สงครามพม่า–สยาม (พ.ศ. 2137–2143)
| สงครามพม่า–สยาม (พ.ศ. 2137–2143) | |||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ส่วนหนึ่งของ สงครามพม่า-สยาม | |||||||||
แผนที่แสดงให้เห็นถึงการเดินทัพของสยามในพม่า: : แดง: การบุกของสยามใน ค.ศ. 1593 (พ.ศ. 2137) น้ำตาล: การบุกของสยามและการถอยทัพใน ค.ศ. 1595 (พ.ศ. 2138) เหลือง: การบุกรุกของสยามใน ค.ศ. 1599-1600 (พ.ศ. 2142-2143) | |||||||||
| |||||||||
| คู่สงคราม | |||||||||
| ราชวงศ์ตองอู | อาณาจักรอยุธยา | ||||||||
| ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ | |||||||||
|
พระเจ้านันทบุเรง † มังรายกะยอชวาที่ 2 † พระเจ้าญองย่าน เมงเยสีหตู ตะโดธรรมราชาที่ 3 † นะฉิ่นเหน่าง์ นรธาเมงสอ สมิงอุบากอง † สมิงพระตะบะ พระยาทวาย † พระยาลอ (เชลย) พระยามะริด พระยาตะนาวศรี |
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ พระยาจักรี พระยาพระคลัง พระยาศรีไสยณรงค์ พระยาเทพอรชุน พระยารามคำแหง พระยาศรีไสล พระราชมนู พระชัยบุรี พระยาพิชัยสงคราม | ||||||||
| หน่วยที่เกี่ยวข้อง | |||||||||
|
กองทัพอาณาจักรพม่า รวมทั้ง: |
กองทัพหลวงสยาม รวมทั้ง: | ||||||||
| กำลัง | |||||||||
|
2136: ทหาร 10,000 นายและเรือ 200 ลำ 2137: ไม่ทราบ 2138: ไม่ทราบ 2142: ไม่ทราบ 2143: ไม่ทราบ |
2136: ทหาร 15,000 นายและเรือ 250 ลำ 2137: ทหาร 3,000 นาย 2138: ~120,000 นาย 2142: ไม่ทราบ 2143: ไม่ทราบ | ||||||||
| ความสูญเสีย | |||||||||
| ไม่ทราบ | ไม่ทราบ | ||||||||
สงครามพม่า-สยาม (พ.ศ. 2137–2143) (พม่า: ယိုးဒယား-မြန်မာစစ် (၁၅၄၈); อังกฤษ: Burmese–Siamese War (1593–1600)) มีอีกชื่อว่า สงครามพระนเรศวร (ဗြနရာဇ်စစ်ပွဲ) สงครามระหว่างราชวงศ์ตองอูและอาณาจักรอยุธยา สงครามครั้งนี้ถือเป็นบทสรุปของการดำเนินการเพื่ออิสรภาพของสยาม ภายหลังจากการกอบกู้เอกราชในสงครามพม่า–สยาม (พ.ศ. 2127–2136) สงครามยุติลงด้วยชัยชนะของสยาม โดยสามารถเข้ายึดครองเมืองทวายและตะนาวศรี พร้อมทั้งยกทัพเข้าล้อมเมืองสำคัญของราชวงศ์ตองอูอีกสองแห่ง[2]
ภูมิหลัง
[แก้]สยามดำเนินสงครามตั้งรับต่อเนื่องเป็นเวลาสิบปี นับตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพในปี พ.ศ. 2127 สยามกอบกู้เอกราชได้สำเร็จสืบเนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชามังกยอชวาในสงครามยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อปี พ.ศ. 2135 ต่อมาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงดำเนินแผนการยึดครองเมืองทวายและตะนาวศรี พร้อมทั้งพระราชทานความช่วยเหลือแก่ชาวมอญในการก่อกบฏต่อต้านอำนาจของหงสาวดี จนถึงปี พ.ศ. 2138 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงระบุว่า 'ชาวอยุธยาทุกคนต่างตระหนักดีว่าฝ่ายหงสาวดีได้ยกทัพมาปล้นสะดมขอบขัณฑสีมาอยู่หลายครั้งหลายหน' และมีความเห็นพ้องว่าควรจะ 'ตอบแทนหงสาวดีให้สาสมในลักษณะเดียวกัน'[3]
การรบในรัฐมอญ
[แก้]การรบที่ทวายและตะนาวศรี (พ.ศ. 2135)
[แก้]ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2136 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงส่งกองทัพแยกเป็นสองสายเพื่อยกไปโจมตีเมืองทวายและเมืองตะนาวศรี กองทัพสายแรกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาจักรี โดยยกกองทัพไปยึดเมืองตะนาวศรี กองทัพสายที่สองอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาพระคลัง โดยยกกองทัพไปยึดเมืองทวาย[4] เมืองทวายและเมืองตะนาวศรีเคยเป็นเมืองในขอบขัณฑสีมาของอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งต่อมาได้ถูกฝ่ายหงสาวดียึดครองไป อย่างไรก็ตาม เจ้าเมืองตะนาวศรีได้ทราบถึงแผนการของทางกรุงศรีอยุธยา จึงได้ส่งใบบอกเป็นการเร่งด่วนไปยังพระเจ้านันทบุเรง ซึ่งต่อมาได้มีพระบรมราชโองการให้จัดกองทัพยกลงมาเพื่อต่อต้านกองทัพอยุธยา[5]
ฝ่ายเมืองตะนาวศรีได้ต้านทานการล้อมเมืองอยู่เป็นเวลา 15 วัน ส่วนการล้อมเมืองทวายนั้นดำเนินไปเป็นเวลา 20 วัน กองทัพอยุธยาจึงสามารถเข้ายึดครองเมืองทั้งสองได้สำเร็จ เจ้าเมืองทั้งสองต่างยอมอ่อนน้อมเข้าเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของกรุงศรีอยุธยาดังเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต[4][6][7][8]
หลังจากพระยาจักรีเข้ายึดเมืองตะนาวศรีได้สำเร็จ จึงได้เข้ายึดเมืองมะริดและเรือที่จอดอยู่ในท่า ซึ่งประกอบด้วยเรือสลุปของชาวต่างชาติ 3 ลำ และเรืออื่น ๆ อีกกว่า 150 ลำ จากนั้นพระยาจักรีได้ส่งพระยาเทพอรชุนนำกองทัพเรือไปยังเมืองทวาย เพื่อเตรียมสมทบและช่วยเหลือพระยาพระคลัง ในกรณีที่กองทัพหงสาวดียกลงมาถึงที่นั่น หลังจากนั้นพระยาจักรีได้ยกกองทัพบกมุ่งหน้าไปยังเมืองทวาย โดยทิ้งกำลังพลจำนวน 10,000 นายไว้รักษาเมืองตะนาวศรีภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาศรีไสยณรงค์ ในขณะเดียวกัน พระยาพระคลังได้ส่งกองทัพเรือประกอบด้วยเรือ 100 ลำ และกำลังพล 5,000 นาย ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาพิชัยสงครามและพระยารามคำแหง เพื่อไปสมทบและช่วยเหลือพระยาจักรี[9]
ฝ่ายหงสาวดีได้จัดกองทัพเรือประกอบด้วยเรือ 200 ลำ และกำลังพล 10,000 นาย ภายใต้การบังคับบัญชาของสมิงอุบากองและสมิงพระตะบะ ยกลงมาเพื่อเตรียมรับศึก กองเรือของฝ่ายหงสาวดีชุดนี้ถูกกองเรือของทางกรุงศรีอยุธยาตีกระหนาบเข้าทั้งจากทางทิศเหนือและทิศใต้ในขณะกำลังเคลื่อนพล ผลจากการรบปรากฏว่าเรือของฝ่ายหงสาวดีถูกยิงจมลงเป็นจำนวนมาก กำลังพลบางส่วนได้สละเรือหนีขึ้นบกเพื่อเอาตัวรอด ในขณะที่เรือส่วนที่เหลือได้เร่งแล่นเรือหนี ในการรบครั้งนี้ สมิงอุบากองตายในที่รบ และกองทัพอยุธยาสามารถจับกุมเชลยศึกได้อีกกว่า 500 นาย[10]
ยึดเมาะตะมะ (พ.ศ. 2137)
[แก้]ต่อมาในปี พ.ศ. 2137 พระยาลาวซึ่งเป็นเจ้าเมืองเมาะตะมะของฝ่ายหงสาวดี เกิดความระแวงว่าเจ้าเมืองเมาะลำเลิงกำลังลอบติดต่อเป็นพันธมิตรกับทางกรุงศรีอยุธยา ในขณะนั้น ผู้นำกลุ่มชาวมอญได้พำนักอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองเมาะลำเลิงแสดงอาการกระด้างกระเดื่องต่อพระยาลาว และได้ส่งใบบอกด่วนมายังสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือ ในการนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งกำลังพลจำนวน 3,000 นาย ภายใต้การนำของพระยาศรีไสยณรงค์ ยกไปช่วยรักษาเมืองเมาะลำเลิง ผลจากการเคลื่อนทัพดังกล่าว ทำให้กองกำลังทหารหงสาวดีที่รักษาเมืองเมาะตะมะตัดสินใจละทิ้งเมืองและถอนกำลังออกไปในทันที ฝ่ายพระเจ้านันทบุเรงเมื่อทรงทราบข่าว จึงมีพระบรมราชโองการให้ เมงเยสีหตูที่ 2 อุปราชแห่งตองอู ยกทัพมาปราบปรามกบฏ แต่กองทัพตองอูกลับพ่ายแพ้ต่อกองทัพผสมระหว่างกรุงศรีอยุธยากับมอญ[11][12][13][14]
การรุกรานภาคกลางของพม่า (พ.ศ. 2138–2143)
[แก้]
การล้อมหงสาวดีครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2138)
[แก้]ภายหลังจากที่ขับไล่กองกำลังหงสาวดีออกจากพื้นที่ชายฝั่งตะนาวศรีได้สำเร็จ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเริ่มดำเนินนโยบายเชิงรุก โดยทรงตระหนักว่าเป็นโอกาสอันดีในการตอบโต้ฝ่ายหงสาวดี เพื่อชดเชยกับความเสียหายที่กรุงศรีอยุธยาเคยถูกรุกรานและโจมตีในอดีต ด้วยเหตุนี้ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2137 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงทรงยกทัพออกจากกรุงศรีอยุธยาด้วยกำลังพล 120,000 นาย เพื่อเริ่มปฏิบัติการรุกรานพื้นที่พม่าตอนล่าง[15] เมื่อเคลื่อนทัพหลวงมาถึงเมืองเมาะตะมะ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงรับเอาทัพมอญเข้ามาเป็นกำลังสมทบ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพอยุธยาในการรุกรบต่อไป เมื่อกองทัพเคลื่อนพลถึงกรุงหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงส่งกำลังเข้าล้อมพระนครไว้เป็นเวลา 3 เดือน จนกระทั่งทรงได้รับข่าวว่าอุปราชแห่งแปร อุปราชแห่งอังวะ และอุปราชแห่งตองอูกำลังยกทัพมาเพื่อสมทบและช่วยป้องกันหงสาวดี เมื่อทรงประเมินว่ากองทัพหนุนของหงสาวดีซึ่งนำโดยเหล่าอุปราชนั้นมีกำลังมหาศาลเกินกว่าจะต้านทานได้โดยง่าย สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงตัดสินพระทัยยุติการปิดล้อมพระนคร และทรงนำกองทัพกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยา[14][16][17]
การล้อมหงสาวดีครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2142)
[แก้]ต่อมาในระหว่าง พ.ศ. 2140–2141 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงอาศัยความได้เปรียบจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองภายในของหงสาวดี จึงตัดสินพระทัยยกกองทัพเข้ารุกรานอาณาจักรหงสาวดีอีกครั้งหนึ่ง ในขณะนั้น อำนาจการปกครองสูงสุดตกอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้านันทบุเรง ในฐานะกษัตริย์ผู้ครองกรุงหงสาวดีแห่งจักรวรรดิตองอู อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเมืองประเทศราชต่าง ๆ ภายในจักรวรรดิ ปรากฏว่ามีเมืองที่มีกำลังอำนาจมากอย่างเมืองตองอูและเมืองอาระกัน (ยะไข่) ได้ก่อกบฏต่อพระเจ้านันทบุเรง และแสดงความจำนงที่จะร่วมเป็นพันธมิตรกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงมั่นพระทัยในแผนการรบมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทรงเชื่อมั่นว่าพระองค์ได้ทำข้อตกลงเป็นพันธมิตรกับเหล่าเจ้าผู้ครองเมืองที่มีกำลังอำนาจมากทั้งสองแห่งของจักรวรรดิตองอูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว[18][19]
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกำลังเตรียมการเคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่กรุงหงสาวดีนั้น พระเจ้าตองอูเริ่มเกิดความลังเลพระทัยและทบทวนถึงการร่วมเป็นพันธมิตรกับกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าตองอูมีความทะเยอทะยานที่จะปกครองอาณาจักรด้วยพระองค์เองอย่างเป็นอิสระ แต่ในขณะเดียวกันก็ตระหนักได้ว่า หากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชสามารถพิชิตหงสาวดีได้สำเร็จ เมืองตองอูของพระองค์อาจจะต้องตกอยู่ในสภาวะเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาแทน ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าตองอูจึงวางอุบายร่วมกับอุปราชแห่งอาระกัน ในการเข้ายึดครองกรุงหงสาวดีและทำการถอดถอนพระเจ้านันทบุเรงออกจากราชบัลลังก์ให้สำเร็จ ก่อนที่กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะเคลื่อนพลมาถึง ในการดำเนินตามแผนการดังกล่าว พระเจ้าตองอูเริ่มด้วยการปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายและการก่อจลาจลในหมู่ชาวมอญบริเวณแถบชายฝั่งตะนาวศรี ทั้งนี้เพื่อสร้างสถานการณ์ให้กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชต้องเผชิญกับอุปสรรคและเกิดความล่าช้าในการยกทัพเข้ารุกราน ในขั้นต่อมา พระเจ้าตองอูและอุปราชแห่งอาระกันได้ร่วมกันเกลี้ยกล่อมให้พระเจ้านันทบุเรงทรงสละกรุงหงสาวดี และเสด็จลี้ภัยไปประทับที่เมืองตองอูแทน พระเจ้านันทบุเรงทรงเห็นชอบตามคำทูลดังกล่าว จึงทรงยินยอมที่จะสละกรุงหงสาวดีและเสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่เมืองตองอูในที่สุด ก่อนที่กองทัพตองอูและอาระกันจะเคลื่อนพลออกจากกรุงหงสาวดี ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันริบทรัพย์สินที่มีค่าไปจนหมดสิ้น และทำการเผาทำลายเมืองจนราบคาบ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จพระราชดำเนินถึงกรุงหงสาวดี พระองค์กลับทอดพระเนตรเห็นเพียงเมืองที่ร้างผู้คนและกำลังถูกเพลิงเผาผลาญอยู่เท่านั้น[18][20]
การล้อมเมืองตองอู (พ.ศ. 2143)
[แก้]
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระพิโรธและรู้สึกว่าถูกทรยศจากการกระทำดังกล่าว จึงตัดสินพระทัยยกกองทัพมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่เมืองตองอูในทันที พระองค์ตระหนักดีว่า ในขณะนี้จำเป็นต้องเอาชนะพระเจ้าตองอูให้ได้เสียก่อน เพื่อที่จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีพระราชอำนาจสูงสุดเหนือดินแดนจักรวรรดิตองอูทั้งหมด เมื่อเคลื่อนพลถึงเมืองตองอู กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้รับกำลังสมทบจากเหล่าพันธมิตร ซึ่งรวมถึงกองทัพของพระเจ้านรธาเมงสอแห่งเชียงใหม่ด้วย กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ดำเนินการปิดล้อมเมืองตองอูอย่างแน่นหนา พร้อมทั้งทำการระบายน้ำออกจากคูเมืองจนแห้งขอด ก่อนจะเปิดฉากเข้าโจมตีตัวเมืองอย่างหนัก สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพยายามหักเอาเมืองตองอูอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึงสองเดือน แต่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2143 พระองค์ตัดสินพระทัยยุติการปิดล้อมและถอยทัพกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยา เนื่องจากประสบปัญหาการขาดแคลนเสบียงอาหารอย่างหนักเป็นปัจจัยสำคัญ[21][22][23]
บทสรุป
[แก้]ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2143 นะฉิ่นเหน่าง์พระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าตองอู ได้ลอบปลงพระชนม์พระเจ้านันทบุเรง และพระเจ้าอังวะพระมหาอุปราชา ขณะที่ทั้งสองพระองค์ถูกคุมขังอยู่ในเมืองตองอู เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิตองอูที่หนึ่งลงอย่างสมบูรณ์ ในขณะเดียวกัน เจ้าชายญองย่าน พระอนุชาของพระเจ้านันทบุเรง ผู้ซึ่งวางตัวอยู่เหนือความวุ่นวายระหว่างการล่มสลายของกรุงหงสาวดี ได้นำกลุ่มผู้สนับสนุนเดินทางไปยังเมืองอังวะ และได้รับการยอมรับให้ขึ้นเป็นพระเจ้าอังวะในเวลาต่อมา ในปี พ.ศ. 2146 หลังจากทรงสถาปนาราชวงศ์ตองอูยุคฟื้นฟู (หรือราชวงศ์ญองย่าน) และสามารถต้านทานการท้าทายอำนาจจากพระเจ้าตองอูและพระเจ้าแปรได้สำเร็จ พระเจ้าญองย่านจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างเป็นทางการ[24][25]
ฝ่ายกรุงศรีอยุธยานั้นว่างเว้นจากภัยคุกคามของกองทัพพม่าเป็นเวลาถึง 4 ปี จนกระทั่งเมื่อพระเจ้าญองย่านเริ่มดำเนินนโยบายแผ่ขยายพระราชอำนาจ โดยปราบปรามหัวเมืองไทใหญ่ให้กลับมาอยู่ภายใต้การปกครองอีกครั้ง เมื่อพระเจ้าญองย่านยกกองทัพรุกคืบมาถึงเมืองแสนหวี (Theinni) สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงจัดเตรียมกองทัพเพื่อเสด็จขึ้นไปรับศึกและขจัดภัยคุกคามที่มีต่อกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชยกกองทัพรุกคืบไปถึงบริเวณเมืองฝาง (ปัจจุบันคืออำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่) ก่อนที่จะพระประชวรลงอย่างกะทันหัน และเสด็จสวรรคตในอีก 3 วันต่อมา ภายหลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถผู้เป็นพระอนุชา จึงขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์ต่อไป[24][26]
ตามทัศนะของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพระบุว่าราชอาณาจักรอยุธยาในยุคสมัยนั้น มีอาณาเขตกว้างขวางที่สุด มีความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ และเปี่ยมไปด้วยเกียรติยศปรากฏขจรขจาย[27]
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ "Siam Invasion of Burma | Map and Timeline".
- ↑ Fernquest, pp. 51-52.
- ↑ Rajanubhab, pp. 148–149.
- 1 2 Wood, p. 144.
- ↑ Rajanubhab, pp. 139-140.
- ↑ Rajanubhab, p. 140.
- ↑ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, Page 118-121
- ↑ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล, Page 147
- ↑ Rajanubhab, p. 141.
- ↑ Rajanubhab, pp. 141-142.
- ↑ Wood, pp. 148-149.
- ↑ Rajanubhab, pp. 145-147.
- ↑ Kohn, p. 443.
- 1 2 Dupuy, p. 561.
- ↑ Rajanubhab, pp. 149-150.
- ↑ Kala, pp. 95-96.
- ↑ Rajanubhab, p. 150.
- 1 2 Wood, p. 152.
- ↑ Rajanubhab, pp. 151-156.
- ↑ Rajanubhab, pp. 157-162.
- ↑ Dupuy, p. 561-562.
- ↑ Rajanubhab, pp. 162-166.
- ↑ Wood, p. 153.
- 1 2 Wood, pp. 154-155.
- ↑ Rajanubhab, pp. 173-176.
- ↑ Rajanubhab, pp. 176-177.
- ↑ Rajanubhab, p. 178.
บรรณานุกรม
[แก้]- Dupuy, R. Ernest; Dupuy, Trevor N. (1993). The Harper Encyclopedia of Military History (พิมพ์ครั้งที่ 4th). New York: HarperCollins Publishers. ISBN 0-06-270056-1.
- Fernquest, Jon (ใบไม้ผลิ 2005). "The Flight of Lao War Captives from Burma Back to Laos in 1596: A Comparison of Historical Sources". SOAS Bulletin of Burma Research. 3 (1). SOAS, University of London. ISSN 1479-8484.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - Kala, U (1720). Maha Yazawin Gyi (ภาษาพม่า). เล่มที่ 3 (พิมพ์ครั้งที่ 2006, 4th printing). Yangon: Ya-Pyei Publishing.
- Kohn, George Childs (1999). Dictionary of Wars. London: Routledge.
- Rajanubhab, Damrong (2001). Our Wars With the Burmese. Bangkok,Thailand: White Lotus. ISBN 9747534584.
- Royal Chronicles of Ayutthaya (Phongsawadan Krung Si Ayutthaya) Doctor Bradley or Two-Volume Version (1864) – formerly called Krom Phra Paramanuchit Chinorot Version.
- Wood, W.A.R. (1924). A History of Siam. London: T. Fisher Unwin Ltd. สืบค้นเมื่อ 18 ธันวาคม 2019.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)