ข้ามไปเนื้อหา

ศาลาตรีมุข

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ศาลาตรีมุข
ศาลารวมใจ ไทย ลาว กัมพูชา
เขมร: ศาลาร่มฉัตร
แผนที่
ข้อมูลทั่วไป
สถานะถูกทำลาย
ประเทศ ไทย
 ลาว
 กัมพูชา
พิกัด 14°20′21″N 105°12′17″E / 14.339083°N 105.204693°E / 14.339083; 105.204693[1]
เริ่มสร้าง2534 (2534)
ถูกทำลาย1 มีนาคม 2568 (2568-03-01)
ความสูง
หลังคาสามจั่ว
ข้อมูลทางเทคนิค
จำนวนชั้น1 ชั้น

ศาลาตรีมุข หรือ ศาลารวมใจ ไทย ลาว กัมพูชา[2] (ลาว: ສາລາຕຣີມຸກ) คือสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่บริเวณสามเหลี่ยมมรกต ใกล้เคียงกับพื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อแสดงถึงมิตรภาพระหว่างสามประเทศ และใช้สำหรับพบปะของกำลังพลจากทั้งสามประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย, ลาว และกัมพูชา ถูกเผาทำลายลงเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568[3]

ประวัติ

[แก้]

ศาลาตรีมุข ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตหมู่บ้านโนนสูง หมู่ที่ 20 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากการปะทะในพื้นที่ช่องบกระหว่างปี พ.ศ. 2530–2531 และทั้งสามประเทศได้ร่วมพูดคุยกันที่พื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยพระลานเสือ ต่อมาได้มีการพูดคุยระหว่างสามประเทศ ได้แก่ ฝ่ายไทยคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และกองทัพภาคที่ 2 ฝ่ายลาวคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดแขวงจำปาสัก และฝ่ายกัมพูชาคือผู้ว่าราชการจังหวัดพระวิหาร ร่วมพูดคุยกันแต่ไม่ได้มีการบันทึกลายลักษณ์อักษรไว้ เป็นการทำสัญญาใจกัน[4] และสร้างขึ้นช่วงปี พ.ศ. 2534[4]–2536[3] ในยุคของ พลโท อิสระพงศ์ หนุนภักดี แม่ทัพภาคที่ 2 ในเวลานั้น ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นจุดบรรจบของประเทศไทย, ลาว และกัมพูชา หรือกึ่งกลางของสามเหลี่ยมมรกต ด้วยกำลังพลของทหารทั้ง 3 ประเทศร่วมกันก่อสร้างขึ้นมา ตัวอาคารเป็นหน้าจั่ว 3 ด้าน แต่ละด้านหันไปยังแต่ละประเทศ[3] โดยก่อสร้างภายใต้เงินงบประมาณของฝ่ายไทย และใช้วัสดุในการก่อสร้างจากฝ่ายไทยโดยอาศัยกำลังพลของฝ่ายไทยขนย้ายเข้ามาในพื้นที่[5]

ในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ได้มีการเผยแพร่ภาพทหารกัมพูชาจำนวนมากเกือบ 30 นาย จากหน่วยทหารชายแดนที่ 401 ในเครื่องแบบสนามพร้อมอาวุธ วางกำลังอยู่ในพื้นที่ของศาลาผ่านหนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพเดลีย์ (Koh Santepheap) ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศไทยยื่นหนังสือประท้วงในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เนื่องจาก่อนหน้านี้มีทหารกัมพูชาจำนวน 7 นายเข้ามาวางกำลังศาลาตรีมุข จึงขอให้ทหารกัมพูชาถอนกำลังออกจากพื้นที่พิพาท เนื่องจากเป็นเขตแดนทั้งของไทย, ลาว และกัมพูชา รวมถึงเชิญอุปทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยเข้าพบและมอบบันทึกช่วยจำประท้วงและระบุว่าก่อนนี้มีทหารกัมพูชาจำนวน 7 นาย พร้อมด้วยอาวุธครบมือเข้าไปในพื้นที่ศาลาตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551 และแสดงความกังวลรวมถึงยังยึดมั่นที่จะแก้ปัญหาภายใต้กรอบคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา และขอให้ทหารกัมพูชาถอนกำลัง[6]

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศและสหปฏิบัติการนานาชาติได้ตอบโต้ว่าศาลาดังกล่าวชื่อว่า "ศาลาร่มฉัตร" (Ruom Chat House) เป็นของฝ่ายตนเอง และกล่าวอ้างว่าไทยยอมรับศาลาในชื่อนี้และเรียกศาลานี้ตามที่ฝั่งกัมพูชาเรียกเมื่อปี พ.ศ. 2546 และอ้างว่าทหารชุดดำ (ทหารพราน) ของไทย 10–15 นาย พยายามเข้าไปในพื้นที่ศาลาของตนระหว่างการเผชิญหน้าบนเขาพระวิหาร และแสดงแผนที่ของฝ่ายไทยระบุว่าศาลาดังกล่าวอยู่ในเขตแดนไทย ซึ่ง พันโท ดวงจัน ผู้บังคับการหน่วยทหารชายแดนของกัมพูชาระบุว่าก่อนหน้านี้เคยมีความพยายามในการเจรจาแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ทำให้กัมพูชาตัดสินใจเสริมกำลังเข้าไป ขณะที่ฝั่งลาวนั้นกำลังพลของกัมพูชาไม่เคยมีปัญหาหรือพิพาทกันแต่อย่างใด ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือนานาชาติกัมพูชาได้ระบุว่าจะนำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือในการประชุมร่วมกับไทยในวันที่ 10–12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ที่เสียมราฐ[6]

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568 ฝ่ายไทยได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารีว่าศาลาตรีมุขนั้นเกิดเพลิงไหม้จนเกิดความเสียหายทั้งหมด ซึ่งโฆษกกระทรวงกลาโหมไทย พลตรี ธนาธิป สว่างแสง ได้แถลงว่ากำลังจากประเทศไทยคือกองทัพภาคที่ 2 และกำลังจากประเทศกัมพูชาได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเสียหายและหาสาเหตุร่วมกัน[3] โดยได้ระบุสาเหตุเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568 โฆษกกองทัพบกไทย พลตรี วินธัย สุวารี ได้ระบุว่าสาเหตุเพลิงไหมนั้นมาจากไฟไหม้บ้านประชาชนชาวกัมพูชาและลามมายังศาลาตรีมุขจากฝั่งกัมพูชา[7] ขณะที่ นายสมศักดิ์ บุญประชม ส.ส.พรรคไทรวมพลังระบุว่าศาลาดังกล่าวเกิดความเสียหายจากการถูกคนเผา[8]

จากนั้นในวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ได้เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาระหว่างทหารไทยลาดตระเวนจนทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย ซึ่ง วาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารได้เปิดเผยหลังจากนั้นว่าการเผาทำลายศาลาตรีมุขนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าครอบครองพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต รวมถึงล้ำเข้ามาในเขตแดนของประเทศไทยที่ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนถึง 150 เมตร โดยไม่สนคำเตือนของทหารไทย จนเป็นเหตุให้เกิดการปะทะกับทหารไทยและมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 2 ราย และบาดเจ็บสาหัส 1 รายและเสียชีวิตในภายหลัง[5]

จากนั้นได้มีการพบปะกันบนโต๊ะเจรจาระหว่างผู้บัญชาการทหารบกของไทยและกัมพูชาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งกัมพูชายืนยันจะไม่ถอนทหารออกจากพื้นที่ปะทะ รวมถึง ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้นำภาพถ่ายที่แต่งเครื่องแบบพร้อมกับภรรยาไปถ่ายภาพที่ศาลาตรีมุข[5]เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553[9] หรือ 15 ปีก่อน และอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของบริเวณสามเหลี่ยมมรกตเนื่องจากตนสามารถแต่งเครื่องแบบทหารเข้าไปในพื้นที่ของไทยหรือลาวในบริเวณนั้นได้ วาสนาจึงคาดว่าแผนการทำลายศาลาตรีมุขนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการยึดครองพื้นที่สามเหลี่ยมมรกตซึ่งล้ำเข้ามาในเขตแดนของไทย[5]

ขณะที่ นันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติได้ตอบโต้โพสของ ฮุน เซน ที่อ้างสิทธิ์เหนือศาลาตรีมุขว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นพื้นที่อ้างสิทธิของทั้งสามประเทศ ซึ่งศาลาดังกล่าวก่อสร้างโดยเงินงบประมาณของกองทัพภาคที่ 2 ให้เป็นพื้นที่พบปะกันและลดความขัดแย้ง ขณะที่ตนก็เคยเข้าไปตรวจเยี่ยมและรับฟังบรรยายสรุปจากทหารไทยในศาลาดังกล่าวเช่นกันเมื่อ 20 กว่าปีก่อน และมีภาพถ่ายไว้เช่นกัน ฉะนั้นการใช้ภาพถ่ายมาอ้างสิทธิจึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องหากเทียบจากการกระทำของ ฮุน เซน[10] นอกจากนี้ได้มีการเปิดเผยภาพที่มีอายุเก่ากว่าของ ฮุน เซน เป็นภาพระหว่างการปรับพื้นที่เพื่อเตรียมพิธีเปิดศาลาตรีมุขของทหารไทยเมื่อปี พ.ศ. 2534 หลังจาก พลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีได้ประกาศใช้นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าก่อนหน้านั้น[4]

รายละเอียด

[แก้]

ศาลาตรีมุข ประกอบด้วยจั่ว 3 ด้าน หันไปยังแต่ละประเทศ[3]

  • จั่วด้านประเทศไทยเป็นรูปนูนต่ำพระพุทธรูป [3]
  • จั่วด้านประเทศลาวเป็นรูปนูนต่ำดอกเซียงเมี่ยง (ดอกลั่นทม)[3]
  • จั่วด้านกัมพูชาเป็นรูปนูนต่ำขอมโบราณ ภายในศาลาประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์จากทั้ง 3 ประเทศสำหรับให้ประชาชนสักการะบูชา[3]

ภายในศาลาตรีมุข มีฐานเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปที่นิมนต์มาจากทั้ง 3 ประเทศ หันหน้าไปทางประเทศของตน[3] ซึ่งแต่ก่อนจะมีการนัดหมายเพื่อพบปะและทานข้าวร่วมกันระหว่างชาวไทย ชาวลาว และชาวกัมพูชา เดือนละ 1 ครั้ง แต่หลังจากการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 ได้มีการห้ามชาวไทยเข้าร่วมกิจกรรมนับตั้งแต่นั้น[11]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Aindravudh (2025-06-09). "กองทัพไทย งัดหลักฐานชัด ช่องบกอยู่ฝั่งไทย เขมรอ้างแผนที่เก่า สมัย 118 ปีก่อน". Thaiger ข่าวไทย. สืบค้นเมื่อ 2025-06-09.
  2. "Border photo doesn't prove ownership, says ex-Thai intel deputy". nationthailand (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2025-06-03. สืบค้นเมื่อ 2025-06-04.
  3. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 "รู้จัก "ศาลาตรีมุข" สัญลักษณ์มิตรภาพ 3 ชาติ ที่เหลือเพียงเถ้าธุลี". เนชั่นทีวี. 2025-03-05. สืบค้นเมื่อ 2025-06-04.
  4. 1 2 3 matichon (2025-06-04). "เปิดที่มา ศาลาตรีมุข ที่ช่องบก ทหารไทยเป็นคนสร้าง ใช้ประสานงานทั้ง 3 ประเทศ". สืบค้นเมื่อ 2025-06-04.
  5. 1 2 3 4 ""วาสนา นาน่วม" เจาะแผนเขมร จาก "เผาศาลาตรีมุข" ยึด"สามเหลี่ยมมรกต" ลั่น ทหารเขมร ต้องถอนกำลังออกไป". สยามรัฐ. 2025-05-31. สืบค้นเมื่อ 2025-06-04.
  6. 1 2 "เขมรไม่ถอยยึด "ศาลาตรีมุข" เบ็ดเสร็จ". mgronline.com. 2008-11-03. สืบค้นเมื่อ 2025-06-04.
  7. "เพลิงไหม้'ศาลาตรีมุข'ช่องบก สัญลักษณ์มิตรภาพ 3 ประเทศ 'เขมร'แจงสาเหตุแล้ว". www.naewna.com. สืบค้นเมื่อ 2025-06-04.
  8. "เฝ้าระวังพื้นที่ "ศาลาตรีมุข" "ไทรวมพลัง"ส่งน้ำหนุนฐานทหาร-เยี่ยม ปชช". เนชั่นทีวี. 2025-03-05. สืบค้นเมื่อ 2025-06-04.
  9. "'ฮุนเซน'อ้างพื้นที่'สามเหลี่ยมมรกต'เป็นของกัมพูชา โชว์ภาพเคยถ่ายรูปมาแล้วเมื่อ 15 ปีก่อน". www.naewna.com. สืบค้นเมื่อ 2025-06-04.
  10. "อดีตรอง ผอ.ข่าวกรองฯ จวก "ฮุน เซน" โกหก อ้างสามเหลี่ยมมรกตเป็นของกัมพูชา เพราะเคยถ่ายภาพ". mgronline.com. 2025-06-03. สืบค้นเมื่อ 2025-06-04.
  11. Ph.d, Suchart Chantrawong (15 กันยายน 2557). "My life in TMAC@ISOC: สามเหลี่ยมมรกต (The Emerald Triangle)". My life in TMAC@ISOC. สืบค้นเมื่อ 2025-06-04.