ข้ามไปเนื้อหา

สงครามพม่า–สยาม (พ.ศ. 2127–2136)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามพม่า–สยาม (พ.ศ. 2127–2136)
နန္ဒဘုရင်စစ်ပွဲ
ส่วนหนึ่งของ สงครามพม่า–สยาม
วันที่ป. 2127 – 2136
สถานที่
ชายฝั่งตะนาวศรีตอนบน รวมถึงพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคกลางของสยาม
ผล สยามได้รับชัยชนะ
ดินแดน
เปลี่ยนแปลง
สยามประกาศอิสรภาพ
คู่สงคราม
อาณาจักรอยุธยา จักรวรรดิตองอูที่หนึ่ง
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
สมเด็จพระเอกาทศรถ
หน่วยที่เกี่ยวข้อง
กองทัพสยาม
ประเทศโปรตุเกส ทหารรับจ้างโปรตุเกส
กองทัพอาณาจักรพม่า
กำลัง

1584
6,000 คน


1586–1587
ทหาร 10,000 นาย, ช้าง 120 เชือก, ม้า 100 ตัว, เรือ 400 ลำ[1]: 99–107 


1590–1592
15,000 คน


1592–1593
5,000 คน

1584
ทัพที่หนึ่ง:
4,000 คน, ม้า 400 ตัว, ช้าง 40 เชือก
ทัพที่สอง:
7,000 คน, ม้า 500 ตัว, ช้าง 50 เชือก


1586–1587
ทัพที่หนึ่ง:
12,000 คน, ม้า 1,200 ตัว, ช้าง 100 เชือก
ทัพที่สอง:
25,000 คน, ม้า 1,200 ตัว, ช้าง 220 เชือก


1590–1592
20,000 คน


1592–1593
24,000 คน
ความสูญเสีย
น้อย มาก

สงครามพม่า–สยาม (พ.ศ. 2127–2136) หรือที่รู้จักในชื่อ ศึกนันทบุเรง[2] (พม่า: နန္ဒဘုရင်စစ်ပွဲ) เป็นการทำสงครามระหว่างราชวงศ์ตองอูและอาณาจักรอยุธยา สงครามครั้งนี้ส่งผลให้อยุธยาหลุดพ้นจากการเป็นประเทศราชของพม่า สงครามครั้งนี้มีความสำคัญจากการกระทำยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระมหาอุปราชา (มังกยอชวา) สงครามครั้งนี้ทำให้อำนาจอิทธิพลของพม่าเหนือสยามสิ้นสุดลงเป็นเวลา 174 ปี จนกระทั่งเมื่อพระเจ้ามังระส่งกองทัพมารุกรานสยามใน พ.ศ. 2310 ซึ่งส่งผลให้การปกครองของอาณาจักรอยุธยาถึงกาลอวสาน

เริ่มต้นสงคราม (2127)

[แก้]

กบฏเมืองอังวะ

[แก้]

กบฏเมืองอังวะกลายเป็นโอกาสสำคัญที่สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้เป็นเหตุในการกอบกู้เอกราชจากพม่า[3] สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชส่งกองทัพจำนวน 6,000 นาย โดยมีสมเด็จพระนเรศวรพระราชโอรสเป็นผู้นำทัพ เพื่อไปช่วยพระเจ้านันทบุเรงในศึกเมืองอังวะ ทว่ากองทัพสยามมิได้ยกไปช่วยรบที่เมืองอังวะตามคำสั่ง แต่กลับตั้งทัพคุมเชิงอยู่โดยรอบกรุงหงสาวดี เมื่อศึกเมืองอังวะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว สมเด็จพระนเรศวรทรงรีบถอยทัพออกจากเขตแดนหงสาวดี เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกองทัพหลวงของพระเจ้านันทบุเรงที่กำลังยกทัพกลับลงมา พระองค์นำทัพมาถึงเมืองแครงและหลั่งน้ำทักษิโณทกประกาศอิสรภาพอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2127

ยุทธการที่แม่น้ำสะโตง

[แก้]

พระเจ้านันทบุเรงส่งกองทัพ (ประกอบด้วยกำลังพล 4,000 นาย ม้า 400 ตัว และช้างศึก 40 ช้าง) เพื่อไล่ติดตามกองทัพสยาม กองทัพพม่าตามทันกองทัพสยามที่บริเวณแม่น้ำสะโตง ทว่าล่าถอยกลับไปเมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืนต้นยิงถูกสุรกรรมาแม่ทัพพม่าจนเสียชีวิต

การติดตามของพม่า

[แก้]

พระเจ้านันทบุเรงทรงพระพิโรธยิ่ง จึงจัดเตรียมกองทัพประกอบด้วยกำลังพล 7,000 นาย ม้า 500 ตัว และช้าง 50 ช้าง เพื่อยกติดตามมาอีกระลอก โดยมีพระมหาอุปราชามังกยอชวาพระราชโอรสเป็นแม่ทัพหน้า[4] กองทัพติดตามในครั้งนี้เป็นการจัดทัพอย่างรีบเร่ง ซึ่งแตกต่างจากศึกครั้งก่อน ๆ ของพระเจ้าบุเรงนองพระราชบิดา ที่มีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ กองกำลังรุกรานเพียง 7,000 นายย่อมไม่มีทางที่จะพิชิตอาณาจักรสยามได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องทำศึกในฤดูฝนที่ยากลำบาก แท้จริงแล้ว กองทัพพม่าต้องประสบกับสภาวะไม่พร้อมรบเนื่องจากเผชิญกับน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และเกือบจะถูกทำลายจนสิ้นซากด้วยการโจมตีจากกองทัพเรือของฝ่ายอยุธยา[5][6]

สงครามครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2129–2130)

[แก้]

การล้อมเมืองลำปาง

[แก้]

ในปี พ.ศ. 2129 พระเจ้านันทบุเรงวางแผนที่จะยกทัพมารุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้ง แผนการรุกรานในครั้งนี้ถูกกำหนดให้เปิดฉากโจมตีหัวเมืองเหนือของอาณาจักรอยุธยาก่อนเป็นลำดับแรก ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2129[7] กองทัพ (ประกอบด้วยกำลังพล 12,000 นาย ม้า 1,200 ตัว และช้าง 100 ช้าง) ภายใต้การนำของพระมหาอุปราชามังกยอชวา ได้ยกทัพเข้ารุกรานหัวเมืองเหนือของอาณาจักรอยุธยาโดยใช้เส้นทางจากดินแดนล้านนา อย่างไรก็ตาม กองทัพหงสาวดีไม่สามารถตีฝ่าแนวป้องกันที่เข้มแข็งของเมืองลำปางภายใต้การนำของสมเด็จพระนเรศวรไปได้ ส่งผลให้ต้องตัดสินใจถอนกำลังกลับไปในเดือนมิถุนายน[8]

การล้อมกรุงศรีอยุธยา

[แก้]
สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงนำกองทัพอยุธยาเข้าโจมตีกองทัพเชียงใหม่ภายใต้การนำของนรธาเมงสอ ณ บริเวณบ้านสระเกศ ใกล้กับป่าโมกและบางแก้ว แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ

แม้จะประสบความพ่ายแพ้ในครั้งก่อน แต่พระเจ้านันทบุเรงยังไม่ลดละ โดยทรงเปิดฉากการรุกรานแบบสองทิศทาง (Two-pronged invasion) ในฤดูแล้งเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2129 ด้วยกำลังพล 25,000 นาย ม้า 1,200 ตัว และช้าง 220 ช้าง[9] กองทัพนี้ถือเป็นกำลังพลชุดใหญ่ที่สุดเท่าที่พระเจ้านันทบุเรงสามารถรวบรวมได้ ทว่ายังคงไม่เพียงพอที่จะพิชิตอาณาจักรอยุธยา เนื่องจากมีขนาดเพียงหนึ่งในสามของกองทัพในศึกคราวเสียกรุงครั้งที่ 1 ของพระเจ้าบุเรงนองเมื่อปี พ.ศ. 2111 เท่านั้น[10]

ในช่วงต้นของการศึก กองทัพหงสาวดีประสบความสำเร็จในการรุกคืบเข้าสู่ดินแดนอยุธยาได้ตามแผนการที่วางไว้ กองทัพทั้งสองฝ่ายสามารถตีฝ่าแนวป้องกันของอยุธยาได้สำเร็จ และรุกคืบมาถึงชานพระนครกรุงศรีอยุธยาในช่วงเดือนธันวาคม ทว่ากองทัพทั้งสองกลับไม่มีความพร้อมเพียงพอสำหรับการล้อมกรุงในระยะยาว เนื่องจากกรุงศรีอยุธยามีการเสริมสร้างแนวป้อมปราการที่เข้มแข็งอย่างยิ่ง เนื่องจากการวางแผนที่ขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำลังพลเริ่มล้มตายลงเป็นจำนวนหลายพันนายด้วยโรคระบาดและการขาดแคลนเสบียงอาหารภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2130[6][11] เมื่อเข้าสู่เดือนมีนาคม การล้อมกรุงเริ่มประสบความล้มเหลว เนื่องจากปรากฏช่องว่างในแนวล้อมของกองทัพหงสาวดี ส่งผลให้ฝ่ายอยุธยาสามารถลำเลียงเสบียงอาหารเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาได้อย่างต่อเนื่อง[10] กองทัพหงสาวดีเริ่มถอนกำลังกลับด้วยความยากลำบากเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2130[12] โดยมีกองทัพอยุธยาคอยติดตามโจมตีและรุกไล่กองทัพหงสาวดีอยู่ตลอดเส้นทาง มีกำลังพลเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถรักษาชีวิตและข้ามพรมแดนกลับไปได้ เมื่อเทียบกับจำนวนมหาศาลของกองทัพเริ่มแรกที่ยกมา[6]

สงครามครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2133–2135)

[แก้]

แผนเบื้องต้น

[แก้]

ภายหลังจากที่พระเจ้านันทบุเรงสถาปนาพระราชโอรสคือมังแยจอชวาและมังจีนองให้ไปปกครองเมืองอังวะและเมืองแปรในฐานะพระเจ้าอังวะและพระเจ้าแปร พระองค์จึงเริ่มวางแผนที่จะเปิดศึกกับกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง ฝ่ายหงสาวดีสามารถระดมสรรพกำลังได้เป็นจำนวนมหาศาลถึง 30,000 นาย ซึ่งนับว่าเป็นกองทัพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่พระองค์จะรวบรวมได้ในขณะนั้น ทว่าเมืองโมกองซึ่งเป็นรัฐไทใหญ่ที่มีอำนาจมากกลับก่อกบฏขึ้น และปฏิเสธที่จะส่งกำลังพลมาช่วยศึกตามที่ทางหงสาวดีร้องขอ แทนที่จะทรงมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามเมืองโมกองเพียงอย่างเดียว พระเจ้านันทบุเรงกลับตัดสินพระทัยที่จะดำเนินยุทธศาสตร์การทำสงครามพร้อมกันสองด้าน

กบฏเมืองโมกอง

[แก้]

พระเจ้านันทบุเรงตัดสินพระทัยปรับเปลี่ยนแผนการเดินทัพ โดยโยกย้ายกำลังพลที่จะใช้ในการบุกโจมตีหัวเมืองเหนือของอยุธยา ไปใช้ในการปราบปรามกบฏเมืองโมกองแทน เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2133 พระองค์ทรงส่งกองทัพจำนวน 10,000 นาย นำโดยตะโดธรรมราชาที่ 3 และนะฉิ่นเหน่าง์ เพื่อยกไปปราบปรามกบฏที่เมืองโมกอง ตะโดธรรมราชาที่ 3 และนะฉิ่นเหน่าง์ สามารถตีเมืองโมกองได้สำเร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2134 พร้อมทั้งคุมตัวเจ้าฟ้าผู้ก่อกบฏกลับมายังกรุงหงสาวดีได้เป็นผลสำเร็จ ทว่าภายหลังจากที่กองทัพหงสาวดียกกลับไปได้ไม่นาน บุตรชายของเจ้าฟ้าผู้ก่อกบฏซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ภายนอกเมือง ได้นำกำลังเข้ายึดเมืองโมกองคืนได้สำเร็จในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2134 กองทัพจำนวน 8,000 นาย นำโดยมังรายกะยอฉะวาที่ 2 พระเจ้าอังวะ จำต้องยกทัพกลับไปปราบปรามกบฏอีกครั้ง และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จในช่วงกลางปี พ.ศ. 2135[13]

การรุกรานอาณาจักรอยุธยา

[แก้]

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2133 พระเจ้านันทบุเรงส่งกองกำลังจำนวน 20,000 นาย นำโดยพระมหาอุปราชามังกยอชวา เพื่อยกทัพไปรุกรานอาณาจักรอยุธยา[14] ทว่ากองทัพชุดนี้กลับประสบความล้มเหลวและไม่สามารถสร้างผลงานได้ดังเช่นที่คาดการณ์ไว้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2129 พระมหาอุปราชามังกยอชวานำทัพเข้ารุกรานหัวเมืองเหนือโดยใช้เส้นทางผ่านอาณาจักรล้านนา ทว่ากองทัพหงสาวดีกลับไม่สามารถรุกผ่านป้อมปราการที่เมืองลำปาง ซึ่งมีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นผู้นำการตั้งรับได้อีกครั้ง กองทัพหงสาวดีพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ณ บริเวณชานเมืองลำปาง ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2134 กองทัพที่เหลือรอดกลับมาอยู่ในสภาพระส่ำระสายอย่างหนัก ส่งผลให้พระเจ้านันทบุเรงทรงตำหนิพระมหาอุปราชามังกยอชวาด้วยถ้อยคำรุนแรง และสั่งประหารชีวิตเหล่าแม่ทัพระดับสูงอีกหลายนาย[15]

การรุกรานครั้งสุดท้าย (พ.ศ. 2135–2136)

[แก้]

การยุทธเชิงรุกเข้าสู่อาณาจักรหงสาวดี

[แก้]

เมื่อทรงตระหนักว่าสถานการณ์ภายในราชสำนักหงสาวดีกำลังเผชิญกับความระส่ำระสาย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากตั้งรับเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกในช่วงฤดูแล้งของปี พ.ศ. 2134–2135 โดยการส่งกองกำลังจำนวน 5,000 นาย เข้าโจมตีและกวาดต้อนผู้คนบริเวณชายฝั่งตะนาวศรีตอนบน[13] แม้ว่ากองกำลังจากเมืองเมาะตะมะ จะสามารถขับไล่กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรให้ถอยกลับไปได้ในท้ายที่สุด ทว่าการบุกโจมตีในครั้งนี้กลับเป็นสัญญาณที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ดุลยภาพแห่งอำนาจเริ่มเปลี่ยนทิศทางมาเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายอยุธยาอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังจากเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องและความอัปยศจากการถูกฝ่ายอยุธยารุกรานเขตแดน ในที่สุดราชสำนักหงสาวดีจึงได้ตัดสินใจจัดกองทัพเพื่อเปิดฉากการรุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้ง[16]

สงครามยุทธหัตถี

[แก้]

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2135[note 1] กองทัพหงสาวดีจำนวน 24,000 นาย ได้เริ่มยกทัพเข้าสู่อยุธยาอีกครั้งเพื่อจะเผด็จศึกให้สำเร็จ[16] ภายหลังจากการรบที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 7 สัปดาห์ กองทัพหงสาวดีได้รุกคืบเข้าสู่เขตเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ[16] ​ณ จุดนี้ รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมรภูมิมีความคลาดเคลื่อนและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง พงศาวดารพม่า และ พงศาวดารไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างให้คำอธิบายถึงลำดับเหตุการณ์และผลลัพธ์ของการรบครั้งนี้ไว้คนละแบบ

พงศาวดารพม่าระบุว่าการรบครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2136 โดยเป็นการปะทะกันอย่างเต็มรูปแบบระหว่างกองทัพของหงสาวดีและอยุธยา ซึ่งในระหว่างการรบนั้น ทั้งพระมหาอุปราชามังกรยอชวาและสมเด็จพระนเรศวรมหาราชต่างกระทำยุทธหัตถีบนหลังช้างศึกด้วยกันทั้งสองพระองค์ ในการรบ พระมหาอุปราชามังกยอชวาทรงต้องกระสุนปืนจนสิ้นพระชนม์

หลักฐานที่สนับสนุนข้อสันนิษฐานดังกล่าวประกอบด้วย: การที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีกองทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสติดอาวุธเป็นราชองครักษ์, การที่พระองค์ได้รับการฝึกฝนวิชาทหารจากทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสขณะประทับเป็นตัวประกัน ณ กรุงหงสาวดี และภาพจิตรกรรมในยุคแรกที่แสดงภาพการรบโดยปรากฏกลุ่มทหารรับจ้างชาวตะวันตกร่วมในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

พงศาวดารไทยระบุว่า ยุทธหัตถีครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2136[17] ในระยะแรกของการรบเป็นการปะทะกันอย่างเต็มรูปแบบของทั้งสองกองทัพ ทว่าในระหว่างการสู้รบ ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะตัดสินผลแพ้ชนะด้วยการทำยุทธหัตถีระหว่างพระมหาอุปราชามังกยอชวาและสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในท้ายที่สุด พระมหาอุปราชาทรงต้องพระแสงของ้าวเจ้าพระยาแสนพลพ่ายของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจนสิ้นพระชนม์บนคอช้าง[18]

ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นประการใด ในท้ายที่สุดกองทัพหงสาวดีได้ถอนกำลังล่าถอยกลับไป โดยได้รับความสูญเสียอย่างหนักจากการที่ฝ่ายอยุธยายกทัพไล่ติดตามและเข้าตีกองทัพจนแตกพ่าย สงครามครั้งนี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายของพระเจ้านันทบุเรงในการรุกรานอาณาจักรอยุธยา

และตลอดระยะเวลากว่าสิบปีต่อจากนั้น ฝ่ายหงสาวดีกลับกลายเป็นฝ่ายที่ต้องตั้งรับแทน โดยถือเป็นการ "พลิกโฉมหน้าทางสงครามเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี"[18]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. ↑ (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 93) gives Wednesday, 12th waxing of Nadaw 954 ME which translates to Sunday, 14 November 1592 . But (Hmannan Vol. 3 2003: 93) corrects it as Wednesday 2nd waning of Nadaw, which translates to Wednesday, 4 November 1592, NS.

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Baker, Chris; Phongpaichit, Pasuk (2017). A History of Ayutthaya: Siam in the Early Modern World. Cambridge University Press. น. 113–116. ISBN 9781316641132.
  • Damrong Rajanubhab (1928). Chris Baker (ed.). Our Wars with the Burmese: Thai–Burmese Conflict 1539–1767. Translated by Aung Thein (2001 ed.). Bangkok: White Lotus. ISBN 974-7534-58-4.
  • Glenn S., ed. (24 August 2013). "ยุทธหัตถี" (Dictionary). Royal Institute Dictionary-1982. Thai-language.com. Retrieved 24 August 2013. a war elephant; combat while mounted on war elephants

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ Rajanubhab, White Lotus
  2. ↑ Lach, Donald Frederick (1968). Southeast Asia in the Eyes of Europe: the Sixteenth Century. Chicago, USA: University of Chicago. น. 535.
  3. ↑ Lieberman 2003: 155–156
  4. ↑ Maha Yazawin Vol. 3 2006: 82–83
  5. ↑ Harvey 1925: 181–182
  6. 1 2 3 Phayre 1967: 121
  7. ↑ Late Tagu 947 ME = 19 March 1586 to 7 April 1586 NS
  8. ↑ Maha Yazawin Vol. 3 2006: 86
  9. ↑ Hmannan Vol. 3 2003: 84
  10. 1 2 Harvey 1925: 334
  11. ↑ Maha Yazawin Vol. 3 2006: 87
  12. ↑ (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 87): 14th waxing of Kason 949 ME = 20 April 1587
  13. 1 2 Maha Yazawin Vol. 3 2006: 91–92
  14. ↑ (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 90): 5th waxing of Tazaungmon 952 ME = 31 October 1590; 12th waning of Tazaungmon 952 ME = 22 November 1590
  15. ↑ Maha Yazawin Vol. 3 2006: 90–91
  16. 1 2 3 Maha Yazawin Vol. 3 2006: 93
  17. ↑ (Damrong 2001: 128): Monday, 2nd waning of the second Siamese month of 954 CS (18 January 1593 NS).
  18. 1 2 Wyatt 2003: 88–89