วะกะเมะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
วะกะเมะ
Boiled wakame.jpg
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Chromalveolata
หมวด: Heterokontophyta
ชั้น: Phaeophyceae
อันดับ: Laminariales
วงศ์: Alariaceae
สกุล: Undaria
สปีชีส์: U.  pinnatifida
ชื่อทวินาม
Undaria pinnatifida
(Harvey) Suringar, 1873
สาหร่ายวะกะเมะดิบ
คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม (3.5 ออนซ์)
พลังงาน188 kJ (45 kcal)
9.14 g
น้ำตาล0.65 g
ใยอาหาร0.5 g
0.64 g
3.03 g
วิตามิน
ไทอามีน (บี1)
(5%)
0.06 mg
ไรโบเฟลวิน (บี2)
(19%)
0.23 mg
ไนอาซิน (บี3)
(11%)
1.6 mg
(14%)
0.697 mg
โฟเลต (บี9)
(49%)
196 μg
วิตามินซี
(4%)
3 mg
วิตามินอี
(7%)
1 mg
วิตามินเค
(5%)
5.3 μg
แร่ธาตุ
แคลเซียม
(15%)
150 mg
เหล็ก
(17%)
2.18 mg
แมกนีเซียม
(30%)
107 mg
แมงกานีส
(67%)
1.4 mg
ฟอสฟอรัส
(11%)
80 mg
โซเดียม
(58%)
872 mg
สังกะสี
(4%)
0.38 mg

ประมาณร้อยละคร่าว ๆ โดยใช้การแนะนำของสหรัฐอเมริกาสำหรับผู้ใหญ่
แหล่งที่มา: USDA Nutrient Database

สาหร่ายวะกะเมะ (ญี่ปุ่น: ワカメ โรมาจิwakame) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Undaria pinnatifida เป็นผักทะเลหรือสาหร่ายทะเลกินได้ที่พบในประเทศญี่ปุ่น มีรสหวานละเอียดและมักเสิร์ฟในซุปและสลัด โดยเกษตรกรชาวญี่ปุ่นปลูกสาหรายชนิดนี้มาตั้งแต่ยุคนารา[1]

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์[แก้]

สาหร่ายวะกะเมะเป็นสาหร่ายสีน้ำตาลอมเขียวขุ่น หรืออีกชื่อหนึ่งคือ "ผักกาดทะเล" เป็นสาหร่ายที่พบได้ในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในทะเลญี่ปุ่น สามารถเติบโตในน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิเย็นปานกลาง หรือเย็นมาก ชาวญี่ปุ่นนิยมนำสาหร่ายวะกะเมะมาใช้ในการประกอบอาหารเนื่องจากมีรสชาติที่อร่อย เช่น ซุป สลัด ตากแห้ง รวมไปถึงการทอดกรอบ เป็นต้น

นอกจากนี้สาหร่ายวะกะเมะมีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และมีจำนวนของคาร์โบไฮเดรตที่ต่ำ ในขณะที่มีสรรพคุณที่มีคุณค่ากับร่างกายเป็นอย่างมาก สาหร่ายวะกะเมะจึงกลายมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย[2]

สรรพคุณ[แก้]

ด้านความงาม[แก้]

  • ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ สาหร่ายวะกะเมะช่วยในการปรับสภาพผิว และเสริมสร้างกระบวนการทำงานของคอลลาเจนและอิลาสตินให้ดียิ้งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงผิวหนังทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้น
  • ช่วยในการปกป้องผิว สาหร่ายวะกะเมะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ให้ผิวแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ลดอาการระคายเคือง ลดความหยาบกร้านของผิว นอกจากนี้ยังช่วยในการปกป้องผิวจากมลภาวะอีกด้วย
  • ช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสาหร่ายวะกะเมะจะเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการเผาผลาญไขมันสีขาวตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ในบริเวณพุง ต้นขา ต้นแขน เป็นต้น ซึ่งอวัยวะเหล่านี้มักจะเกิดการสะสมของไขมันสีขาวได้ง่ายกว่าอวัยวะส่วนอื่น ๆ [2]

ด้านสุขภาพ[แก้]

  • ช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และช่วยลดความดันโลหิต พร้อมกับป้องกันภาวะหลอดเลือดในสมองแข็ง (Arteriosclerosis) รวมไปถึงการต่อสู้กับเนื้องอก และยังช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว
  • มีแคลเซียมสูงกว่านมถึง 14 เท่า การรับประทานสาหร่ายวะกะเมะปริมาณ 50-100 กรัม จะเป็นการช่วยเสริมสร้างแคลเซียมให้กับร่างกายในปริมาณที่พอเหมาะใน 1 วัน นอกจากนี้สาหร่ายวะกะเมะยังเหมาะสำหรับสตีมีครรภ์ที่ต้องการปริมาณแคลเซียมมากกว่าปกติ
  • ช่วยลดปัญหาท้องผูก สาหร่ายวะกะเมะมีสภาพเป็น Salinity มีเกลือแมกนีเซียม หรืออัลคาไลน์ รวมไปถึงใยอาหาร ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นเหมือนกับยาระบายตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีใยอาหารอยู่เป็นจำนวนมาก และยังมีกรดอาลิกนิคที่ช่วยทำให้ร่างกายเกิดการเร่งขับถ่ายสารพิษต่าง ๆ ในทางเดินอาหาร ให้ออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  • ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยแก้ปัญหาทางอาการปวดอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น อาการปวดบั้นเอวปวดไหล่ บ่าแข็งตึง เป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นจากการไหลเวียนของเลือดที่บกพร่องไม่ปกติ
  • ช่วยในการบำรุงเลือด สาหร่ายวะกะเมะมีส่วนประกอบของแร่ธาตุทองแดง และธาตุเหล็ก ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการบำรุงเลือด
  • ช่วยทำให้กล้ามเนื้อและระบบประสาททำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สาหร่ายวะกะเมะมีส่วนประกอบของแม็กนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในการบำรุงกล้ามเนื้อและระบบประสาท
  • ช่วยในการลดจำนวนกัมมันตภาพรังสีที่สู่ร่างกาย ผ่านการดูดซึมของลำไส้ได้ถึง 50-80% โดยมีกลุ่มตัวอย่างผู้รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่นางาซากิ ที่รับประทานสาหร่ายทะเลเป็นประจำ คนเหล่านี้ไม่มีใครที่เกิดอาการโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวขึ้นเลย แม้โรงพยาบาลจะอยู่ห่างจากจุดที่เกิดการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์เพียง 1 กม เท่านั้น
  • ช่วยกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดขึ้นใหม่ สาหร่ายวะกะเมะมีสารรูติน ที่มีคุณสมบัติในการช่วยกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดขึ้นใหม่
  • ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส
  • มีวิตามินบี 12 ซึ่งสามารถพบได้น้อยมากในพืชและผัก ซึ่งเป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่รางกายของเราต้องการ[2]

ด้านการแพทย์[แก้]

พบว่าในสาหร่ายวะกะเมะนั้นมีสารอาหารต่าง ๆ มากมายทั้งโปรตีน พอลิแซ็กคาไรด์ เกลือแร่ วิตามินและยังมีไขมันในปริมาณน้อย[3] นอกจากนั้นยังมีสารอื่น ๆ อีกเช่น ฟูโคแซนทิน (Fucoxantin) ซึ่งในปัจจุบันมีการศึกษาถึงผลของสารชนิดนี้มากมายหนึ่งในนั้นคือ ฤทธิ์ในการต้านการเกิดความอ้วน (anti-obesity)

ฟูโคแซนทินเป็นสารแคโรตินอยด์ (carotenoid) ซึ่งเป็นสารที่ให้สีส้ม แดง หรือเหลือง ชนิดหนึ่งที่พบในปริมาณมากในสาหร่ายสีน้ำตาลรวมทั้งในสาหร่ายวะกะเมะ โดย Maeda และคณะพบว่ากลไกในการเกิดฤทธิ์ในการต้านการเกิดความอ้วนนั้นเกิดจากการที่ฟูโคแซนทินกระตุ้นให้มีการสร้าง uncoupled protein-1 (UCP-1) ในเซลล์ไขมันสีขาว (White adipose tissue) ซึ่งปกติ UCP-1 นั้นจะมีหน้าที่ในการสลายไขมันเพื่อทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย[4] โดยจะสามารถพบ UCP-1 ได้มากในเซลล์ไขมันสีน้ำตาล (brown adipose tissue) ซึ่งมีจำนวนน้อยในร่างกายคน โดย UCP-1 พบได้น้อยในเซลล์ไขมันสีขาวซึ่งพบเป็นส่วนมากในร่างกายมนุษย์[5] ดังนั้นการเพิ่ม UCP-1 จึงทำให้มีร่างกายมีการสลายไขมันมากขึ้น นอกจากนั้น Maeda และคณะยังได้ศึกษาในหนูทดลองโดยให้หนูทดลองกินอาหารที่มีไขมันสูงแล้วแบ่งเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มที่ได้รับฟูโคแซนทินและกลุ่มที่ไม่ได้รับฟูโคแซนทินโดยติดตามน้ำหนักของหนูทดลองเป็นเวลา 5 สัปดาห์ พบว่าในกลุ่มหนูที่ได้รับฟูโคแซนทินมีน้ำหนักขึ้นน้อยกว่ากลุ่มหนูที่ไม่ได้รับฟูโคแซนทิน และพบว่ากลุ่มที่ได้รับฟูโคแซนทินมีน้ำหนักที่ใกล้เคียงกับหนูที่เป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับอาหารในแบบปกติอีกด้วย[6]

ข้อควรระวังในการบริโภคสาหร่ายวะกะเมะ[แก้]

ด้วยคุณสมบัติดังที่ได้กล่าวมา ทำให้มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำนวนมากนิยมนำสาหร่ายวะกะเมะมาใช้เป็นส่วนประกอบ แต่อย่างไรก็ตามการรับประทานสาหร่ายวะกะเมะ ก็มีข้อที่ควรพึงระวังสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพบางประเภท ดังนี้

  • ผู้ที่เป็นโรคไตหรือความดันโลหิตสูง ควรระมักระวังในการบริโภค เนื่องจากสาหร่ายวะกะเมะมีปริมาณของโซเดียมสูง
  • หากรับประทานมากจนเกินไปอาจทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ เนื่องจากมีปริมาณของไอโอดีนสูง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการใจสั่น กระวนกระวาย และหิวตลอดเวลา อาการดังกล่าวสามารถพบได้ในกลุ่มของผู้ที่รับประทานสาหร่ายทะเลอัดเม็ดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายเดือน เมื่อหยุดทำการรับประทานอาการเหล่านั้นก็จะหายไปเอง[2]

อ้างอิง[แก้]

  1. Man'yōshū "比多潟の 磯のわかめの 立ち乱え 我をか待つなも 昨夜も今夜も" (Poetry on the theme of Wakame)
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 ข้อมูลสาหร่ายวะกะเมะ จากเว็บไซต์ kondoodee.com สืบค้นวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557
  3. สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย. สถิติโรคอ้วน. สืบค้นวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557
  4. Venugopal V. Marine products for healthcare: functional and bioactive nutraceutical compounds from the ocean. Boca Raton, Fla: CRC Press/Taylor & Francis. 2009.
  5. Maeda H, Hosokawa M, Sashima T, Funayama K, Miyashita K. Fucoxanthin from edible seaweed, Undaria pinnatifida, shows antiobesity effect through UCP1 expression in white adipose tisuue. Biochemical and Biophysical Reseach Communication 2005; 332: 392-397.
  6. Saely CH, Geiger K, Drexel H. Brown versus white adipose tissue: A mini-riview. Gerontology 2012; 58: 13-23.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]