระที่นั่งมา มีเรือของบาทหลวงปาเลอกัว ตามหลังเรือของมงติญีมาอีกลำหนึ่ง เรือทุกลำมีฝีพายไทยแต่งชุดสีแดง ท้ายที่สุดมีกองเรือฝรั่งเศสตามหลังกระบวนแห่ราชทูต เมื่อแห่ราชทูตฝรั่งเศสมงติญีถึงพระบรมมหาราชวังแล้ว ฝ่ายพระบรมมหาราชวังยิงปืนสลุต 21 นัด ต้อนรับราชทูตฝรั่งเศส ฝ่ายฝรั่งเศสจึงยิงปืนสลุต 17 นัดเป็นการตอบแทน ราชทูตมงติญีขึ้นเสลี่ยงเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง เข้าเฝ้าออกใหญ่ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท[25] ในท้องพระโรงมีพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางเสนาบดีข้าราชการไทยหมอบกราบอยู่โดยพร้อมเพรียง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับบนแท่นราชบัลลังก์ ราชทูตมงติญียืนอยู่หน้าราชบัลลังก์ โดยมีนายโกลีแยร์และบาทหลวงปาเลอกัวยืนขนาบสองข้าง จากนั้นมงติญีจึงโค้งคำนับถวายความเคารพ และอ่านสาสน์ราชทูตเป็นภาษาฝรั่งเศส แล้วบาทหลวงลาร์โนดีล่ามจึงอ่านสาสน์ฉบับแปลภาษาอังกฤษ ทรงมีพระราชปฏิสันถารแสดงความยินดีแก่มงติญี ที่ได้เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย มงติญีทูลเกล้าฯถวายเครื่องบรรณาการจากพระจักรพรรดินโปเลียนที่สามแห่งฝรั่งเศส ได้แก่ รูปกระจกอัมเปรอ และรูปกระจกอัมเปรสมเหสี[25] ปืนใหญ่บาเรียมทอง ฯลฯ ส่วนราชทูตมงติญีนั้นถวายม้า เมื่อเสร็จจากเข้าเฝ้าออกใหญ่แล้ว เจ้าพระยารวิวงศ์ฯ (ขำ บุนนาค) จึงนำราชทูตมงติญีเดินทางเยี่ยมชมวัดวาอารามต่างๆในกรุงเทพ
เจรจาสนธิสัญญาฝรั่งเศส–ไทย
[แก้]หลังจากที่ราชทูตมงติญีได้เข้าเฝ้าออกใหญ่แล้ว ในวันแรมสิบสามค่ำเดือนแปด[25] (30 กรกฎาคม พ.ศ. 2399) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชโองการแต่งตั้งคณะผู้แทนพระองค์ จำนวนห้าคน เพื่อประชุมเจรจาทำหนังสือสัญญากับมงติญี ประกอบด้วย;[25]
- พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท
- สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) หรือ สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย
- เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหม
- เจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) เสนาบดีพระคลัง
- เจ้าพระยายมราช (นุช บุณยรัตพันธุ์) เสนาบดีกรมพระนครบาล
การเจรจาสนธิสัญญาฝรั่งเศส–ไทย เริ่มขึ้นในวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2399 ที่พระราชวังเดิม อันเป็นที่ประทับของกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่ปรึกษาหารือทำสัญญาเบาว์ริ่งและสัญญาแฮร์ริส การเจรจาเนื้อความส่วนใหญ่เป็นด้วยความราบรื่นและรวดเร็ว เนื่องจากข้อสัญญาส่วนใหญ่นั้นตรงกับสัญญาเบาว์ริ่ง ที่ไทยได้ตกลงกับอังกฤษไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังมีบางประเด็น ที่มงติญีต้องการหารือเพิ่มเติม;
- มงติญีต้องการให้รัฐบาลไทย รับรองความปลอดภัยและรับรองทรัพย์สินของชาวฝรั่งเศสในไทย โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ที่พ่อค้าชาวตะวันตกในจีนถูกโจรปล้น แล้วชาวตะวันตกนั้นไม่ได้รับชดเชยจากราชสำนักราชวงศ์ชิง ซึ่งรัฐบาลไทยปฏิเสธในข้อนี้ ให้เหตุผลว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าชาวฝรั่งเศสในไทยมีทรัพย์สินจำนวนเท่าใด มงติญีจึงแก้ไขด้วยการเพิ่มเนื้อหาสัญญาว่า หากชาวฝรั่งเศสถูกปล้นทั้งในทางบกและทางทะเล รัฐบาลสยามจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถในการตามจับตัวผู้ร้ายและนำทรัพย์สินมาคืนให้แก่ชาวฝรั่งเศส[29] แต่รัฐบาลไทยไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องชดใช้หรือชดเชยทรัพย์สินคืนให้แก่ชาวฝรั่งเศส หากฝ่ายรัฐบาลไทยไม่สามารถตามตัวผู้ร้ายหรือทรัพย์สินมาคืนให้แก่ฝรั่งเศสได้
- มงติญีเห็นว่าฝรั่งเศสเป็นประเทศมหาอำนาจ มีสิทธิอำนาจที่จะนำเรือรบไปที่ใดก็ได้ หากฝรั่งเศสถูกจำกัดสิทธิ์ในการเดินเรือจะเป็นความเสียเกียรติแก่ฝรั่งเศส มงติญียืนกรานว่าฝรั่งเศสควรที่จะสามารถนำเรือรบเข้ามาในไทยได้อย่างอิสระ ซึ่งฝ่ายไทยไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง สุดท้ายเนื้อความสัญญาฉบับภาษาฝรั่งเศสและฉบับภาษาไทยมีความคาดเคลื่อนกัน ในประเด็นเรื่อที่ฝรั่งเศสจะนำเรือรบเข้ามาที่ไทย โดยเนื้อความภาษาฝรั่งเศสระบุว่า ฝรั่งเศสสามารถนำเรือรบมาที่เมืองปากน้ำสมุทรปราการได้ และสามารถนำเรือรบขึ้นไปที่พระนครได้[29] โดยที่แจ้งให้แก่รัฐบาลไทยทราบพอเป็นพิธี ส่วนเนื้อความภาษาไทยระบุว่า หากฝรั่งเศสจะนำเรือรบขึ้นมาที่พระนคร จะต้องแจ้งให้แก่รัฐบาลไทยได้ทราบก่อน มิฉะนั้นจะยังนำเรือรบขึ้นมาไม่ได้
- มงติญียอมรับข้อสัญญาที่จำกัดให้ชาวฝรั่งเศสพำนักและถือครองที่ดินในอาณาบริเวณ 200 เส้น โดยรอบพระนคร แต่มงติญีต้องการให้บาทหลวงมิชชันนารีฝรั่งเศสเดินทางออกไปสอนศาสนาตามหัวต่างๆที่ห่างไกลของไทย และต้องการให้นักวิทยาศาสตร์และนักธรรมชาติวิทยาฝรั่งเศส ออกเดินทางไปสำรวจภูมิศาสตร์และชีววิทยาตามเทือกเขาป่าต่างๆของไทย ซึ่งฝ่ายไทยยินยอมให้ข้อนี้แต่มีเงี่อนไขว่า บาทหลวงหรือชาวฝรั่งเศสที่จะเดินทางออกนอกเขต จะต้องทำเรื่องขออนุญาตต่อรัฐบาลไทยเสียก่อน และจะต้องมีหนังสือเดินทางจากรัฐบาลไทยและกงสุล ซึ่งคณะมิสซังฝรั่งเศสคาดว่าบาทหลวงปาเลอกัว ในฐานะประมุขมิสซังสยาม จะมีบทบาทในการอนุญาตให้มิชชันนารีเดินทางออกนอกเขต แต่มงติญีได้กีดกันบาทหลวงปาเลอกัว ไม่ให้เข้ามามีอำนาจในเรื่องนี้ เนื่องจากมงติญีไม่ไว้วางใจบาทหลวงปาเลอกัว และมงติญีอ้างว่าบาทหลวงปาเลอกัวไม่มีอำนาจในทางการปกครอง[29]
- ฝ่ายไทยต้องการให้ฝรั่งเศสให้ความช่วยเหลือแก่เรือของไทย ที่ได้เดินทางไปตามที่ต่างๆในโลก ทั้งที่ฝรั่งเศสและที่ใดในโลกที่มีกงสุลฝรั่งเศสตั้งอยู่ ซึ่งเนื้อความนี้มีต้นแบบมาจากสนธิสัญญาแฮร์ริส ที่ไทยได้ตกลงกับสหรัฐอเมริกาไปก่อนหน้านี้ มงติญียอมรับสัญญาข้อนี้ ด้วยมงติญีคาดการณ์ว่าจะไม่มีเรือไทยเดินทางออกไปตามที่ต่างๆในโลก มากเสียจนเป็นภาระให้แก่ฝรั่งเศส[29]
การเจรจาสัญญาฝรั่งเศส–ไทยนี้ ใช้เวลาเพียงสิบวัน จนสามารถบรรลุข้อสัญญาข้อตกลงเรียบร้อยทุกประการ ในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2399[29] เมื่อเจรจาทำสัญญาฝรั่งเศส–ไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้มีการลงนามปิดตราหนังสือสัญญาในวันศุกร์เดือนเก้าขึ้นสิบสี่ค่ำ ปีมะโรงอัฐศก จุลศักราช 1218[3] ตรงกับวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2399 ที่พระราชวังเดิม เป็นสัญญาภาษาฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง และสัญญาภาษาไทยฉบับหนึ่ง ซึ่งมงติญีเลือกวันที่ 15 สิงหาคมนี้ เป็นวันลงนามสนธิสัญญา เนื่องจากวันที่ 15 สิงหาคมนี้ เป็นวันที่ฝรั่งเศสจะฉลองวันคล้ายวันประสูติของพระจักรพรรดินโปเลียนที่หนึ่ง[2] เมื่อลงนามปิดตราสัญญาแล้วฝ่ายไทยที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์จึงยิงปืนใหญ่สลุต 21 นัด เรือรบฝรั่งเศสที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์จึงยิงปืนสลุตอีก 21 นัด เป็นการตอบแทน[25] มงติญีมอบหมายให้ผู้ช่วยคือนายโกโด เดินทางนำสัญญานี้ไปที่กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศสเพื่อให้รัฐบาลฝรั่งเศสปิดตรารับรอง พระเจ้ากรุงสยามทั้งสองพระองค์พระราชทานของนำไปถวายพระจักรพรรดิฝรั่งเศส ประกอบด้วย กลองมโหระทึก ฆ้องใหญ่ทองเหลือง แหวนประดับเพชร ผ้าไหมดิ้นทอง รวมทั้งสัตว์ป่าหายากต่างๆ ได้แก่ ช้างพังช้างพลายอย่างละช้าง สมเสร็จ กระทิงใหญ่ เลียงผา ลิงชะนี นกยูง ฯลฯ[33] แต่ทว่าของพระราชทานเหล่านี้ยังไม่สามารถนำออกไปที่ฝรั่งเศสได้ในทันที ต้องรอให้ทางฝ่ายฝรั่งเศสจัดเรือมารับขนส่งออกไป
รัฏฐาธิปัตย์และผู้ลงนามในสัญญา
[แก้]รัฏฐาธิปัตย์
[แก้]ฝรั่งเศส
[แก้]- ซา มายิศตี นาโปเลออนที่สาม อัมเปรอ เด ฝรั่งเศส[3] (Sa Majésté Napoleon III, L'Empereur des Français)[29]
- พระจักรพรรดินโปเลียนที่สาม จักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส
สยาม
[แก้]- พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎ สุทธิสมมุติเทพยพงศ์วงศาดิศวรกระษัตริย์ วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[3] (Phrabath Somdet Phrabaramend Mahamakout Southasamouti Thephaya Phongsavongsadit Vorakasatri Vorakhatya Raxani Karodom Chaturanta Boromma Maha Chakraphati Raxa Sangkat Boroma Thamika Maha Raxathirat Borommanaroth Bophith Phra Chom Klao Chao You Houa)[29] พระเจ้ากรุงสยามพระองค์ที่หนึ่ง (premier Roi de Siam)
- พระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศวร มหิศวเรศรังสรรค์ มหันตวรเดโชไชยมโหฬารคุณ อดุลยเดช สรรพเทเวศรานุรักษ บวรจุลจักรพรรดิราชสังกาศ บวรธรรมิกราชาธิราชบวรนารถบพิตร พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว[3] (Phrabath Somdet Phrabovorentharamesoum Mahisvaret Raxan Mahantavoradexo Xaya Moholan Khoun Adoundet Sarapha Thevesaranouraka Bovora Choula Chakraphati Raxa Sangkat Bovora Thamika Raxa Bophith Phra Pin Klao Chao You Houa)[29] พระเจ้ากรุงสยามพระองค์ที่สอง (second Roi de Siam)
- พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้ากรุงสยามพระองค์ที่หนึ่ง
- พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้ากรุงสยามพระองค์ที่สอง
ผู้ลงนามในสัญญา
[แก้]ฝรั่งเศส
[แก้]- มองซิเออร์ ซาเลอลุยสนิกอลา มาชิมีเลียน เดอมองตีงี (Monsieur Charles-Louis-Nicolas-Maximilien de Montigny) ซึ่งเป็นขุนนางในจำพวกเลเลียงเดอโนระ[3] (Légion d'Honneur)
สยาม
[แก้]- พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท (Phra Chao Nougyathen Kromalouang Vougsathiraxa Sanith) แทนพระราชวงศานุวงศ์[3]
- สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ นรเนตรนารถราชสุริยวงศ์ สกุลพงศปติษฐามุขมาตยาธิบดี ไตรยสรณศรีรัตนธาดา สกลมหารัชชาธิเบนทร ปรเมนทรมหาราชวโรประการ มโหฬารเดชานุภาพบพิตร[3] (Somdet Chao Phraya Boroma Maha Phixayati Naranetra Naroth Raxa Sourya Vongsa Sakonla Phongsa Patittha Moukha Matayathibodi Traya Sarana si Batana Chada Sakonla Maha Raxa xati Benthon Paramenton Maha Raxa Varo Prakan Maho Dexanouphab Bophith)[29] ผู้สำเร็จราชการทั้งพระนคร[3] (chargé du gouvernement de la capitale)
- เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์สมันตพงศพิสุทธมหาบุรุษรัตโนดม (Chao Phraya sisouriyavong Samanta Phonxa Phisoutha Maha Bourout Ratanodom) ที่สมุหพระกลาโหม (ministre de la guerre) ผู้สำเร็จราชการเมืองปากใต้ (chargé du gouvernement général des provinces du sud-ouest)[29]
- เจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี (Chaophraya Ravivongsa Mahakosatibodi) ที่พระคลัง (ministre des affaires étrangères) ผู้สำเร็จราชการเมืองตวันออก (chargé du gouvernement général des provinces du sud-est)[29]
- เจ้าพระยายมราชชาติเสนางคนรินทร มหินทราธิบดีศรีวิไชย ราชมหัยศวริยบริรักษ์ ภูมีพิทักษโลกากร ทัณฑฤทธิธรนครบาล[3] (Chao Phraya Yomarat Xatisenangkha Narinthon Mahintharatibodi Sivixai Raxa Mahaya Souen Borirak Phoumi Phitak Lokakarathanta Ritti Naqhouban)[29] เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายกรมเมือง (ministre de la justice)
- พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ผู้แทนฝ่ายพระบรมวงศานุวงศ์
- สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการในพระนคร
- เจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) เสนาบดีกรมพระคลัง
- เจ้าพระยายมราช (นุช บุณยรัตพันธุ์) เสนาบดีกรมพระนครบาล ต่อมาคือเจ้าพระยาภูธราภัย
เนื้อความข้อสัญญา
[แก้]เนื้อความข้อสัญญาของสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม พ.ศ. 2399 หรือสนธิสัญญามงติญีนี้ โดยส่วนใหญ่เหมือนกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง[1] ซึ่งไทยได้ลงนามกับอังกฤษเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2398 ก่อนหน้าการลงนามสนธิสัญญากับฝรั่งเศสนี้ 1 ปี 4 เดือน รวมทั้งการแก้ไขข้อสัญญา ซึ่งนายแฮร์รี่ ปาร์กส์ (Harry Parkes, ฮารีปาก) ผู้แทนของอังกฤษ เข้ามาเจรจา นำไปสู่การลงนามเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2399[1] สามเดือนก่อนที่นายมงติญีจะเดินทางถึงกรุงเทพฯ อีกทั้งเคานท์วาเลวสกี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส ซึ่งได้รับสำเนาสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง มาจากเอิร์ลแห่งคลาเรนดัน รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ[2] เคานท์วาเลวสกี้จึงใช้สนธิสัญญาเบาว์ริ่งเป็นต้นแบบ ในการร่างเนื้อความสนธิสัญญาที่ฝรั่งเศสจะตกลงกับไทย แต่ขยายความให้ละเอียดมากขึ้น เพื่อให้ข้อสัญญาชัดเจน เคานท์วาเลวสกี้ร่างสัญญา 22 ข้อ[2] แล้วจึงมอบให้แก่มงติญี เมื่อมงติญีเดินทางถึงกรุงเทพ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2399 การเจรจาตกลงสัญญาใช้เวลาเพียงไม่ถึงเดือน[1] เนื่องจากเนื้อความเป็นไปในทางเดียวกันกับสนธิสัญญาที่ไทยตกลงกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาก่อนหน้า ฝ่ายรัฐบาลสยามจึงรับร่างสัญญาที่เคานท์วาเลวสกี้ได้ร่างส่งมาจากปารีสอย่างรวดเร็ว[2]
สนธิสัญญามงติญีนี้ มีข้อสัญญาทั้งหมด 24 ข้อ (เทียบกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ซึ่งมีเพียง 10 ข้อ) สนธิสัญญาฉบับนี้ทำให้ขึ้นทั้งในภาษาฝรั่งเศสและภาษาไทย ซึ่งทั้งฉบับภาษาฝรั่งเศสและฉบับภาษาไทย สามารถใช้อ้างอิงเป็นหลักได้ทั้งคู่ "เอาเป็นแน่ได้ทั้งอักษรไทยอักษรฝรั่งเศส" สนธิสัญญาเริ่มมีผลบังคับใช้หนึ่งปีหลังจากที่ปิดตราสนธิสัญญา หรือเมื่อทางฝ่ายฝรั่งเศสได้ปิดตราแผ่นดินรติไฟสนธิสัญญานี้แล้วนำกลับมาเปลี่ยนหนังสือสัญญาที่กรุงเทพแล้วนั้น มีผลบังคับใช้ได้เลย "กำหนดหนึ่งปีนับแต่วันลงชื่อปิดตราหนังสือสัญญา หรือก่อนยังไม่ครบปีปิดตราสำหรับแผ่นดินแล้วก็เปลี่ยนกันได้ เมื่อใดหนังสือสัญญาเข้ามาเปลี่ยนแล้ว หนังสือสัญญานี้จึงมีอำนาจใช้ได้"[3] หากครบกำหนดเวลา 12 ปี นับแต่ที่ได้ปิดตราสนธิสัญญา หากฝ่ายไทยหรือฝรั่งเศส ประสงค์ที่จะปรับเปลี่ยนแก้ไขข้อสัญญาต่างๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งปี และจะต้องได้รับความยินยอมทั้งสองฝ่ายต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ (สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง และสนธิสัญญาแฮร์ริส ให้ 10 ปี)
จัดตั้งความสัมพันธ์
[แก้]- สัญญาข้อที่ 1 ระบุให้พระเจ้าแผ่นดินของไทยและฝรั่งเศส รวมทั้งพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ต่อไปในอนาคตของไทยและฝรั่งเศส มีพระราชไมตรีต่อกันด้วยดีไปตลอด;
[3]เนื้อความนี้คล้ายคลึงกับสัญญาข้อที่ 1 ของสัญญาเบาว์ริ่งข้อ ๑ ว่า ตั้งแต่นี้ ซา มายิศตี นาโปเลออนที่สาม อัมเปรอเดฝรั่งเศส กับพระเจ้าแผ่นดินเมืองฝรั่งเศสที่จะสืบวงศ์แลราชอิศริยยศต่อไปภายหน้า กับด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งสองพระองค์ ทั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามที่จะสืบพระราชวงศ์แลพระราชอิศริยยศต่อไปต่อไปภายหน้า ให้มีไมตรีรักใคร่กันราบคาบไปภายหน้าไม่รู้สิ้นสุด
- ในสัญญาข้อที่ 1 นี้ ฝรั่งเศสและไทยได้ตกลงเรื่อง ชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favoured Nation) ว่าหากรัฐบาลสยามมอบสิทธิทางกฎหมายและการค้าให้แก่ชาติอื่นใด ชาติฝรั่งเศสจะจะต้องได้รับสิทธิเหล่านั้นด้วยเช่นกันโดยปริยาย ไม่น้อยหน้ากว่าชาติอื่น "ท่านเสนาบดีฝ่ายไทยเอาธุระรักษาคนประเทศอื่นซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯแห่งใด ให้มีผลประโยชน์โดยยิ่งอย่างไร ก็ให้เอาธุระรักษาคนประเทศฝรั่งเศสเหมือนกัน"[3] ซึ่งหลักการเรื่องชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่งนี้ ปรากฏในไทยครั้งแรกในสนธิสัญญาโรเบิร์ตส์[1] (Roberts Treaty) ซึ่งไทยได้ตกลงกับสหรัฐอเมริกา ในพ.ศ. 2376 ในสมัยรัชกาลที่ 3 และปรากฏในสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง "ข้อ๑๐ว่า ถ้าฝ่ายไทยอมให้สิ่งใด ๆ กับชาติอื่น ๆ นอกจากหนังสือสัญญานี้ ก็จะต้องยอมให้อังกฤษแลคนในบังคับอังกฤษเหมือนกัน"
- ฝรั่งเศสจะช่วยเหลือเรือพาณิชย์ของไทยที่ได้ออกไปค้าขายที่ฝรั่งเศส หรือที่ประเทศอื่นใดที่มีกงสุลของฝรั่งเศสตั้งอยู่ "ฝ่ายฝรั่งเศสจะยอมรับเอาเรือรบฝรั่งเศสเอาธุระช่วยเรือลูกค้าฝ่ายไทยในท้องทเล แล้วยอมให้กงสุลฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่เมืองต่างๆประเทศ เอาธุระในการเรือในการคนในฝ่ายไทย ซึ่งไปค้าขายในประเทศเมืองเหล่านั้น ที่มีกงสุลฝรั่งเศสตั้งอยู่ กงสุลฝรั่งเศสจะเอาธุระลูกค้าฝ่ายไทยเหมือนกันกับลูกค้าชาติฝรั่งเศส"[3] ข้อความนี้มาจากสัญญาข้อที่ 1 ของสนธิสัญญาแฮร์ริส ที่ไทยได้ทำกับอเมริกา เมื่อสามเดือนก่อนหน้านี้ ว่าเนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ห่างไกล เรือสินค้าพาณิชย์ของไทยไม่ได้ไปค้าขาย สหรัฐอเมริกาจึงจะให้ความช่วยเหลือแก่เรือสินค้าไทย ที่ไปค้าขายในที่ใดๆในโลกที่มีกงสุลอเมริกาตั้งอยู่ เป็นการชดเชย
สิทธิสภาพนอกอาณาเขต
[แก้]
ฟร็องซัว-หลุยส์ ลาปอร์ต (François-Louis Laporte) เคานท์แห่งกาสเตลโน (comte de Castelnau) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส เป็นกงสุลของฝรั่งเศสที่ไทยอย่างเป็นทางการคนแรก (ก่อนหน้านี้มีกงสุลชั่วคราวสองคน) เดินทางเข้ารับตำแหน่งที่กรุงเทพในพ.ศ. 2401 สัญญาข้อ 2 จัดตั้งอำนาจหน้าที่ของกงสุลฝรั่งเศสในไทย "ข้อ ๒ ว่า ฝ่ายไทยจะยอมให้ชาติฝรั่งเศสตั้งกงสุล"[3] หากว่ากงสุลไม่อยู่ หรือไม่มีกงสุล ให้ผู้ว่าการกงสุลทำหน้าที่แทนได้ โดยที่ฝ่ายไทยจะยินยอมให้ฝรั่งเศสเข้ามาตั้งกงสุล ก็ต่อเมื่อสนธิสัญญาฉบับนี้ได้ไปประทับตราที่ฝรั่งเศส แล้วเข้ามาเปลี่ยนหนังสือสัญญาประทับตราแผ่นดินสยามแล้วเท่านั้น
อาเมเด เกรอัง (Amédée Gréhan) เป็นคนที่มงติญีทูลเกล้าฯให้แต่งตั้งเป็นกงสุลของไทยประจำฝรั่งเศสที่กรุงปารีส ในพ.ศ. 2406 ในราชทินนามพระสยามธุรานุรักษ์ - นอกจากฝรั่งเศสจะเข้ามาตั้งกงสุลในไทยแล้ว ฝ่ายไทยยังสามารถออกไปตั้งกงสุลที่ประเทศฝรั่งเศสได้ด้วยเช่นกัน ฝรั่งเศสเป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่อนุญาตให้ไทยไปตั้งกงสุลที่ประเทศของตนเอง[1]
- หากชาวไทยและชาวฝรั่งเศสเกิดความขัดแย้งต่อกัน รัฐบาลสยามและกงสุลฝรั่งเศสจะร่วมกันว่ากล่าวให้ถูกต้อง "ถ้าคนฝ่ายไทยฝ่ายฝรั่งเศสมีความเกี่ยวข้องกัน เจ้าพนักงานฝ่ายไทยกับกงสุลฝรั่งเศส จะช่วยกันว่ากล่าวระวังรักษาให้ถูกต้องตามข้อสัญญาทุกสิ่งทุกประการ" ข้อความนี้เกิดจากการถกเถียงระหว่างไทยและอังกฤษ ในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งฉบับแรก ระบุว่าให้ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายอังกฤษปกครองดูแลคนในบังคับของอังกฤษร่วมกัน[1] แต่รัฐบาลอังกฤษต้องการให้คนอังกฤษในไทยขึ้นกับกงสุลอังกฤษแต่ฝ่ายเดียว โดยที่ฝ่ายไทยไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว สุดท้ายนายแฮร์รี่ ปาร์กส์ ผู้แทนของอังกฤษ จึงเข้ามาเจรจาเป็นครั้งที่สอง ว่าฝ่ายไทยจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ในคดีความระหว่างคนอังกฤษด้วยกันเอง ที่เกิดขึ้นในไทย "ถ้าคนในใต้บังคับไทต่อคนในใต้บังคับไทเปนความกันเอง กงซุลอังกฤษไม่เอาเปนธุระ ถ้าคนในใต้บังคับอังกฤษเปนความกันเอง เจ้าพนักงานฝ่ายไทจะไม่ถามไถ่แลว่ากะไรเลย" แต่ในสนธิสัญญามงติญีนี้ กลับให้ฝ่ายไทยและฝ่ายฝรั่งเศสมาปกครองดูแลชาวฝรั่งเศสในไทยร่วมกันอีก เหมือนว่ามงติญีจะไม่เคร่งและไม่รอบคอบในเนื้อความเท่ากับผู้แทนจากอังกฤษ
- อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ คดีความระหว่างคนในฝรั่งเศสด้วยกันเอง หรือระหว่างคนฝรั่งเศสกับคนยุโรป ที่เกิดขึ้นในไทย รัฐบาลสยามไม่มีอำนาจตัดสิน เนื่องจากเนื้อความในสัญญาข้อที่ 8 ระบุว่า "ถ้าคนฝ่ายไทยเป็นความกันเองก็ดี หรือเป็นความกับชาติอื่นๆก็ดี กงสุลฝรั่งเศสก็ไม่เอาเป็นธุระ ถ้าคนฝรั่งเศสวิวาทกันเองก็ดี หรือคนฝรั่งเศสวิวาทกับคนประเทศยุโรปอื่นๆก็ดี เจ้าพนักงานฝ่ายไทยก็ไม่เอาเป็นธุระ"[3] ซึ่งข้อความนี้ได้ต้นแบบมาจากข้อสัญญาเบาว์ริ่ง นอกจากนี้ หากคนไทยและคนฝรั่งเศสจะฟ้องคดีความต่อกัน ให้ปรึกษากงสุลและเจ้าพนักงานของตนเอง เพื่อไกล่เกลี่ยกันเสียก่อนในชั้นแรก หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ กงสุลหรือเจ้าพนักงานจะพาตัวโจทย์มายื่นความให้แก่อีกฝ่าย แต่มีข้อยกเว้นว่า หากชาวฝรั่งเศสวิวาทกันจนถึงสิ้นชีวิต ฝ่ายไทยจะขอเข้ามาดูแลจัดการ "เว้นแต่คนฝรั่งเศสวิวาทกันเอง หรือคนฝรั่งเศสวิวาทกับคนประเทศยุโรปอื่นๆเป็นการใหญ่ ถึงยิงปืนฆ่าฟันกันตาย กฎหมายประเทศสยามว่าละเมิดเมืองท่าน"[3] และกงสุลฝรั่งเศสสามารถร้องขอให้ฝ่ายไทยเข้ามาช่วยระงับเหตุวิวาทได้

ภาพสถานกงสุลฝรั่งเศส ประมาณสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งในพ.ศ. 2400 มงติญีได้เช่าที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งเป็นสถานกงสุลฝรั่งเศส ปัจจุบันคือสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย - กงสุลฝรั่งเศสในไทยมีหน้าที่ได้แก่;
- ปกครองดูแลตัดสินคดีความของคนในบังคับฝรั่งเศส ที่เกิดขึ้นในไทย ซึ่งคนในบังคับของฝรั่งเศสตกเป็นจำเลย โดยใช้กฎหมายของฝรั่งเศสเอง
- บังคับให้ชาวฝรั่งเศสในไทยปฏิบัติตามสิทธิสัญญาฉบับนี้
- เป็นผู้แทนคนกลางในการที่ชาวฝรั่งเศสจะมาติดต่อราชการ หรือขอความอนุญาตจากรัฐบาลสยาม เช่น รับรายงานสินค้าที่เรือฝรั่งเศสนำเข้ามาขาย ยื่นขออนุญาตให้ชาวฝรั่งเศสเดินทางออกจากเขตที่กำหนด
- กงสุลฝรั่งเศส ที่รัฐบาลฝรั่งเศสส่งมาประจำที่ไทย จะมีอำนาจเต็มก็ต่อเมื่อได้รับพระราชทานสัญญาบัตรหรืออนุมัติบัตรแล้วเท่านั้น
- ตามหลักของชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง หากรัฐบาลสยามให้สิทธิประโยชน์แก่กงสุลของชาติใดๆ กงสุลฝรั่งเศสจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์นั้นด้วยโดยปริยาย "ถ้าท่านเสนาบดีกรุงเทพมหานคร ยอมให้กงสุลชาติใดๆมีอำนาจผลประโยชน์ประการใด ก็ต้องยอมให้กงสุลฝรั่งเศสมีอำนาจผลประโยชน์อย่างเดียวกัน"[3]
- รัฐบาลสยามไม่มีอำนาจเหนือลูกเรือฝรั่งเศสในไทย[1] ขึ้นกับกงสุลแต่ฝ่ายเดียว "กงสุลฝรั่งเศส กับกัปตันเรือฝรั่งเศส จะต้องบังคับคนในลำกำปั่นฝรั่งเศส ฝ่ายไทยจะไม่เอาเป็นธุระ"
พาณิชยกรรม
[แก้]เนื้อความเรื่องสิทธิการค้า ซึ่งได้ยกมาจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ได้แก่;
- พ่อค้าชาวฝรั่งเศส ที่นำสินค้าเข้ามาค้าขายในไทย สามารถค้าขายกับผู้ใดก็ได้ในไทยโดยตรง โดยที่ไม่ต้องค้าขายผ่านทางพระคลังสินค้า หรือไม่ต้องซื้อขายภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าภาษีนายอากรเหมือนอย่างแต่ก่อน "ข้อ ๕ ว่า คนชาติฝรั่งเศส จะไปเที่ยวค้าขายในประเทศสยามได้โดยสดวก จะซื้อขายสินค้ากับเจ้าของ ไม่ต้องซื้อต่อเจ้าพนักงานต่อเจ้าภาษี ไม่ให้มีผู้ขัดขวางห้ามปราม"[3] แต่ทั้งนี้สินค้าที่ชาวฝรั่งเศสนำเข้ามาขายนั้น ต้องผ่านการเสียภาษีศุลกากรขาเข้าให้เรียบร้อยเสียก่อน
- เฉกเช่นเดียวกับสนธิสัญญาที่ตกลงกับอังกฤษ คือ เรือสินค้าฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาค้าขายที่กรุงเทพ เสียภาษีสินค้าขาเข้าในระดับต่ำ[1] คือ เสียเพียงร้อยละสาม จะเสียเป็นเงินหรือเสียเป็นสินค้าก็ได้ "ข้อ ๑๘ ว่า เรือลูกค้าชาติฝรั่งเศสจะบันทุกสินค้าเข้ามาขายในประเทศสยาม สินค้าขาเข้าต้องเสียภาษีร้อยละสามทุกสิ่ง จะเสียเป็นเงินก็ได้ จะเสียให้เป็นของก็ได้ สุดแต่ใจเจ้าของจะเสีย"[3] โดยจะมีการเก็บภาษีเพียงครั้งเดียว ตลอดการค้าขายในไทย ตั้งแต่นำสินค้าเข้าจนถึงทำสินค้าที่เหลือออก "สินค้าที่ลูกค้าฝรั่งเศสได้เสียภาษีร้อยละสามแล้ว จะไปรวมขายแห่งเดียวหรือจะแบ่งขายให้ลูกค้าไป ไม่ต้องเสียภาษีอีก"[3]
- สำหรับภาษีสินค้าขาออก ที่พ่อค้าฝรั่งเศสซื้อออกไปจากไทยนั้น มีการกำหนดพิกัดภาษีสินค้าเฉพาะอย่างเป็นรายการ แนบพ่วงท้ายสนธิสัญญานี้ ประกอบด้วย สินค้าที่จะต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อขนถ่ายบรรทุกลงเรือ เพื่อนำออกไปขายนอกสยาม จำนวน 52 รายการ และสินค้าที่ต้องเสียภาษีภายใน จำนวน 13 รายการ สินค้าที่ชาวฝรั่งเศสซื้อจากไทย ซึ่งได้เสียภาษีภายในไปแล้วก่อนขนลงเรือออกจากไทย ไม่ต้องเสียภาษีขาออกอีก
- แตกต่างจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่งคือ สนธิสัญญาฝรั่งเศสนี้ ไม่ได้กล่าวถึงการค้าฝิ่น
- ห้ามฝ่ายไทยไม่ให้เพิ่มอัตราภาษีที่ได้ตกลงกันไว้แล้วนี้ "ภาษีสินค้าที่ได้กำหนดไว้ในหนังสือสัญญา อย่าให้มากทวีขึ้นไป"[3]
- ตามหลักของชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง หากรัฐบาลสยามลดภาษีสินค้าให้แก่คนไทยด้วยกันเอง หรือให้แก่ชาติอื่นใด ฝรั่งเศสก็ต้องได้ลดภาษีสินค้านั้นโดยปริยาย "ถ้าฝ่ายไทยลดภาษีค่าธรรมเนียมให้ฝ่ายไทยก็ดี แลลูกค้าชาติอื่นๆก็ดี มากน้อยเท่าใด ก็ต้องลดให้ลูกค้าฝรั่งเศสเหมือนกัน"
- ข้อยกเว้นเกี่ยวกับสินค้า:
- สินค้าที่รัฐบาลสยามห้ามนำเข้ามาค้าขาย ชาวฝรั่งเศสจะนำเข้ามาขายไม่ได้
- สินค้าสามอย่าง ได้แก่ ข้าว ปลา และเกลือ หากฝ่ายไทยเห็นว่ามีความขัดสน ข้าวปลาอาหารขาดแคลน ฝ่ายไทยสามารถบอกระงับไม่ให้ชาวฝรั่งเศสซื้อออกไปจากไทยได้ "เข้า ปลา เกลือ เมื่อท่านเสนาบดีฝ่ายไทยเห็นว่าจะขัดสน จะห้ามไม่ให้ลูกค้าบันทุกออกไปก็ได้" แต่ฝ่ายไทยต้องทำเรื่องแจ้งแก่กงสุลฝรั่งเศสล่วงหน้า เป็นเวลาหนึ่งเดือนก่อนที่จะห้าม
- กฎหมายสำหรับพ่อค้าฝรั่งเศสที่เข้ามาค้าขายในไทย ที่ต้องรับทราบ ระบุพ่วงท้ายสนธิสัญญาฉบับนี้ ซื้อเนื้อความรายละเอียดนั้นเหมือนกับที่พ่วงท้ายสนธิสัญญาเบาว์ริ่งเกือบทุกประการ
- เมื่อกัปตันเรือฝรั่งเศสเดินทางนำเรือสินค้าฝรั่งเศสมาถึงที่หน้าสันดอนแม่น้ำเจ้าพระยา หรือที่เมืองปากน้ำสมุทรปราการ กัปตันเรือฝรั่งเศสจะต้องนำเรือไปทอดสมอที่ด่านเมืองสมุทรปราการ และแจ้งแก่ทางกรมการเมืองสมุทรปราการ ว่าได้นำอาวุธปืนกระสุนดินดำเข้ามาเป็นจำนวนเท่าใด และต้องนำอาวุธปืนกระสุนดินดำนั้นมอบให้แก่เจ้าพนักงานฝ่ายไทยที่เมืองสมุทรปราการ ฝากดูแลรักษาไว้ และต้องให้ขุนนางไทยเมืองสมุทรปราการ หนึ่งถึงสองคน ลงเรือฝรั่งเศสกำกับขึ้นมาถึงพระนคร หากเรือสินค้าฝรั่งเศสลำใด ลืมหรือฝ่าฝืนไม่ไปฝากอาวุธกระสุนดินดำไว้แก่ทางเมืองสมุทรปราการ จะต้องถูกปรับเป็นเงิน 800 บาท และจะต้องย้อนลงไปดำเนินการที่เมืองสมุทรปราการให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงจะเดินทางขึ้นมาที่พระนครได้[3]
- เมื่อเรือสินค้าฝรั่งเศสเดินทางมาถึงพระนครแล้ว พ่อค้าฝรั่งเศสที่ทำบัญชีรายงานแก่กงสุลฝรั่งเศสว่า นำรายการสินค้าใดเข้ามาบ้างเป็นจำนวนเท่าใด เพื่อให้ฝ่ายไทยได้เก็บภาษี พ่อค้าฝรั่งเศสจะต้องทำบัญชีรายงานแก่กงสุลภายใน 24 ชั่วโมง (เว้นแต่เป็นวันอาทิตย์หรือเป็นวันสำคัญทางศาสนาคริสต์) ถ้าส่งบัญชีรายงานไม่ทันใน 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่มาเทียบท่า หรือทำบัญชีสินค้าตกหล่นไม่ครบ จะต้องถูกปรับเป็นเงิน 400 บาท[3]
- ห้ามไม่ให้พ่อค้าฝรั่งเศสนำสินค้าออกขาย ก่อนที่จะทำการเสียภาษีสินค้าขาเข้าให้แก่ฝ่ายไทยให้เรียบร้อยเสียก่อน หากพ่อค้าฝรั่งเศสลักลอบนำสินค้าออกขายก่อน จะต้องถูกปรับเป็นเงิน 800 บาท
การเดินทางและการถือครองที่ดิน
[แก้]เฉกเช่นเดียวกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง รัฐบาลบาลสยามกำหนดอาณาเขตชั้นในโดยรอบพระนครออกเป็นสามชั้น;
- ชั้นใน คือ อาณาบริเวณ 200 เส้น ห่างออกจากกำแพงเมืองพระนครโดยรอบ ชาวฝรั่งเศสสามารถเข้ามาอยู่อาศัยได้แต่ซื้อถือครองที่ดินไม่ได้ ถ้าจะซื้อได้ด้วยสองเงื่อนไข ได้แก่;
- เข้ามาอาศัยอยู่ในไทยครบ 10 ปี
- รัฐบาลสยามยินยอมให้ซื้อ
- อาณาเขตชั้นในนี้ ได้ปักหมุดไว้บ่งบอกอาณาเขตแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งทำสัญญากับแฮร์รี่ ปาร์กส์ ทิศเหนือที่วัดเขมาภิตารามนนทบุรี ทิศตะวันออกที่บางกะปิ ทิศตะวันตกที่คลองบ้านบางพรม ทิศใต้ที่บางปะแก้ว
- ชั้นกลาง ได้แก่ ตั้งแต่พ้น 200 เส้น ห่างออกจากกำแพงเมืองพระนคร จนถึงระยะทาง 24 ชั่วโมง ตามกำลังเรือพายของไทย ชาวฝรั่งเศสสามารถเข้ามาอยู่อาศัยได้ ซื้อถือครองที่ดินได้ ชาวฝรั่งเศส สามารถเดินทางและพำนักอาศัย ได้ในระยะทางไม่เกิน 24 ชั่วโมง ตามกำลังเรือพาย "คนฝรั่งเศสเข้ามาอาศัยอยู่ได้แต่ที่ใกล้กรุงเทพฯ ในจังหวัดหนทาง ๒๔ ชั่วโมง เข้ามาโดยกำลังเรือแจวเรือพายของไทยในทุกเมื่อทุกเวลา"[3] อาณาเขตนี้ได้ปักหมุดไว้บ่งบอกแล้ว เมื่อครั้งทำสัญญาแฮร์รี่ปาร์กส์ ทิศเหนือถึงกำแพงเมืองเก่าลพบุรี ทิศตะวันออกถึงบางขนาก ถึงเกาะศรีมหาราชา เกาะสีชัง ทิศตะวันตกถึงเมืองสุพรรณบุรี เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี
- เมื่อซื้อและถือครองที่ดินแล้ว ชาวฝรั่งเศสต้องปฏิบัติตามกฏหมายไทย เสียภาษีอาการค่าสวนค่านา เหมือนกับคนไทยทุกประการ หากชาวฝรั่งเศสซื้อที่ดินแล้ว ปล่อยไว้สามปี ไม่ได้ทำการก่อสร้างใดๆ รัฐบาลไทยมีสิทธิที่จะบังคับซื้อที่ดินนั้นคืนในราคาเดิม
- ชั้นนอก คือ พ้นจากระยะทางเรือพาย 24 ชั่วโมงออกไปแล้ว ชาวฝรั่งเศสไม่สามารถเดินทางออกและไม่สามารถซื้อครองที่ดินพ้นจากเขต 24 ชั่วโมงออกไปได้ หากชาวฝรั่งเศสคนใดประสงค์จะเดินทางออกไปพ้นจากเขต 24 ชั่วโมงนี้ จะต้องให้กงสุลทำเรื่องขอหนังสืออนุญาตจากรัฐบาลสยามเสียก่อน และจะต้องถือหนังสือระบุตัวตนประทับตรารัฐบาลสยามด้วย มิฉะนั้นหากเจ้าพนักงานฝ่ายไทยตรวจพบ จะถือว่าเป็นคนที่กำลังหลบหนีความผิดและถูกจับกุมส่งตัวกลับคืนให้แก่กงสุล
- ชาวฝรั่งเศสที่มีความรู้ หากต้องการออกสำรวจพืชพรรณนานาสัตว์ต่างๆ รัฐบาลสยามจะช่วยเหลือ "ถ้าคนฝรั่งเศสมีวิชชา จะขอไปดูสิ่งของต่างๆ แร่แลต้นไม้สัตว์ต่างๆ ก็ให้เจ้าพนักงานฝ่ายไทยช่วยสงเคราะห์ ให้สำเร็จความปรารถนาของพวกนั้น"[3] แต่ถ้าชาวฝรั่งเศสต้องการขุดเหมืองแร่ ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลสยามเสียก่อน
- ชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาไทย หากต้องการเดินทางกลับไปออกจากไทยเมื่อใด สามารถทำได้ตามอิสระ เว้นแต่ว่ารัฐบาลได้ขอต่อกงสุลห้ามไม่ให้ชาวฝรั่งเศสเดินทางออกไปเป็นเฉพาะรายบุคคล "ข้อ ๗ ว่า คนฝรั่งเศสที่เข้ามาอยู่ในประเทศสยาม จะกลับออกไปก็ไปได้ ไม่มีผู้ใดขัดขวาง เว้นแต่เจ้าพนักงานฝ่ายไทยไปชี้แจงบอกกับกงสุลฝรั่งเศสว่า คนฝรั่งเศสคนนี้มีข้อขัดขวางยังไม่ควรจะให้ออกไป กงสุลฝรั่งเศสก็จะมิให้ออกไป"[3]
ศาสนาคริสต์
[แก้]
เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เกี่ยวข้องกับเรื่องที่มิชชันนารีบาทหลวงคาทอลิกฝรั่งเศส เข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกเป็นสำคัญ สนธิสัญญามงติญีฉบับนี้ จึงมีเนื้อความเรื่องมิชชันนารีเผลแผ่ศาสนาเฉพาะออกมา แตกต่างจากสัญญาที่ไทยได้ทำกับอังกฤษและอเมริกา ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เกิดการลงโทษประหัดประหารมิชชันนารีที่ได้เข้ามาเผยแผ่ศาสนา เช่น ที่เวียดนามราชวงศ์เหงียน ถึงแม้ว่าอาณาจักรสยามจะไม่ได้ลงโทษมิชชันนารีถึงขั้นรุนแรง แต่ประเด็นเรื่องสวัสดิภาพของมิชชันนารีเป็นประเด็นที่ฝรั่งเศสให้ความสำคัญ มงติญีเองได้เข้าเฝ้าพระสันตะปาปาปิอุสที่ 9 ที่กรุงโรม[2] ก่อนที่จะเดินทางยังกรุงเทพ
- ชาวฝรั่งเศสในไทยสามารถปฏิบัติศาสนกิจตามแต่ศาสนาของตนได้อย่างเสรี "ข้อ ๓ ว่า บันดาคนฝรั่งเศสจะเข้ามาเที่ยว แลจะเข้ามาอาศัยอยู่ในพระราชอาณาเขตร์ประเทศสยาม จะถือสาสนาของตัว ฝ่ายไทยจะไม่เบียดเบียนห้ามปราม"[3] ซึ่งเนื้อความนี้เหมือนกับสัญญาที่ไทยได้ทำกับอังกฤษและอเมริกาก่อนหน้านี้
- บาทหลวงมิชชันนารีคาทอลิกฝรั่งเศสในไทย สามารถเผยแผ่สั่งสอนศาสนาคริสต์ในไทยได้ "บาดหลวงฝรั่งเศสที่เข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯก่อนๆก็ดี บาดหลวงที่จะเข้ามาอยู่ใหม่ก็ดี จะไปเที่ยวสั่งสอนสาสนาในประเทศสยามก็ได้"[3]
- มิชชันนารีหรือชาวฝรั่งเศส สามารถสร้างโบสถ์ในที่ซึ่งรัฐบาลสยามกำหนดตกลงไว้กับกงสุลฝรั่งเศสแล้วเท่านั้น "จะสร้างวัดขึ้นก็ได้แต่ในที่ท่านเสนาบดีฝ่ายไทย กับกงสุลฝ่ายฝรั่งเศส ปฤกษากำหนดยอมตกลงกันให้ทำจึงจะทำได้"[3]
- บาทหลวงมิชชันนารีสามารถก่อสร้างเปิดโรงเรียนสอนหนังสือ หรือเปิดโรงพยาบาลรักษาคนป่วยได้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย
- หากมิชชันนารีบาทหลวงประสงค์จะเดินทางออกไปเผยแผ่สั่งสอนศาสนาที่หัวเมืองห่างไกล ออกไปนอกเขตที่กำหนด จะต้องมีหนังสือจากเจ้าพนักงานฝ่ายไทยและหนังสือจากกงสุล[3]
อาชญากรรมและการจับกุม
[แก้]- หากชาวฝรั่งเศสและชาวไทยกระทำความผิดทางพระราชอาญาในอาณาจักรสยาม เจ้าพนักงานฝ่ายไทยจะเป็นผู้ดำเนินการจับกุมเท่านั้น เจ้าพนักงานฝ่ายฝรั่งเศสไม่มีสิทธิและอำนาจในการจับกุม
- หากคนฝรั่งเศสกระทำความผิดต่อคนไทย เจ้าพนักงานนครบาลฝ่ายไทยจะเป็นผู้จับกุมชาวฝรั่งเศสนั้น ให้กงสุลนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายฝรั่งเศส "ข้อ ๙ ว่า ถ้าคนฝรั่งเศสเข้ามาอยู่ในประเทศสยามทำผิดต่อไทย เจ้าพนักงานฝ่ายไทยจะจับเอาตัวผู้ที่ทำผิดไปส่งให้กงสุลฝรั่งเศสๆ ต้องทำโทษให้ตามกฎหมายฝรั่งเศส"[3]
- หากคนไทยกระทำความผิดต่อคนฝรั่งเศส ฝ่ายฝรั่งเศสไม่มีสิทธิออกจับกุมคนไทยนั้นเอง กงสุลจะต้องมาแจ้งเรื่องให้แก่ทางนครบาลเสียก่อน แล้วทางนครบาลจึงจะออกทำการจับกุมคนไทยนั้น แล้วจึงนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายไทย "ถ้าคนฝ่ายไทยไปทำผิดต่อคนฝรั่งเศส กงสุลฝรั่งเสศจะมาบอกกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทย เจ้าพนักงานฝ่ายไทยจะจับคนฝ่ายไทยผู้กระทำผิดมาทำโทษให้ตามกฎหมายประเทศสยาม"
- หากเรือสินค้าฝรั่งเศสเข้ามาค้าขายทางทะเล หรือเดินทางค้าขายสินค้าทางบก ในอาณาเขตประเทศสยาม แล้วถูกผู้ร้ายหรือโจรสลัดปล้นตีชิงเอาสินค้าไป รัฐบาลสยามจะต้องเป็นธุระ ส่งกองกำลังออกไปปราบโจรผู้ร้ายนำสินค้ากลับคืนมาให้แก่พ่อค้าฝรั่งเศส ด้วยสุดกำลังความสามารถ แต่หากฝ่ายไทยไม่สามารถนำสินค้าที่ถูกปล้นไปกลับคืนมาให้แก่พ่อค้าฝรั่งเศสได้นั้น ฝ่ายไทยจะต้องชี้แจงให้แก่กงสุลฝรั่งเศสได้รับทราบ แต่ฝ่ายไทยจะไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายสินค้าที่ถูกปล้นไป
- ถ้าลูกเรือสินค้าหรือทหารเรือรบฝรั่งเศสหลบหนี กงสุลหรือกัปตันเรือฝรั่งเศส จะมาแจ้งให้แก่ฝ่ายไทย ให้ฝ่ายไทยติดตามจับกุมตัวคนที่หลบหนีไปนั้น คืนให้แก่ฝรั่งเศส
การนำเรือรบฝรั่งเศสมาที่กรุงเทพ
[แก้]เนื้อความสัญญาข้อที่ 15 และข้อที่ 16 ซึ่งกล่าวถึงการที่ฝ่ายฝรั่งเศสจะนำเรือรบขึ้นมาที่กรุงเทพ สำนวนสัญญาภาษาฝรั่งเศสและภาษาไทย ไม่สอดคล้องกันทั้งหมด โดยที่เนื้อความภาษาไทยระบุว่า;[3]
- เรือรบฝรั่งเศสที่ติดอาวุธ หากเดินทางเข้ามายังสยาม อนุญาตให้ทอดสมออยู่แต่ที่หน้าเมืองปากน้ำสมุทรปราการเท่านั้น ห้ามไม่ให้เดินทางขึ้นมาที่พระนครโดยไม่ได้รับอนุญาต หากเรือรบฝรั่งเศสต้องการเดินทางขึ้นมาที่พระนคร ต้องทำการขออนญาตจากรัฐบาลสยามเสียก่อน
- เรือรบหรือเรือสินค้าฝรั่งเศสที่ชำรุด ต้องการเดินทางมาที่พระนครเพื่อเข้าอู่ซ่อมแซม จะต้องแจ้งแก่ทางการไทย ให้เจ้าพนักงานงานไทยลงไปตรวจสอบเสียก่อน ว่าเรือนั้นชำรุดจริง จึงจะสามารถเดินทางขึ้นมาที่พระนครเพื่อซ่อมเรือได้
ในขณะที่เนื้อความภาษาฝรั่งเศสระบุว่า;
- ฝรั่งเศสสามารถนำเรือรบมาจอดที่เมืองปากน้ำสมุทรปราการได้ และสามารถนำเรือรบขึ้นมาถึงกรุงเทพได้ แต่ฝ่ายฝรั่งเศสต้องแจ้งให้แก่ทางรัฐบาลไทยได้ทราบเสียก่อน แตกต่างจากเนื้อความภาษาไทย คือไม่ได้เน้นย้ำว่าต้องให้รัฐบาลไทยอนุญาตยินยอมเสียก่อน จึงจะสามารถนำเรือรบขึ้นมาที่กรุงเทพได้
- เรือรบหรือเรือสินค้าฝรั่งเศสที่ชำรุด ต้องการที่จะเข้ามาซ่อมแซมในอู่ที่เมืองท่าใดๆของสยาม ไม่มีการระบุว่า จะต้องให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยตรวจสอบเรือฝรั่งเศสว่าชำรุดจริงเสียก่อน แต่กลับเน้นว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของไทย จะต้องให้ความช่วยเหลือซ่อมแซมเรือของฝรั่งเศสอย่างสุดความสามารถ
| เนื้อความฉบับภาษาฝรั่งเศส | เนื้อความฉบับภาษาไทย | |
|---|---|---|
| สัญญาข้อที่ 15 | Les bâtiments de guerre de français pourront pénétrer dans le fleuve et jeter l'ancre à Paknam; mais ils devront avertir l'autorité siamoise pour remonter jusqu'a Bangkok, et s'entendre avec elle relativement à l'endroit où ils pourront mouiller.[29]
แปล: เรือรบฝรั่งเศสอาจเข้ามาที่แม่น้ำ (เจ้าพระยา) และจอดที่ปากน้ำ (สมุทรปราการ) แต่จะต้องแจ้งแก่รัฐบาลสยามเสียก่อน ก่อนที่จะล่องขึ้นไปถึงบางกอก และตกลงกับรัฐบาลสยามว่าจะจอดเรือรบที่ใด |
เรือรบฝรั่งเศสจะเข้ามาทอดอยู่ได้แต่เพียงหน้าด่านเมืองสมุทรปราการ ถ้าจะขึ้นมาถึงกรุงเทพฯ ให้บอกให้เสนาบดีฝ่ายไทยให้รู้ก่อน ท่านเสนาบดีฝ่ายไทยยอมให้ขึ้นมาจอดอยู่ที่ไหน ก็ขึ้นมาจอดได้[3] |
| สัญญาข้อที่ 16 | Si un navires de guerre ou de commerce français en détresse entre dans un port siamois, les autorités locales lui donneront toute faculté pour se réparer, se ravitailler ou continuer son voyage.[29]
แปล: หากเรือรบหรือเรือสินค้าของฝรั่งเศสที่ชำรุด เข้ามาที่ท่าเรือของสยาม เจ้าพนักงานท้องที่ของสยามจะพยายามโดยสุดความสามารถ ในการที่จะซ่อมแซมเรือ เติมเสบียง เพื่อให้เรือฝรั่งเศสสามารถเดินทางต่อไปได้ |
ถ้าเรือรบของฝรั่งเศสก็ดี เรือลูกค้าฝรั่งเศสก็ดี ชำรุดควรจะเข้าอู่ ขุนนางในเรือรบฝรั่งเศสจะต้องบอกกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทย เจ้าพนักงานฝ่ายไทยเห็นว่าเรือชำรุดจริง ควรจะขึ้นมาเข้าอู่ที่กรุงเทพฯ ก็จะให้ขึ้นมาซ่อมแปลงเข้าอู่ที่กรุงเทพฯ[3] |
สัญญาข้อที่ 15 ของสนธิสัญญามงติญีนี้ มีผลกระทบต่อไทย เนื่องจากฝรั่งเศสเป็นชาติตะวันตกเพียงชาติเดียว ที่ได้นำเรือรบเข้ามาที่กรุงเทพด้วยการทูตแบบเรือข่มขู่ที่กรุงเทพฯถึงสองครั้ง ได้แก่;
- ในพ.ศ. 2408 ในสมัยรัชกาลที่ 4 แปดปีหลังจากสนธิสัญญามงติญี กาเบรียล โอเบเรต์ (Gabriel Aubaret) กงสุลฝรั่งเศส ได้นำเรือรบมิตราย (Mitraille) เข้ามาที่กรุงเทพ เพื่อบีบบังคับให้รัฐบาลลงนามในข้อตกลง เดือนเมษายน พ.ศ. 2408 ซึ่งฝ่ายไทยจำต้องสละสิทธิ์เหนือกัมพูชาทุกประการ[2] นำไปสู่การตกลงสนธิสัญญาฝรั่งเศสสยาม พ.ศ. 2410 ซึ่งไทยยอมรับให้กัมพูชาเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส
- ในพ.ศ. 2436 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเวลา 36 ปี หลังจากสนธิสัญญามงติญี ในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 โอกุสต์ ปาวี (Auguste Pavie) กงสุลฝรั่งเศส ตีความสัญญามงติญีข้อที่ 15 นี้ว่า ฝ่ายฝรั่งเศสสามารถนำเรือรบขึ้นมาที่กรุงเทพได้อย่างอิสระ[34] จึงนำเรือรบแองก็องสตัง (Inconstant) และโกแม็ต (Comète) ขึ้นมาที่กรุงเทพ นำไปสู่การปะทะกับฝ่ายไทยที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า และนำไปสู่การที่ฝ่ายไทยจำยอมให้ฝรั่งเศสเข้าครอบครองดินแดงฝั่งซ้าย (ตะวันออก) ของแม่น้ำโขง
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 โอวาท สุทธิวาทนฤพุฒิ. From Extraterritoriality to Equality: Thailand's Foreign Relations 1855-1939. ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ; พ.ศ. ๒๕๖๔.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 ท่านผู้หญิงนิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา. Siam's Foreign Relations in the Reign of King Mongkut, 1851-1868. ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ; พ.ศ. ๒๕๖๖.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 ประมวญหนังสือสัญญาใหญ่และอนุสัญญาระหว่างกรุงสยามกับประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ฉบับลงวันศุกร์ขึ้น ๑๔ ค่ำ ปีมะโรงอัฐศก จ.ศ. ๑๒๑๘ หรือวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๙๙ ค.ศ. ๑๘๕๖ ถึงฉบับลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ค.ศ. ๑๙๒๖ กับคำอธิบายประกอบแลหนังสือสัญญาโบราณ ครั้งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พิมพ์เสร็จเมื่อธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร กรุงเทพฯ.
- 1 2 3 Stefan Halikowski Smith. Creolization and Diaspora in the Portuguese Indies: The Social World of Ayutthaya, 1640-1720. Brill, พ.ศ. 2554.
- ↑ Dirk Van der Cruysse. Siam & the West, 1500-1700. Silkworm Books, พ.ศ. 2545.
- 1 2 3 4 5 6 7 Michael Smithies. Siamese Mandarins on the Grand Tour, 1688-1690. Journal of Siam Society, พ.ศ. 2531.
- ↑ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์. A Diplomatic History of Thailand.
- ↑ Donald Frederick Lach, Edwin J. Van Kley. Asia in the Making of Europe เล่มที่ 3. University of Chicago Press, พ.ศ. 2508.
- 1 2 3 4 E.W. Hutchinson, M.A. Cantab. The Retirement of the French Garrison from Bangkok in the Year 1688. Journal of Siam Society.
- 1 2 3 G.E. Gerini. Historical Retrospect of Junkceylon Island. Journal of Siam Society, พ.ศ. ๒๕๒๙.
- 1 2 3 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๕: จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๒. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงทรามสงวน อภัยรณฤทธิ์ ท.จ. เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ โสภณพิพรรฒธนากร.
- 1 2 3 Michael Smithies. Tachard's Last Appearance in Ayutthaya, 1699. Journal of the Royal Asiatic Society, พ.ศ. 2545.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 Adrien Launay. Histoire de la mission de Siam 1662-1811. พ.ศ. 2463.
- 1 2 3 Société académique indo-chinoise, Paris. Mémoires de la Société académique indo-chinoise. พ.ศ. 2422.
- 1 2 3 4 5 6 ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๗ เรื่องจดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินพระเจ้าเสือแลแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ ภาค ๔. พิมพ์ในงารศพ คุณหญิงผลากรนุรักษ (สงวน เกาไศยนันท์) เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙. พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร
- ↑ ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๘: เรื่องจดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินพระเจ้าบรมโกษฐ ภาค ๕. หม่อมเจ้าธำรงศิริ พิมพ์ในงารปลงศพ คุณหญิงทรงสุเดช (ปริก บุนนาค) เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๙: เรื่อง จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กับ ครั้งกรุงธนบุรีแลกรุงรัตนโกสินทรตอนต้น ภาคที่ ๖. มหาอำมาตย์โท หม่อมเจ้าธำรงศิริ พิมพ์ในการบำเพ็ญกุศล อายุครบ ๕๐ ปี พิมพ์ที่โรงพิมพ์ศรีหงส์.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Jean-Baptiste PALLEGOIX https://irfa.paris/en/missionnaire/0370-pallegoix-jean-baptiste/
- ↑ Robert Costet. Siam-Laos: histoire de la mission. พ.ศ. 2545.
- 1 2 3 Jean-Paul COURVEZY https://irfa.paris/en/missionnaire/0397-courvezy-jean-paul/
- 1 2 3 4 เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๓.
- 1 2 Adrian Launay. Mémorial de la Société des Missions-Étrangères. พ.ศ. 2459.
- 1 2 3 4 ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา. พระราชพงษาวดาร กรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒. ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปีมโรงอัฐศก พ.ศ. ๒๔๕๙; พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทย ณสพานยศเส
- 1 2 ศรัญญู เทพสงเคราะห์. รัฐราชทัณฑ์. มติชน; กรุงเทพ, พ.ศ. 2568.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๔. พิมพ์เป็นที่ระลึก ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงธรรมสารเนติ (อบ บุนนาค); วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๗ ณวัดประยูรวงศาวาส; พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์ ท่าพระจันทร์ พระนคร
- 1 2 3 ตำนานการที่ไทยเรียนภาษาอังกฤษ ใน ประชุมพระนิพนธ์เบ็ดเตล็ด (บางเรื่อง) ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ.
- 1 2 3 Treaties and Other International Acts of the United States of America: Documents 173-200: 1855-1858. พ.ศ. 2474
- 1 2 Charles Meyniard. Le second empire en Indo-Chine (Siam-Cambodge-Annam). Société d'éditions scientifiques, พ.ศ. 2434.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 Henri Cordier. La politique coloniale de la France au début du second empire (Indo-Chine, 1852-1858). Brill; พ.ศ. 2454.
- ↑ Christophe Beyeler. Spectacle à Fontainebleau, l’ambassade du Siam de 1861. https://www.napoleon.org/histoire-des-2-empires/articles/spectacle-a-fontainebleau-lambassade-du-siam-de-1861/
- ↑ Bun Srun Theam. "CAMBODIA IN THE MID-NINETEENTH CENTURY:A QUEST FOR SURVIVAL, 1840-1863" (PDF). Open Research. สืบค้นเมื่อ July 2, 2020.
- ↑ David Chandler. A History of Cambodia. Taylor & Francis, พ.ศ. ๒๕๖๑.
- ↑ The Siam Repository: Containing a Summary of Asiatic Intelligence. Princeton University, พ.ศ. 2415.
- ↑ วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ. กรุงเทพ: โรงพิมพ์กรุงเทพ, พ.ศ. 2547.


