วิลเลียม มาร์แชล เอิร์ลที่ 1 แห่งเพ็มบรุก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
วิลเลียม มาร์แชล
William Marshal, 1st Earl of Pembroke.jpg
รูปแกะสลักหลุมศพของวิลเลียม มาร์แชลที่โบสถ์เทมเพิลในกรุงลอนดอน
เกิดค.ศ. 1146 หรือ 1147
อสัญกรรม14 พฤษภาคม ค.ศ. 1219 (72 ปี)
ย่านเคฟแชม เมืองเรดิง (บาร์กเชอร์) ประเทศอังกฤษ
บรรดาศักดิ์เอิร์ลแห่งเพ็มบรุก
คู่สมรสอิซาเบล เดอ แคลร์ เคาน์เตสที่ 4 แห่งเพ็มบรุก
ครอบครัวจอห์น มาร์แชล และซีบิลแห่งซอลส์บรี
ขุนนางอังกฤษ - กษัตริย์อังกฤษ - ชาวอังกฤษ

วิลเลียม มาร์แชล เอิร์ลที่ 1 แห่งเพ็มบรุก (อังกฤษ: William Marshal, 1st Earl of Pembroke) เป็นอัศวินและขุนนางอังกฤษที่มีชีวิตอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึง 13 รับใช้พระมหากษัตริย์อังกฤษ 5 คน คือ เฮนรียุวกษัตริย์, พระเจ้าเฮนรีที่ 2, พระเจ้าริชาร์ดที่ 1, พระเจ้าจอห์น และพระเจ้าเฮนรีที่ 3

ครอบครัวผู้ทรยศ[แก้]

วิลเลียม มาร์แชลเกิดในราวปี ค.ศ. 1147 และถูกบันทึกไว้ว่าเป็นบุตรชายคนที่สี่ของจอห์น ฟิตซ์กิลเบิร์ต ขุนนางชั้นผู้น้อยที่เป็นแม่ทัพในราชสำนักของพระเจ้าสตีเฟน มารดาของวิลเลียมคือซีบิลแห่งซอลส์บรีซึ่งเป็นภรรยาคนที่สองของจอห์น เธอเป็นน้องสาวของแพทริค เอิร์ลแห่งซอลส์บรี อดีตคู่แข่งที่แย่งชิงอำนาจที่ในท้องถิ่นกันของจอห์น

ภาพวิลเลียม มาร์แชลกำลังในทวนสอยบอลด์วิน กีส์เนสลงจากหลังม้า โดยแมทธิว ปารีส

ในช่วงที่วิลเลียมยังอยู่ในวัยเด็ก บิดาของเขาตัดสินใจเปลี่ยนข้างจากฝ่ายพระเจ้าสตีเฟนไปอยู่ฝ่ายเดียวกับจักรพรรดินีมาทิลดา ลูกพี่ลูกน้องของกษัตริย์ที่เป็นคู่แข่งขับเคี่ยวแย่งชิงบัลลังก์อังกฤษกันในช่วงสงครามกลางเมืองที่มีชื่อว่า "ช่วงอนาธิปไตย (The Anarchy)" ผลของการทรยศครั้งนี้ทำให้จอห์นถูกปิดล้อมในปราสาทนิวบรีในปี ค.ศ. 1152 เขายอมส่งตัววิลเลียม บุตรชายวัย 5 ขวบให้กษัตริย์เพื่อเป็นตัวประกันแลกกับการทำสัญญาพักรบ แต่จอห์นไม่ได้คิดจะพักรบจริงๆ กษัตริย์จึงข่มขู่ว่าจะจับวิลเลียมแขวนคอ ซึ่งจอห์นไม่ได้สนใจ เขาตอบอย่างใจดำว่า

"ข้ายังมีค้อนและทั่งให้หล่อหลอมบุตรชายที่ดียิ่งกว่าขึ้นมาใหม่"

นับเป็นโชคดีของเด็กน้อยที่กษัตริย์ไม่ได้สังหารเขาอย่างที่พูด วิลเลียมเป็นนักโทษอยู่อีกหลายเดือนจนกระทั่งสงครามกลางเมืองสงบลง เขาได้รับการปล่อยตัวตามเงื่อนไขในสนธิสัญญาวอลลิงฟอร์ดในปี ค.ศ. 1153

เนื่องจากเป็นบุตรชายคนรอง วิลเลียมจึงไม่มีทั้งที่ดินและยศศักดิ์ เมื่ออายุได้ 12 ปี เขาถูกส่งไปอยู่ในครัวเรือนของกีโยม เดอ ต็องแกวีล มหาดเล็กประจำนอร์ม็องดีซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของซีบิล มารดาของวิลเลียม เขาเข้ารับการฝึกฝนเป็นอัศวิน ในปี ค.ศ. 1166 ต็องแกวีลได้ตั้งวิลเลียมเป็นอัศวิน เขาเดินทางกลับอังกฤษ (ซึ่งขณะนั้นเป็นรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 2 ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์แพลนแทเจเนต บุตรชายของจักรพรรดินีมาทิลดา) เพื่อรับใช้แพทริคแห่งซอลส์บรีผู้เป็นลุงและได้เข้าร่วมการประลองโหดซึ่งเป็นที่นิยมของยุคนั้นหลายครั้ง ในปี ค.ศ. 1168 พระนางอาลีเยนอร์แห่งอากีแตน พระมเหสีของพระเจ้าเฮนรีที่ 2 เดินทางกลับไปปกครองเคาน์ตีอากีแตนอันเป็นดินแดนมรดกของพระนาง ซอลส์บรีกับครัวเรือนซึ่งมีวิลเลียมเป็นหนึ่งในสมาชิกได้ร่วมติดตามไปคุ้มครองพระนาง

การขึ้นมาเรืองอำนาจ[แก้]

ในระหว่างที่กำลังเดินทางอยู่ในฝรั่งเศส ตระกูลลูซีนญ็องได้ก่อกบฏต่อเจ้าเหนือหัวของตนเองและได้ซุ่มโจมตีกลุ่มผู้ติดตามของพระราชินี ซอลส์บรีถูกสังหาร วิลเลียมต่อสู้อย่างกล้าหาญแต่ก็ได้รับบาดเจ็บและถูกจับไปเป็นนักโทษเพื่อเรียกค่าไถ่ พระราชินีสามารถหนีไปได้ พระนางยอมจ่ายเงินค่าไถ่เพื่อแลกกับตัววิลเลียม อีกทั้งพระเจ้าเฮนรีที่ 2 ยังได้ตั้งเขาเป็น "อาจารย์ผู้สอนความเป็นอัศวิน" ให้แก่เฮนรียุวกษัตริย์ พระราชโอรสคนโตของพระนางอาลีเยนอร์กับพระเจ้าเฮนรีที่ 2 ที่ได้รับการสวมมงกุฎในช่วงที่พระราชบิดายังครองราชย์อยู่ ในปี ค.ศ. 1170 ศิษย์และอาจารย์กลายเป็นเพื่อนที่ไว้ใจกัน ทั้งคู่ต่อสู้ร่วมกันในการประลองหลายครั้ง

แต่ใช่ว่าทุกคนจะยินดีกับการขึ้นมาเรืองอำนาจของวิลเลียม ศัตรูของเขาปล่อยข่าวลือว่าเขาได้หลับนอนกับมาร์เกอรีตแห่งฝรั่งเศส พระมเหสีของยุวกษัตริย์ แม้เขาจะปฏิเสธข้อกล่าวหาและขอรับการตัดสินด้วยการประลอง แต่วิลเลียมก็ถูกเขี่ยอออกจากราชสำนัก เขาเลิกรับใช้ยุวกษัตริย์ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1183 เมื่อไม่มีนายให้รับใช้วิลเลียมจึงกลายเป็นอัศวินเร่ร่อนและเข้าร่วมการประลองมากมายทั่วยุโรป ในตอนที่อยู่บนเตียงเสียชีวิต วิลเลียมอ้างว่าได้ล้มอัศวินไปในการประลองทั้งสิ้น 500 คน เขากลายเป็นนักสู้ระดับตำนานที่เข้าร่วมเวทีต่อสู้อันรุนแรงหลายครั้งเพื่อแลกกับชื่อเสียงและเงินทอง

การกลับมารับใช้กษัตริย์[แก้]

สุดท้ายมาร์แชลกับยุวกษัตริย์ก็กลับมาคืนดีกัน มาร์แชลได้ให้คำสัตย์กับอดีตลูกศิย์ว่าจะรับกางเขนศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นเกียรติแก่พระองค์ ในปี ค.ศ. 1183 เฮนรียุวกษัตริย์ก่อกบฏต่อพระราชบิดาและวิลเลียมตัดสินกลับเข้าสู่เวทีการเมืองในราชสำนักอังกฤษ เขาขอพระราชานุญาตจากพระเจ้าเฮนรีที่ 2 เพื่อเข้าร่วมเป็นฝ่ายเดียวกับพระราชโอรสในการต่อสู้กับพระองค์ กษัตริย์พระราชทานพระราชานุญาตให้อย่างน่าเหลือเชื่อ พระเจ้าเฮนรีอาจหวังให้วิลเลียมใช้อิทธิพลของตนหยุดการปฏิวัติ ทว่าเฮนรียุวกษัตริย์สวรรคตเสียก่อนในปีเดียวกันจากการล้มป่วย

ต่อมาวิลเลียมเดินทางไปทำสงครามครูเสดเป็นการส่วนตัวเพื่อเป็นเกียรติแก่เฮนรียุวกษัตริย์ตามที่เคยให้คำสัตย์ไว้ เขาล่องเรือไปเยรูซาเล็มในช่วงฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1183 และกลับมาอังกฤษในปี ค.ศ. 1185 หรือ 1186 วิลเลียมได้เข้าร่วมราชสำนักของพระเจ้าเฮนรีที่ 2 เขาถูกตั้งเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาของกษัตริย์

การก่อกบฏของริชาร์ด[แก้]

หลังยุวกษัตริย์สวรรคต ริชาร์ด พระราชโอรสคนรองของพระเจ้าเฮนรีที่ 2 ได้ขึ้นเป็นทายาทในบัลลังก์อังกฤษ พระเจ้าเฮนรีกับริชาร์ดมีความสัมพันธ์ที่ลุ่มๆดอนๆ ไม่นานริชาร์ด (ซึ่งขณะนั้นเป็นดยุคแห่งอากีแตน) ได้ก่อกบฏต่อพระราชบิดาโดยมีพระเจ้าฟีลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศสเป็นพันธมิตร ในยุทธการระหว่างพระเจ้าเฮนรีกับริชาร์ดในปี ค.ศ. 1189 วิลเลียมได้พุ่งเข้าใส่ริชาร์ดจนทำให้พระองค์ตกจากหลังม้า แม้จะมีโอกาสเผด็จศึกว่าที่กษัตริย์ แต่เขากลับแสดงความเมตตาด้วยการสังหารม้าของพระองค์แทน เหตุการณ์นี้ทำให้วิลเลียมอ้างได้ว่าตนคือคนเดียวที่สามารถเอาชนะริชาร์ดได้ในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว

ในเดือนกรกฎษคม ค.ศ. 1189 พระเจ้าเฮนรีที่ 2 เสด็จสวรรคต ก่อนหน้าการสวรรคตไม่นานพระองค์ได้ให้สัญญาว่าจะให้วิลเลียมสมรสกับอิซาเบล เดอ แคลร์ ธิดาและทายาทของริชาร์ด เดอ แคลร์ เอิร์ลแห่งเพ็มบรุก ผู้ถือครองที่ดินจำนวนมากมายในเวลส์ตอนใต้และไอร์แลนด์ เมื่อพระเจ้าริชาร์ดได้ขึ้นเป็นกษัตริย์คนใหม่ของอังกฤษ พระองค์ได้สานต่อคำสัญญาของพระราชบิดาโดยให้มาร์แชลวัย 43 ปีสมรสกับอิซาเบลวัย 17 ปีในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1189 การสมรสได้ให้กำเนิดทายาท 10 คน คือ

  • วิลเลียม มาร์แชล เอิร์ลที่ 2 แห่งเพ็มบรุก (เกิดค.ศ. 1190) ไม่มีทายาท
  • ริชาร์ด มาร์แชล เอิร์ลที่ 3 แห่งเพ็มบรุก (เกิด ค.ศ. 1191) ไม่มีทายาท
  • ม็อด มาร์แชล (เกิด ค.ศ. 1194) เป็นเคาน์เตสแห่งนอร์ฟอล์กจากการสมรสครั้งที่หนึ่ง และเคาน์เตสแห่งเซอร์รีจากการสมรสครั้งที่สอง
  • กิลเบิร์ต มาร์แชล เอิร์ลที่ 4 แห่งเพ็มบรุก (เกิด ค.ศ. 1197) สมรสกับมาร์จอรีแห่งสกอตแลนด์ พระราชธิดาของพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งสกอตแลนด์
  • วอลเทอร์ มาร์แชล เอิร์ลที่ 5 แห่งเพ็มบรุก (เกิด ค.ศ. 1199)
  • อิซาเบล มาร์แชล (เกิด ค.ศ. 1200) เป็นเคาน์เตสแห่งฮาร์ตฟอร์ดจากการสมรสครั้งที่ 1 และเป็นเจ้าหญิงพระชายาจากการสมรสครั้งที่ 2 กับริชาร์ด แพลนแทเจเนต เอิร์ลแห่งคอร์นวอลล์ พระราชโอรสของพระเจ้าจอห์น
  • ซีบิล มาร์แชล (เกิด ค.ศ. 1201) เป็นเคาน์เตสแห่งเดอร์บีจากการสมรส
  • เอวา มาร์แชล (เกิด ค.ศ. 1203)
  • แอนเซล์ม มาร์แชล เอิร์ลที่ 6 แห่งเพ็มบรุก (เกิด ค.ศ. 1208) สมรสกับม็อด เดอ โบฮัน ธิดาของฮัมฟรีย์ เดอ โบฮัน เอิร์ลที่ 2 แห่งเฮริฟอร์ด ไม่มีบุตร
  • โจน มาร์แชล (เกิด ค.ศ. 1210)

การสมรสส่งผลให้วิลเลียมได้ขึ้นเป็นเอิร์ลแห่งเพ็มบรุกหลังพ่อตาถึงแก่กรรม ทั้งยังได้ครอบครองและอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ดินมากมายทั้งในอังกฤษ, เวลส์, นอร์ม็องดี และไอร์แลนด์ ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในชายที่มั่งคั่งที่สุดและทรงอำนาจที่สุดในราชอาณาจักร

แม้จะเคยยืนอยู่คนละฝ่าย แต่วิลเลียมแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีจนได้รับความไว้วางใจจากกษัตริย์ที่แต่งตั้งให้เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในช่วงที่พระองค์ออกเดินทางไปทำสงครามครูเสดครั้งที่สามในปี ค.ศ. 1190 ในช่วงที่ปกครองอังกฤษพระเจ้าริชาร์ดใช้เวลาอยู่ในอังกฤษน้อยมาก พระองค์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำศึกในฝรั่งเศสและทำสงครามครูเสดในตะวันออกกลาง วิลเลียมช่วยบริหารบ้านเมืองในยามที่พระองค์ไม่อยู่และยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับลองแชมป์และจอห์น พระอนุชาที่เป็นกบฏของพระเจ้าริชาร์ด

การถึงแก่กรรม[แก้]

รูปแกะสลักหลุมศพองวิลเลียม มาร์แชลที่โบสถ์เทมเพิลในกรุงลอนดอน

เมื่อพระเจ้าริชาร์ดเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1199 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์คือพระเจ้าจอห์น แม้จะเคยอยู่ฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อพระเจ้าจอห์นขึ้นครองราชย์วิลเลียมได้ให้การสนับสนุนพระองค์ ขณะที่ขุนนางอีกกลุ่มให้การสนับสนุนอาร์เธอร์ ดยุคแห่งเบรอตาญผู้เป็นบุตรชายของเจฟฟรีย์ แพลนแทเจเนตซึ่งเป็นพระเชษฐาของพระเจ้าจอห์น เขาไม่เห็นด้วยกับการเดินทางไปทำศึกในฝรั่งเศสของกษัตริย์ในปี ค.ศ. 1205 แต่ก็ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่คุ้มกันอังกฤษ ต่อมาเขาขึ้นเป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาของกษัตริย์และเป็นผู้พิทักษ์ของเฮนรี ทายาทของพระเจ้าจอห์น แม้จะเกิดสงครามขุนนางครั้งที่หนึ่งขึ้นจนนำไปสู่การลงนามในแม็กนาคาร์ตา วิลเลียมก็ยังคงภักดีต่อพระเจ้าจอห์นและไม่ได้ร่วมปฏิวัติกับขุนนางคนอื่นๆ แต่ก็ไม่สามารถเห็นดีเห็นงามไปกับการเมืองการปกครองที่รุนแรงของพระเจ้าจอห์นได้เช่นกัน ส่งผลให้เขาถูกมองว่าเป็นขุนนางที่เป็นกลางและได้รับความนิยมในหมู่ผู้สนับสนุนของทั้งสองฝั่ง

เมื่อพระเจ้าจอห์นเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1216 พระเจ้าเฮนรีที่ 3 พระราชโอรสวัย 9 พรรษาของพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ วิลเลียมถูกตั้งเป็นผู้พิทักษ์กษัตริย์และผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในตอนนั้นพระเจ้าหลุยส์ที่ 8 แห่งฝรั่งเศสกำลังนำทัพเข้ารุกรานอังกฤษ กรุงลอนดอนและท่าเรือข้ามช่องแคบส่วนใหญ่ถูกกองทัพฝรั่งเศสยึดครอง มาร์แชลประกาศเจตนารมณ์ว่าจะปกครองภายใต้เงื่อนไขในแม็กนาคาร์ตา เขาต่อสู้กับพระเจ้าหลุยส์ที่ 8 ในศึกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีอายุมากกว่า 70 ปีแล้วก็ตาม หลังความขัดแย้งกับพระเจ้าหลุยส์จบลงอย่างเป็นที่น่าพอใจ มาร์แชลได้เจรจาสนธิสัญญาสันติภาพจนทำให้หลายคนมองว่าเขาคือบุคคลสำคัญที่ช่วยรักษาสันติภาพไว้ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าข้อเสนอที่เขาทำกับฝรั่งเศสนั้นใจกว้างเกินไป แต่มาร์แชลก็รักษาเสถียรภาพไว้ให้กษัตริย์น้อยได้

วิลเลียม มาร์แชลถึงแก่กรรมที่เคฟแชมในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1219 และถูกฝังในโบสถ์เทมเพิลของกลุ่มอัศวินเทมพลาร์ในกรุงลอนดอน เมื่อครั้งที่อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ วิลเลียมเคยสาบานกับกลุ่มอัศวินเทมพลาร์ว่าจะขอตายในฐานะอัศวินคนหนึ่งของกลุ่ม ร่างของเขาจึงได้รับอนุญาตให้ฝังในโบสถ์ของกลุ่มอัศวิน หลุมฝังศพและรูปปั้นแกะสลักเหนือหลุมศพของเขายังอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

อ้างอิง[แก้]