วัดมิ่งเมือง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วัดมิ่งเมือง[แก้]

สถานที่ตั้ง[แก้]

วัดมิ่งเมือง ตั้งอยู่เลขที่ ๑๙๖ ถนนไตรรัตน์ ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ภาค ๖

อาณาเขต[แก้]

พื้นที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา

ทิศเหนือ ติดกับถนนส่วนบุคคล

ทิศใต้ ติดกับถนนบรรพปราการ (แต่เดิมเป็นแนวกำแพงเมืองเก่า)อยู่ด้านตรงข้ามโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม

ทิศตะวัดออก ติดกับถนนไตรรัตน์

ทิศตะวันตก ติดกับมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์จังหวัดเชียงราย

ประวัติ[แก้]

วัดมิ่งเมือง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ เดิมเป็นวัดไทยใหญ่ สร้างสมัยใดไม่ทราบ ได้ร้างไปในยุคพม่าครองเมือง ในช่วงเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมืองได้มีการกวาดต้อนผู้คนมาฟื้นฟูเมืองเชียงราย ได้มีการขุดดินเพื่อนำไปเผาอิฐสร้างกำแพงเมืองในสมัยเจ้าอุ่นเรือน ขุดลงไปจนมีน้ำชั้นผิวดินออกมาเป็นบริเวณกว้าง มีการนำช้างชักลากของ และพักเล่นน้ำ ชาวบ้านเรียกว่า หนองช้างมูบ ราวๆ ปี พ.ศ. 2420 ได้มีการสร้างวัดขึ้น โดยคณะศรัทธาชาวเงี้ยว(ไทใหญ่) ที่อยู่ภายใต้อาณัติของอังกฤษมาค้าขาย และตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณ จำปาสี่ต้น (ปัจจุบันคือบริเวณโรงแรมแสนภูเพลส) ได้สร้างวัดขึ้น บนพื้นที่วัดร้างเดิม ซึ่งมีบริเวณกว้างขวางมาก หน้าหนองช้างมูบ จึงเรียกชื่อวัดว่า "วัดช้างมูบ" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดมิ่งเมือง วัดนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับพระนางปายโค พระญามังราย หรือพระนางเทพคำขร่าย แต่อย่างใด ตามที่มีผู้กล่าวอ้างไว้

โบราณสถานและโบราณวัตถุในวัด[แก้]

องค์พระประธาน เป็นพระพุทธรูปปั้น ลงรักปิดทองทั้งองค์ เป็นศิลปะเชียงแสนสิงห์ ๑ ซึ่งได้ทำการซ่อมแซมมาถึง ๔ ครั้งมีอายุถึง ๔๐๐ กว่าปี เดิมเป็นศิลปะไทยใหญ่ ซึ่งครั้งหลังสุด ช่างที่ก่อสร้างได้เพิ่มขนาดขององค์พระให้ใหญ่ขึ้น โดยมีหน้าตักกว้างขนาด ๘๐ นิ้ว มีนามว่า “หลวงพ่อพระศรีมิ่งเมือง” ที่มีพุทธลักษณะที่งดงามตามพุทธศิลป์แบบเชียงแสนสิงห์ ๑ ยุคต้นโดยเฉพาะที่ยอดพระเกตุโมฬีเป็นรูปดอกบัวตูมแกะสลักจากหินแก้วจุยเจียหรือแก้วโป่งข่าม ซึ่งเป็นหินที่เกิดขึ้นในดินแดนล้านนาเท่านั้น

เจดีย์

เป็นปูชนียสถานเก่าแก่ ที่มีคู่มากับวัด เป็นศิลปะแบบล้านนา เดิมก่อนการบูรณะเป็นรูปทรงพม่าทั้งหมด แต่ต่อมาได้รับการบูรณะใหม่ โดยสร้างเจดีย์บริวารตั้งไว้สี่มุม ประดับด้วยฉัตรศิลปะแบบพม่า ชาวบ้านเรียกเจดีย์นี้ว่า “พระธาตุมิ่งเมือง” นอกจากนี้เจดีย์นี้มีความสำคัญ คือ เป็นที่เก็บรวบรวมประวัติของวัดไว้

วิหาร

เป็นวิหารไทใหญ่ประยุกต์ผสมผสานกับรูปแบบของวิหารล้านนา ภายในตกแต่งด้วยลวดลายแกะสลักลงรักปิดทอง ประกอบกับการกรุฝ้าเพดานแบบไตรภูมิและบราลีเป็นรูปหงส์จำนวน ๓๔ ตัว

บ่อน้ำ

ชาวบ้านทั่วไป เรียกบ่อน้ำนี้ว่า “น้ำบ่อช้างมูบ” เพราะรูปแบบการก่อสร้างมีหลังคาเป็นรูปซุ้มโขง ประดับด้วยรูปปั้นของช้างทรงเครื่อง ซึ่งหมอบอยู่ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ในสมัยโบราณ บ่อนี้ได้ให้ประโยชน์แก่ชุมชนชาวตลาดเชียงรายเป็นอย่างมากเพราะเป็นบ่อน้ำแห่งเดียวที่อยู่ในบริเวณนี้ ทั้งใช้ตักดื่ม และตักไปขาย และเป็นสถานที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างในเมืองและนอกเมือง เมื่อชาวบ้านเดินทางไกลมาจะเข้าเมือง จะแวะพักดื่มน้ำที่บ่อนี้ก่อน และไปธุระ พอเสร็จธุระและจะออกจากตัวเมืองก็จะแวะพักเหนื่อย และดื่มน้ำที่บ่อช้างมูบก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อไป

ลำดับเจ้าอาวาส[แก้]

๑. เป็นพระภิกษุไทยใหญ่มาจากประเทศพม่า

๒. ครูบาปัญญา ปญญาปโก พ.ศ. ๒๔๒๐ (สันนิษฐานตามประวัติเมื่อสร้างวัด)

๓. พระมหาบุญตัน (ไม่ระบุ พ.ศ.)

๔. ท่านเจ้าคุณ พระปัญญากรโมลี พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๕๔๓

๕. [พระครูโสภณศิลปาคม] http://changmub2.hi5.com พ.ศ. ๒๕๔๓ ถึงปัจจุบัน

ติดต่อประสานงาน[แก้]

โทรศัพท์ ๐-๕๓๗๑-๖๙๖๐

โทรสาร ๐-๕๓๗๑-๑๐๘๙


อ้างอิง[แก้]

อภิชิต ศิริชัย "รู้เรื่องเมืองเชียงราย"