สงครามพม่า–สยาม (พ.ศ. 2127–2136)
| สงครามพม่า–สยาม (พ.ศ. 2127–2136) နန္ဒဘုရင်စစ်ပွဲ | |||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ส่วนหนึ่งของ สงครามพม่า–สยาม | |||||||||
| |||||||||
| คู่สงคราม | |||||||||
|
| จักรวรรดิตองอูที่หนึ่ง | ||||||||
| ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ | |||||||||
|
| |||||||||
| หน่วยที่เกี่ยวข้อง | |||||||||
|
| กองทัพอาณาจักรพม่า | ||||||||
| กำลัง | |||||||||
|
1584 1586–1587 1590–1592 1592–1593 5,000 คน |
1584 1586–1587 1590–1592 1592–1593 24,000 คน | ||||||||
| ความสูญเสีย | |||||||||
| น้อย | มาก | ||||||||
สงครามพม่า–สยาม (พ.ศ. 2127–2136) หรือที่รู้จักในชื่อ ศึกนันทบุเรง[2] (พม่า: နန္ဒဘုရင်စစ်ပွဲ) เป็นการทำสงครามระหว่างราชวงศ์ตองอูและอาณาจักรอยุธยา สงครามครั้งนี้ส่งผลให้อยุธยาหลุดพ้นจากการเป็นประเทศราชของพม่า สงครามครั้งนี้มีความสำคัญจากการกระทำยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระมหาอุปราชา (มังกยอชวา) สงครามครั้งนี้ทำให้อำนาจอิทธิพลของพม่าเหนือสยามสิ้นสุดลงเป็นเวลา 174 ปี จนกระทั่งเมื่อพระเจ้ามังระส่งกองทัพมารุกรานสยามใน พ.ศ. 2310 ซึ่งส่งผลให้การปกครองของอาณาจักรอยุธยาถึงกาลอวสาน
เริ่มต้นสงคราม (2127)
[แก้]กบฏเมืองอังวะ
[แก้]กบฏเมืองอังวะกลายเป็นโอกาสสำคัญที่สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้เป็นเหตุในการกอบกู้เอกราชจากพม่า[3] สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชส่งกองทัพจำนวน 6,000 นาย โดยมีสมเด็จพระนเรศวรพระราชโอรสเป็นผู้นำทัพ เพื่อไปช่วยพระเจ้านันทบุเรงในศึกเมืองอังวะ ทว่ากองทัพสยามมิได้ยกไปช่วยรบที่เมืองอังวะตามคำสั่ง แต่กลับตั้งทัพคุมเชิงอยู่โดยรอบกรุงหงสาวดี เมื่อศึกเมืองอังวะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว สมเด็จพระนเรศวรทรงรีบถอยทัพออกจากเขตแดนหงสาวดี เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกองทัพหลวงของพระเจ้านันทบุเรงที่กำลังยกทัพกลับลงมา พระองค์นำทัพมาถึงเมืองแครงและหลั่งน้ำทักษิโณทกประกาศอิสรภาพอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2127
ยุทธการที่แม่น้ำสะโตง
[แก้]พระเจ้านันทบุเรงส่งกองทัพ (ประกอบด้วยกำลังพล 4,000 นาย ม้า 400 ตัว และช้างศึก 40 ช้าง) เพื่อไล่ติดตามกองทัพสยาม กองทัพพม่าตามทันกองทัพสยามที่บริเวณแม่น้ำสะโตง ทว่าล่าถอยกลับไปเมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืนต้นยิงถูกสุรกรรมาแม่ทัพพม่าจนเสียชีวิต
การติดตามของพม่า
[แก้]พระเจ้านันทบุเรงทรงพระพิโรธยิ่ง จึงจัดเตรียมกองทัพประกอบด้วยกำลังพล 7,000 นาย ม้า 500 ตัว และช้าง 50 ช้าง เพื่อยกติดตามมาอีกระลอก โดยมีพระมหาอุปราชามังกยอชวาพระราชโอรสเป็นแม่ทัพหน้า[4] กองทัพติดตามในครั้งนี้เป็นการจัดทัพอย่างรีบเร่ง ซึ่งแตกต่างจากศึกครั้งก่อน ๆ ของพระเจ้าบุเรงนองพระราชบิดา ที่มีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ กองกำลังรุกรานเพียง 7,000 นายย่อมไม่มีทางที่จะพิชิตอาณาจักรสยามได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องทำศึกในฤดูฝนที่ยากลำบาก แท้จริงแล้ว กองทัพพม่าต้องประสบกับสภาวะไม่พร้อมรบเนื่องจากเผชิญกับน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และเกือบจะถูกทำลายจนสิ้นซากด้วยการโจมตีจากกองทัพเรือของฝ่ายอยุธยา[5][6]
สงครามครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2129–2130)
[แก้]การล้อมเมืองลำปาง
[แก้]ในปี พ.ศ. 2129 พระเจ้านันทบุเรงวางแผนที่จะยกทัพมารุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้ง แผนการรุกรานในครั้งนี้ถูกกำหนดให้เปิดฉากโจมตีหัวเมืองเหนือของอาณาจักรอยุธยาก่อนเป็นลำดับแรก ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2129[7] กองทัพ (ประกอบด้วยกำลังพล 12,000 นาย ม้า 1,200 ตัว และช้าง 100 ช้าง) ภายใต้การนำของพระมหาอุปราชามังกยอชวา ได้ยกทัพเข้ารุกรานหัวเมืองเหนือของอาณาจักรอยุธยาโดยใช้เส้นทางจากดินแดนล้านนา อย่างไรก็ตาม กองทัพหงสาวดีไม่สามารถตีฝ่าแนวป้องกันที่เข้มแข็งของเมืองลำปางภายใต้การนำของสมเด็จพระนเรศวรไปได้ ส่งผลให้ต้องตัดสินใจถอนกำลังกลับไปในเดือนมิถุนายน[8]
การล้อมกรุงศรีอยุธยา
[แก้]
แม้จะประสบความพ่ายแพ้ในครั้งก่อน แต่พระเจ้านันทบุเรงยังไม่ลดละ โดยทรงเปิดฉากการรุกรานแบบสองทิศทาง (Two-pronged invasion) ในฤดูแล้งเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2129 ด้วยกำลังพล 25,000 นาย ม้า 1,200 ตัว และช้าง 220 ช้าง[9] กองทัพนี้ถือเป็นกำลังพลชุดใหญ่ที่สุดเท่าที่พระเจ้านันทบุเรงสามารถรวบรวมได้ ทว่ายังคงไม่เพียงพอที่จะพิชิตอาณาจักรอยุธยา เนื่องจากมีขนาดเพียงหนึ่งในสามของกองทัพในศึกคราวเสียกรุงครั้งที่ 1 ของพระเจ้าบุเรงนองเมื่อปี พ.ศ. 2111 เท่านั้น[10]
ในช่วงต้นของการศึก กองทัพหงสาวดีประสบความสำเร็จในการรุกคืบเข้าสู่ดินแดนอยุธยาได้ตามแผนการที่วางไว้ กองทัพทั้งสองฝ่ายสามารถตีฝ่าแนวป้องกันของอยุธยาได้สำเร็จ และรุกคืบมาถึงชานพระนครกรุงศรีอยุธยาในช่วงเดือนธันวาคม ทว่ากองทัพทั้งสองกลับไม่มีความพร้อมเพียงพอสำหรับการล้อมกรุงในระยะยาว เนื่องจากกรุงศรีอยุธยามีการเสริมสร้างแนวป้อมปราการที่เข้มแข็งอย่างยิ่ง เนื่องจากการวางแผนที่ขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำลังพลเริ่มล้มตายลงเป็นจำนวนหลายพันนายด้วยโรคระบาดและการขาดแคลนเสบียงอาหารภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2130[6][11] เมื่อเข้าสู่เดือนมีนาคม การล้อมกรุงเริ่มประสบความล้มเหลว เนื่องจากปรากฏช่องว่างในแนวล้อมของกองทัพหงสาวดี ส่งผลให้ฝ่ายอยุธยาสามารถลำเลียงเสบียงอาหารเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาได้อย่างต่อเนื่อง[10] กองทัพหงสาวดีเริ่มถอนกำลังกลับด้วยความยากลำบากเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2130[12] โดยมีกองทัพอยุธยาคอยติดตามโจมตีและรุกไล่กองทัพหงสาวดีอยู่ตลอดเส้นทาง มีกำลังพลเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถรักษาชีวิตและข้ามพรมแดนกลับไปได้ เมื่อเทียบกับจำนวนมหาศาลของกองทัพเริ่มแรกที่ยกมา[6]
สงครามครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2133–2135)
[แก้]แผนเบื้องต้น
[แก้]ภายหลังจากที่พระเจ้านันทบุเรงสถาปนาพระราชโอรสคือมังแยจอชวาและมังจีนองให้ไปปกครองเมืองอังวะและเมืองแปรในฐานะพระเจ้าอังวะและพระเจ้าแปร พระองค์จึงเริ่มวางแผนที่จะเปิดศึกกับกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง ฝ่ายหงสาวดีสามารถระดมสรรพกำลังได้เป็นจำนวนมหาศาลถึง 30,000 นาย ซึ่งนับว่าเป็นกองทัพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่พระองค์จะรวบรวมได้ในขณะนั้น ทว่าเมืองโมกองซึ่งเป็นรัฐไทใหญ่ที่มีอำนาจมากกลับก่อกบฏขึ้น และปฏิเสธที่จะส่งกำลังพลมาช่วยศึกตามที่ทางหงสาวดีร้องขอ แทนที่จะทรงมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามเมืองโมกองเพียงอย่างเดียว พระเจ้านันทบุเรงกลับตัดสินพระทัยที่จะดำเนินยุทธศาสตร์การทำสงครามพร้อมกันสองด้าน
กบฏเมืองโมกอง
[แก้]พระเจ้านันทบุเรงตัดสินพระทัยปรับเปลี่ยนแผนการเดินทัพ โดยโยกย้ายกำลังพลที่จะใช้ในการบุกโจมตีหัวเมืองเหนือของอยุธยา ไปใช้ในการปราบปรามกบฏเมืองโมกองแทน เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2133 พระองค์ทรงส่งกองทัพจำนวน 10,000 นาย นำโดยตะโดธรรมราชาที่ 3 และนะฉิ่นเหน่าง์ เพื่อยกไปปราบปรามกบฏที่เมืองโมกอง ตะโดธรรมราชาที่ 3 และนะฉิ่นเหน่าง์ สามารถตีเมืองโมกองได้สำเร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2134 พร้อมทั้งคุมตัวเจ้าฟ้าผู้ก่อกบฏกลับมายังกรุงหงสาวดีได้เป็นผลสำเร็จ ทว่าภายหลังจากที่กองทัพหงสาวดียกกลับไปได้ไม่นาน บุตรชายของเจ้าฟ้าผู้ก่อกบฏซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ภายนอกเมือง ได้นำกำลังเข้ายึดเมืองโมกองคืนได้สำเร็จในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2134 กองทัพจำนวน 8,000 นาย นำโดยมังรายกะยอฉะวาที่ 2 พระเจ้าอังวะ จำต้องยกทัพกลับไปปราบปรามกบฏอีกครั้ง และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จในช่วงกลางปี พ.ศ. 2135[13]
การรุกรานอาณาจักรอยุธยา
[แก้]เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2133 พระเจ้านันทบุเรงส่งกองกำลังจำนวน 20,000 นาย นำโดยพระมหาอุปราชามังกยอชวา เพื่อยกทัพไปรุกรานอาณาจักรอยุธยา[14] ทว่ากองทัพชุดนี้กลับประสบความล้มเหลวและไม่สามารถสร้างผลงานได้ดังเช่นที่คาดการณ์ไว้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2129 พระมหาอุปราชามังกยอชวานำทัพเข้ารุกรานหัวเมืองเหนือโดยใช้เส้นทางผ่านอาณาจักรล้านนา ทว่ากองทัพหงสาวดีกลับไม่สามารถรุกผ่านป้อมปราการที่เมืองลำปาง ซึ่งมีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นผู้นำการตั้งรับได้อีกครั้ง กองทัพหงสาวดีพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ณ บริเวณชานเมืองลำปาง ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2134 กองทัพที่เหลือรอดกลับมาอยู่ในสภาพระส่ำระสายอย่างหนัก ส่งผลให้พระเจ้านันทบุเรงทรงตำหนิพระมหาอุปราชามังกยอชวาด้วยถ้อยคำรุนแรง และสั่งประหารชีวิตเหล่าแม่ทัพระดับสูงอีกหลายนาย[15]
การรุกรานครั้งสุดท้าย (พ.ศ. 2135–2136)
[แก้]การยุทธเชิงรุกเข้าสู่อาณาจักรหงสาวดี
[แก้]เมื่อทรงตระหนักว่าสถานการณ์ภายในราชสำนักหงสาวดีกำลังเผชิญกับความระส่ำระสาย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากตั้งรับเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกในช่วงฤดูแล้งของปี พ.ศ. 2134–2135 โดยการส่งกองกำลังจำนวน 5,000 นาย เข้าโจมตีและกวาดต้อนผู้คนบริเวณชายฝั่งตะนาวศรีตอนบน[13] แม้ว่ากองกำลังจากเมืองเมาะตะมะ จะสามารถขับไล่กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรให้ถอยกลับไปได้ในท้ายที่สุด ทว่าการบุกโจมตีในครั้งนี้กลับเป็นสัญญาณที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ดุลยภาพแห่งอำนาจเริ่มเปลี่ยนทิศทางมาเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายอยุธยาอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังจากเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องและความอัปยศจากการถูกฝ่ายอยุธยารุกรานเขตแดน ในที่สุดราชสำนักหงสาวดีจึงได้ตัดสินใจจัดกองทัพเพื่อเปิดฉากการรุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้ง[16]
สงครามยุทธหัตถี
[แก้]เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2135[note 1] กองทัพหงสาวดีจำนวน 24,000 นาย ได้เริ่มยกทัพเข้าสู่อยุธยาอีกครั้งเพื่อจะเผด็จศึกให้สำเร็จ[16] ภายหลังจากการรบที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 7 สัปดาห์ กองทัพหงสาวดีได้รุกคืบเข้าสู่เขตเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ[16] ณ จุดนี้ รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมรภูมิมีความคลาดเคลื่อนและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง พงศาวดารพม่า และ พงศาวดารไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างให้คำอธิบายถึงลำดับเหตุการณ์และผลลัพธ์ของการรบครั้งนี้ไว้คนละแบบ
พงศาวดารพม่าระบุว่าการรบครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2136 โดยเป็นการปะทะกันอย่างเต็มรูปแบบระหว่างกองทัพของหงสาวดีและอยุธยา ซึ่งในระหว่างการรบนั้น ทั้งพระมหาอุปราชามังกรยอชวาและสมเด็จพระนเรศวรมหาราชต่างกระทำยุทธหัตถีบนหลังช้างศึกด้วยกันทั้งสองพระองค์ ในการรบ พระมหาอุปราชามังกยอชวาทรงต้องกระสุนปืนจนสิ้นพระชนม์
หลักฐานที่สนับสนุนข้อสันนิษฐานดังกล่าวประกอบด้วย: การที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีกองทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสติดอาวุธเป็นราชองครักษ์, การที่พระองค์ได้รับการฝึกฝนวิชาทหารจากทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสขณะประทับเป็นตัวประกัน ณ กรุงหงสาวดี และภาพจิตรกรรมในยุคแรกที่แสดงภาพการรบโดยปรากฏกลุ่มทหารรับจ้างชาวตะวันตกร่วมในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย
พงศาวดารไทยระบุว่า ยุทธหัตถีครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2136[17] ในระยะแรกของการรบเป็นการปะทะกันอย่างเต็มรูปแบบของทั้งสองกองทัพ ทว่าในระหว่างการสู้รบ ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะตัดสินผลแพ้ชนะด้วยการทำยุทธหัตถีระหว่างพระมหาอุปราชามังกยอชวาและสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในท้ายที่สุด พระมหาอุปราชาทรงต้องพระแสงของ้าวเจ้าพระยาแสนพลพ่ายของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจนสิ้นพระชนม์บนคอช้าง[18]
ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นประการใด ในท้ายที่สุดกองทัพหงสาวดีได้ถอนกำลังล่าถอยกลับไป โดยได้รับความสูญเสียอย่างหนักจากการที่ฝ่ายอยุธยายกทัพไล่ติดตามและเข้าตีกองทัพจนแตกพ่าย สงครามครั้งนี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายของพระเจ้านันทบุเรงในการรุกรานอาณาจักรอยุธยา
และตลอดระยะเวลากว่าสิบปีต่อจากนั้น ฝ่ายหงสาวดีกลับกลายเป็นฝ่ายที่ต้องตั้งรับแทน โดยถือเป็นการ "พลิกโฉมหน้าทางสงครามเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี"[18]
หมายเหตุ
[แก้]บรรณานุกรม
[แก้]- Baker, Chris; Phongpaichit, Pasuk (2017). A History of Ayutthaya: Siam in the Early Modern World. Cambridge University Press. น. 113–116. ISBN 9781316641132.
- Damrong Rajanubhab (1928). Chris Baker (ed.). Our Wars with the Burmese: Thai–Burmese Conflict 1539–1767. Translated by Aung Thein (2001 ed.). Bangkok: White Lotus. ISBN 974-7534-58-4.
- Glenn S., ed. (24 August 2013). "ยุทธหัตถี" (Dictionary). Royal Institute Dictionary-1982. Thai-language.com. Retrieved 24 August 2013.
a war elephant; combat while mounted on war elephants
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Rajanubhab, White Lotus
- ↑ Lach, Donald Frederick (1968). Southeast Asia in the Eyes of Europe: the Sixteenth Century. Chicago, USA: University of Chicago. น. 535.
- ↑ Lieberman 2003: 155–156
- ↑ Maha Yazawin Vol. 3 2006: 82–83
- ↑ Harvey 1925: 181–182
- 1 2 3 Phayre 1967: 121
- ↑ Late Tagu 947 ME = 19 March 1586 to 7 April 1586 NS
- ↑ Maha Yazawin Vol. 3 2006: 86
- ↑ Hmannan Vol. 3 2003: 84
- 1 2 Harvey 1925: 334
- ↑ Maha Yazawin Vol. 3 2006: 87
- ↑ (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 87): 14th waxing of Kason 949 ME = 20 April 1587
- 1 2 Maha Yazawin Vol. 3 2006: 91–92
- ↑ (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 90): 5th waxing of Tazaungmon 952 ME = 31 October 1590; 12th waning of Tazaungmon 952 ME = 22 November 1590
- ↑ Maha Yazawin Vol. 3 2006: 90–91
- 1 2 3 Maha Yazawin Vol. 3 2006: 93
- ↑ (Damrong 2001: 128): Monday, 2nd waning of the second Siamese month of 954 CS (18 January 1593 NS).
- 1 2 Wyatt 2003: 88–89