ข้ามไปเนื้อหา

สงครามพม่า–สยาม (พ.ศ. 2137–2143)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามพม่า–สยาม (พ.ศ. 2137–2143)
ส่วนหนึ่งของ สงครามพม่า-สยาม

แผนที่แสดงให้เห็นถึงการเดินทัพของสยามในพม่า: :
แดง: การบุกของสยามใน ค.ศ. 1593 (พ.ศ. 2137)
น้ำตาล: การบุกของสยามและการถอยทัพใน ค.ศ. 1595 (พ.ศ. 2138)
เหลือง: การบุกรุกของสยามใน ค.ศ. 1599-1600 (พ.ศ. 2142-2143)
วันที่ต้น ค.ศ. 1593 – พฤษภาคม ค.ศ. 1600
สถานที่
พม่าตอนใต้และตอนกลาง
ผล สรุปไม่ได้ ทั้งสองฝั่งอ้างชัยชนะ[1]
ดินแดน
เปลี่ยนแปลง
  • พระนเรศวรมหาราชรักษาความเป็นเอกราชของอาณาจักร และได้ดินแดนบางส่วน เช่น ล้านนาและเขตตะนาวศรี แต่ไม่สามารถยึดพะโค ซึ่งเป็นภารกิจหลักได้สำเร็จ
  • กองทัพสยามต้องถอนกำลังเนื่องจากปัญหาด้านการส่งกำลังบำรุงและการระบาดของโรคระบาดในหมู่ทหาร นำไปสู่ชัยชนะในการป้องกันของพม่า
  • การทัพเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การสูญเสียอย่างหนักของทั้งสองฝ่าย และทำให้จักรวรรดิทั้งสองอ่อนแอลงในระดับหนึ่ง
คู่สงคราม
ราชวงศ์ตองอู อาณาจักรอยุธยา
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
พระเจ้านันทบุเรง  
มังรายกะยอชวาที่ 2  
พระเจ้าญองย่าน
เมงเยสีหตู
ตะโดธรรมราชาที่ 3  
นะฉิ่นเหน่าง์
นรธาเมงสอ
สมิงอุบากอง 
สมิงพระตะบะ
พระยาทวาย 
พระยาลอ (เชลย)
พระยามะริด
พระยาตะนาวศรี
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
สมเด็จพระเอกาทศรถ
พระยาจักรี
พระยาพระคลัง
พระยาศรีไสยณรงค์
พระยาเทพอรชุน
พระยารามคำแหง
พระยาศรีไสล
พระราชมนู
พระชัยบุรี
พระยาพิชัยสงคราม
หน่วยที่เกี่ยวข้อง

กองทัพอาณาจักรพม่า รวมทั้ง:

กองทัพหลวงสยาม รวมทั้ง:

กำลัง
2136:
ทหาร 10,000 นายและเรือ 200 ลำ
2137:
ไม่ทราบ
2138:
ไม่ทราบ
2142:
ไม่ทราบ
2143:
ไม่ทราบ
2136:
ทหาร 15,000 นายและเรือ 250 ลำ
2137:
ทหาร 3,000 นาย
2138:
~120,000 นาย
2142:
ไม่ทราบ
2143:
ไม่ทราบ
ความสูญเสีย
ไม่ทราบ ไม่ทราบ

สงครามพม่า-สยาม (พ.ศ. 2137–2143) (พม่า: ယိုးဒယား-မြန်မာစစ် (၁၅၄၈); อังกฤษ: Burmese–Siamese War (1593–1600)) มีอีกชื่อว่า สงครามพระนเรศวร (ဗြနရာဇ်စစ်ပွဲ) สงครามระหว่างราชวงศ์ตองอูและอาณาจักรอยุธยา สงครามครั้งนี้ถือเป็นบทสรุปของการดำเนินการเพื่ออิสรภาพของสยาม ภายหลังจากการกอบกู้เอกราชในสงครามพม่า–สยาม (พ.ศ. 2127–2136) สงครามยุติลงด้วยชัยชนะของสยาม โดยสามารถเข้ายึดครองเมืองทวายและตะนาวศรี พร้อมทั้งยกทัพเข้าล้อมเมืองสำคัญของราชวงศ์ตองอูอีกสองแห่ง[2]

ภูมิหลัง

[แก้]

สยามดำเนินสงครามตั้งรับต่อเนื่องเป็นเวลาสิบปี นับตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพในปี พ.ศ. 2127 สยามกอบกู้เอกราชได้สำเร็จสืบเนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชามังกยอชวาในสงครามยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อปี พ.ศ. 2135 ต่อมาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงดำเนินแผนการยึดครองเมืองทวายและตะนาวศรี พร้อมทั้งพระราชทานความช่วยเหลือแก่ชาวมอญในการก่อกบฏต่อต้านอำนาจของหงสาวดี จนถึงปี พ.ศ. 2138 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงระบุว่า 'ชาวอยุธยาทุกคนต่างตระหนักดีว่าฝ่ายหงสาวดีได้ยกทัพมาปล้นสะดมขอบขัณฑสีมาอยู่หลายครั้งหลายหน' และมีความเห็นพ้องว่าควรจะ 'ตอบแทนหงสาวดีให้สาสมในลักษณะเดียวกัน'[3]

การรบในรัฐมอญ

[แก้]

การรบที่ทวายและตะนาวศรี (พ.ศ. 2135)

[แก้]

ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2136 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงส่งกองทัพแยกเป็นสองสายเพื่อยกไปโจมตีเมืองทวายและเมืองตะนาวศรี กองทัพสายแรกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาจักรี โดยยกกองทัพไปยึดเมืองตะนาวศรี กองทัพสายที่สองอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาพระคลัง โดยยกกองทัพไปยึดเมืองทวาย[4] เมืองทวายและเมืองตะนาวศรีเคยเป็นเมืองในขอบขัณฑสีมาของอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งต่อมาได้ถูกฝ่ายหงสาวดียึดครองไป อย่างไรก็ตาม เจ้าเมืองตะนาวศรีได้ทราบถึงแผนการของทางกรุงศรีอยุธยา จึงได้ส่งใบบอกเป็นการเร่งด่วนไปยังพระเจ้านันทบุเรง ซึ่งต่อมาได้มีพระบรมราชโองการให้จัดกองทัพยกลงมาเพื่อต่อต้านกองทัพอยุธยา[5]

ฝ่ายเมืองตะนาวศรีได้ต้านทานการล้อมเมืองอยู่เป็นเวลา 15 วัน ส่วนการล้อมเมืองทวายนั้นดำเนินไปเป็นเวลา 20 วัน กองทัพอยุธยาจึงสามารถเข้ายึดครองเมืองทั้งสองได้สำเร็จ เจ้าเมืองทั้งสองต่างยอมอ่อนน้อมเข้าเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของกรุงศรีอยุธยาดังเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต[4][6][7][8]

หลังจากพระยาจักรีเข้ายึดเมืองตะนาวศรีได้สำเร็จ จึงได้เข้ายึดเมืองมะริดและเรือที่จอดอยู่ในท่า ซึ่งประกอบด้วยเรือสลุปของชาวต่างชาติ 3 ลำ และเรืออื่น ๆ อีกกว่า 150 ลำ จากนั้นพระยาจักรีได้ส่งพระยาเทพอรชุนนำกองทัพเรือไปยังเมืองทวาย เพื่อเตรียมสมทบและช่วยเหลือพระยาพระคลัง ในกรณีที่กองทัพหงสาวดียกลงมาถึงที่นั่น หลังจากนั้นพระยาจักรีได้ยกกองทัพบกมุ่งหน้าไปยังเมืองทวาย โดยทิ้งกำลังพลจำนวน 10,000 นายไว้รักษาเมืองตะนาวศรีภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาศรีไสยณรงค์ ในขณะเดียวกัน พระยาพระคลังได้ส่งกองทัพเรือประกอบด้วยเรือ 100 ลำ และกำลังพล 5,000 นาย ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาพิชัยสงครามและพระยารามคำแหง เพื่อไปสมทบและช่วยเหลือพระยาจักรี[9]

ฝ่ายหงสาวดีได้จัดกองทัพเรือประกอบด้วยเรือ 200 ลำ และกำลังพล 10,000 นาย ภายใต้การบังคับบัญชาของสมิงอุบากองและสมิงพระตะบะ ยกลงมาเพื่อเตรียมรับศึก กองเรือของฝ่ายหงสาวดีชุดนี้ถูกกองเรือของทางกรุงศรีอยุธยาตีกระหนาบเข้าทั้งจากทางทิศเหนือและทิศใต้ในขณะกำลังเคลื่อนพล ผลจากการรบปรากฏว่าเรือของฝ่ายหงสาวดีถูกยิงจมลงเป็นจำนวนมาก กำลังพลบางส่วนได้สละเรือหนีขึ้นบกเพื่อเอาตัวรอด ในขณะที่เรือส่วนที่เหลือได้เร่งแล่นเรือหนี ในการรบครั้งนี้ สมิงอุบากองตายในที่รบ และกองทัพอยุธยาสามารถจับกุมเชลยศึกได้อีกกว่า 500 นาย[10]

ยึดเมาะตะมะ (พ.ศ. 2137)

[แก้]

ต่อมาในปี พ.ศ. 2137 พระยาลาวซึ่งเป็นเจ้าเมืองเมาะตะมะของฝ่ายหงสาวดี เกิดความระแวงว่าเจ้าเมืองเมาะลำเลิงกำลังลอบติดต่อเป็นพันธมิตรกับทางกรุงศรีอยุธยา ในขณะนั้น ผู้นำกลุ่มชาวมอญได้พำนักอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองเมาะลำเลิงแสดงอาการกระด้างกระเดื่องต่อพระยาลาว และได้ส่งใบบอกด่วนมายังสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือ ในการนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งกำลังพลจำนวน 3,000 นาย ภายใต้การนำของพระยาศรีไสยณรงค์ ยกไปช่วยรักษาเมืองเมาะลำเลิง ผลจากการเคลื่อนทัพดังกล่าว ทำให้กองกำลังทหารหงสาวดีที่รักษาเมืองเมาะตะมะตัดสินใจละทิ้งเมืองและถอนกำลังออกไปในทันที ฝ่ายพระเจ้านันทบุเรงเมื่อทรงทราบข่าว จึงมีพระบรมราชโองการให้ เมงเยสีหตูที่ 2 อุปราชแห่งตองอู ยกทัพมาปราบปรามกบฏ แต่กองทัพตองอูกลับพ่ายแพ้ต่อกองทัพผสมระหว่างกรุงศรีอยุธยากับมอญ[11][12][13][14]

การรุกรานภาคกลางของพม่า (พ.ศ. 2138–2143)

[แก้]
กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเข้าสู่กรุงหงสาวดีใน พ.ศ. 2142 จิตรกรรมฝาผนัง วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การล้อมหงสาวดีครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2138)

[แก้]

ภายหลังจากที่ขับไล่กองกำลังหงสาวดีออกจากพื้นที่ชายฝั่งตะนาวศรีได้สำเร็จ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเริ่มดำเนินนโยบายเชิงรุก โดยทรงตระหนักว่าเป็นโอกาสอันดีในการตอบโต้ฝ่ายหงสาวดี เพื่อชดเชยกับความเสียหายที่กรุงศรีอยุธยาเคยถูกรุกรานและโจมตีในอดีต ด้วยเหตุนี้ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2137 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงทรงยกทัพออกจากกรุงศรีอยุธยาด้วยกำลังพล 120,000 นาย เพื่อเริ่มปฏิบัติการรุกรานพื้นที่พม่าตอนล่าง[15] เมื่อเคลื่อนทัพหลวงมาถึงเมืองเมาะตะมะ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงรับเอาทัพมอญเข้ามาเป็นกำลังสมทบ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพอยุธยาในการรุกรบต่อไป เมื่อกองทัพเคลื่อนพลถึงกรุงหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงส่งกำลังเข้าล้อมพระนครไว้เป็นเวลา 3 เดือน จนกระทั่งทรงได้รับข่าวว่าอุปราชแห่งแปร อุปราชแห่งอังวะ และอุปราชแห่งตองอูกำลังยกทัพมาเพื่อสมทบและช่วยป้องกันหงสาวดี เมื่อทรงประเมินว่ากองทัพหนุนของหงสาวดีซึ่งนำโดยเหล่าอุปราชนั้นมีกำลังมหาศาลเกินกว่าจะต้านทานได้โดยง่าย สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงตัดสินพระทัยยุติการปิดล้อมพระนคร และทรงนำกองทัพกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยา[14][16][17]

การล้อมหงสาวดีครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2142)

[แก้]

ต่อมาในระหว่าง พ.ศ. 2140–2141 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงอาศัยความได้เปรียบจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองภายในของหงสาวดี จึงตัดสินพระทัยยกกองทัพเข้ารุกรานอาณาจักรหงสาวดีอีกครั้งหนึ่ง ในขณะนั้น อำนาจการปกครองสูงสุดตกอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้านันทบุเรง ในฐานะกษัตริย์ผู้ครองกรุงหงสาวดีแห่งจักรวรรดิตองอู อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเมืองประเทศราชต่าง ๆ ภายในจักรวรรดิ ปรากฏว่ามีเมืองที่มีกำลังอำนาจมากอย่างเมืองตองอูและเมืองอาระกัน (ยะไข่) ได้ก่อกบฏต่อพระเจ้านันทบุเรง และแสดงความจำนงที่จะร่วมเป็นพันธมิตรกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงมั่นพระทัยในแผนการรบมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทรงเชื่อมั่นว่าพระองค์ได้ทำข้อตกลงเป็นพันธมิตรกับเหล่าเจ้าผู้ครองเมืองที่มีกำลังอำนาจมากทั้งสองแห่งของจักรวรรดิตองอูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว[18][19]

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกำลังเตรียมการเคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่กรุงหงสาวดีนั้น พระเจ้าตองอูเริ่มเกิดความลังเลพระทัยและทบทวนถึงการร่วมเป็นพันธมิตรกับกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าตองอูมีความทะเยอทะยานที่จะปกครองอาณาจักรด้วยพระองค์เองอย่างเป็นอิสระ แต่ในขณะเดียวกันก็ตระหนักได้ว่า หากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชสามารถพิชิตหงสาวดีได้สำเร็จ เมืองตองอูของพระองค์อาจจะต้องตกอยู่ในสภาวะเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาแทน ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าตองอูจึงวางอุบายร่วมกับอุปราชแห่งอาระกัน ในการเข้ายึดครองกรุงหงสาวดีและทำการถอดถอนพระเจ้านันทบุเรงออกจากราชบัลลังก์ให้สำเร็จ ก่อนที่กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะเคลื่อนพลมาถึง ในการดำเนินตามแผนการดังกล่าว พระเจ้าตองอูเริ่มด้วยการปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายและการก่อจลาจลในหมู่ชาวมอญบริเวณแถบชายฝั่งตะนาวศรี ทั้งนี้เพื่อสร้างสถานการณ์ให้กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชต้องเผชิญกับอุปสรรคและเกิดความล่าช้าในการยกทัพเข้ารุกราน ในขั้นต่อมา พระเจ้าตองอูและอุปราชแห่งอาระกันได้ร่วมกันเกลี้ยกล่อมให้พระเจ้านันทบุเรงทรงสละกรุงหงสาวดี และเสด็จลี้ภัยไปประทับที่เมืองตองอูแทน พระเจ้านันทบุเรงทรงเห็นชอบตามคำทูลดังกล่าว จึงทรงยินยอมที่จะสละกรุงหงสาวดีและเสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่เมืองตองอูในที่สุด ก่อนที่กองทัพตองอูและอาระกันจะเคลื่อนพลออกจากกรุงหงสาวดี ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันริบทรัพย์สินที่มีค่าไปจนหมดสิ้น และทำการเผาทำลายเมืองจนราบคาบ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จพระราชดำเนินถึงกรุงหงสาวดี พระองค์กลับทอดพระเนตรเห็นเพียงเมืองที่ร้างผู้คนและกำลังถูกเพลิงเผาผลาญอยู่เท่านั้น[18][20]

การล้อมเมืองตองอู (พ.ศ. 2143)

[แก้]
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชล้อมเมืองตองอูใน พ.ศ. 2142 จิตรกรรมฝาผนังโดยพระยาอนุศาสน์จิตรกรที่วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระพิโรธและรู้สึกว่าถูกทรยศจากการกระทำดังกล่าว จึงตัดสินพระทัยยกกองทัพมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่เมืองตองอูในทันที พระองค์ตระหนักดีว่า ในขณะนี้จำเป็นต้องเอาชนะพระเจ้าตองอูให้ได้เสียก่อน เพื่อที่จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีพระราชอำนาจสูงสุดเหนือดินแดนจักรวรรดิตองอูทั้งหมด เมื่อเคลื่อนพลถึงเมืองตองอู กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้รับกำลังสมทบจากเหล่าพันธมิตร ซึ่งรวมถึงกองทัพของพระเจ้านรธาเมงสอแห่งเชียงใหม่ด้วย กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ดำเนินการปิดล้อมเมืองตองอูอย่างแน่นหนา พร้อมทั้งทำการระบายน้ำออกจากคูเมืองจนแห้งขอด ก่อนจะเปิดฉากเข้าโจมตีตัวเมืองอย่างหนัก สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพยายามหักเอาเมืองตองอูอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึงสองเดือน แต่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2143 พระองค์ตัดสินพระทัยยุติการปิดล้อมและถอยทัพกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยา เนื่องจากประสบปัญหาการขาดแคลนเสบียงอาหารอย่างหนักเป็นปัจจัยสำคัญ[21][22][23]

บทสรุป

[แก้]

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2143 นะฉิ่นเหน่าง์พระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าตองอู ได้ลอบปลงพระชนม์พระเจ้านันทบุเรง และพระเจ้าอังวะพระมหาอุปราชา ขณะที่ทั้งสองพระองค์ถูกคุมขังอยู่ในเมืองตองอู เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิตองอูที่หนึ่งลงอย่างสมบูรณ์ ในขณะเดียวกัน เจ้าชายญองย่าน พระอนุชาของพระเจ้านันทบุเรง ผู้ซึ่งวางตัวอยู่เหนือความวุ่นวายระหว่างการล่มสลายของกรุงหงสาวดี ได้นำกลุ่มผู้สนับสนุนเดินทางไปยังเมืองอังวะ และได้รับการยอมรับให้ขึ้นเป็นพระเจ้าอังวะในเวลาต่อมา ในปี พ.ศ. 2146 หลังจากทรงสถาปนาราชวงศ์ตองอูยุคฟื้นฟู (หรือราชวงศ์ญองย่าน) และสามารถต้านทานการท้าทายอำนาจจากพระเจ้าตองอูและพระเจ้าแปรได้สำเร็จ พระเจ้าญองย่านจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างเป็นทางการ[24][25]

ฝ่ายกรุงศรีอยุธยานั้นว่างเว้นจากภัยคุกคามของกองทัพพม่าเป็นเวลาถึง 4 ปี จนกระทั่งเมื่อพระเจ้าญองย่านเริ่มดำเนินนโยบายแผ่ขยายพระราชอำนาจ โดยปราบปรามหัวเมืองไทใหญ่ให้กลับมาอยู่ภายใต้การปกครองอีกครั้ง เมื่อพระเจ้าญองย่านยกกองทัพรุกคืบมาถึงเมืองแสนหวี (Theinni) สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงจัดเตรียมกองทัพเพื่อเสด็จขึ้นไปรับศึกและขจัดภัยคุกคามที่มีต่อกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชยกกองทัพรุกคืบไปถึงบริเวณเมืองฝาง (ปัจจุบันคืออำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่) ก่อนที่จะพระประชวรลงอย่างกะทันหัน และเสด็จสวรรคตในอีก 3 วันต่อมา ภายหลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถผู้เป็นพระอนุชา จึงขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์ต่อไป[24][26]

ตามทัศนะของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพระบุว่าราชอาณาจักรอยุธยาในยุคสมัยนั้น มีอาณาเขตกว้างขวางที่สุด มีความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ และเปี่ยมไปด้วยเกียรติยศปรากฏขจรขจาย[27]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "Siam Invasion of Burma | Map and Timeline".
  2. Fernquest, pp. 51-52.
  3. Rajanubhab, pp. 148–149.
  4. 1 2 Wood, p. 144.
  5. Rajanubhab, pp. 139-140.
  6. Rajanubhab, p. 140.
  7. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, Page 118-121
  8. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล, Page 147
  9. Rajanubhab, p. 141.
  10. Rajanubhab, pp. 141-142.
  11. Wood, pp. 148-149.
  12. Rajanubhab, pp. 145-147.
  13. Kohn, p. 443.
  14. 1 2 Dupuy, p. 561.
  15. Rajanubhab, pp. 149-150.
  16. Kala, pp. 95-96.
  17. Rajanubhab, p. 150.
  18. 1 2 Wood, p. 152.
  19. Rajanubhab, pp. 151-156.
  20. Rajanubhab, pp. 157-162.
  21. Dupuy, p. 561-562.
  22. Rajanubhab, pp. 162-166.
  23. Wood, p. 153.
  24. 1 2 Wood, pp. 154-155.
  25. Rajanubhab, pp. 173-176.
  26. Rajanubhab, pp. 176-177.
  27. Rajanubhab, p. 178.

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Dupuy, R. Ernest; Dupuy, Trevor N. (1993). The Harper Encyclopedia of Military History (พิมพ์ครั้งที่ 4th). New York: HarperCollins Publishers. ISBN 0-06-270056-1.
  • Fernquest, Jon (ใบไม้ผลิ 2005). "The Flight of Lao War Captives from Burma Back to Laos in 1596: A Comparison of Historical Sources". SOAS Bulletin of Burma Research. 3 (1). SOAS, University of London. ISSN 1479-8484.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • Kala, U (1720). Maha Yazawin Gyi (ภาษาพม่า). เล่มที่ 3 (พิมพ์ครั้งที่ 2006, 4th printing). Yangon: Ya-Pyei Publishing.
  • Kohn, George Childs (1999). Dictionary of Wars. London: Routledge.
  • Rajanubhab, Damrong (2001). Our Wars With the Burmese. Bangkok,Thailand: White Lotus. ISBN 9747534584.
  • Royal Chronicles of Ayutthaya (Phongsawadan Krung Si Ayutthaya) Doctor Bradley or Two-Volume Version (1864) – formerly called Krom Phra Paramanuchit Chinorot Version.
  • Wood, W.A.R. (1924). A History of Siam. London: T. Fisher Unwin Ltd. สืบค้นเมื่อ 18 ธันวาคม 2019.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)