ข้ามไปเนื้อหา

สงครามยิว–โรมันครั้งที่หนึ่ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามยิว–โรมันครั้งที่หนึ่ง
ส่วนหนึ่งของ สงครามยิว–โรมัน

การล้อมเยรูซาเลม ค.ศ. 70
วันที่ค.ศ. 66–73/74
สถานที่
ผล โรมันมีชัย
คู่สงคราม
จักรวรรดิโรมัน ส่วนราชการยูดาห์
สนับสนุนโดย:
อาดีอาเบเน
กลุ่มศาสนา
ชาวกาลิลี
กลุ่มชาวไร่
ชาวอิดูเมีย
กลุ่มซิคารี
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
กำลัง
  • ทัพกัลลุส: 29,548 นาย (66)[1]
  • ทัพแว็สปาซิอานุส: 60,000 นาย (67–69)[1]
  • ทัพติตุส: 50,000 นาย (69–70)[1]
  • ทัพซิลวา: 8,000 นาย (74)[1]
ไม่ทราบ ไม่ทราบ
  • ตามบันทึกของโยเซฟุส มีผู้ตายในเยรูซาเลม 1.1 ล้านคน และในแคว้นกาลิลี 100,000 คน[2]
  • ตามการวิเคราะห์สมัยใหม่ ประชากรมหาศาลของมณฑลยูดาห์เสียชีวิต ซึ่งอาจสูงถึงหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมด[3] ตัวเลขของโยเซฟุสที่ระบุว่ามีผู้ถูกต้อนไปเป็นทาส 97,000 คนนั้น เป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิชาการ[4][5]

สงครามยิว–โรมันครั้งที่หนึ่ง (อังกฤษ: First Jewish–Roman War) หรือรู้จักในชื่อ การจลาจลครั้งใหญ่ของชาวยิว หรือ การจลาจลครั้งแรกของชาวยิว หรือ สงครามชาวยิว เป็นสงครามระลอกแรกจากในบรรดาการก่อจลาจลครั้งใหญ่สามครั้งของชาวยิวที่ต่อต้านการปกครองของจักรวรรดิโรมัน สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นในมณฑลยูดาห์ นำไปสู่การทำลายล้างเยรูซาเลมและพระวิหารหลังที่สอง การพลัดถิ่นของประชากรจำนวนมาก การยึดครองดินแดน และการล่มสลายของนครรัฐชาวยิว

แผ่นดินยูเดียซึ่งเคยได้รับอิสรภาพภายใต้ราชวงศ์ฮัสโมน ได้ตกเป็นของสาธารณรัฐโรมันในช่วงศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล ในช่วงแรกยูเดียมีสถานะเป็นประเทศราชส่งบรรณาการ ก่อนจะกลายมาเป็นมณฑลยูดาห์ที่ถูกปกครองโดยตรงจากกรุงโรม ซึ่งเต็มไปด้วยการปกครองอันกดขี่ของผู้ว่าราชการมณฑล ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ความปรารถนาในชาตินิยม รวมถึงความขัดแย้งทางศาสนาและเชื้อชาติที่เพิ่มสูงขึ้น ในปี ค.ศ. 66 ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิเนโร ความวุ่นวายได้ปะทุขึ้นเมื่อชาวกรีกในท้องถิ่นได้ทำพิธีเซ่นสังเวยนกบริเวณทางเข้าสุเหร่ายิวในนครซีซาเรียมารีตีมา สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อผู้ว่าราชการมณฑล เกสซีอุส ฟลอรุส เข้าปล้นสะดมทรัพย์สินในวิหารและสังหารหมู่ชาวเมืองเยรูซาเลม ส่งผลให้เกิดการลุกฮือขึ้นต่อสู้ กลุ่มกบฏเข้าสังหารกองกำลังทหารโรมัน ขณะที่ข้าราชการฝ่ายโรมันต่างหลบหนีออกจากเมือง

เพื่อสยบความวุ่นวาย เซสติอุส กัลลุส ผู้ว่าราชการมณฑลซีเรีย จึงได้นำยกทัพบุกมณฑลยูดาห์ แต่กลับพ่ายแพ้ในยุทธการที่เบธโฮรอน ต่อมากลุ่มกบฏจึงได้จัดตั้งคณะปกครองชั่วคราวขึ้นในนครเยรูซาเลมนำโดยอานานุส เบน อานานุส ต่อมาในปี ค.ศ. 67 แว็สปาซิอานุสได้รับแต่งตั้งให้ไปปราบกบฏ โดยได้ยกทัพบุกแคว้นกาลิลีและตีเมืองยอดฟัต (Yodfat), ทาริเชอา (Tarichaea) และกัมลา (Gamla) จนแตกพ่าย เมื่อบรรดากลุ่มกบฏและผู้อพยพหนีตายเข้าไปยังเยรูซาเลม คณะปกครองชั่วคราวก็ถูกโค่นล้ม นำไปสู่ศึกภายในระหว่างแกนนำการกบฏทั้งสามคน

หลังจากแม่ทัพแว็สปาซิอานุสปราบพื้นที่ส่วนใหญ่ของมณฑลลงได้ การโค่นล้มจักรพรรดิเนโรทำให้เขาต้องเดินทางกลับโรมเพื่ออ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์ แม่ทัพติตุสบุตรชายของเขาจึงนำทัพต่อเข้าปิดล้อมเยรูซาเลมจนเมืองแตกในปี ค.ศ. 70 ส่งผลให้พระวิหารของชาวยิวถูกทำลายและตัวเมืองราบเป็นหน้ากลอง ต่อมาในปี ค.ศ. 71 ติตุสและแว็สปาซิอานุส (ที่บัดนี้ได้เป็นจักรพรรดิ) ได้จัดพิธีเฉลิมชัยในกรุงโรม โดยมีกองพลที่ 10 เฟรเทนซิส ประจำการในมณฑลยูดาห์เพื่อปราบปรามกองกำลังต่อต้านกลุ่มสุดท้าย ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยการตกเป็นของโรมันในยุทธการที่มาซาดาช่วงปี ค.ศ. 73/74

สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบฝังรากลึกต่อชนชาวยิว มีผู้คนจำนวนมากถูกสังหาร พลัดถิ่น หรือถูกขายเป็นทาส บรรดาศาสนจารย์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและร่วมกันจัดตั้งศูนย์กลางทางศาสนาขึ้นที่เมืองยาฟเนห์ (Yavneh) ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการพัฒนาการของศาสนายิวแบบแรบไบ (Rabbinic Judaism) เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาวะหลังการสูญเสียวิหาร เหตุการณ์เหล่านี้ในประวัติศาสตร์ชาวยิวเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากยุคพระวิหารหลังที่สอง เข้าสู่ยุครับบี นอกจากนี้ การกบฏดังกล่าวยังเร่งให้เกิดการแยกตัวระหว่างศาสนาคริสต์กับศาสนายูดาห์เร็วยิ่งขึ้น ชัยชนะในครั้งนี้ช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่ราชวงศ์ฟลาวิอานุส ซึ่งได้มีการสร้างอนุสรณ์สถานและการผลิตเหรียญกษาปณ์เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในกรุงโรม พร้อมทั้งจัดเก็บภาษีเชิงลงโทษต่อชาวยิวทุกคน และเพิ่มกำลังทหารประจำการในภูมิภาคดังกล่าว

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 Rogers 2022, p. 302.
  2. The Jewish War, VI, 9.3
  3. Herr 1984, p. 288.
  4. Schwartz 2014b, pp. 85–86.
  5. Rogers 2022, p. 369.