รถไฟฟ้าบีทีเอส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
"BTS" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ BTS (แก้ความกำกวม)
รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา
BTS-Logo.svg
ข้อมูลทั่วไป
รูปแบบรถไฟฟ้ายกระดับ
ระบบระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร [1]
ที่ตั้งกรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ และปทุมธานี
จำนวนสถานี44 (เฉพาะที่เปิดให้บริการ)
เส้นทาง2
ผู้โดยสารต่อวัน731,467 เที่ยวคน
การดำเนินงาน
เปิดเมื่อ5 ธันวาคม พ.ศ. 2542
ส่วนต่อขยายล่าสุด9 สิงหาคม พ.ศ. 2562 (สถานีห้าแยกลาดพร้าว)
เจ้าของสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร
ผู้ดำเนินงานบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
(กลุ่มบีทีเอส)
(สัญญาสัมปทานโครงการ หมด พ.ศ. 2603)[2]
ขบวนรถซีเมนส์ โมดูลาร์ เมโทร
(EMU-A1) : 35 ขบวน
ซีเมนส์ อินสไปโร
(EMU-A2) : 22 ขบวน
ซีเอ็นอาร์ ฉางชุน บอมบาร์ดิเอร์ โมเวีย
(EMU-B1) : 12 ขบวน
ซีเอ็นอาร์ ฉางชุน บอมบาร์ดิเอร์ โมเวีย
(EMU-B2) : 5 ขบวน
ซีอาร์อาร์ซี ฉางชุน บอมบาร์ดิเอร์ โมเวีย
(EMU-B3) : 24 ขบวน
ข้อมูลทางเทคนิค
ระยะทาง50.85 กิโลเมตร (31.60 ไมล์) [3]
จำนวนทางวิ่ง4
รางกว้าง1.435 เมตร
ระบบจ่ายไฟรางที่สาม
ความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง

รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา (อังกฤษ: The Elevated Train in Commemoration of H.M. the King's 6th Cycle Birthday) หรือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือในชื่อที่เรียกกันทั่วไปว่า รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS Skytrain) เป็นระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดปทุมธานี ดำเนินการโดยบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ภายใต้สัมปทานของกรุงเทพมหานคร เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542

เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

รถไฟฟ้า EMU-B1 ขณะเข้ามาใหม่ ของ BTS ขบวนละ 4 ตู้โดยสาร สั่งซื้อเมื่อต้นปี พ.ศ. 2554 ใช้วิ่งหลักในสายสีลม

รถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นระบบรถไฟฟ้าที่ดำเนินการแยกต่างหากจากรถไฟฟ้ามหานคร โดยเกิดขึ้นจากการอนุมัติของกรุงเทพมหานคร ในสมัยพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เนื่องจากขณะนั้นในกรุงเทพมหานครไม่มีระบบขนส่งมวลชนทางราง มีการศึกษาโครงการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าหลายระบบเช่น รถไฟฟ้าลาวาลิน แต่มีแนวโน้มไม่ได้รับการอนุมัติการก่อสร้างจาก คณะรัฐมนตรี ขณะที่การจราจรในกรุงเทพมหานคร ติดขัดอย่างหนัก เนื่องจากปริมาณรถยนต์ที่สะสมเพิ่มมากขึ้น

ต่อมากรุงเทพมหานครอนุมัติสัมปทานการก่อสร้างและจัดการเดินรถให้กับ บริษัท ธนายง จำกัด (ปัจจุบัน คือ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)) ของคีรี กาญจนพาสน์ ในช่วงแรกมีการวางแผนให้สร้างอู่ซ่อมบำรุงบริเวณพื้นที่สวนลุมพินี แต่ปรากฏว่าประชาชนที่ออกกำลังกายในสวนลุมพินีเป็นประจำได้รวมตัวกันประท้วงทางบริษัทว่าเป็นการผิดพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไว้จัดสร้างเพื่อเป็นสวนสาธารณะของประชาชน นอกจากนั้นยังมีการประท้วงขอให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการสร้างรถไฟฟ้าจากโครงสร้างยกระดับลอยฟ้าเป็นอุโมงค์ใต้ดิน ในที่สุดจึงได้มีการย้ายสถานที่ก่อสร้างอู่ซ่อมบำรุงไปใช้ที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นที่ทำการของสถานีขนส่งสายเหนือเดิม (สถานีหมอชิต) ใกล้กับสวนจตุจักร โดยในช่วงแรกก่อนเปิดทำการ รถไฟฟ้าสายนี้ใช้ชื่อว่า รถไฟฟ้าธนายง[4] ตามชื่อบริษัทที่ได้รับสัมปทาน

รถไฟฟ้าบีทีเอสได้มีการก่อสร้างส่วนต่อขยายออกไปเพิ่มเติมอีก 2 ระยะ ซึ่งดำเนินการโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ในส่วนต่อขยายส่วนแรกเป็นส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทส่วนใต้ (เขียวใต้) จากสถานีแบริ่ง ถึงสถานีเคหะฯ ระยะทาง 12.6 กิโลเมตร ซึ่งกรุงเทพมหานครได้มีบันทึกข้อตกลงตามสัญญาว่าด้วยความเข้าใจกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยในการรับโอนโครงการ โดยกรุงเทพมหานครได้รับโอนโครงการและเปิดให้บริการไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561 และในส่วนต่อขยายส่วนที่ 2 เป็นส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทส่วนเหนือ (เขียวเหนือ) จากสถานีหมอชิต ถึงสถานีคูคต ระยะทาง 17.8 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยมีการเปิดให้บริการในส่วนของสถานีห้าแยกลาดพร้าวก่อนเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562 และเปิดต่อไปยังสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปลายปีเดียวกัน ก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบถึงสถานีคูคตภายในปลายปี พ.ศ. 2563

นอกจากส่วนต่อขยายทั้ง 2 ส่วนแล้ว รถไฟฟ้าบีทีเอสยังมีแผนส่วนต่อขยายอีกทั้งหมด 4 ส่วน คือส่วนต่อขยายสายสีลมส่วนใต้ จากสถานีบางหว้า ถึงสถานีตลิ่งชัน เพื่อไปเชื่อมกับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอ่อน, ส่วนต่อขยายสายสีลมส่วนตะวันตก จากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ถึงสถานียศเส เพื่อไปเชื่อมกับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม, ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทส่วนใต้ (เขียวใต้) ระยะที่ 2 จากสถานีเคหะฯ ถึงสถานีบางปู และส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทส่วนเหนือ (เขียวเหนือ) ระยะที่ 3 จากสถานีคูคต ถึงสถานีลำลูกกา ทำให้หากสร้างแล้วเสร็จครบทุกส่วน รถไฟฟ้าบีทีเอสจะมีระยะเส้นทางระบบขนส่งมวลชนเมื่อรวมทั้งสองสายเข้าด้วยกันอยู่ที่ 89 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้เป็นโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

การอนุมัติสัมปทานฉบับใหม่ พ.ศ. 2555[แก้]

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2555 กรุงเทพมหานคร ได้มีการอนุมัติสัญญาสัมปทานฉบับใหม่ให้กับ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ในรูปแบบของ PPP-Netcost เป็นระยะเวลา 30 ปี เพื่อให้กรุงเทพธนาคมสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ในส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทระยะที่ 1 ช่วงอ่อนนุช - แบริ่ง ตลอดจนส่วนต่อขยายในอนาคตที่กรุงเทพมหานคร และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนจะดำเนินการก่อสร้างในอนาคตอันได้แก่ ส่วนต่อขยายสายสีลมระยะที่ 2 ช่วงวงเวียนใหญ่ - บางหว้า ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทระยะที่ 2 ช่วงแบริ่ง - เคหะสมุทรปราการ และส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทระยะที่ 3 ช่วงหมอชิต - สะพานใหม่ - คูคต และส่วนสัมปทานเดิมของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ที่จะหมดสัญญาลงใน พ.ศ. 2572 ได้โดยไม่ขัดต่อ พ.ร.บ. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย โดยอำนาจตามสัญญาสัมปทานฉบับดังกล่าว กรุงเทพธนาคม จะมีสิทธิ์ในการตัดสินใจในการดำเนินการต่าง ๆ ด้วยตนเองทั้งหมด ดังนั้นกรุงเทพธนาคมจึงใช้วิธีการเซ็นสัญญาว่าจ้างให้ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นผู้บริหารและดูแลซ่อมแซมโครงการ (Operation & Maintenance) เพื่อให้บีทีเอสซีสามารถนำขบวนรถชุดเดิมที่มีอยู่แล้วเข้ามาให้บริการในส่วนต่อขยายทั้งหมดได้ทันทีโดยที่ผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนขบวนรถใหม่ให้เป็นของกรุงเทพธนาคม

หลังจากกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นได้ไม่นาน พรรคเพื่อไทย สังเกตเห็นความผิดปกติของสัญญาสัมปทานตลอดจนสัญญาว่าจ้างฉบับดังกล่าว ทั้งการดำเนินการโดยไม่ผ่าน พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 และการดำเนินการแบบเร่งรีบเพื่อให้การดำเนินการแล้วเสร็จ ทั้งหมดเป็นการส่อให้เห็นถึงการแข่งขันแบบไม่เป็นธรรม จากกรณีการปิดกั้นไม่ให้เอกชนรายอื่นเข้าไปมีส่วนร่วมในช่องว่างของโครงการผ่านการประมูล และกรณีการว่าจ้างบีทีเอสซีในราคาที่แพงเกินควร ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนเสียผลประโยชน์กว่าแสนล้านบาทจากการที่ต้องใช้ของราคาแพงและใช้รถไฟฟ้าในราคาที่แพงเกินนโยบายของพรรคตามที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้หาเสียงไว้

พรรคเพื่อไทย โดย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ และนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร โฆษกพรรค จึงได้ยื่นเรื่องนี้ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อให้มีการสอบสวนเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าว อาจเข้าข่ายการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจขัดต่อ พ.ร.บ. ฮั้วประมูล พ.ศ. 2542 และเพื่อเอาผิดกรุงเทพมหานครในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตราที่ 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนสร้างผลเสียให้แก่ประชาชน ดีเอสไอได้รับฟ้อง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กับพวกรวม 11 คน และนิติบุคคล 2 ราย (ได้แก่ นายธนา วิชัยสาร, นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์, นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์, นางนินนาท ชลิตานนท์, ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร, นายประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ, นายอมร กิจเชวงกุล, นายกฤษณ์ เกียรติพนชาติ, นายจุมพล สำเภาพล, นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา, นายคีรี กาญจนพาสน์, บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด, และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)) ในข้อหาร่วมกันประกอบกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภค (กิจการรางรถไฟ) โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือได้รับสัมปทานจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อันเป็นความผิดตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 พ.ศ. 2515 ข้อ 4 และข้อ 16 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84 และมาตรา 86 แต่จากการไต่สวน ตลอดจนการพิจารณาเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พบว่าบีทีเอสซีได้รับการเชิญชวนจากเอกสารที่มีการเปิดเผย โปร่งใส จึงฟังได้ว่าการเข้ามาเป็นคู่สัญญาของบีทีเอสซี เกิดจากความสำคัญผิดในข้อเท็จจริง หรือเข้าใจโดยสุจริตว่า การที่กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการทุกประการอย่างถูกต้องแล้วและเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของราชการหรือที่กำหนดไว้ในขอบเขตของงานหรือที่กำหนดไว้ในทีโออาร์ที่อ้างว่าได้กระทำโดยชอบแล้ว แม้จะเป็นความผิดในส่วนเอกชน ก็ไม่อาจทราบหรือรู้ได้อย่างแน่แท้ อีกทั้งไม่มีข้อเท็จจริงว่ากระทำโดยทุจริตประการอื่น เห็นว่าขาดเจตนาในการร่วมกระทำผิด จึงเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว

การต่อสัมปทานโครงการ พ.ศ. 2562[แก้]

เพื่อเป็นการสนองนโยบายของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ต้องการให้เกิดการบริหารกิจการรางรถไฟในรูปแบบหนึ่งสายหนึ่งผู้ให้บริการ (Single Line Single Operator) เพื่อให้การเดินรถไฟเป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีข้อจำกัด (Through Operation) ใน พ.ศ. 2558 กรุงเทพมหานครจึงยื่นเรื่องไปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อขอให้มีการพิจารณาโอนย้ายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวกลับมาเป็นของกรุงเทพมหานครทั้งหมด โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีคำสั่งตรงไปที่กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทยให้มีการเจรจาเรื่องการดำเนินการโอนย้ายกิจการรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยให้เป็นของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้การเดินรถไฟเป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีข้อจำกัด

ต่อมาใน พ.ศ. 2559 กรุงเทพมหานครได้มีการลงนามในสัญญาว่าด้วยความเข้าใจกับ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. เพื่อให้การให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นของกรุงเทพมหานครแต่เพียงผู้เดียว อย่างไรเสีย รฟม. มีข้อแม้ว่าก่อนการดำเนินการ กรุงเทพมหานคร จะต้องรับผิดชอบค่าก่อสร้างทั้งหมดที่ 6 หมื่นล้านบาท โดยไม่รวมดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และค่าจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดินและการเวนคืนที่ดินกว่า 3,700 ล้านบาท แต่ทางกรุงเทพมหานครกลับแสดงเจตจำนงค์ในการขอชำระค่างานก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2572 เป็นต้นไป เนื่องจากเป็นปีที่สัญญาสัมปทานดั้งเดิมของรถไฟฟ้าบีทีเอสสิ้นสุดลงและทำให้กรุงเทพมหานครมีงบประมาณพอที่จะสามารถชำระค่าก่อสร้างทั้งหมดได้ อย่างไรก็ตามที่ปรึกษาได้พิจารณาแล้วพบว่าถ้ากรุงเทพมหานครจะเริ่มชำระค่าก่อสร้างใน พ.ศ. 2572 จะทำให้จำนวนเงินที่ต้องชำระรวมดอกเบี้ยขึ้นสูงถึงแสนล้านบาท ในสมัย อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงมีแนวคิดที่จะให้เอกชนมารับผิดชอบภาระหนี้สินก้อนนี่แทนกรุงเทพมหานครโดยการนำโครงการเข้ากระบวนการสรรหาเอกชนเข้ามาดำเนินการในรูปแบบของสัญญาการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน หรือ PPP แทน

อย่างไรก็ตามกระบวนการคัดเลือกเอกชนกลับไม่เป็นไปตามแผน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/2562 เรื่องการดำเนินการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยให้กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อเจรจากับบีทีเอสซี และกรุงเทพธนาคม เพื่อหาข้อยุติในการดำเนินการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ผลการเจรจาเบื้องต้น บีทีเอสซียื่นข้อเสนอว่าบริษัทยินดีรับผิดชอบหนี้สินที่เกิดขึ้นทั้งหมดแทนกรุงเทพมหานคร แต่กรุงเทพมหานครจะต้องต่อสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสออกไปอีก 40 ปี โดย 10 ปีแรกให้เป็นช่วงของการลงทุนโดยที่บีทีเอสซีลงทุนในส่วนของระบบรถไฟฟ้าซึ่งเดิมบีทีเอสซีรับจ้างติดตั้งระบบให้กรุงเทพธนาคมตามสัญญาว่าจ้าง และกรุงเทพมหานครลงทุนในส่วนงานโยธาโดยการชำระเงินค่าก่อสร้างคืนให้บีทีเอสซีเป็นรายงวดจนครบ ซึ่งในระหว่างนี้ การดำเนินการจะให้ดำเนินการแยกกัน โดยส่วนสัมปทานเดิม และส่วนต่อขยายสายสีลมระยะที่ 1 (สะพานตากสิน - วงเวียนใหญ่) ยังเป็นส่วนภายใต้ความรับผิดชอบของบีทีเอสซี และส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทระยะที่ 1-2 (อ่อนนุข - เคหะฯ) และส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทระยะที่ 3 (หมอชิต - คูคต) จะยังคงเป็นส่วนภายใต้ความรับผิดชอบของ กรุงเทพธนาคม ตามเดิม เนื่องจากบีทีเอสซีได้ขายรายได้ในอนาคตทั้งหมดของส่วนสัมปทานให้ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) ไปแล้วเมื่อ พ.ศ. 2556 จึงต้องคงระยะเวลาสัมปทานที่เหลือ 10 ปีเพื่อรอให้กองทุนหมดอายุ จากนั้นใน พ.ศ. 2572 จะเป็นการรีเซ็ตสัมปทาน และรวมเส้นทางส่วนต่อขยายทุกสายทางเข้าเป็นสัมปทานเดียวกันแล้วนับหนึ่งใหม่จากวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2572 ไป 30 ปี หรือให้สัมปทานฉบับนี้หมดลงในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2602

ร่างสัมปทานดังกล่าวได้รับความเห็นชอบในเบื้องต้นจากคณะกรรมการตามคำสั่ง คสช. และสภากรุงเทพมหานครเป็นที่เรียบร้อย แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐสภา กลับมีมติไม่เห็นชอบในร่างสัมปทานดังกล่าว เนื่องจาก กมธ. เห็นว่าเมื่อถึง พ.ศ. 2572 สัญญาสัมปทานของบีทีเอสซีจะหมดลงและโครงการจะต้องถูกดึงกลับคืนเป็นของรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลมีส่วนแบ่งในรายได้ค่าโดยสาร และสามารถกำหนดค่าโดยสารให้เป็นธรรมกับประชาชนได้

สายที่เปิดให้บริการ[แก้]

รถไฟฟ้าบีทีเอส เริ่มเปิดให้บริการ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 โดยให้บริการอยู่ทั้งหมด 2 สาย คือ รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบ พระชนมพรรษา สาย ๑ (สายสุขุมวิท) ซึ่งมีระยะทาง จำนวน 36.18 กิโลเมตร และรถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบ พระชนมพรรษา สาย ๒ (สายสีลม) ซึ่งมีระยะทางจำนวน 14.67 กิโลเมตร [5]

โดยมีสถานีทั้งหมด 44 สถานี (นับสถานีสยามซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อทั้ง 2 สายเป็นสถานีเดียว และไม่รวม 2 สถานีโครงการในอนาคต) รวมระยะทางทั้งสิ้น 50.85 กิโลเมตร

เส้นทาง เปิดให้บริการ ต่อขยายล่าสุด สถานีปลายทาง ระยะทาง (กิโลเมตร) จำนวนสถานี
 สายสุขุมวิท  2542 2562 ห้าแยกลาดพร้าว
(จตุจักร)
เคหะฯ
(อำเภอเมืองสมุทรปราการ)
36.18 กิโลเมตร (22.48 ไมล์) 32
 สายสีลม  2542 2556 สนามกีฬาแห่งชาติ
(ปทุมวัน)
บางหว้า
(ภาษีเจริญ)
14.67 กิโลเมตร (9.12 ไมล์) 13
รวม 50.85 กิโลเมตร (31.60 ไมล์) 44

ส่วนต่อขยาย[แก้]

สายสุขุมวิท[แก้]

สายสีลม[แก้]

การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่น[แก้]

จุดเชื่อมต่อ สถานีหมอชิต ไปยังสถานีสวนจตุจักร

รถไฟฟ้ามหานคร[แก้]

จุดเชื่อมต่อระหว่างสถานีศาลาแดง-สถานีสีลม
รหัสสถานี สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีรถไฟฟ้ามหานคร หมายเหตุ
จุดเชื่อมต่อระหว่างสถานีที่เปิดให้บริการแล้ว
BTS N8.svg สถานีหมอชิต  สายเฉลิมรัชมงคล  : สถานีสวนจตุจักร เชื่อมต่อโดยตรง
BTS E4.svg สถานีอโศก  สายเฉลิมรัชมงคล  : สถานีสุขุมวิท เชื่อมต่อด้วยอาคารเชื่อม
BTS S2.svg สถานีศาลาแดง  สายเฉลิมรัชมงคล  : สถานีสีลม เชื่อมต่อด้วยสะพานยกระดับจากตัวสถานีระยะทางประมาณ 150 เมตร
BTS S12.svg สถานีบางหว้า  สายเฉลิมรัชมงคล  : สถานีบางหว้า เชื่อมต่อโดยตรง
จุดเชื่อมต่อระหว่างสถานีในอนาคต
BTS N9.svg สถานีห้าแยกลาดพร้าว  สายเฉลิมรัชมงคล  : สถานีพหลโยธิน เชื่อมต่อด้วยสะพานยกระดับจากตัวสถานีมาเชื่อมกับ
สะพานยกระดับข้ามแยกเดิมของสายสีน้ำเงิน(สะพานยกระดับเดิม เปิดแล้ว)
BTS E1.svg สถานีชิดลม  สายสีส้ม  : สถานีประตูน้ำ เชื่อมต่อด้วยทางเดินยกระดับราชประสงค์นอร์ทวอล์ก ระยะทางประมาณ 400 เมตร
BTS CEN.svg สถานีสยาม
BTS N1.svg สถานีราชเทวี  สายสีส้ม  : สถานีราชเทวี เชื่อมต่อโดยตรง

รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ[แก้]

ทางเดินเชื่อมระหว่างสถานีพญาไทของรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ได้ที่สถานีพญาไท โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยได้สร้างทางเชื่อมต่อโดยตรงจากสถานีพญาไทของโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มายังสถานีพญาไทของรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งสถานีฝั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสได้ติดตั้งประตูเครื่องตรวจตั๋วโดยสารอัตโนมัติเพิ่มเติมบริเวณกลางสถานี ทำให้พื้นที่ที่ผ่านเครื่องตรวจตั๋วโดยสารแล้ว (paid area) ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนในลักษณะเดียวกันกับสถานีสยาม เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ที่จะต่อรถเดินทางไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง[แก้]

รหัสสถานี สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง หมายเหตุ
จุดเชื่อมต่อระหว่างสถานีในอนาคต
BTS N2.svg สถานีพญาไท  สายสีแดงอ่อน  : สถานีพญาไท เชื่อมต่อโดยตรง
BTS S11.svg สถานีวุฒากาศ  สายสีแดงเข้ม  : สถานีวุฒากาศ เชื่อมต่อโดยตรง
BTS W2 opaque.png สถานียศเส  สายสีแดงเข้ม  : สถานียศเส เชื่อมต่อโดยตรง
BTS S18 opaque.png สถานีตลิ่งชัน  สายสีแดงอ่อน  : สถานีตลิ่งชัน เชื่อมต่อโดยตรง

ระบบขนส่งมวลชนรอง[แก้]

รถไฟฟ้าสายสีทอง สถานีกรุงธนบุรี ที่จะเปิดให้บริการเร็วๆนี้
รหัสสถานี สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีระบบขนส่งมวลชนรอง หมายเหตุ
จุดเชื่อมต่อระหว่างสถานีในอนาคต
BTS N17 opaque.png สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ  สายสีชมพู  : สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ เชื่อมต่อโดยตรง
BTS N13 opaque.png สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  สายสีน้ำตาล  : สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประตู 1 เชื่อมต่อโดยตรง
BTS N10 opaque.png สถานีพหลโยธิน 24  สายสีเหลือง  : สถานีพหลโยธิน 24 เชื่อมต่อโดยตรง
BTS E6.svg สถานีทองหล่อ  สายสีเทา  (ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ) : สถานีทองหล่อ เชื่อมต่อโดยตรง
BTS E8.svg สถานีพระโขนง  สายสีเทา  (ช่วงพระโขนง-ท่าพระ) : สถานีพระโขนง เชื่อมต่อโดยตรง
BTS E12.svg สถานีอุดมสุข  สายสีฟ้าอ่อน  : สถานีบางนา เชื่อมต่อด้วยทางยกระดับซูเปอร์สกายวอลก์แยกบางนา
BTS E13.svg สถานีบางนา
BTS E15.svg สถานีสำโรง  สายสีเหลือง  : สถานีสำโรง เชื่อมต่อโดยตรง
BTS S3.svg สถานีช่องนนทรี  สายสีเทา  (ช่วงพระโขนง-ท่าพระ) : สถานีช่องนนทรี เชื่อมต่อโดยตรง
BTS S7.svg สถานีกรุงธนบุรี  สายสีทอง  : สถานีกรุงธนบุรี เชื่อมต่อโดยตรง
BTS S10.svg สถานีตลาดพลู  สายสีเทา  (ช่วงพระโขนง-ท่าพระ) : สถานีตลาดพลู เชื่อมต่อโดยตรง

รถบริการรับส่ง[แก้]

ปัจจุบันมีเอกชนร่วมให้บริการรถรับส่งจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสใกล้เคียงไปยังสถานที่ แต่ละฝ่ายให้บริการอยู่ โดยปัจจุบันมีดังนี้

เส้นทางสายสุขุมวิท
เส้นทางสายสีลม

โดยบริการรถรับส่งดังกล่าวทั้งหมดไม่เสียค่าบริการ ยกเว้นเส้นทางหมอชิต–อิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่เก็บค่าโดยสาร 30 บาทต่อเที่ยว เนื่องจากต้องใช้จ่ายเป็นค่าผ่านทางด่วน

บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างสถานีสะพานตากสิน กับท่าเรือสาทร ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสะพานตากสิน (S6)

ท่าเรือ[แก้]

รถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (Bangkok BRT)[แก้]

สามารถเปลี่ยนไปใช้รถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) สายสาทร–ราชพฤกษ์ ได้ที่สถานีช่องนนทรี โดยเชื่อมต่อกับสถานีสาทร ของรถโดยสารด่วนพิเศษ และที่สถานีตลาดพลูอีกแห่ง โดยเชื่อมต่อกับสถานีราชพฤกษ์ ของรถโดยสารด่วนพิเศษ

รถไฟฟ้าบีทีเอสได้ทำโครงการใช้บัตรโดยสารร่วมกันโดยผู้โดยสาร สามารถใช้บัตรโดยสารบีทีเอสสมาร์ทพาส-บีอาร์ที เพียงใบเดียวในการจ่ายเงินค่าโดยสารได้ แต่ไม่สามารถใช้ในการสะสมคะแนนกับบัตรหนูด่วนพลัสได้ หากใช้บริการของบีอาร์ที เนื่องจากเป็นคนละบริษัท โดยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป สามารถใช้บัตรแรบบิทไปโดยสารบีอาร์ทีได้แล้ว

แผนที่แสดงการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่น[แก้]

แผนที่สถานีรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร (แสดงเส้นทางรถไฟ, บีทีเอส, เอ็มอาร์ที และ เอสเออาร์แอล)
รถไฟสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือ
Unknown BSicon "LSTR"
รถไฟสายใต้
Unknown BSicon "LSTRq" Unknown BSicon "ABZg+r"
ชุมทางบางซื่อ / บางซื่อ
Station on track + Hub
Unknown BSicon "utKBHFaq" + Hub
Unknown BSicon "utHSTq" Unknown BSicon "utSTR+r"
กำแพงเพชร
ประดิพัทธ์
Stop on track
Unknown BSicon "uKINTa" + Hub
+ Hub
Unknown BSicon "utINT" + Hub
หมอชิต / สวนจตุจักร
สามเสน
Station on track Urban stop on track Urban tunnel stop on track
สะพานควาย / พหลโยธิน
สวนจิตรลดา
Unknown BSicon "eHST" Unknown BSicon "ueHST" Urban tunnel stop on track
เสนาร่วม (โครงการ) / ลาดพร้าว
ยมราช
Stop on track Urban stop on track Urban tunnel stop on track
อารีย์ / รัชดาภิเษก
Unknown BSicon "STRc2" Unknown BSicon "STR3" Urban stop on track Urban tunnel stop on track
สนามเป้า / สุทธิสาร
Unknown BSicon "STR+1" Unknown BSicon "STRc4" Urban stop on track Urban tunnel stop on track
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ / ห้วยขวาง
รถไฟสายตะวันออก
Unknown BSicon "ABZg+l" Unknown BSicon "LSTRq"
Urban station on track + Hub
Urban head station + Hub
Urban tunnel station on track
พญาไท บีทีเอส / พญาไท เอสเออาร์แอล / ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
กรุงเทพ (หัวลำโพง) / สนามกีฬาแห่งชาติ
Unknown BSicon "KINTe" + Hub
Urban head station Urban stop on track Urban stop on track Urban tunnel stop on track
ราชเทวี / ราชปรารภ / พระราม 9
หัวลำโพง / สยาม
Unknown BSicon "utKINTa" + Hub
Unknown BSicon "uXBHF-L" + Hub
Unknown BSicon "uXBHF-R" + Hub
Urban station on track + Hub
Urban tunnel station on track + Hub
มักกะสัน / เพชรบุรี
สามย่าน / ราชดำริ
Urban tunnel stop on track Urban stop on track Unknown BSicon "uSTR2"
Unknown BSicon "uSTRl" + Unknown BSicon "uSTRc3"
Unknown BSicon "utKRZ" Unknown BSicon "uSTR+r"
Unknown BSicon "utSTRl" Unknown BSicon "uKRZt"
Unknown BSicon "utSTR+r" + Unknown BSicon "uSTRc1"
Unknown BSicon "uSTR+4" Urban tunnel straight track Urban stop on track
รามคำแหง
ศาลาแดง / สีลม
Unknown BSicon "uINT" + Hub
Unknown BSicon "utINT" + Hub
Urban stop on track Urban tunnel straight track Urban stop on track
ชิดลม / หัวหมาก
ช่องนนทรี / ลุมพินี
Urban stop on track Urban tunnel stop on track Urban stop on track Urban tunnel straight track Urban stop on track
เพลินจิต / บ้านทับช้าง
ศึกษาวิทยา(กำลังก่อสร้าง) / คลองเตย
Unknown BSicon "ueHST" Urban tunnel stop on track Urban stop on track Urban tunnel straight track Urban stop on track
นานา / ลาดกระบัง
สุรศักดิ์ / ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
Urban stop on track Urban tunnel stop on track
Unknown BSicon "uINT" + Hub
Unknown BSicon "utINT" + Hub
Unknown BSicon "utSTRa"
อโศก / สุขุมวิท
Ferry ท่าเรือสาทร สะพานตากสิน
Urban station on track Unknown BSicon "utSTRl" Unknown BSicon "uKRZt" Unknown BSicon "utSTRr" Urban end station in tunnel
สุวรรณภูมิ ท่าอากาศยาน
สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน
Unknown BSicon "uhKRZWae" Urban stop on track
พร้อมพงษ์
กรุงธนบุรี
Urban stop on track Urban stop on track
ทองหล่อ
วงเวียนใหญ่
Urban stop on track Urban stop on track
เอกมัย
โพธิ์นิมิตร
Urban stop on track Urban stop on track
พระโขนง
ตลาดพลู
Urban stop on track Urban stop on track
อ่อนนุช
วุฒากาศ
Urban stop on track Urban stop on track
บางจาก
บางหว้า
Urban end station Urban stop on track
ปุณณวิถี
Urban stop on track
อุดมสุข
Urban stop on track
บางนา
Urban stop on track
แบริ่ง
Urban stop on track
สำโรง
Urban stop on track
ปู่เจ้า
Urban stop on track
ช้างเอราวัณ
Urban stop on track
โรงเรียนนายเรือ
Urban stop on track
ปากน้ำ
Urban stop on track
ศรีนครินทร์
Urban stop on track
แพรกษา
Urban stop on track
สายลวด
Urban end station
เคหะฯ

ทางเดินเข้าอาคาร[แก้]

รหัสสถานี สถานี ทางเดินเข้าอาคาร
BTS N9.svg สถานีห้าแยกลาดพร้าว เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว
BTS N8.svg สถานีหมอชิต อาคาร เดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต (คอนโดมิเนียม)
BTS N3.svg สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โรงภาพยนตร์เซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซ่า และอาคารรอบวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
BTS N2.svg สถานีพญาไท ซีพีทาวเวอร์ 3 อาคาร A และ อาคาร B
BTS N1.svg สถานีราชเทวี โรงแรมเอเชีย (ตั้งแต่เวลา 07.00–23.00 น.)
BTS W1.svg สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ห้างสรรพสินค้าสยามดิสคัฟเวอรี เอ็มบีเคเซ็นเตอร์ และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
BTS CEN.svg สถานีสยาม สยามเซ็นเตอร์, สยามพารากอน, สยามสแควร์วัน, เซ็นเตอร์พ้อยท์ แอท สยามสแควร์, เซ็นทรัลเวิลด์, เกษรวิลเลจ และอมรินทร์พลาซา, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาราชดำริ, เดอะ มาร์เก็ต บาย แพลตตินั่ม และแพลตตินั่ม ช้อปปิ้ง พลาซา (ผ่านทางเดินเชื่อม)
BTS S1.svg สถานีราชดำริ โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพ
BTS S2.svg สถานีศาลาแดง ศูนย์การค้าสีลมคอมเพล็กซ์, ตึกธนิยะ, ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ผ่านทางเชื่อมของสายสีน้ำเงิน)
BTS S3.svg สถานีช่องนนทรี อาคารสาธรธานี, อาคารสาทรสแควร์, อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ และ อาคารคิง เพาเวอร์ มหานคร
BTS S5.svg สถานีสุรศักดิ์ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร
BTS E1.svg สถานีชิดลม เซ็นทรัลเวิลด์ (ผ่านทางเชื่อม), ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาชิดลม, อาคารเมอร์คิวรี่ วิลล์, เอราวัณบางกอก, เกษรวิลเลจ และอมรินทร์พลาซา, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาราชดำริ, เดอะ มาร์เก็ต บาย แพลตตินั่ม และแพลตตินั่ม ช้อปปิ้ง พลาซา (ผ่าน Ratchaprasong Walk) และเซ็นทรัล เอ็มบาสซี (ผ่านเซ็นทรัลชิดลม)
BTS E2.svg สถานีเพลินจิต อาคารปาร์ค เวนเจอร์, อาคารเวฟเพลส และห้างโฮมโปร สาขาเพลินจิต, และเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
BTS E3.svg สถานีนานา อาคาร คิว เฮาส์ สุขุมวิท (คอนโดมิเนียม), โรงแรมไฮแอท รีเจนซี สุขุมวิท และไฮด์ สุขุมวิท (คอนโดมิเนียม)
BTS E4.svg สถานีอโศก อาคารเอ็กซ์เชนจ์, อาคารอินเตอร์เชนจ์ 21, โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท, ศูนย์การค้าไทม์สแควร์, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาสุขุมวิท และโรงแรมเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท, เทอร์มินัล 21 อโศก, โรงแรมปาร์คพลาซา สุขุมวิท, เอ็มสเฟียร์ , โรงแรมโซลาเรีย นิชิเท็ตสึ กรุงเทพ (ในอนาคต)
BTS E5.svg สถานีพร้อมพงษ์ ดิ เอ็มดิสทริค (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์)
BTS E6.svg สถานีทองหล่อ อาคารโนเบิลรีมิกซ์ 2 (คอนโดมิเนียม)
BTS E7.svg สถานีเอกมัย ศูนย์การแพทย์แบงค็อกเมดิเพล็กซ์ เซ็นเตอร์ และอาคารณุศาศิริ สุขุมวิท (คอนโดมิเนียม), ศูนย์การค้าเกตเวย์ เอกมัย, อาคารสหกรณ์กรุงเทพ และโรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ สุขุมวิท
BTS E8.svg สถานีพระโขนง ดับเบิ้ลยู ดิสทริกต์, โรงแรมบีทโฮเทล, เลอรัก คอนโดมิเนียม, สกายวอล์ค คอนโดมิเนียม (โครงการ)
BTS E9.svg สถานีอ่อนนุช เทสโก้ โลตัส สุขุมวิท 50 และ ศูนย์การค้าเซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซา สุขุมวิท
BTS E11.svg สถานีปุณณวิถี ทรู ดิจิทัล พาร์ค และ วัดธรรมมงคล
BTS E12.svg สถานีอุดมสุข ศูนย์การค้า แบงค็อก มอลล์ (โครงการ)
BTS E13.svg สถานีบางนา ศูนย์การประชุมนานาชาติไบเทค บางนา (ฮอลล์ 98-99), ศูนย์การประชุมภิรัช และอาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค, อาคารเดอะคอสท์ บางนา (คอนโดมิเนียม) และ ศูนย์การค้า แบงค็อก มอลล์ (โครงการ)
BTS E15.svg สถานีสำโรง ศูนย์การค้า อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง
BTS E16.svg สถานีปู่เจ้า ห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สำโรง 2
BTS E21.svg สถานีแพรกษา ศูนย์การค้า โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สมุทรปราการ และ ห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สมุทรปราการ
ในอนาคต สายสุขุมวิทส่วนเหนือ ได้แก่ BTS N11 opaque.png สถานีรัชโยธิน และ BTS N21 opaque.png สถานีโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช มีโครงการสร้างทางเดินเชื่อมต่อไปยัง เอสซีบี ปาร์คพลาซา (ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่), เมเจอร์ รัชโยธิน และ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ตามลำดับ

ระบบรถไฟฟ้า[แก้]

ภายในรถไฟฟ้าซีเมนส์ (EMU-A1)
ซีเอ็นอาร์ ฉางชุน (EMU-B1,EMU-B2)
ภายในรถไฟฟ้าซีเอ็นอาร์ ฉางชุน (EMU-B)
รถไฟฟ้าซีเมนส์ อินสไปโร ขบวน 53 (EMU-A2) ที่ประกอบเสร็จ ณ โรงงานโบซันคาย่า เมืองอังการา ประเทศตุรกี
ภายในรถไฟฟ้าซีเมนส์ อินสไปโร (EMU-A2)
ขบวนรถใหม่จากซีอาร์อาร์ซี ฉางชุน ที่ท่าเรือแหลมฉบัง (EMU-B3)

ซีเมนส์ โมดูลาร์ เมโทร (EMU-A1)[แก้]

ดูบทความหลักที่: ซีเมนส์ โมดูลาร์ เมโทร

สถานะ : ให้บริการทั้งสายสีลม และสายสุขุมวิท

  • ความยาว 4 ตู้ต่อ 1 ขบวน
  • จำนวน 35 ขบวน

รถรุ่นโมดูลาร์ เมโทร (Modular Metro) ที่ประกอบขึ้นเป็นรถ 1 ขบวนมีทั้งหมด 3 แบบคือ

  1. เอ-คาร์ (A-Car) มีระบบขับเคลื่อนและมีห้องคนขับ
  2. บี-คาร์ (B-Car) มีระบบขับเคลื่อนแต่ไม่มีห้องคนขับ (ในอนาคต เมื่อขยายเป็น 6 ตู้)
  3. ซี-คาร์ (C-Car) ไม่มีทั้งระบบขับเคลื่อนและห้องคนขับ

ในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ให้บริการในปัจจุบัน มีเพียงแค่เอ-คาร์และซี-คาร์เท่านั้น โดยใน 1 ขบวนจะมีเอ-คาร์อยู่ที่หัวและท้ายขบวนจำนวน 2 ตู้ และมีซี-คาร์อยู่กลางขบวนรถ 2 ตู้ สามารถต่อพ่วงเพิ่มได้สูงสุดถึง 6 ตู้ต่อ 1 ขบวน มีความยาวอยู่ที่ 65.30 เมตร และมีความกว้าง 3.20 เมตร มีประตูเลื่อนกว้าง 1.40 เมตร จำนวน 32 บานต่อ 1 ขบวน ตัวถังรถทำจากเหล็กปลอดสนิม ติดตั้งระบบปรับอากาศ พร้อมหน้าต่างชนิดกันแสง รถไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนได้โดยใช้แรงดันไฟฟ้า 750 Vdc โดยรับจากรางส่งที่ 3

ความจุผู้โดยสารต่อรถไฟฟ้า 1 ขบวน

  • ความจุผู้โดยสารรวม 1 ขบวน ที่ 8 คน/ตารางเมตร
  • ความจุผู้โดยสาร 1 ตู้ (นั่ง + ยืน)
  • จำนวนที่นั่ง 1 ตู้ 42
  • จำนวนที่นั่ง 1 ขบวน 168 ที่นั่ง

ซีเอ็นอาร์ ฉางชุน บอมบาร์ดิเอร์ โมเวีย (EMU Type-B)[แก้]

สถานะ : ให้บริการทั้งสายสีลม และสายสุขุมวิท

  • ความยาว 4 ตู้ต่อ 1 ขบวน
  • จำนวน 17 ขบวน (กำลังสั่งซื้อเพิ่ม 24 ขบวน)

รถรุ่น ซีเอ็นอาร์ ฉางชุน ที่ประกอบขึ้นเป็นรถ 1 ขบวนมีทั้งหมด 2 แบบคือ

  1. Tc-Car หรือ Trailer Car ไม่มีระบบขับเคลื่อน แต่มีห้องคนขับ
  2. M-Car หรือ Intermediate Car มีระบบขับเคลื่อน แต่ไม่มีห้องคนขับ

ในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ให้บริการในปัจจุบัน จะประกอบไปด้วย Tc-Car และ M-Car โดย Tc-Car จะอยู่ด้านหัวและท้ายขบวน 2 ตู้ และ M-Car จะอยู่กลางขบวน 2 ตู้ สามารถต่อพ่วงได้สูงสุด 6 ตู้ต่อ 1 ขบวน มีความยาวอยู่ที่ 65.30 เมตรและมีความกว้าง 3.2 เมตร มีประตูเลื่อนกว้าง 1.40 เมตร จำนวน 32 บานต่อ 1 ขบวน ตัวถังของขบวนรถทำเหล็กปลอดสนิมและอะลูมิเนียม ติดตั้งระบบปรับอากาศทั้งหมด 8 ยูนิต พร้อมหน้าต่างชนิดกันแสง และมีระบบแผนที่นำทางหรือ Dynamic Route Map ซึ่งทำงานพร้อมกับระบบอาณัติสัญญาณ ติดตั้งอยู่เหนือประตูทุกบาน รถไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนได้โดยใช้แรงดันไฟฟ้า 750 Vdc โดยรับจากรางส่งที่ 3

ความจุผู้โดยสารต่อรถไฟฟ้า 1 ขบวน

  • ความจุผู้โดยสารรวม 1 ขบวน (4 ตู้) ที่ 8 คน/ตารางเมตร ประมาณ 1,490 คน
  • ความจุผู้โดยสารในตู้ Tc-Car (นั่ง + ยืน) ประมาณ 361 คน
  • ความจุผู้โดยสารในตู้ M-Car (นั่ง + ยืน) ประมาณ 384 คน
  • จำนวนที่นั่ง 1 ตู้ 42 ที่นั่ง
  • จำนวนที่นั่ง 1 ขบวน 168 ที่นั่ง

ซีเมนส์ อินสไปโร (EMU-A2)[แก้]

ดูบทความหลักที่: ซีเมนส์ อินสไปโร

สถานะ : ให้บริการทั้งสายสีลม และสายสุขุมวิท (ปัจจุบัน ให้บริการตั้งแต่ขบวน 53 ถึง ขบวน 73 // โดยขบวน 74 อยู่ระหว่างการทดสอบ)

  • ความยาว 4 ตู้ต่อ 1 ขบวน
  • จำนวน 22 ขบวน

รถไฟฟ้าบีทีเอสรุ่น ซีเมนส์ อินสไปโร ที่ประกอบขึ้นเป็นรถ 1 ขบวนมีทั้งหมด 3 แบบคือ

  1. Mc-Car หรือ Motor Car with Cab มีทั้งระบบขับเคลื่อนและห้องคนขับ
  2. M-Car หรือ Motor Car มีระบบขับเคลื่อน แต่ไม่มีห้องคนขับ (ในอนาคต เมื่อขยายเป็น 6 ตู้)
  3. T-Car หรือ Trailer Car ไม่มีทั้งระบบขับเคลื่องและห้องคนขับ

ในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสรุ่นใหม่ จะประกอบไปด้วย Mc-Car และ T-Car โดย Mc-Car จะอยู่ด้านหัวและท้ายขบวน 2 ตู้ และ T-Car จะอยู่กลางขบวน 2 ตู้ สามารถต่อพ่วงได้สูงสุด 6 ตู้ต่อ 1 ขบวน มีความยาวอยู่ที่ 65.30 เมตรและมีความกว้าง 3.12 เมตร มีประตูเลื่อนกว้าง 1.40 เมตร จำนวน 32 บานต่อ 1 ขบวน ตัวถังของขบวนรถทำจากเหล็กปลอดสนิม ติดตั้งระบบปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์พร้อมระบบกรองอากาศทั้งหมด 8 ยูนิต พร้อมหน้าต่างชนิดกันแสง และมีระบบแผนที่นำทางหรือ Dynamic Route Map ซึ่งทำงานพร้อมกับระบบอาณัติสัญญาณ ติดตั้งอยู่เหนือประตูทุกบาน มีกล้องวงจรปิดสำหรับบันทึกและสอดส่องผู้โดยสาร และประหยัดพลังงานกว่ารถไฟฟ้าซีเมนส์รุ่นเดิมที่ใช้งานอยู่ รถไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนได้โดยใช้แรงดันไฟฟ้า 750 Vdc โดยรับจากรางส่งที่ 3

ความจุผู้โดยสารต่อรถไฟฟ้า 1 ขบวน

  • ความจุผู้โดยสารรวม 1 ขบวน (4 ตู้) ที่ 8 คน/ตารางเมตร 1,572 คน
  • จำนวนที่นั่งใน 1 ตู้ มีที่นั่ง 28 ที่นั่ง และมีที่สำหรับยืนพิง (Perch Seat) 14 ที่
  • จำนวนที่นั่งใน 1 ขบวน มีที่นั่งรวม 112 ที่นั่ง

การจัดหารถไฟฟ้าเพื่อรองรับส่วนต่อขยายหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต และแบริ่ง–สมุทรปราการ[แก้]

รถไฟฟ้า ซีเมนส์ อินสไปโร (EMU-A2) เข้าสู่ชานชาลา ไปเคหะฯ ที่สถานีห้าแยกลาดพร้าว (N9)

ทั้งนี้เพื่อรองรับเส้นทางที่ยาวเพิ่มขึ้น บีทีเอสซีจึงได้มีการจัดหารถไฟฟ้าเพิ่มเติม โดยในปี พ.ศ. 2559 ได้ลงนามสัญญาสั่งซื้อขบวนรถไฟฟ้าทั้งหมด 46 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้ มูลค่า 10,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • สัญญาที่ 1 ว่าจ้างกิจการร่วมค้าซีเมนส์-โบซันคาย่า ในการผลิตรถไฟฟ้า ซีเมนส์ อินสไปโร จำนวน 22 ขบวน โดยจำนวน 12 ขบวนจะใช้รองรับในช่วงแบริ่ง–สมุทรปราการ อีก 7 ขบวนรองรับเส้นทางปัจจุบัน หมอชิต-แบริ่ง, สนามกีฬาแห่งชาติ-บางหว้า และเป็นขบวนรถไฟฟ้าสำรอง 3 ขบวน รถไฟฟ้าชุดนี้จะผลิตขึ้นที่โรงงานโบซันคาย่า ประเทศตุรกี โดยซีเมนส์จะเป็นผู้ออกแบบขบวนรถไฟฟ้า จัดหาอะไหล่ที่จำเป็น ควบคุมงานประกอบ และให้บริการหลังการขาย 16 ปีนับจากวันที่ส่งขบวนแรกมาประเทศไทย
  • สัญญาที่ 2 ว่าจ้าง บริษัท ซีอาร์อาร์ซี ฉางชุน เรลเวย์ เวฮิเคิล จำกัด ในการผลิตรถไฟฟ้าซีเอ็นอาร์รุ่นปัจจุบัน (EMU Type-B) เพิ่มเติม 24 ขบวน ใช้รองรับในช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต 21 ขบวน และเป็นขบวนรถไฟฟ้าสำรอง 3 ขบวน โดยใช้วัสดุในการประกอบรถไฟฟ้าจากแหล่งเดิม เพื่อให้ได้มาตรฐานที่บีทีเอสซีกำหนดไว้

รถไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นจากทั้งสองสัญญานี้ จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เหมือนกันทั้งหมด คือ ใช้ระบบแสดงผลสถานีแบบอัตโนมัติ (DRM: Dynamic Route Map) รูปแบบใหม่โดยเปลี่ยนเป็นจอ LCD และมีตู้พิเศษที่จะไม่ติดตั้งเก้าอี้นั่งในบางจุดโดยเปลี่ยนเป็นที่สำหรับยืนพิง (Perch Seat) และติดกล้องวงจรปิดเพื่อรักษาความปลอดภัยในทุกตู้โดยสาร รถไฟฟ้าชุดนี้จะเริ่มจัดส่งเข้าประเทศไทยตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของ พ.ศ. 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบจำนวน โดยรถไฟฟ้าซีเมนส์จะถูกจัดเก็บไว้ที่ศูนย์ซ่อมบำรุงสมุทรปราการของรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทส่วนใต้ และรถไฟฟ้าฉางชุนจะจัดเก็บไว้ที่ศูนย์ซ่อมบำรุงคูคต ในพื้นที่เขตสายไหมของรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทส่วนเหนือ และพร้อมให้บริการพร้อมกับการเปิดให้บริการของรถไฟฟ้าสายสีเขียวใน พ.ศ. 2561 และ 2563 ตามลำดับ

ระบบการแจ้งสถานะรถกับผู้โดยสาร[แก้]

จอแสดงผล LED-DRM (รุ่นที่2) บนขบวนรถ EMU-B1 หมายเลข 36

ภายในสถานี[แก้]

ภายในบางสถานี จะมีหน้าจอแสดงสถานะรถไฟ ที่กำลังเข้าสู้ชานชาลา และสถานีที่รถไฟจะให้บริการเป็นสถานีสุดท้าย โดยจะมีที่สถานี

จอแสดงผล LCD-DRM บนขบวนรถ EMU-A2 หมายเลข 59

ภายในขบวนรถ[แก้]

จอแสดงผลแบบ LED-DRM ภายในขบวนรถ (LED รุ่นที่ 2)

  • EMU-B1
  • EMU-B2

จอแสดงผลแบบ LCD-DRM ภายในขบวนรถ

  • EMU-A2
  • EMU-B3

การให้บริการ[แก้]

บัตรโดยสารและอัตราค่าโดยสาร[แก้]

เครื่องจำหน่ายบัตรโดยสารเที่ยวเดียวรุ่นใหม่ (Ticket Issuing Machine รุ่นที่ 2 หรือ BTS-TIM2) ที่สถานีสยาม

บัตรโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นบัตรที่ใช้เทคโนโลยีของบัตรสมาร์ตการ์ดแบบไม่มีการสัมผัสที่ติดตั้งไมโครชิปไร้สายอาร์เอฟไอดี (RFID) ปัจจุบันแบ่งใช้งานออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. บัตรโดยสารแบบสมาร์ตการ์ดชนิดบาง (Thin Card) สามารถใช้เดินทางได้ในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส และสามารถเดินทางข้ามไปยังโครงการ รถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที, รถไฟฟ้าสายสีเหลือง, รถไฟฟ้าสายสีชมพู, รถไฟฟ้าสายสีทอง และระบบขนส่งมวลชนสายอื่นๆ ของกลุ่มบีทีเอสและบริษัทในเครือที่จะเปิดใช้งานในอนาคตได้ โดยไม่ต้องออกบัตรใหม่ที่สถานีเชื่อมต่อ มีทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่
    1. บัตรประเภทเที่ยวเดียว คิดค่าโดยสารตามระยะทางที่เดินทางจริง สามารถซื้อได้ที่เครื่องจำหน่ายบัตรโดยสารอัตโนมัติชนิดหยอดเหรียญหรือธนบัตร และที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสาร ซึ่งใช้ได้เฉพาะวันที่ซื้อเท่านั้น โดยมีอัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 16 บาท สูงสุด 44 บาท โดยไม่รวมค่าโดยสารของส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท (บางจาก–แบริ่ง) และส่วนต่อขยายสายสีลม (โพธิ์นิมิตร–บางหว้า) ซึ่งคิดค่าโดยสารแยกต่างหากในอัตราค่าโดยสารเหมาจ่าย 15 บาท
    2. บัตรประเภท 1 วัน ราคา 140 บาท ใช้เดินทางได้ไม่จำกัดจำนวนเที่ยวและระยะทางตั้งแต่เวลาที่ซื้อบัตร จนถึงเวลาปิดทำการในแต่ละวัน (24.00 น. หรือตามเวลาที่บีทีเอสซีกำหนด) สามารถซื้อได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานี
  2. บัตรแรบบิท (Rabbit Card) สามารถใช้เดินทางได้ในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส รถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที เรือโดยสารคลองภาษีเจริญ และระบบขนส่งมวลชนสายอื่นๆ ของกรุงเทพมหานคร กลุ่มบีทีเอสและบริษัทในเครือที่จะเปิดใช้งานในอนาคตได้ อีกทั้งยังสามารถใช้จ่ายแทนเงินสดได้กับร้านค้าที่ร่วมรายการ เริ่มจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555 มีอยู่ 5 ประเภท ได้แก่
    1. แรบบิทมาตรฐาน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ บุคคลทั่วไป, ผู้สูงอายุ และนักเรียน-นักศึกษา โดยสามารถขอออกบัตรได้ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส และสถานีรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ทีทุกสถานี และสามารถเติมเงินได้ตามสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส, สถานีรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที หรือจุดบริการเติมเงินต่างๆ ที่เปิดให้บริการ มีค่าธรรมเนียมในการออกบัตร 200 บาท โดยแบ่งเป็นค่าธรรมเนียมในการออกบัตรใหม่ 100 บาท และยอดเงินเริ่มต้น 100 บาท สามารถเติมได้ทั้งเงินสดและเที่ยวการเดินทางตามโปรโมชั่นของบีทีเอสหรือตามที่กลุ่มบีทีเอสเป็นผู้กำหนด บัตรมีอายุการใช้งาน 7 ปี สามารถเติมมูลค่าในบัตรได้สูงสุด 4,000 บาท โดยมูลค่าในบัตรมีอายุ 2 ปี นับจากวันที่ใช้งานครั้งสุดท้าย
    2. แรบบิทพิเศษ เป็นบัตรแรบบิทที่บริษัท บางกอกสมาร์ทการ์ดซิสเท็ม จำกัด เป็นผู้ออกมาจำหน่ายในแบบจำนวนจำกัด โดยจะออกวางจำหน่ายตามเทศกาลต่างๆ เช่น วันพระราชสมภพ, วันพระราชพิธี หรือวันสำคัญต่างๆ เป็นต้น
    3. แรบบิทธุรกิจ เป็นบัตรแรบบิทที่ออกตามความต้องการของบริษัทพันธมิตร โดยมีการออกลายหน้าบัตรเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ หรือทำเป็นของที่ระลึกเนื่องในโอกาสต่างๆ โดยลายแรกของบัตรแรบบิทธุรกิจคือ บัตรแรบบิท-แครอท ลิมิเต็ด อิดิชั้น ที่ออกเพื่อเป็นการสมนาคุณกับสมาชิกบัตรหนูด่วนพลัส
    4. แรบบิทร่วม เป็นบัตรแรบบิทที่ออกร่วมกับองค์กรต่างๆ เช่น การรวมบัตรแรบบิทเข้ากับบัตรเอทีเอ็ม, บัตรเดบิต, บัตรเครดิต, ใช้บัตรแรบบิทเป็นบัตรนักศึกษา หรือใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ เป็นต้น
  3. บัตรเอไอเอส แรบบิท ไลน์เพย์ (AIS Rabbit LINE Pay Card) เป็นบัตรแรบบิทมาตรฐานและบัตรแรบบิทพิเศษ ที่ผนวกความสามารถของบริการ เอไอเอส แรบบิท ไลน์เพย์ ของบริษัท แรบบิท-ไลน์ เพย์ จำกัด เข้ามาไว้ในบัตรใบเดียว ทำให้สามารถใช้เดินทางโดยการตัดค่าโดยสารผ่านบัญชีแรบบิท ไลน์เพย์ หรือผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตโดยตรงได้ โดยเริ่มให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561
    สำหรับค่าโดยสารของบัตรแรบบิทและบัตรเอไอเอส แรบบิท ไลน์เพย์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
    1. ค่าโดยสารแบบเงินสด
      • บัตรแรบบิทและบัตรเอไอเอส แรบบิท ไลน์เพย์ สำหรับบุคคลทั่วไป คิดค่าโดยสารตามระยะทาง เริ่มต้น 15 บาท สูงสุด 43 บาท โดยไม่รวมค่าโดยสารของส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท และส่วนต่อขยายสายสีลมในราคาเริ่มต้น 15 บาท สูงสุด 21 บาท
      • บัตรแรบบิทและบัตรเอไอเอส แรบบิท ไลน์เพย์ สำหรับนักเรียนนักศึกษา คิดค่าโดยสารตามระยะทาง เริ่มต้น 15 บาท สูงสุด 43 บาท โดยไม่รวมค่าโดยสารของส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท และส่วนต่อขยายสายสีลมในราคาเริ่มต้น 10 บาท สูงสุด 16 บาท
      • บัตรแรบบิทและบัตรเอไอเอส แรบบิท ไลน์เพย์ สำหรับผู้สูงอายุ คิดค่าโดยสารตามระยะทาง เริ่มต้น 7 บาท สูงสุด 21 บาท โดยไม่ร่วมค่าโดยสารของส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท และส่วนต่อขยายสายสีลมในราคาเริ่มต้น 7 บาท สูงสุด 13 บาท
      • อัตราค่าโดยสารพิเศษ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561 – 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562
    2. เที่ยวเดินทาง
      • เที่ยวเดินทางสำหรับบุคคลทั่วไป
        • 50 เที่ยว 1,300 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 26 บาท
        • 40 เที่ยว 1,080 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 27 บาท
        • 25 เที่ยว 725 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 29 บาท
        • 15 เที่ยว 465 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 31 บาท
      • เที่ยวเดินทางสำหรับนักเรียนนักศึกษา
        • 50 เที่ยว 950 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 19 บาท
        • 40 เที่ยว 800 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 20 บาท
        • 25 เที่ยว 550 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 22 บาท
        • 15 เที่ยว 360 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 24 บาท
      • เที่ยวเดินทางสามารถใช้เดินทางได้ในเฉพาะเส้นทางสัมปทาน (อ่อนนุช–หมอชิต และ สนามกีฬาแห่งชาติ–สะพานตากสิน) และส่วนต่อขยายสายสีลมระยะที่ 1 (สะพานตากสิน–วงเวียนใหญ่) เท่านั้น กรณีต้องการเดินทางเข้า-ออกส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท (บางจาก–เคหะฯ/ห้าแยกลาดพร้าว–คูคต) และส่วนต่อขยายสายสีลมระยะที่ 2 (โพธินิมิตร–บางหว้า) ต้องมีเงินในบัตรคงเหลือขั้นต่ำ 15 บาท ถึงจะสามารถเข้า-ออกระบบที่สถานีส่วนต่อขยายได้
  4. บัตรแรบบิทพลัส (Rabbit Plus Card) เป็นบัตรแรบบิทที่ผนวกความสามารถของบัตรแมงมุมด้วยการติดตั้งชิปแบบ Hybrid Chip ทั้งไมโครชิปไร้สัมผัส และชิปแบบ EMV แบบเดียวกับบัตรเครดิต สามารถใช้ได้ในทุกระบบการขนส่ง ตั้งแต่รถไฟฟ้า, รถประจำทาง, เรือโดยสาร, ทางด่วน และทางพิเศษ ภายในบัตรเดียว จะพร้อมให้บริการภายใน พ.ศ. 2564 บัตรดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
    1. แรบบิทพลัสสำหรับบุคคลทั่วไป มีคุณสมบัติเทียบเท่าบัตรแมงมุมสำหรับบุคคลทั่วไป
    2. แรบบิทพลัสสำหรับนักเรียนและนักศึกษา สามารถใช้งานได้ตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 23 ปี หรือสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี มีคุณสมบัติเทียบเท่าบัตรแมงมุมสำหรับนักเรียนและนักศึกษา
    3. แรบบิทพลัสสำหรับผู้สูงอายุ บัตรสำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีคุณสมบัติเทียบเท่าบัตรแมงมุมสำหรับผู้สูงอายุ
    4. แมงมุมสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นบัตรพิเศษสำหรับผู้ที่ขึ้นทะเบียนผู้ที่มีรายได้น้อย โดยมีงบค่าโดยสาร 500 บาท/เดือน ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว

การส่งเสริมการขายร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ[แก้]

รถไฟฟ้าบีทีเอสให้บริการตรวจสุขภาพฟรี หรือรู้จักกันในคลินิกลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติ และยังมีความร่วมมือกับโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล (สะพานควาย) ในการให้บริการตรวจเลือดฟรีหรือตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจฟรีอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อเดิมเงินในบัตรเดินทางตามจำนวนที่บริษัทกำหนด (ที่ผ่านมา 300 บาท) ในบัตรเดินทางประเภท (BTS Rabbit) เท่านั้น ซึ่งทั้งสองโครงการมีปีละครั้ง

รถไฟฟ้าบีทีเอส ให้บริการส่วนลดร้านค้าอื่นๆ ตามประกาศของธนาคารกรุงเทพ สำหรับผู้ที่ใช้บัตรเดบิตและบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพที่ใช้ร่วมกับบัตรเดินทางประเภท (BTS Rabbit) รถไฟฟ้าบีทีเอส เท่านั้นโดยจะประกาศเป็นช่วงระยะเวลาเช่นเดียวกัน

การสนับสนุนภาครัฐ[แก้]

การสนับสนุนภาครัฐของรถไฟฟ้าบีทีเอสมีความเหมือนกับรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคลทุกประการยกเว้นไม่มีได้มีรายการรู้รักภาษาไทยในขบวนรถ อย่างไรก็ดีได้มีบริการข่าวสารจากเครือเนชั่น, วอยซ์ทีวี และสปริงนิวส์ ทั้งบนรถและชานชาลาสถานีรถไฟแทน

คนพิการ[แก้]

ในส่วนการดำเนินการเพื่อคนพิการมีความแตกต่างกัน เนื่องจากรถไฟฟ้าบีทีเอสสงวนสิทธิ์คนพิการในการเปลี่ยนสถานีกลางคัน (ห้ามเปลี่ยนสถานี) และมีตั๋วให้ทุกครั้งที่ใช้บริการพร้อมเลขที่กำกับตั๋ว ซึ่งต้องให้คนพิการลงนามกำกับทุกครั้งและเจ้าพนักงานของรถไฟฟ้าบีทีเอสต้องเซ็นกำกับที่ตั๋วทุกครั้งและอาจต้องแสดงตั๋วกับพนักงานรักษาความปลอดภัยก่อนออกจากสถานีต้นทาง เมื่อถึงที่หมายจะมีเจ้าพนักงานหรือพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยรับผู้โดยสารบริเวณชานชาลาเพื่ออำนวยความสะดวกในการพาไปยังทางออกที่ต้องการ และมีเจ้าพนักงานมีอำนาจในการเปิดหรือปิดประตูรับตั๋วบริเวณทางออกซึ่งต้องเป็นเจ้าพนักงานของรถไฟฟ้าบีทีเอสเท่านั้น การดำเนินการทั้งหมดจึงใช้เวลามากกว่ารถไฟฟ้ามหานคร โดย ณ ปัจจุบัน ตั๋วที่ออกให้กับผู้พิการมีสี่สีคือสีฟ้าออกที่สถานีกรุงธนบุรี, ตั๋วสีน้ำตาลออกที่สถานีสยาม, ตั๋วสีม่วงออกที่สถานีหมอชิต และตั๋วสีเขียวใช้กับสถานีทั่วไป

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฯ[แก้]

ตามนโยบายของภาครัฐฯ ที่ต้องการสนับสนุนสวัสดิการในการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนทุกประเภทโดยไม่คิดค่าโดยสารกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ธนาคารกรุงไทยจึงได้ผนวกบัตรแมงมุมเข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดบริวารโดยรอบ และกำหนดให้มีงบค่าโดยสารในบัตรเดือนละ 500 บาท โดยผู้ถือบัตรสามารถนำบัตรไปใช้งานที่สถานีรถไฟฟ้ามหานคร สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ และสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองได้ทันทีเมื่อเปิดใช้บริการ

รถไฟฟ้าบีทีเอส ร่วมกับกรมบัญชีกลาง และธนาคารกรุงไทย พร้อมให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสทั้งสายสุขุมวิทและสายสีลมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฯ ได้ฟรีตั้งแต่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป โดยผู้โดยสารจะต้องแสดงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารของรถไฟฟ้าบีทีเอสเพื่อรับบัตรโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสแบบเที่ยวเดียว จำกัดครั้งละ 2 ใบ ทั้งนี้ยอดค่าโดยสารต้องไม่เกินวงเงินคงเหลือในบัตร และไม่เกินกรอบวงเงินสำหรับใช้บริการขนส่งมวลชน 500 บาท/เดือน หากใช้บริการเกินวงเงิน เจ้าหน้าที่จะออกบัตรโดยสารเที่ยวเดียวมูลค่าต่ำสุด (16 บาท) ให้ผู้ถือบัตรฯ สามารถเข้าระบบได้ และผู้ถือบัตรฯ จะต้องชำระส่วนต่างที่เหลือที่สถานีปลายทางก่อนออกจากระบบ[6]

บริการอื่น[แก้]

  • ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว สำหรับบริการนักท่องเที่ยวและสามารถหาซื้อสินค้าที่ระลึกได้ที่ สถานีสยาม, สถานีพญาไท และสถานีสะพานตากสิน
  • ศูนย์บริการประชาชน มีศูนย์บริการประชาชนของกรุงเทพมหานครที่เรียกว่า จุดบริการด่วนมหานคร (BMA Express Service) ที่ สถานีสยาม สถานีหมอชิต สถานีพร้อมพงษ์ สถานีอุดมสุข สถานีบางนา สถานีแบริ่ง และสถานีวงเวียนใหญ่ ซึ่งให้บริการงานทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชนและงานทะเบียนราษฎร์เป็นหลัก
  • ศูนย์การค้า มีบริการศูนย์การค้าขนาดย่อมในทุกสถานี ยกเว้น สถานีโพธิ์นิมิตร, สถานีตลาดพลู, สถานีวุฒากาศ, สถานีบางหว้า, สถานีห้าแยกลาดพร้าว, สถานีสำโรง, สถานีปู่เจ้า, สถานีช้างเอราวัณ, สถานีโรงเรียนนายเรือ, สถานีปากน้ำ, สถานีศรีนครินทร์, สถานีแพรกษา, สถานีสายลวด และสถานีเคหะฯ
  • ตู้ถอนเงิน มีบริการตู้ถอนเงินในทุกสถานี ยกเว้น สถานีโพธิ์นิมิตร, สถานีตลาดพลู, สถานีวุฒากาศ, สถานีบางหว้า, สถานีห้าแยกลาดพร้าว, สถานีสำโรง, สถานีปู่เจ้า, สถานีช้างเอราวัณ, สถานีโรงเรียนนายเรือ, สถานีปากน้ำ, สถานีศรีนครินทร์, สถานีแพรกษา, สถานีสายลวด และสถานีเคหะฯ โดยด้านนอกพื้นที่ตรวจบัตรโดยสารจะเป็นตู้ถอนเงินของธนาคารกรุงเทพ ส่วนด้านในพื้นที่ตรวจบัตรโดยสาร มีให้บริการตู้ถอนเงินของธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา สลับกันไปตามแต่ละสถานี ในบางสถานีมีธนาคารยูโอบี (ประเทศไทย) มาเปิดสาขาย่อยบนสถานี
  • โทรศัพท์ โครงการได้ร่วมมือกับ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ เอช ในการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย และวางเสาสัญญาณ 3จี และ 4จี ใน 23 สถานีสำหรับให้บริการลูกค้าของแต่ละเครือข่าย และร่วมมือกับ เอแอลที เทเลคอม ในการวางโครงข่ายไร้สายใน 30 สถานี ให้ผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนสถานีได้ฟรี

มาตรฐานรักษาความปลอดภัย[แก้]

รถไฟฟ้าบีทีเอส ใช้ระบบการจัดการความปลอดภัย (Safety Management System) ตามหลักการปฏิบัติที่เป็นเลิศ ของ ลอยด์ รีจิสเตอร์ เรล ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการขนส่งระบบราง และได้นำระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OHSAS 18001) มาปรับใช้ในระบบการจัดการความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้า เพื่อพัฒนามาตรฐานสูงสุดในการให้บริการ และมอบความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้โดยสาร ดังนี้

  1. ความปลอดภัยในการเดินรถ ในการเดินรถปกติ รถไฟฟ้าทุกขบวนจะใช้ระบบควบคุมรถอัตโนมัติ (Automatic Train Control: ATC) ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบการเดินรถไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automatic Train Operation: ATO) ที่ความเร็วจำกัดไม่เกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง และมีระบบป้องกันความผิดพลาดของการเดินรถ (Automatic Train Protection: ATP) เป็นระบบควบคุมระยะห่างระหว่างขบวนรถให้อยู่ในระยะที่ปลอดภัย รวมถึงควบคุมความเร็วของขบวนรถให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
  2. ความปลอดภัยในขบวนรถ ห้องโดยสารของรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้รับการออกแบบไม่ให้มีส่วนแหลมคม เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้โดยสาร และใช้วัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดควันพิษ และยากต่อการลุกลามเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในขบวนรถ เช่น เพลิงไหม้ ผู้โดยสารเจ็บป่วยกระทันหัน หรือเหตุฉุกเฉินอื่นๆ ผู้โดยสารสามารถติดต่อเพื่อแจ้งเหตุแก่พนักงานควบคุมรถไฟฟ้าโดยกดปุ่มรูปกระดิ่งสีเหลือง ที่ติดตั้งไว้บริเวณประตูรถไฟฟ้า
  3. ความปลอดภัยบนสถานี โครงสร้างของสถานีได้รับการออกแบบและก่อสร้างภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมอาคารและมาตรฐาน NFPA 130 ว่าด้วยการขนส่งมวลชนระบบราง และได้ติดตั้งระบบป้องกันและระงับเหตุเพลิงไหม้ภายใต้มาตรฐาน NFPA (National Fire Protection Association) ได้แก่ ถังดับเพลิง สายฉีดน้ำดับเพลิง และระบบฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติครอบคลุมพื้นที่ของสถานี รวมทั้งติดตั้งระบบไฟฟ้าและระบบสายล่อฟ้าภายใต้มาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ติดตั้งปุ่มหยุดรถไฟฟ้าฉุกเฉิน (กล่องสีเหลือง) เพื่อใช้หยุดการเคลื่อนที่ของรถไฟฟ้า ไม่ให้เข้าหรือออกจากสถานีในกรณีฉุกเฉินร้ายแรง และได้ติดตั้งประตูกั้นชานชาลาอัตโนมัติความสูง 1.50 เมตรในบางสถานี เพื่อจัดระเบียบการขึ้นลงรถไฟฟ้าบีทีเอสให้มีความปลอดภัยมากขึ้น และป้องกันเหตุฉุกเฉินร้ายแรง เช่น มีผู้โดยสารพลัดตกลงราง

ระบบรักษาความปลอดภัยของรถไฟฟ้าบีทีเอส[แก้]

รถไฟฟ้าบีทีเอสเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยภายในระบบ โดยได้กำหนดมาตรการการรักษาความปลอดภัยให้สอดคล้องกับนโยบายด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐาน ISO9001 : 2008 โดยได้แบ่งการบริหารจัดการงานรักษาความปลอดภัยออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่

ด้านบุคลากร
  1. เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย รถไฟฟ้าบีทีเอสได้จัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจากจีโฟร์เอส รวมทั้งสิ้น 394 คน ต่อวัน ปฏิบัติหน้าที่บนสถานีรถไฟฟ้าทั้ง 34 สถานี อาคารศูนย์บริหารและควบคุมการเดินรถไฟฟ้า โรงจอดและซ่อมบำรุง และลานจอดรถหมอชิต และได้จัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหญิงสถานีละ 1 คน คอยให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารที่เป็นสุภาพสตรีในกรณีต่างๆ
  2. เจ้าหน้าที่ตำรวจและสุนัขตำรวจ รถไฟฟ้าบีทีเอสได้ร่วมมือกับงานตรวจพิสูจน์ กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมสุนัขตำรวจ 2 นาย ปฏิบัติหน้าที่ตรวจหาวัตถุระเบิดในระบบ<
  3. เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง รถไฟฟ้าบีทีเอสได้ร่วมมือกับกองกำกับการ 2 ศูนย์สืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ปฏิบัติหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัยหรือมิจฉาชีพชาวต่างชาติที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
ด้านอุปกรณ์
  • เครื่องตรวจวัตถุโลหะ (Metal Detector/ Guard Scan) ใช้ตรวจหาวัตถุที่มีส่วนประกอบของโลหะ โดยได้ตั้งจุดตรวจไว้ที่ชั้นจำหน่ายตั๋วในเขตชำระเงิน บริเวณใกล้ประตูอัตโนมัติทั้ง 2 ฝั่ง ทุกสถานีใช้สุ่มตรวจกระเป๋าหรือสัมภาระของผู้โดยสาร เพื่อป้องปรามการก่ออาชญากรรมหรือการก่อวินาศกรรมในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส
  • ระบบตรวจการณ์ (Patrol Management System) รถไฟฟ้าบีทีเอส ได้นำชุดอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ ประกอบด้วย แท่งตรวจการณ์ (Patrol Stick) และจุดตรวจ (Patrol Checker) มาช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแต่ละคนตรวจตราความเรียบร้อยของพื้นที่ตามเวลาและจุดตรวจที่กำหนดทั่วทั้งสถานี แล้วรายงานความเรียบร้อย หลังจากนั้นจะนำข้อมูลจากแท่งตรวจการมาประมวลผล เพื่อตรวจสอบรายงานการเดินตรวจการณ์ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแต่ละคน
  • ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (Closed Circuit Television System หรือ CCTV System) รถไฟฟ้าบีทีเอสได้ติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดครอบคลุมพื้นที่สถานี อาคารศูนย์บริหารและควบคุมการเดินรถไฟฟ้า โรงจอดและซ่อมบำรุง และภายในขบวนรถไฟฟ้า โดยมีศูนย์เฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัย (CCTV Security Center) อยู่ที่สถานีสยาม ซึ่งมีพนักงานปฏิบัติหน้าที่ประจำศูนย์ฯ ดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารตลอดเวลาเปิดให้บริการ
  • อุปกรณ์ตรวจวัตถุใต้ท้องรถ (Under Vehicle Search Mirror) ใช้ตรวจรถยนต์ทุกคันที่เข้าพื้นที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และโรงจอดและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า เพื่อป้องปรามการก่ออาชญากรรม หรือการก่อวินาศกรรม โดยจุดตรวจจะอยู่บริเวณประตูทางเข้าหลักของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

การตรวจค้นกระเป๋า[แก้]

อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 มาตรา 63 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามีหน้าที่รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในเขตระบบไฟฟ้าตามกฎกระทรวงหรือตามที่ผู้ว่าการมอบหมาย และให้มีอำนาจดังต่อไปนี้ 1.ค้นหรือจับกุมผู้กระทำความผิดซึ่งหน้าตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อส่งให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย[7]พนักงานเจ้าหน้าที่รถไฟฟ้าบีทีเอสจึงมีอำนาจตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้อาศัยอำนาจตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 93 การตรวจค้นสิ่งของในความครอบครองของบุคคลในที่สาธารณะจะกระทำไม่ได้เลย เว้นแต่เจ้าพนักงานปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้นเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิดหรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด[8]

เจ้าหน้าที่รถไฟฟ้าบีทีเอสซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 93 ตรวจค้นบุคคลเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิดหรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด [9]

สถิติผู้ใช้บริการ[แก้]

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ในโอกาสที่เปิดบริการมาครบ 9 ปี ปรากฏว่า มียอดมีผู้ใช้บริการตั้งแต่เปิดให้บริการ 972,034,298 เที่ยว มีผู้โดยสารใช้บริการรถไฟฟ้าเฉลี่ยวันทำการ 424,369 เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.6% โดยใน พ.ศ. 2551 นี้มีผู้ใช้บริการสูงสุดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551 จำนวน 497,390 เที่ยว [10] และในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 มี​ผู้โดยสาร​ใช้​บริการ​รถไฟ​ฟ้า​เฉลี่ย​ใน​วัน​ทำ​การ​สร้าง​สถิติ​ใหม่​สูง​สุด​เท่ากับ 509,106 เที่ยว​/คน [11]

และผลดำเนินงานบริการรถไฟฟ้าบีทีเอสในรอบบัญชี เมษายน พ.ศ. 2554 ถึง มีนาคม พ.ศ. 2555 มียอดผู้ใช้บริการทั้งสิ้น 176,028,556 เที่ยวคน เพิ่มขึ้นจากงวดปีที่ผ่านมา 21.24% และเมื่อพิจารณาจากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันภาพรวมปรับตัวสูงขึ้น 18.26% เป็น 480,952 เที่ยวคน ซึ่งวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555 นับว่าเป็นวันที่ทุบสถิติสูงที่สุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการมา มีผู้มาใช้บริการถึง 714,575 เที่ยวคน[12] ปัจจุบันรถไฟฟ้าบีทีเอสมียอดผู้โดยสารสะสมครบ 2,000 ล้านคนไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557 หลังเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 14 ปี 9 เดือน

สถานีสยาม เป็นสถานีที่มีผู้โดยสารมาใช้บริการมากที่สุด จำนวน 148,000 เที่ยวคน/วัน
5 อันดับสถานีที่มีผู้ใช้บริการสูงสุด [13]
ที่ สถานี จำนวน (เที่ยวคน/วัน)
1 สยาม 148,000
2 อโศก 135,000
3 หมอชิต 118,000
4 ศาลาแดง 88,000
5 อนุสาวรีย์ชัยฯ 87,000

สถิติผู้ใช้บริการ [14][แก้]

(นับเฉพาะเส้นทางสายหลัก ยกเว้นส่วนต่อขยายทุกระยะ)
ปี ยอดผู้โดยสารรวม
(ล้านเที่ยวคน)
ยอดผู้โดยสารเฉลี่ยรายวัน
(พันเที่ยวคน)
1999 4.5 169
2000 55.0 150
2001 74.0 202
2002 93.5 256
2003 102.3 280
2004 115.7 316
2005 127.4 348
2006 140.0 383
2007 132.0 361
2008 136.4 372
2009 141.0 386
2010 143.1 392
2011 167.3 458
2012 194.1 530
2013 208.8 571
2014 219.4 598
2015 229.9 629
2016 237.0 647
2017 241.1 657
2018 240.1 658
2019 (6 เดือนแรก) 120.7 667

อุบัติเหตุและความขัดข้อง[แก้]

  • วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 07.40 น. นางจิราภรณ์ เกียรติชูศักดิ์ อายุ 49 ปี สะดุดร่วงตกลงไปในรางรถไฟฟ้าบนสถานีหมอชิต เนื่องจากนางจิราภรณ์รีบก้าวล้ำไปก่อน ทำให้พลาดสะดุดพื้นเซตกลงไปในรางตัดหน้าขบวนรถไฟฟ้าที่แล่นเข้ามา ในระหว่างเกิดเหตุได้ปิดการเดินรถเป็นการชั่วคราวระหว่างสถานีหมอชิตและสถานีสะพานควาย เป็นเวลา 30 นาที จากนั้นจึงเปิดให้บริการตามปกติในเวลา 08.18 น. หลังจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ทางบีทีเอสจึงเพิ่มมาตรการความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร[15]
  • วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 รถไฟฟ้าสายสุขุมวิทเกิดเหตุขัดข้องไม่สามารถให้บริการได้ในเส้นทางระหว่างสถานีอโศกถึงสถานีอ่อนนุช เนื่องจากทำการเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณรถไฟใหม่จากของบริษัทซีเมนส์ เป็นของบริษัทบอมบาร์ดิเอร์[18] และในวันถัดมารถไฟฟ้าสายสีลมก็เกิดเหตุขัดข้องไม่สามารถให้บริการได้ในช่วงเวลาระหว่าง 07.20–09.30 น. เนื่องด้วยเหตุผลประการเดียวกัน[19]
  • วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 09.30 น.[20] ร.ต.ท. สากล คำยิ่งยง ร้อยเวร สถานีตำรวจนครบาลพญาไท ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลราชวิถีว่า มีนักเรียนถูกแทงได้รับบาดเจ็บ โดยเมื่อไปถึงพบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรถไฟฟ้าบีทีเอส ควบคุมตัวนายธิติวัฒน์ วงศ์เสาร์ อายุ 18 ปี นักศึกษาชั้นปี 1 แผนกวิศวกรรมเครื่องกล สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ซึ่งเป็นคนร้าย จึงควบคุมตัวมาดำเนินคดี ส่วนคนเจ็บทราบชื่อคือ นายกิติพัฒน์ ศิริเดชชัย อายุ 20 ปี เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มีบาดแผลถูกแทงเข้าบริเวณช่องท้องด้านซ้าย แพทย์ผ่าตัดรักษาอาการจนพ้นขีดอันตราย
  • วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 19.15 น.[21] เกิดเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างชาวต่างชาติกับพนักงานรักษาความปลอดภัยบนสถานีพร้อมพงษ์ โดยเจ้าหน้าที่ รปภ. ของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส พยายามขัดขวางและเข้าแย่งลูกโป่งสวรรค์ 4 ลูก จากชายชาวต่างชาติคนหนึ่ง ที่เดินถือผ่านช่องเสียบบัตรเข้าไปด้านในสถานีแต่ไม่สำเร็จ จึงได้เดินฝ่าเหล็กกั้นช่องทางสำหรับผู้พิการเข้าไปพร้อมกับลูกโป่งสวรรค์ ทำให้ รปภ.ต้องเข้าห้ามปราม โดยสุดท้าย ชายชาวต่างชาติและเจ้าหน้าที่รปภ. ต่างได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย
  • วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เวลา 03.00 น.[22]เกิดเหตุขัดข้องในระบบการควบคุมการเดินรถหลัก หลังจากที่ได้เริ่มทดสอบระบบประตูอัตโนมัติกั้นขอบชานชาลาในสถานีพร้อมพงษ์ และทำให้ระบบล่มลงในเวลาต่อมา ทำให้รถไฟฟ้าบีทีเอสไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติตั้งแต่เวลา 06.00–11.00 น. และระบบขัดข้องอีกครั้งในส่วนชิดลม–ปุณณวิถีในเวลา 12.30 น. ก่อนที่ระบบจะเป็นปกติโดยสมบูรณ์ในเวลา 14.00 น. ซึ่งใช้เวลาในการแก้ไขปัญหานี้ทั้งหมด 11 ชั่วโมง โดยเหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายให้กับผู้โดยสารและบีทีเอสพอสมควร
  • มกราคม พ.ศ. 2557 รถไฟฟ้าบีทีเอสประกาศปิดให้บริการในบางสถานีเนื่องจากเหตุการณ์กลุ่ม กปปส. เข้าชัตดาวน์กรุงเทพมหานคร โดยสถานีที่ปิดคือ อโศก นานา เพลินจิต ชิดลม สนามกีฬาแห่งชาติ ราชดำริ ศาลาแดง และสยาม (ไม่ให้ผู้โดยสารออกจากสถานี แต่เปลี่ยนสายได้) และจากเหตุนี้ทำให้บีทีเอสต้องปรับวิธีการเดินรถใหม่คือจากพร้อมพงษ์จะมุ่งตรงไปสยามโดยไม่จอดรายทาง และจากช่องนนทรีมุ่งตรงไปราชดำริ เพื่อให้ผู้โดยสารเปลี่ยนขบวนรถเข้าสถานีสยามต่อไป
  • วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 08.15 น.[23] เกิดเหตุหญิงสาวเป็นลมตกจากชานชาลาลงไปในรางที่สถานีหมอชิต แต่ขณะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสามารถช่วยเหลือได้ทันด้วยการกดปุ่มหยุดรถฉุกเฉิน และตัดกระแสไฟฟ้าภายในบริเวณสถานีเพื่อลงไปช่วยเหลือ ภายหลังทราบว่าเป็นผู้ประกาศข่าวของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โดยเธอรู้สึกตัวอีกทีคือถูกหามส่งโรงพยาบาลไปแล้ว เหตุการณ์นี้นับเป็นเหตุการณ์ครั้งที่ 2 ที่มีผู้โดยสารตกลงไปในชานชาลา และจากเหตุการณ์นี้ทำให้บีทีเอสตัดสินใจเข้าปรึกษาเรื่องการติดตั้งประตูกั้นชานชาลาเพิ่มเติมกับกรุงเทพมหานคร
  • วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เวลา 05.00 น.[24] เกิดเหตุขัดข้องบริเวณจุดสับรางรถไฟฟ้าช่วงสถานีชิดลมมุ่งหน้าเข้าสถานีสยาม ทำให้รถไฟฟ้าไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติในสายสุขุมวิท โดยบีทีเอสได้จัดรถวิ่งเป็น 4 ช่วง คือช่วงแบริ่ง–สยาม–แบริ่ง, หมอชิต–สยาม–หมอชิต, หมอชิต–บางหว้า–หมอชิต และสนามกีฬาแห่งชาติ–สยาม–สนามกีฬาแห่งชาติ ความถี่ 5–10 นาทีต่อคัน โดยผู้โดยสารต้องเปลี่ยนขบวนรถที่สถานีสยามเพื่อเดินทางไปยังสถานีปลายทาง ต่อมาดร.อาณัติ อาภาภิรม ได้ออกแถลงว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่จุดสับรางรถไฟฟ้าบริเวณดังกล่าวเสียหาย การซ่อมแซมจำเป็นต้องตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อเปลี่ยนยกชุด ดังนั้นบีทีเอสซีจะดำเนินการซ่อมแซมภายในคืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์หลังปิดให้บริการ และจำเป็นต้องให้บริการรถตามแผนการเดินรถฉุกเฉินทั้งวันจนถึงเวลาปิดให้บริการ จากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของบีทีเอสซีอย่างหนัก รวมถึงกรณีที่อายุของโครงการเริ่มเข้าใกล้ 20 ปี จึงถูกให้ความเห็นอย่างหนักว่าถึงเวลาที่บีทีเอสซีต้องสั่งซื้อขบวนรถใหม่ยกชุดแล้วหรือยัง
  • มิถุนายน พ.ศ. 2561 รถไฟฟ้าบีทีเอสเกิดเหตุขัดข้อง 9 ครั้งภายในเดือนเดียว (ตั้งแต่วันที่ 1–25 มิถุนายน) ดังนี้
    • 6 มิถุนายน รถไฟฟ้าขัดข้องที่สถานีชิดลม ทำให้ขบวนรถล่าช้า 10 นาที
    • 12 มิถุนายน รถไฟฟ้าขัดข้องที่สถานีอ่อนนุช ทำให้ขบวนรถล่าช้า 24 นาที
    • 13 มิถุนายน ระบบประตูกั้นชานชาลาขัดข้องที่สถานีสยาม ทำให้ขบวนรถเข้า-ออกจากสถานีสยามได้ล่าช้า
    • 15 มิถุนายน รถไฟฟ้าขัดข้องที่บริเวณรางสับหลีกช่วงสถานีพร้อมพงษ์–สถานีอโศก ทำให้ขบวนรถล่าช้า 10 นาที
    • 18 มิถุนายน รถไฟฟ้าขัดข้องที่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทำให้ขบวนรถล่าช้าในสายสีลม 10 นาที
    • 22 มิถุนายน รถไฟฟ้าขัดข้องอีก 2 รอบ ดังนี้
      • เวลา 12.27 น. ที่สถานีสำโรง ทำให้ขบวนรถล่าช้า 10 นาที
      • เวลา 21.00 น. ที่สถานีชิดลมและสถานีเพลินจิต ทำให้ขบวนรถล่าช้า 10 นาที
    • 24 มิถุนายน ระบบอาณัติสัญญาณขัดข้องตั้งแต่สถานีสยามถึงสถานีสะพานควาย ทำให้ขบวนรถล่าช้าทั้งระบบ 10 นาที และขบวนรถเข้า-ออกจากสถานีสยามได้ล่าช้า
    • 25 มิถุนายน ระบบอาณัติสัญญาณขัดข้องอีกครั้งในช่วงระยะสถานีเดียวกัน ทำให้ขบวนรถล่าช้าทั้งระบบ 15 นาที และขบวนรถเข้า-ออกจากสถานีสยามได้ล่าช้า[25]

ต่อมา ดร.อาณัติ อาภาภิรม ประธานกรรมการที่ปรึกษา บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ออกแถลงการณ์ถึงสาเหตุของปัญหาความขัดข้องดังกล่าว 3 ข้อ ดังต่อไปนี้

  1. บริษัทฯ และกรุงเทพธนาคม กำลังดำเนินการติดตั้งและทดสอบระบบอาณัติสัญญาณ และการติดตั้งระบบประตูกั้นชานชาลาที่โครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทส่วนใต้ ช่วงสถานีสำโรง ถึงสถานีเคหะฯ ร่วมกับบอมบาร์ดิเอร์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทส่วนใต้ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ถือเป็นความขัดข้องตามปกติเมื่อครั้งที่บริษัทฯ ดำเนินการทดสอบระบบอาณัติสัญญาณที่สถานีส่วนต่อขยายเมื่อ พ.ศ. 2552–2556
  2. บริษัทฯ กำลังดำเนินการปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณของโครงการส่วนเดิมทั้งสายเพื่อป้องกันคลื่นรบกวนจากภายนอก
  3. เนื่องจากสถานีสยามยังคงใช้งานระบบเดิม ทำให้มีปัญหาถูกคลื่นรบกวนการทำงานของระบบอาณัติสัญญาณบ่อยครั้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24–25 มิถุนายน เกิดจากมีคลื่นรบกวนการทำงานของระบบอาณัติสัญญาณจนทำให้ระบบล่มลง ทำให้การเดินรถอัตโนมัติไม่สามารถทำได้ บริษัทฯ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเปลี่ยนการทำงานมาใช้ระบบแมนวลในการนำรถไฟฟ้าเข้าจอดที่สถานีสยามควบคู่กับการพยายามกู้ระบบอัตโนมัติให้กลับมาทำงานได้

ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่าปัญหาทั้งหมดจะถูกแก้ไขเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ เนื่องจากการดำเนินการต้องใช้เวลานาน ประกอบกับกำหนดการทดสอบระบบเพื่อเตรียมความพร้อมมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 จึงขออภัยผู้โดยสารล่วงหน้าในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น[26] โดยบริษัทฯ วางแผนแก้ไขปัญหาในระยะสั้นคือดำเนินการติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณใหม่และติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันสัญญาณรบกวนเพิ่มเติมบริเวณสถานีสยามภายในวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561 และจะดำเนินการแก้ไขระบบและทดสอบระบบที่ส่วนต่อขยายให้แล้วเสร็จเร็วขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก

  • วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561 รถไฟฟ้าบีทีเอสเกิดเหตุขัดข้องอีกครั้งโดยเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องมาจากวันที่ 25 มิถุนายน เบื้องต้นนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้แถลงสาเหตุคร่าวๆ ว่า สาเหตุเกิดจากคลื่นความถี่ย่าน 2300 MHz ช่วงปลาย (~2370 MHz) ของดีแทคและทีโอที มารบกวนการทำงานของระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟฟ้าซึ่งทำงานอยู่บนคลื่นความถี่สาธารณะ 2400 MHz (2.4 GHz) ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561 จนกระทั่งสัญญาณบริเวณย่านสยามสแควร์ถูกปล่อยแรงขึ้นก็เลยทำให้ระบบมีปัญหาตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561 มาจนถึงปัจจุบัน[27] อย่างไรก็ตามดีแทคได้แถลงข่าวสวนกลับว่าคลื่น 2300 MHz ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการให้บริการรถไฟฟ้า[28] แต่ดีแทคยินดีร่วมหาสาเหตุที่แท้จริงไปพร้อมกันด้วยการปิดสัญญาณเครือข่าย "ดีแทค-ที" ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าตั้งแต่เช้าวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561 เวลา 6.00 น. และส่งวิศวกรเครือข่ายระดับสูงเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันหาสาเหตุพร้อมๆ กับเจ้าหน้าที่ของ กสทช. ที่เข้าร่วมหาสาเหตุในเช่นเดียวกัน[29] ผลปรากฏว่าหลังดีแทคปิดสัญญาณ ระบบรถไฟฟ้าเกิดปัญหาอีกครั้งในเวลา 6.15 น. 6.28 น. และ 7.18 น. ตามลำดับ ทางดีแทคจึงสรุปว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากการรบกวนกันเองของคลื่น 2400 MHz ไม่ใช่ผลจากการเปิดให้บริการเครือข่าย 2300 MHz ตามที่บีทีเอสกล่าวอ้าง และต่อมา สำนักงาน กสทช. ได้มีข้อสรุปออกมาเช่นเดียวกันว่าระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ถูกก่อกวนด้วยสัญญาณไวไฟจากอาคารข้างเคียงมากกว่าสัญญาณของโทรศัพท์มือถือ[30] ต่อมานายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา ได้ออกแถลงการณ์ใหญ่ผ่านเฟซบุ๊กของบริษัทต่อกรณีที่เกิดขึ้น[31] โดยระบุสาเหตุที่แท้จริงทั้งหมดสองข้อคือ หนึ่งบริษัทฯ กำลังติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณใหม่ทั้งระบบเพื่อรองรับการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทส่วนใต้ ในเดือนธันวาคม และสองเป็นเพราะระบบอาณัตสัญญาณที่ทำงานอยู่บนคลื่น 2400 MHz ถูกรบกวนโดยสัญญาณเครือข่ายไวไฟที่ใช้ในย่านเดียวกันจากอาคารข้างเคียง ซึ่งมีกำลังส่งสูงถึง 1 วัตต์ โดยอาการดังกล่าวถูกตรวจพบที่สถานีสยาม (จากศูนย์การค้าสยามพารากอน) สถานีอโศก (ศูนย์การค้าเทอร์มินัล 21 อโศก) และสถานีพร้อมพงษ์ (จากศูนย์การค้าเอ็มโพเรี่ยม และศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์) เบื้องต้นบริษัทจะแก้ไขปัญหาด้วยการเปลี่ยนโหมดการทำงานของระบบรถไฟฟ้าจากระบบอัตโนมัติมาเป็นการขับเคลื่อนแบบแมนวลไปจนกว่าการย้ายช่วงคลื่นความถี่ที่ใช้งานและการติดตั้งอุปกรณ์กันสัญญาณรบกวนเสร็จสิ้น พร้อมทั้งขอความร่วมมือไปยังห้างสรรพสินค้าให้มีการปิดสัญญาณไวไฟที่มีปัญหาก่อนจนกว่าบีทีเอสจะดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้วเสร็จ ทั้งนี้บีทีเอสจะพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนระบบไปใช้คลื่นความถี่ที่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. แทนการใช้งานคลื่นความถี่สาธาณะต่อไป หลังจากที่ กสทช.​ เสนอแนวทางให้บีทีเอสเลือกใช้งานคลื่น 800 MHz และ 900 MHz ร่วมกับระบบจีเอสเอ็ม-อาร์ (GSM-R) แทนการใช้คลื่นความถี่สาธารณะในการให้บริการ[30] แต่อย่างไรเสีย วิศวกรของบอมบาร์ดิเอร์ยืนยันว่าระบบของรถไฟฟ้าบีทีเอส ไม่สามารถทำงานร่วมกับคลื่นจีเอสเอ็ม-อาร์ได้ เพราะระบบถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับคลื่นความถี่สาธารณะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กสทช. จึงมีมติให้บีทีเอสย้ายคลื่นความถี่ของระบบอาณัติสัญญาณไปอยู่ที่ช่วง 2480 MHz - 2495 MHz ความกว้าง 15 MHz แทน ซึ่งช่วงคลื่นความถี่ดังกล่าวปัจจุบันไม่ได้มีการใช้งาน เนื่องจากเดิมเป็นคลื่นสำหรับเทคโนโลยีไวไฟ บี (802.11b) ที่ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว และยังเป็นช่วงคลื่นที่สหรัฐอเมริกาใช้งานสำหรับกิจการดาวเทียม และบังคับให้ผู้ผลิตอุปกรณ์รวมถึงองค์กร ITU ไม่ให้มีการจัดสรรคลื่นช่วงนี้ให้ประชาชนใช้งาน กสทช. จึงเห็นว่าในไทยที่ไม่ได้ใช้คลื่นช่วงนี้อยู่แล้ว ให้บีทีเอสย้ายมาอยู่คลื่นช่วงนี้แล้วติดตั้งอุปกรณ์กรองสัญญาณจะดีที่สุด[32]
  • วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เวลา 8.15 น. เกิดเหตุผู้โดยสารเป็นลมตกจากชานชาลาลงไปในรางรถไฟฟ้าที่สถานีราชเทวีฝั่งมุ่งหน้าสถานีสำโรง แต่ขณะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสามารถช่วยเหลือได้ทันด้วยการกดปุ่มหยุดรถฉุกเฉินทั้งสองฝั่ง และตัดกระแสไฟฟ้าภายในบริเวณสถานีเพื่อลงไปช่วยเหลือ กระบวนการช่วยเหลือใช้เวลา 10 นาที และทำให้ขบวนรถล่าช้าทั้งระบบ 5 นาที เหตุการณ์นี้นับเป็นเหตุการณ์ครั้งที่สามที่มีผู้โดยสารตกลงไปในรางรถไฟฟ้า แต่โชคดีที่ไม่เกิดอุบัติเหตุเฉกเช่นกรณีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทันจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากขบวนรถไฟฟ้าทับร่าง[33] จากเหตุการณ์นี้กรุงเทพมหานครได้ตัดสินใจเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งกรุงเทพธนาคมและบีทีเอสซี เข้ามาปรึกษาหารือเรื่องการติดตั้งประตูกั้นชานชาลาใน 24 สถานีที่เหลือ (ไม่รวมสถานีสะพานตากสินที่จะทำการปรับปรุง และสถานีศึกษาวิทยาที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง) เนื่องจากสัญญาสัมปทานโครงการทั้งสองฉบับไม่ได้มีการระบุให้โครงการมีการติดตั้งประตูกั้นชานชาลาเป็นขอบเขตของงานเหมือนกับส่วนต่อขยายสายสุขุมวิททั้งช่วงแบริ่ง–เคหะฯ และหมอชิต–คูคต ที่ในขอบเขตของงานระบบมีการบังคับให้ติดตั้งประตูกั้นชานชาลาในทุกสถานี[34]
  • วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2562 เวลา 11.49 น. เกิดเหตุจุดสับรางขัดข้องก่อนเข้าสถานีหมอชิต[35] ทำให้ต้องแบ่งการเดินรถเป็น 2 ช่วง คือ หมอชิต-สนามเป้า-หมอชิต และสนามเป้า-เคหะ-สนามเป้า โดยได้รับการแก้ไขปัญหาเมื่อเวลา 17.14 น. ในวันเดียวกัน[36]

อ้างอิง[แก้]

  1. บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (31 มีนาคม พ.ศ. 2560). ข้อมูลที่สำคัญอื่น - แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560 บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิงส์ จำกัด (มหาชน). สืบค้นเมื่อ 15 สิงหาคม 2560.
  2. ปิดดีลBTSเหมาสายสีเขียว ค่าตั๋ว15-65บาท แลกยืดสัมปทาน
  3. https://www.bts.co.th/info/info-history.html ข้อมูลระยะทาง
  4. จุดวิกฤตก่อสร้าง บีทีเอส ปี 2541 หมดวาสนาเห็นรถไพฟ้า นิตยสารผู้จัดการ กรกฎาคม 2538
  5. https://www.bts.co.th/info/info-history.html ข้อมูลระยะทาง ในหน้าประวัติความเป็นมา
  6. เริ่มแล้ว ! ใช้บัตรสวัสดิการฯ ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส
  7. http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538973876&Ntype=19
  8. http://www.kodmhai.com/m2/m2-3/m3-91-105.html
  9. http://ilaw.or.th/node/673
  10. http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=514835&page=38 บีทีเอสเล็งลงทุนส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าทุกเส้น
  11. http://www.thairath.co.th/content/eco/176151
  12. http://www.ryt9.com/s/iq05/1399682 BTS ​เผย​เม.ย.54-มี.ค.55ยอด​ผู้​ใช้รถ​ไฟฟ้า​โต 21.2%,​เตรียมรับมอบขบวนรถ​เพิ่ม
  13. https://www.prachachat.net/prachachat-top-story/news-145681
  14. http://bts.listedcompany.com/bts_ridership.html
  15. สาวใหญ่ร่วง รางบีทีเอส หวิดทับดับ
  16. http://www.ryt9.com/s/iq01/888850
  17. http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538973876&Ntype=19
  18. http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9540000053690
  19. รถไฟฟ้า BTS สายสีลมเสีย
  20. ช่างกลระแวง แทน นศ.ราชภัฏ สาหัสบนบีทีเอส นึกว่าเป็นคู่อริ
  21. ว่อนเน็ต! คลิปรปภ.รถไฟฟ้าบีทีเอส ทะเลาะกับฝรั่ง
  22. บีทีเอสแถลงข่าว ระบบเดินรถไฟฟ้าขัดข้อง
  23. ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 วูบตกราง BTS ปลอดภัยแล้ว
  24. รถไฟฟ้าบีทีเอส แจ้งจุดสับรางเสีย "ชิดลมมุ่งหน้าสยาม"
  25. ข้อมูลจากทวิตเตอร์ @bts_skytrain ตั้งแต่วันที่ 1–25 มิถุนายน พ.ศ. 2561
  26. BTS แจงเดินรถล่าช้า เหตุ 'คลื่นรบกวน' อาณัติสัญญาณ
  27. DTAC แจงคลื่นความถี่ 2300 MHz ไม่ได้รบกวนสาเหตุบีทีเอสขัดข้อง ,เช้านี้กสทช.-ดีแทคเข้ามาร่วมแก้ปัญหา
  28. ดีแทคแจง คลื่น 2300MHz ไม่ใช่ต้นเหตุบีทีเอสระบบป่วน
  29. กสทช.ส่งจนท.ตรวจคลื่นรบกวนรถไฟฟ้า BTS เชิญ TOT ชี้แจงพฤหัสนี้ ด้าน DTAC ระบุลองปิดสัญญาณแล้วเช้านี้
  30. 30.0 30.1 กสทช.ยอมรับ WiFi ป่วน! กระทบบีทีเอส ระบบขัดข้อง
  31. รถไฟฟ้าบีทีเอส ชี้แจงเหตุรถไฟฟ้าขัดข้อง
  32. ได้ข้อสรุป! กสทช.สั่ง BTS ย้ายช่องความถี่ เคลียร์ดราม่าคลื่นกวนระบบ ให้บริการเป็นปกติ 30 มิ.ย.
  33. หญิงเป็นลมตกราง 'บีทีเอส' ราชเทวี เผยเจ็บเล็กน้อย
  34. "กทม." เรียก "บีทีเอส"หารือติดแผงกั้นชานชาลาหลังผู้โดยสารตกไปในราง
  35. https://timeline.line.me/post/_dSUOne_qJCFE8EGQliHv61eo87Y_jSo_RBE_v6Y/1156120215304053142
  36. https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/105328

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]