ลู่ตูง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ลู่ตูง
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: ปลายยุคไพลโอซีน - ปัจจุบัน (3 ล้านปีก่อน)
3–0Ma
Dusky leaf monkey, Trachypithecus obscurus - Kaeng Krachan National Park (2).jpg
ค่างแว่นถิ่นใต้ (T. obscurus) ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Mammalia
อันดับ: Primates
วงศ์: Cercopithecidae
วงศ์ย่อย: Colobinae
สกุล: Trachypithecus
Reichenbach, 1862
ชนิดต้นแบบ
Semnopithecus pyrrhus
Horsfield, 1823
(= Cercopithecus auratus Geoffroy, 1812)
ชนิด
17 ชนิด (ดูในเนื้อหา)
ชื่อพ้อง
  • Kasi Reichenbach, 1862

ลู่ตูง (อังกฤษ: Lutung) เป็นสกุลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในอันดับวานร (Primates) สกุลหนึ่ง ใช้ชื่อสกุลว่า Trachypithecus จัดอยู่ในจำพวกค่าง ในวงศ์ลิงโลกเก่า (Cercopithecidae)

โดยชื่อสามัญคำว่า "Lutung" มาจากภาษามลายู เนื่องจากมีความแตกต่างจากค่างสกุลที่พบในอนุทวีปอินเดีย[1]

ลักษณะ[แก้]

มีรูปร่างที่เพรียวบาง หางมีความยาวกว่าลำตัวถึง 2 เท่า สีขนมีหลากหลายทั้งสีทอง, สีเทา หรือสีดำ แตกต่างกันไปตามชนิด โดยมากขนส่วนท้องจะเป็นสีจาง ขนบนหัวตั้งแหลมเหมือนสวมมงกุฏ แขนนับว่าสั้นมากเมื่อเทียบกับเท้า และนิ้วหัวแม่มือก็มีขนาดสั้น ที่หลังมือและหลังเท้ามีขน มีความยาวเฉลี่ย 40–80 เซนติเมตรและมีน้ำหนักประมาณ 5–15 กิโลกรัม ในตัวผู้โดยทั่วไปขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย

พฤติกรรมและการกระจายพันธุ์[แก้]

ค่างสกุลนี้ กระจายพันธุ์ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ทั้งที่เป็นแผ่นดินใหญ่ และหมู่เกาะต่าง ๆ กลางทะเล อาศัยอยู่ในป่าดิบ หรือป่าบนภูเขาสูง หรือแม้แต่ป่าชายหาดหรือป่าชายเลนติดทะเล ใช้เวลาส่วนใหญ่ในเวลาเช้าและเวลาบ่ายในการหากิน ด้วยการปีนป่ายและกระโดดไปมาระหว่างต้นไม้แต่ละต้น อาศัยอยู่รวมเป็นฝูงประมาณ 5–20 ตัว มีลักษณะแบบฮาเร็ม โดยตัวผู้ปกครองเพียงตัวเดียวเป็นจ่าฝูง มีตัวเมียรายล้อม มีนิสัยรักสงบและกลัวมนุษย์ แต่ถ้ามีตัวผู้อื่นจากฝูงอื่นบุกรุกเข้ามา จ่าฝูงจะต่อสู้เพื่อปกป้องและอาจถึงขั้นฆ่ากันตายได้ มีการระแวดระวังภัยสูง โดยเสียงร้องที่ดังเพื่อเตือนภัยในฝูง และจะร้องเตือนกัน เป็นสัตว์ที่กินพืชจำพวกใบไม้ หรือยอดไม้อ่อนเป็นอาหาร เนื่องจากกระเพาะสามารถที่จะย่อยอาหารจำพวกพืชได้เพียงอย่างเดียว อาจกินแมลงบ้าง เพื่อเสริมโปรตีน

ไม่ค่อยพบการเกิดแบบฝาแฝด ส่วนมากจะเกิดเพียงตัวเดียว ลูกค่างวัยอ่อนจะมีขนตามลำตัวสีเหลืองทองแลดูสวยงาม และจะค่อย ๆ เข้มขึ้นตามวัยที่เจริญเติบโตขึ้น หากแม่ค่างตายลง ค่างตัวเมียตัวอื่นในรุ่นเดียวกันกับแม่ หรืออาจเป็นเครือญาติกันจะทำหน้าที่เลี้ยงดูต่อ โดยจะเกาะที่หน้าท้องของตัวเมียหรือแม่แม้แต่กระทั่งขณะหาอาหาร หย่านมในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากเกิด เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ 4–5 ปี อายุขัยโดยเฉลี่ย 20 ปี[1]

การจำแนก[แก้]

มีการอนุกรมวิธานค่างในสกุลนี้ออกเป็นกลุ่ม ๆ ได้ทั้งหมด 17 ชนิด (ในบางข้อมูลแบ่งเป็น 9 ชนิด [2]) สำหรับในประเทศไทยพบ 3 ชนิด

วิวัฒนาการ[แก้]

กะโหลกของค่างเทา (T. cristatus robustus)

การวิเคราะห์ทางพันธุกรรมแสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษของค่างสกุลนี้ วิวัฒนาการตัวเองจนมีความแตกต่างครั้งแรกจากสกุลอื่นอย่างน้อยเมื่อกว่า 3 ล้านปีที่ผ่านมาในช่วงปลายยุคไพลโอซีน ชนิดต่าง ๆ ที่ยังดำรงเผ่าพันธุ์อยู่จนถึงปัจจุบันนี้ แยกตัวออกมาในยุคไพลสโตซีน สันนิษฐานว่าเกิดเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัยในช่วงยุคน้ำแข็ง [4]ฟอสซิลที่เก่าแก่ที่สุดระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นของสกุลนี้อยู่ในกลางยุคไพลสโตซีน ในเวียดนามและประเทศลาว ฟอสซิลที่ต่อมาเป็นที่รู้จักมาจากประเทศไทย, เกาะชวา และเกาะสุมาตรา ความสัมพันธ์ระหว่างค่างสกุลนี้กับค่างสกุลอื่น ๆ (เช่น Semnopithecus) ยังไม่มีข้อสรุป อาจจะเกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างสกุลเหล่านี้ในช่วงเวลาของประวัติศาสตร์วิวัฒนาการก็เป็นได้ [1]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]