ข้ามไปเนื้อหา

ร้อยแก้วเอ็ดดา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
หน้าปกต้นฉบับเขียนมือของ ร้อยแก้วเอ็ดดา เขียนโดยสนอร์รี สเตืร์ตลือซอน (คริสต์ศตวรรษที่ 13 ) แสดงภาพบรรดาเทพนอร์สโบราณ

ร้อยแก้วเอ็ดดา (Prose Edda) คือวรรณกรรมร้อยแก้วภาษาไอซ์แลนด์โบราณที่เป็นหลักสำคัญที่สุดในการศึกษาตำนานนอร์สและกวีนิพนธ์กลุ่มเยอรมัน เรียบเรียงขึ้นโดยสนอร์รี สเตืร์ตลือซอน (Snorri Sturluson) นักปราชญ์ชาวไอซ์แลนด์ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรวบรวมและรักษาวิธีการแต่งกวีสรรเสริญแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Skaldic Poetry ซึ่งกำลังจะสูญหายไปหลังจากภูมิภาคแถบนั้นเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์[1]

อย่างไรก็ตาม ร้อยแก้วเอ็ดดามีเนื้อหาบางส่วนที่ผ่านการตีความและเรียบเรียงใหม่โดยสนอร์รี สเตืร์ตลือซอน จึงถูกมองว่าไม่ได้มีความเป็นต้นฉบับ หรือมีความบริสุทธิ์ทางตำนานมากเท่ากับ ร้อยกรองเอ็ดดา (Poetic Edda) ซึ่งรวบรวมบทกวีจากยุคก่อนคริสตกาลโดยตรง นักวิชาการมักตั้งข้อสังเกตว่าสนอร์รีอาจสอดแทรกมุมมองแบบคริสเตียนหรือพยายามจัดระเบียบตำนานที่กระจัดกระจายให้เป็นระบบมากเกินไป จนทำให้เสน่ห์ของความลึกลับและรายละเอียดดั้งเดิมบางประการเลือนหายไป ดังนั้น แม้ร้อยแก้วเอ็ดดาจะอ่านง่ายและเป็นระเบียบกว่า แต่ร้อยกรองเอ็ดดายังคงเป็นแหล่งข้อมูลที่ทรงคุณค่าที่สุดสำหรับการเข้าถึงจิตวิญญาณดั้งเดิมของชาวนอร์สอย่าง

เนื้อหา

[แก้]

เนื้อหาของร้อยแก้วเอ็ดดาประกอบด้วย 4 ส่วนหลักที่ร้อยเรียงกัน ได้แก่

บทนำ

[แก้]

ในส่วนบทนำ สนอร์รี สเตืร์ตลือซอนได้ใช้แนวคิด Euhemerism หรือการตีความว่าแท้จริงแล้วเทพเจ้าคือมนุษย์ที่มีบุญบารมีในอดีต เขาพยายามเชื่อมโยงตำนานนอร์สเข้ากับประวัติศาสตร์โลกโดยระบุว่าวงศ์อาศิรเทพ (Æsir) คือกษัตริย์และนักรบที่อพยพมาจากกรุงทรอยหลังสิ้นสุดสงครามกรุงทรอย เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงยุโรปเหนือ ความรู้และเทคโนโลยีที่เหนือกว่าทำให้คนพื้นเมืองเข้าใจผิดว่าเป็นเทพเจ้า การเขียนในลักษณะนี้ช่วยให้สนอร์รีสามารถบันทึกเรื่องราวความเชื่อดั้งเดิมได้โดยไม่ถูกคริสตจักรเพ่งเล็งว่าเป็นผู้เผยแพร่ลัทธินอกศาสนา[2]

Gylfaginning

[แก้]

เนื้อหาส่วนนี้คือหัวใจหลักของจักรวาลนอร์ส เล่าเรื่องราวของกษัตริย์กิลฟี (Gylfi) ที่ปลอมตัวเข้าไปยังอาสการ์เดอร์เพื่อทดสอบสติปัญญาของเทพ เขาได้พบกับบุคคลลึกลับสามคนคือ ผู้สูงส่ง, ผู้สูงส่งพอกัน และผู้ที่สาม ซึ่งร่วมกันตอบคำถามของเขาเกี่ยวกับกำเนิดโลก การสร้างมนุษย์คู่แรก โครงสร้างของต้นพิภพอึกก์ดราซิลล์ (Yggdrasil) ไปจนถึงเหตุการณ์รักนาร็อก (Ragnarok) สนอร์รีได้รวบรวมเนื้อหาจากบทกวีโบราณหลายแหล่งมาเรียบเรียงเป็นร้อยแก้วที่อ่านง่าย ทำให้ส่วนนี้เป็นแหล่งอ้างอิงหลักที่ผู้คนทั่วโลกใช้ศึกษาเทพเจ้านอร์สมาจนถึงปัจจุบัน[1]

Skáldskaparmál

[แก้]

ส่วนที่สามว่าด้วยบทสนทนาระหว่างเทพแห่งทะเลนามว่าแอกีร์ (Ægir) และเทพแห่งกวีนามว่าบรากี (Bragi) เนื้อหาเน้นหนักไปที่เทคนิคการประพันธ์ โดยเฉพาะการใช้อุปมาอุปมัย เช่น การเรียกเรือว่า "ม้าแห่งท้องนที" หรือเรียกทองคำว่า "ไฟแห่งธารน้ำ" สนอร์รีไม่ได้เพียงแค่ให้คำนิยาม แต่เขาได้เล่าตำนานที่เป็นที่มาของคำเหล่านั้นด้วย เช่น ตำนานการชิงน้ำเหล้ามธุรสแห่งกวี หรือการลักพาตัวเทพีอิดุนน์ (Iðunn) ทำให้ส่วนนี้เป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่ช่วยถอดรหัสร้อยกรองโบราณที่ตีความยาก[3]

Háttatal

[แก้]

ส่วนสุดท้ายของเล่มเป็นบทกวีสรรเสริญกษัตริย์ฮาคอนและเอิร์ลสคูลีที่สนอร์รีแต่งขึ้นเอง โดยมีความยาว 102 บท ความพิเศษของส่วนนี้คือในแต่ละบทจะใช้รูปแบบฉันทลักษณ์ ที่แตกต่างกันทั้งหมดเพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความหลากหลายและกฎเกณฑ์อันซับซ้อนของกวีนิพนธ์นอร์ส เช่น การใช้เสียงสัมผัสอักษร สนอร์รีได้แทรกคำอธิบายทางวิชาการกวีไว้ข้างๆ เพื่อสอนนักแต่งกวีรุ่นใหม่ให้รักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมไว้ [1]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 Sturluson, S. (Trans. Faulkes, A., 1987). Edda. London: Everyman.
  2. Simek, R. (1993). Dictionary of Northern Mythology. Cambridge: D.S. Brewer.
  3. Lindow, J. (2001). Norse Mythology: A Guide to the Gods, Heroes, Rituals, and Beliefs. Oxford: Oxford University Press.