สงครามอังกฤษ–ซูลู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สงครามอังกฤษ-ซูลู
Défense de Rorke's Drift.jpg
รายละเอียดรูปภาพแสดงให้เห็นถึงสมรภูมิแห่ง ร็อค ดริฟท์
วันที่ 11 มกราคม - 19 กรกฎาคม 1879
สถานที่ แอฟริกาใต้
ผลลัพธ์ สหราชอาณาจักรได้รับชัยชนะ
ราชอาณาจักรของซูลูตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิบริติช
คู่ขัดแย้ง
สหราชอาณาจักร จักรวรรดิบริติช
ราชอาณาจักรซูลู
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
สหราชอาณาจักร เบนจามิน ดิสราเอลี

สหราชอาณาจักร เซอร์เฮนรี บาร์เทิล เฟรียร์
สหราชอาณาจักร กาเล็ต โวเซเล
สหราชอาณาจักร ลอร์ดเชล์มฟอร์ด

เคตช์วาโย

นินซิงวาโย โคซา
ดาบูลามานซี

กำลัง
บุกรุกครั้งที่ 1

รวมทั้งหมด 15000-16000 นาย
 ● อังกฤษ 6600 นาย
 ● แอฟริกา 9000 นาย
 ● ปืนใหญ่ 17 กระบอก
 ● ปืนแก็ตลิง 1 กระบอก
 ● ปืนใหญ่จรวด 1 กระบอก

บุกรุกครั้งที่ 2

รวมทั้งหมด 25000 นาย
 ● อังกฤษ 16000 นาย
 ● ชนเผ่าพื้นเมืองนาเทาร์ 7000 นาย
 ● พลเรือนลำเลียง 3000 นาย
 ● ปืนใหญ 10 กระบอก
 ● ปืนแก็ตลิง 2 กระบอก

35000 นาย
กำลังพลสูญเสีย
1902 นาย

256 บาดเจ็บ

6930 นาย

สงครามอังกฤษ–ซูลู เป็นสงครามระหว่างจักรวรรดิบริติชและราชอาณาจักรซูลู ในปี 1879 หลังจากลอร์ดคายร์นาร์วอนริเริ่มสหพันธรัฐในแคนาดาได้สำเร็จ จึงมีความคิดว่าความพยายามทางการเมืองคล้ายกันกอปรกับการทัพ อาจประสบความสำเร็จกับราชอาณาจักรในทวีปแอฟริกา พื้นที่ชนเผ่าและสาธารณะโบเออร์ในแอฟริกาใต้เช่นกัน ในปี 1876 เซอร์เฮนรี บาร์เทิล เฟรียร์ ถูกส่งไปเป็นข้าหลวงใหญ่จักรวรรดิบริติชประจำแอฟริกาใต้เพื่อนำแผนดังกล่าวไปปฏิบัติ หนึ่งในอุปสรรคนั้นคือ การมีรัฐเอกราชสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ราชอาณาจักรแห่งซูลูแลนด์ และกองทัพของสองรัฐ

จากความคิดริเริ่มของเฟรียร์ โดยไม่ได้รับคำยินยอมจากรัฐบาลบริติช และด้วยเจตนาเริ่มสงครามกับซูลู ยื่นคำขาดในวันที่ 11 ธันวาคม 1878 ให้กับพระมหากษัตริย์ซูลู เซเตวาโย (Cetshwayo) ซึ่งพระองค์ไม่อาจปฏิบัติตามได้ ที่ข้อตกลงนั้นรวมการปลดประจำการกองทัพและเลิกประเพณีทางวัฒนธรรมสำคัญของตน บาร์เทิล เฟรียร์ ได้ส่งลอร์ดเชล์มฟอร์ดไปบุกครองซูลูแลนด์หลังไม่ยอมปฏิบัติตามคำขาด สงครามนี้ได้เป็นที่รู้จักจากยุทธการนองเลือดเป็นพิเศษหลายครั้ง รวมถึงชัยของซูลูที่ไอแซนด์ลวานา (Isandlwana) ในขั้นแรก ตามมาด้วยความปราชัยของกองทัพซูลูขนาดใหญ่ที่ยุทธการแห่งร็อคส์ดริฟท์ด้วยกำลังบริติชเพียงหยิบมือ สุดท้ายบริเตนชนะและยุติภาวะครอบงำของซูลูในภูมิภาค

ประวัติ[แก้]

ใน ค.ศ 1850 จักรวรรดิบริติช มีอาณานิคมอยู่ทางใต้ของแอฟริกามีอาณาเขตติดต่อกับนิคมที่ดินต่างๆของชาวโบเออร์, อาณาจักรของชาวแอฟริกันต่างๆเช่น อาณาจักรซูลู, และเขตรัฐของชนเผ่าต่างๆ และมีปฏิสัมพันธ์กันและต่อมาด้วยนโยบายการขยายตัวและอาณานิคมเคปได้ก่อตัวขึ้นหลังจากสนธิสัญญา อังกฤษ-ดัตช์ แห่งปี ค.ศ 1814 ได้ยกให้ อาณานิคมดัตช์ของเคปทาวน์ให้กับบริติชและอาณาเขตของมันได้ขยายตัวอย่างมากมายในศตวรรษที่ 19 นาเทาร์ในทางตะวันออกใต้ได้ประกาศเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิบริติซในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ ·1843หลังจากรัฐบาลบริติชได้ยึดครองสาธารณะโบเออร์แห่งนาเทาร์นำมาซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเมื่อบุตรทั้งสามคนและพี่ชายของหัวหน้าเผ่าซูลู ซิราโยได้จัดรวบรวมเข้าปล้นนาเทาร์และได้นำพาผู้หญิงสองคนซึงอยู่ภายใต้การอารักขาบริติช

การค้นพบเพชรพลอยใกล้ลำธาร วาออรริฟเวอร์ 550ไมล์(890 กิโลเมตร)ในบางส่วนของเคปทาวทางตะวันออกเฉียงเหนือได้สิ้นสุดการแยกตัวออกภายในชาวโบเออร์และเปลื่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของแอฟริกาใต้ การค้นพบเปนสิ่งกระตุ้นการรีบเร้นค้นหาเพชรซึ่งดึงดูดใจของคนจากทั่วโลกอังซึ่งได้เปลื่ยนคิมเบอร์ลี่กลายเป็นเมืองที่มีประชากร 50000 คนภายใน 5 ปีและดึงดูดความสนใจผลประโยชน์ของจักรวรรดิบริติชในปี ค.ศ 1870 บริติชได้ยึดครองกรีครัวแลนด์ตะวันตกเป็นสถานที่ค้นพบเพชรของเมืองคิมเบอร์ลี่

ใน ค.ศ 1874 ลอร์ด คายร์นาร์วอน รัฐมนตรีกองการแห่งอาณานิคมได้เบิกสหพันธ์ในแคนนาดาอย่างสำเร็จ ก็มีแนวคิดว่าอุบายที่คล้าย ครึงกันอาจใช้งานได้ผลที่แอฟริกาใต้ อุบายของชาวแอฟริกาใต้ที่ร้องเรียกให้ชนกลุ่มน้อยคนผิวขาวที่อยู่เหนือคนผิวดำหมู่มากอันที่อยากจะจัดหาการรวมกำลังแรงงานราคาถูกขนาดใหญู่ให้กับไร่น้ำตาลและเหมืองแร่ของบริติช ลอร์ด คายร์นาร์วอน ได้พยายามในระหว่างแผ่ขยายอิทธิพลของบริติช ใน ค.ศ 1875 เข้าหารัฐโบเออร์แห่งออเร้นฟรีสเตดส์และสาธารณะทรานส์วาลและพยายามที่จะจัดตั้งเครือรัฐแห่งบริตัชและอาณาเขตโบเออร์แต่ว่าผู้นำโบเออร์ได้ปฏิเสธเขา

ใน ค.ศ 1877 เชอร์ บาร์เทิล เฟรียร์ ได้แต่งตั้งเป็นข้าหลวงใหญ่สำหรับแอฟริกาทางตอนใต้โดย ลอร์ด คายร์นาร์วอน คายร์นาร์วอนแต่งตั้งเฟรีย์ในตำแหน่งที่เข้าใจว่าเขาจะทำงานเพื่อดำเนินแผนสมาพันธ์ของลอร์ด คายร์นาร์วอน และ ในทางกลับกัน เฟรียร์สามารถเป็นผู้ว่าการแห่งสหพันรรัฐแอฟริกาตอนใต้คนแรกได้ เฟรียร์ได้ถูกส่งไปที่แอฟริกาใต้ในฐานะข้าหลวงใหญ่ เพื่อนำแผนนี้ไปใช้ หนึ่งในหลายๆอุปสรรคต่อแผนอุบายคือ การทีมีรัฐเอกราชของของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้รู้จักอย่างไม่เป็นการว่า สาธารณทรานส์วาลและอาณาจักรแห่งซูลูแลนด์. บาร์เทิลเฟรียร์ไม่เสียเวลาในการวางอุบายต่อไปข่างหน้า และสร้างเหตุผลพอเพียงในการทำสงครามต่อซูลูด้วยดารทำให้ความสำคัญของจำนวนของอุบัติการณ์เกินความจริง

บาร์เทิล เฟรียร์

โดย ค.ศ 1877 เชอร์ ธีโอพีช เชพสโตน กระทรวงต่างประเทศอังกฤษแห่งนาเทาร์ได้, ยึดสาธารณทรานส์วาลเพื่อจักรวรดิบริติชโดยใช้หมายพิเศษ ชาวโบเออร์ในทรานส์วาลได้คัดค้านแต่ตราบใดที่ภัยคุกคามจากซูลูยังคงอยู่ ต้องอยู่ท่ามกลางระหว่างภัยคุกคามทั้งสอง และได้เกรงกลัวว่าหากถ้าได้นำอาวุธมาต่อต้านการยึกครองของบริติช พระมหากษัตริย์เชเตวาโยและซนเผ่าซูลูได้ถือโอกาสเข้าโจมตีแต่ อย่างไรก็ตามการยึดครองของจักรติวรรชบริติชที่สำเร็จ และโดยเฉพาะการยึดครองกรีคัวร์แลนด์ตะวันตกได้สร้างความไม่สงบให้กับสาธารณโบเออร์


อ้างอิง[แก้]

  • Archer, Christon I.; Ferris, John R.; Herwig, Holger H.; Travers, Timothy H. E. (2008).
  • Bourquin, S. (1978). "The Zulu military organization and the challenge of 1879". Military History Journal. 4 (4)
  • Dutton, Roy (2010). Forgotten Heroes: Zulu & Basuto Wars including Complete Medal Roll.