วัดดอนแก้ว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประวัติวัดดอนแก้ว

https://www.facebook.com/profile.php?id=100008361159791&fref=ts

วัดดอนแก้ว ตั้งอยู่ในท้องที่รอยต่อระหว่างบ้านดอนแก้วหมู่ ๒ กับหมู่ ๙ ตำบลดอนแก้ว

อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ มีสถานะเป็นวัดราษฎร์ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๐ โดยการนำของ “หาญเสือแผ้ว” หรือพญาหาญเสือแผ้ว (สิทธิ นรา) ซึ่งเป็นขุนนางคนสำคัญของราชสำนักเชียงใหม่ในสมัยเจ้าหลวงแผ่นดินเย็น หรือเจ้าหลวงพุทธวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๔ (พ.ศ.๒๓๖๙ – ๒๓๘๙) และอยู่ในหน้าที่ราชการต่อเนื่องมาจนถึงสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ (เจ้ามหาชีวิตอ้าว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๖ (พ.ศ.๒๓๙๙ – ๒๔๑๓)                                                                                                          

พระยาพุทธวงศ์           

พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์

วัดดอนแก้วได้รับการสร้างขึ้นในห้วงที่บ้านเมืองกำลังเข้าสู่ยุคสงบสุข ภายหลังการขับไล่กองทัพพม่าออกไปจากเมืองเชียงใหม่และหัวเมืองในล้านนาผ่านไปแล้ว ๖๓ ปี และเป็นช่วงเวลาหลังการ “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” (การรวบรวมคนจากหัวเมืองรอบนอกตามที่ต่างๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตตัวเมือง) ของกษัตริย์เชียงใหม่ในห้วงฟื้นฟูสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่ หลังตกอยู่ใต้การยึดครองของพม่าเป็นเวลากว่า ๒๐๐ ปี

            สำหรับชุมชนที่ตั้งวัดดอนแก้วและหมู่บ้านดอนแก้วในปัจจุบัน (บ้านแพะ บ้านลุ่ม บ้านหนองฟาน และสบสา) ในอดีตเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วเป็นแหล่งชุมชนดั้งเดิมริมฝั่งแม่น้ำ โดยอยู่ห่างจากกำแพงเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศเหนือระยะทางประมาณ ๑๒ ก.ม. เป็นเขตที่ลุ่มเชิงเขาฝั่งตะวันตกของลำแม่น้ำปิง ใกล้กับเทือกเขาดอยปุยและดอยแม่สา มีไร่นา เหมืองฝายหลายสาย ซึ่งเป็นฝีมือการขุดสร้างของคนโบราณเพื่อนำน้ำเข้าสู่ไร่นาแหล่งเพาะปลูก เคยเป็นชัยภูมิที่ตั้งทัพและที่พักไพร่พลช้างม้าภายใต้การนำของพญาหาญเสือแผ้วในสมัยฟื้นฟูสร้างเมืองเชียงใหม่ยุคนั้น โดยมีบริเวณที่เลี้ยงช้างและเตาหลอมโลหะเพื่อผลิตเครื่องมืออาวุธประเภทต่างๆอยู่ในหมู่บ้าน เนื่องจากเป็นชุมชนที่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก มีทั้งพื้นที่เขตหุบเขาและที่ราบลุ่มแม่น้ำ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สมัยนั้นจึงไปสร้างคุ้มที่พำนักนอกเมืองเอาไว้ในพื้นที่ โดยเชื่อว่าสร้างไว้ตั้งแต่ห้วงการซ่องสุมไพร่พลกองทัพเพื่อขับไล่พม่า ซึ่งใช้เวลาหลายปีก่อนที่จะประสบความสำเร็จ ประกอบกับมีเส้นทางลำแม่น้ำปิง ที่ไม่คดเคี้ยวสามารถใช้แพและเรือเล็กสัญจรไปมา-เข้าสู่ตัวเมืองได้สะดวก เจ้าเมืองเชียงใหม่และบรรดาเจ้านายรวมทั้งประชาชนทั่วไปจึงนิยมใช้ทางน้ำในการเดินทางไปมาเข้าสู่ตัวเมืองซึ่งรวดเร็วกว่าทางเกวียน (ทางบก) ดังนั้นจึงมีที่พำนักของเจ้าเมืองและผู้นำในราชสำนักตั้งอยู่หลายแห่งในทางตอนเหนือของตัวเมืองใกล้กับลำแม่น้ำ เช่น คุ้มหลวงของ “เจ้ามหาชีวิตอ้าว” ที่บริเวณใกล้บ้านสบริม (ท้องที่ ต.ริมใต้ อ.แม่ริม) ห่างจากชุมชนบ้านดอนแก้วขึ้นไปทางเหนือประมาณ ๔ กิโลเมตร ส่วนที่หมู่บ้านดอนแก้ว (บ้านลุ่ม) เป็นที่ตั้งคุ้มบ้านของ “พญาหารเสือแผ้ว” โดยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิงทางตอนใต้ของที่ตั้งวัดปัจจุบัน ซึ่งลูกหลานพญาหารเสือแผ้วเล่าว่า บริเวณหน้าบ้านของพญาหารเสือแผ้ว เป็นพักเลี้ยงฝูงช้างและให้ฝูงช้างลงอาบน้ำ และครั้งใดที่เจ้ามหาชีวิตอ้าวเสด็จไปเยี่ยมหาญเสือแผ้วถึงคุ้มบ้านพัก ก็จะมีการปูลาดผ้าแดงต้อนรับตั้งแต่ประตูรั้วบ้านไปจรดบันใดบ้านเลยทีเดียว 

สำหรับความเป็นมาของวัดดอนแก้ว ก่อนที่จะมีการสร้างวัดใหม่ในปี ๒๓๘๐ นั้น เคยมีวัดมาก่อนแล้วรวม ๒ วัด ในบริเวณที่ใกล้เคียงกัน คือ วัดห่าง (วัดร้าง) ริมฝั่งแม่น้ำปิง ทางทิศตะวันออกของที่ตั้งวัดปัจจุบัน และวัดอรินตอง (รินตอง) ซึ่งตั้งอยู่บนเนินที่ดอนทางตะวันตกของวัดปัจจุบันในระยะ ๕๐๐ เมตร ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนบ้านดอนแก้ว โดยวัดแห่งแรก (“วัดห่าง”) คาดว่าเป็นวัดที่ร้างมาแต่โบราณ อาจเนื่องมาจากเกิดน้ำท่วมใหญ่และลำแม่น้ำปิงเปลี่ยนเส้นทางทำให้ตัววัดถูกตัดขาดจากชุมชนกลายเป็นเกาะดอนกลางแม่น้ำ ไม่สะดวกต่อการเดินทางไปมาสู่วัด จึงมีการสร้างวัดแห่งที่สอง คือวัดรินตอง บนที่ดอนเนินเขา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วม โดยวัดแห่งที่ ๒ นี้เชื่อว่าสร้างในสมัยล้านนา ก่อนที่พม่าจะเข้ามายึดครองเมื่อปี พ.ศ.๒๑๑๐ โดยวัดนี้มีเขตอุโบสถกลางน้ำอยู่ที่ “หนองวง” ทางตะวันออกของที่ตั้งโรงเรียนบ้านดอนแก้วปัจจุบัน แต่เมื่อถึงสมัยพม่ารุกราน ประชาชนได้พากันอพยพหลบหนีออกจากตัวเมืองไปอยู่ตามแถบป่าเขาเป็นส่วนใหญ่ วัดรินตองหรืออรินตองจึงกลายเป็นวัดร้าง สิ่งปลูกสร้างเสื่อมสลายตามกาลเวลาในห้วง ๒๐๐ ปีที่ถูกยึดครอง จนมาถึงยุคการฟื้นฟูสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ในสมัยของพระยาจ่าบ้าน (พ.ศ.๒๓๑๗ – ๒๓๑๙) และพระยากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑  (พ.ศ.๒๓๒๕ – ๒๓๕๖ ) จึงมีการชักชวนประชาชนออกจากป่าเขาลงมาตั้งบ้านสร้างบ้านเมืองในแถบตัวเมืองกันใหม่ ดังนั้นชุมชนริมแม่น้ำปิงแถบบ้านลุ่ม บ้านแพะ และบ้านหนองฟาน-สบสา ซึ่งเคยเป็นชุมชนดั้งเดิมมาก่อน จึงถูกรื้อฟื้นขึ้นมา เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ยุคสงบสุขเป็นปึกแผ่นดีแล้ว พญาหาญเสือแผ้ว ผู้นำเหล่าทัพและประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ได้เป็นผู้นำในการก่อสร้างวัดแห่งใหม่ขึ้น แทนที่วัดร้างเดิมทั้งสองแห่ง โดยในชั้นแรกเรียกกันว่า “วัดหาญเสือแผ้ว” แต่ภายหลังเรียกเป็นวัดดอนแก้ว ซึ่งเข้าใจว่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “ดอนเสือแผ้ว” ซึ่งน่าจะหมายถึงที่ดอนชายป่า (บ้านแพะ) อันเป็นที่ตั้งไพร่พลฝูงช้างของพญาหารเสือแผ้ว ปัจจุบันยังมีศาลาพ่อบ้านพญาหาญเสือแผ้วตั้งอยู่ที่บริเวณใกล้กับสี่แยกกลางหมู่บ้านดอนแก้วหมู่ ๒ ปัจจุบัน  

สิ่งปลูกสร้างภายในวัดดอนแก้วของเดิมที่สร้างเมื่อปี ๒๓๘๐ คือ วิหารก่ออิฐถือปูนทรงศิลปะล้านนา กำแพงวัดซึ่งสร้างด้วยอิฐสอปูน ๔ ด้าน ศาลารายติดกำแพงวัดด้านตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออก โรงเรือนกุฏิพระภิกษุสงฆ์สามเณร ซึ่งเป็นอาคารไม้มุงกระเบื้องดินเผาแบบ ๒ ชั้น (ยกพื้นสูง) ด้านใต้ของตัววิหาร และพระอุโบสถกลางหนองน้ำหน้าวัด (ทิศตะวันออก) ซึ่งสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งและไม้สัก แต่สิ่งปลูกสร้างดั้งเดิมดังกล่าวได้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา โดยมีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งเมื่อห้วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา ในสมัยของพระครูบาคำปัน ชยฉนฺโท (พระครูวิวิธสังฆการ) เป็นเจ้าอาวาสวัด ซึ่งได้สร้างพระวิหารหลังใหม่แทนที่วิหารหลังเก่าที่ทรุดโทรมไป สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ในเขตกำแพงวัด แทนที่พระอุโบสถกลางหนองน้ำของเดิม รวมทั้งสร้างกุฏิพระภิกษุสงฆ์สามเณรหลังใหม่แทนเรือนไม้หลังเก่า และมีการบูรณะรั้วและประตูโขงทางเข้าวัดให้เป็นแบบใหม่แทนที่ของเดิมที่ผุกร่อนและทรุดตัวเพราะปัญหาน้ำท่วมแทบทุกปี

ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่  ๕ ไร่  ๒  งาน  ๒๐ ตารางวา  น.ส ๓ เลขที่  ๑๓๑  อาณาเขตทั้งสี่ทิศ  จรดทางสาธารณประโยชน์และหมู่บ้าน  ที่ธรณีสงฆ์จำนวน  ๒  แปลง เนื้อที่  ๔  ไร่ ๒  งาน  ๕๐ ตารางวา  เลขที่ น.ส ๓ ก  ๒๓๕ และ ๑๓๓  อาคารเสนาสนะประกอบด้วย  อุโบสถ ศาลาการเปรียญ  กุฏิสงฆ์  วิหาร ศาลาอเนกประสงค์  ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน  ๒ หลัง  ศาลาบาตร หอระฆัง  และโรงครัว ปูชนียวัตถุมี เจดีย์ฐานทรงสี่เหลี่ยมรูประฆังได้รับวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่  ๑๐ มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๑๕  เขตวิสุงคามสีมา กว้าง  ๔๐ เมตร

การบริหารและการปกครองมีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบดังนี้

เนื้อหา

รูปที่  ๑ ครูบาสมุทร                                                     พ.ศ.  ๒๓๘๐  - ๒๔๒๒[แก้]

รูปที่  ๒ ครูบาเมธา                                                       พ.ศ.  ๒๔๒๒  - ๒๔๔๘[แก้]

รูปที่  ๓ ครูบาปัญญา                                                    พ.ศ.  ๒๔๔๘  - ๒๔๖๓[แก้]

รูปที่  ๔            พระอธิการศรีมอย                                           พ.ศ.  ๒๔๖๓  -  ๒๔๗๐[แก้]

รูปที่  ๕           พระอธิการศรีวงค์                                           พ.ศ.  ๒๔๗๐  - ๒๔๘๒[แก้]

รูปที่  ๖            พระครูวิวิธสังฆการ(ครูบาคำปัน ชยฉนฺโท)   พ.ศ.  ๒๔๘๒  - ๒๕๓๗[แก้]

รูปที่  ๗           พระอธิการอินสม  สมิสฺสโร                           พ.ศ.  ๒๕๓๗  - ๒๕๔๙[แก้]

รูปที่  ๘            พระใบฎีกาเจริญศักดิ์  สิริภทฺโท                    พ.ศ. ๒๕๔๙ - ปัจจุบัน[แก้]