โรคริดสีดวงทวาร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ริดสีดวงทวาร)
โรคริดสีดวงทวาร
Hemorrhoid.png
แผนผังแสดงกายวิภาคของโรคริดสีดวงทวาร
การจำแนกและแหล่งข้อมูลภายนอก
ICD-10 I84
ICD-9 455
DiseasesDB 10036
MedlinePlus 000292
eMedicine med/2821 emerg/242
MeSH D006484

โรคริดสีดวงทวาร (อังกฤษ: hemorrhoids (อังกฤษอเมริกัน) หรือ haemorrhoids (อังกฤษบริติช) หรือ piles) เป็นโครงสร้างหลอดเลือดในช่องทวารหนัก ในสภาพปกติช่วยกลั้นอุจจาระ[1][2] เมื่อบวมหรืออักเสบจะมีพยาธิสภาพ หรือ หัวริดสีดวง[3]

อาการและอาการแสดงของโรคริดสีดวงทวารขึ้นอยู่กับชนิดที่เป็น โรคริดสีดวงทวารภายในมักมาด้วยอาการเลือดออกในไส้ตรงแบบไม่เจ็บ ขณะที่โรคริดสีดวงทวารภายนอกอาจมีอาการเล็กน้อยหรือหากมีภาวะหลอดเลือดมีลิ่มเลือด จะเจ็บและบวมมากในบริเวณทวารหนัก หลายคนเรียกอาการที่เกิดรอบบริเวณทวารหนัก-ไส้ตรงอย่างผิด ๆ ว่า "โรคริดสีดวงทวาร" และควรตัดสาเหตุร้ายแรงของอาการ แม้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของโรคริดสีดวงทวาร แต่เชื่อว่าหลายปัจจัยซึ่งเพิ่มความดันในท้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท้องผูก มีบทบาททำให้เกิดโรค

การรักษาแรกเริ่มสำหรับโรคระดับเบาและปานกลางมีการเพิ่มการรับประทานใยอาหาร ของเหลวทางปากเพื่อรักษาภาวะน้ำ (hydration) ยา NSAID เพื่อช่วยลดความเจ็บและการพักผ่อน อาจทำหัตถการเล็กน้อยได้จำนวนหนึ่งหากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นด้วยการรักษาแบบอนุรักษ์ การผ่าตัดสงวนไว้สำหรับโรคที่ไม่ดีขึ้นหลังการรักษาเหล่านี้ ประชากรถึงครึ่งหนึ่งอาจเคยเป็นโรคริดสีดวงทวารครั้งหนึ่งในชีวิต ปกติผลออกมาดี

ประเภท[แก้]

แบบภายนอก[แก้]

โรคริดสีดวงทวารแบบภายนอกจะเกิดบริเวณใต้ dentate line (pectinate line) ริดสีดวงทวารแบบภายนอกมักมีอาการปวด บวม ระคายเคือง หากกรณีโรคริดสีดวงทวารภายนอกไม่ เกิดลิ่มเลือดอุดตัน ก็อาจไม่ก่อปัญหาอะไรนัก[4] แต่หากเกิดลิ่มเลือดขึ้น อาจทำให้มีอาการเจ็บมาก[2][3] ซึ่งปกติแล้วหายเจ็บได้ภายใน 2 – 3 วัน[5] อย่างไรก็ตาม อาการบวมอาจต้องใช้เวลาสองถึงสามสัปดาห์จึงจะหายบวม[5] เมื่อหายดีแล้วอาจยังมี ผิวหนังเป็นติ่ง เหลืออยู่[2] หากริดสีดวงมีขนาดใหญ่จนทำให้เกิดเป็นประเด็นปัญหาสุขอนามัยของส่วนนั้นของร่างกาย อาจทำให้ระคายเคืองผิวบริเวณนั้นจนทำให้รอบปากทวารหนักเกิดอาการคัน[4]

แบบภายใน[แก้]

โดยปกติ โรคริดสีดวงทวารภายในจะปรากฏอาการ เลือดออกที่ปลายลำไส้ เป็นเลือดสีแดงสด โดยไม่มีอาการเจ็บ ในระหว่างหรือหลังจากการถ่ายอุจจาระ[2] เลือดออกจนอาบก้อนอุจจาระ ซึ่งเรียกว่าภาวะ hematochezia โดยมีเลือดติดกระดาษชำระ หรือเลือดหยดลงในโถส้วม[2] ส่วนตัวก้อนอุจจาระเองก็มีสีของมันตามปกติ[2] อาการอื่นๆอาจได้แก่ มีเมือก มีก้อนรอบปากทวารหนักหากหัวริดสีดวงเลื่อนยืดออกมานอกทวารหนัก หรือ อาการคันและ อาการกลั้นอุจจาระไม่อยู่ [6][7] โรคริดสีดวงภายในจะทำให้มีอาการเจ็บหากเกิดลิ่มเลือดอุดตันขึ้นหรือเกิดภาวะ เซลล์ตาย[2]

โรคริดสีดวงทวารแบบภายในจะเกิดบริเวณเหนือ dentate line (pectinate line) ริดสีดวงทวารแบบภายในมักไม่มีอาการปวด และผู้คนส่วนใหญ่มักไม่สนใจถึงแม้จะเป็น ริดสีดวงแบบภายในถ้าไม่รักษาสามารถเป็นริดสีดวงทวารได้สองแบบคือ แบบมีก้อนยื่นออกทวาร (prolapsed hemorrhoids) หรือแบบบีบรัด (strangulated hemorrhoids) ถ้าหูรูดทวารหนักหดตัวและบีบก้อนริดสีดวงจนขาดเลือดไปเลี้ยง ริดสีดวงจะกลายเป็นแบบบีบรัด

ริดสีดวงทวารแบบภายในสามารถแบ่งได้ตามการยื่นของก้อนริดสีดวงทวาร ดังนี้

  • ระดับ 1 ไม่มีการยื่นของก้อนออกมา
  • ระดับ 2 มีการยื่นของก้อนออกมาขณะถ่าย แต่สามารถกลับเข้าไปได้เองทันที
  • ระดับ 3 มีการยื่นของก้อนออกมาขณะถ่าย ต้องดันก้อนกลับไปเอง
  • ระดับ 4 มีการยื่นของก้อนออก โดยไม่สามารถดันก้อนกลับเข้าไปได้

อาการ[แก้]

ริดสีดวงทวารมักมีอาการ คัน ปวดบริเวณทวาร เลือดออกขณะถ่าย อาการอื่นๆ ได้แก่ สารคัดหลั่งใส และ กลั้นอุจจาระไม่อยู่ ผู้ป่วยหลายรายอาการหายภายในไม่กี่วัน ริดสีดวงทวารแบบภายนอกมักมีอาการ เจ็บ แต่ริดสีดวงทวารแบบภายในมักไม่เจ็บ ยกเว้นว่าริดสีดวงทวารกลายเป็นก้อนแข็ง (thrombosed) หรือเนื้อตาย (necrotic)

ริดสีดวงทวารแบบภายในมักมีอาการ เลือดแดงสดเคลือบอุจจาระ ภาวะนี้เรียกว่า hematochezia ก้อนริดสีดวงทวารอาจยื่นออกมาจากทวารหนัก ริดสีดวงทวารแบบภายนอกมีอาการ ปวด, บวม และ มีก้อนบริเวณทวารหนัก

โรคริดสีดวงทวารภายนอก ดังเห็นได้รอบปากทวารหนักของมนุษย์

โรคริดสีดวงทวารภายในและโรคริดสีดวงทวารภายนอกอาจปรากฏให้เห็นต่างกัน แต่หลายรายอาจมีอาการของทั้งสองประเภท[2] อาการเลือดออกมากจนเป็นสาเหตุให้เกิด โรคโลหิตจาง ได้จะไม่ค่อยมีนัก[5] อาการเลือดออกขนาดทำให้เสียชีวิตได้นั้นก็ยิ่งไม่พบบ่อย[6] หลายคนรู้สึกอายที่เผชิญปัญหาดังกล่าว [5] บ่อยครั้ง กว่าจะไปพบแพทย์ก็เมื่อเป็นมากแล้ว[2]

การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะเป็นโรค[แก้]

ริดสีดวงทวารทำหน้าที่เป็นนวมป้องกันอันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายคนเราที่ปกติดี จะกลายเป็นโรคก็ต่อเมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น[2] ใน ช่องทวารหนักที่ปกติดีจะมีนวมป้องกันหลักๆอยู่สามตำแหน่ง[3] ซึ่งอยู่ในตำแหน่งปกติคือตำแหน่งซ้ายด้านข้าง ตำแหน่งขวาด้านหน้า กับตำแหน่งขวาด้านหลัง[5] เป็นนวมป้องกันที่ไม่ใช่มาจาก หลอดเลือดแดง หรือ หลอดเลือดดำ แต่ประกอบด้วยหลอดเลือดที่เรียกว่า ไซนัสซอยด์ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน กับ กล้ามเนื้อเรียบ [8] หลอดเลือดไซนัสซอยด์ไม่มี เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ที่ผนังหลอดเลือดอย่างที่พบในหลอดเลือดดำ[2] หลอดเลือดกลุ่มนี้เป็นรู้จักในชื่อว่ากลุ่มหลอดเลือดในริดสีดวงหรือ hemorrhoidal plexus [8]

ริดสีดวงที่เป็นนวมป้องกันมีความสำคัญต่อ การกลั้น (ปัสสาวะอุจจาระ) ในช่วงหยุดพักอยู่เฉย ช่วยเป็นแรงปิดทวารหนัก ร้อยละ15–20 และปกป้องกล้ามเนื้อ หูรูดทวารหนัก ไว้ในขณะที่ถ่ายอุจจาระ[2] เวลาใช้แรงเบ่ง ทำให้เพิ่มแรงดันภายในช่องท้อง ซึ่งทำให้นวมริดสีดวงโป่งใหญ่ขึ้นเพื่อช่วยปากทวารหนักปิดไว้อยู่[5] เชื่อกันว่าที่เกิดอาการริดสีดวงทวารเป็นผลมาจากเมื่อส่วนที่เต็มไปด้วยหลอดเลือดนี้เลื่อนลง หรือเมื่อแรงดันที่หลอดเลือดดำเพิ่มมากเกินไป[6] แรงที่กดดัน หูรูดทวารหนัก มากขึ้นอาจมีส่วนด้วยเช่นกันที่ทำให้เกิดอาการโรคริดสีดวง[5] โรคริดสีดวงทวารมีสองประเภท เกิดขึ้น คือแบบภายในจากกลุ่มหลอดเลือดในริดสีดวงด้านบน หรือsuperior hemorrhoidal plexus กับแบบภายนอกจากกลุ่มหลอดเลือดในริดสีดวงด้านล่าง[5] แนวรอยต่อระหว่างลำไส้ตรงกับทวารหนักหรือ dentate line เป็นแนวแบ่งบริเวณทั้งสองนี้[5]

สาเหตุ[แก้]

มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้เกิดก้อนริดสีดวงทวาร อาทิ ลักษณะนิสัยการถ่ายผิดปกติ (ท้องผูก หรือ ท้องเสีย) การออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อย มีการเพิ่มของความดันภายในช่องท้องเป็นเวลานาน ตั้งครรภ์ กรรมพันธุ์ ไม่มีลิ้นในเส้นเลือดบริเวณทวารหนัก อายุ สาเหตุอื่นๆ ที่สามารถเพิ่มความดันเลือดบริเวณทวารทำให้เป็นโรคริดสีดวง ได้แก่ ความอ้วน และนั่งเป็นเวลานานๆ ระหว่างตั้งครรภ์ ความดันจากตัวอ่อนในท้องและการเปลี่ยนแปลงฮอโมนมีผลทำให้เส้นเลือดริดสีดวงทวารมีขนาดใหญ่ขึ้น การคลอดมีผลเพิ่มความดันภายในช่องท้อง การผ่าตัดมักไม่จำเป็น อาการมักหายภายหลังคลอด

สาเหตุของโรคริดสีดวงทวารซึ่งวินิจฉัยตามอาการนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด[9] เชื่อกันว่าปัจจัยต่างๆที่มีบทบาทได้แก่ ถ่ายอุจจาระผิดปกติเป็นประจำ (ท้องผูก หรือ ท้องร่วง) ขาดการออกกำลังกาย ปัจจัยด้านโภชนาการ (อาหารมีกากใยต่ำ) แรงดันภายในช่องท้องเพิ่มขึ้น (การออกแรงหนักเกิน เป็นเวลานาน ท้องมาน ก้อนเนื้อในช่องท้องหรือ ภาวะตั้งครรภ์) กรรมพันธุ์ ไม่มีลิ้นปิดภายในหลอดเลือดดำในริดสีดวง และอายุมากขึ้น[3][5] ปัจจัยอื่นที่เชื่อว่ายิ่งเพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ โรคอ้วน การนั่งติดต่อเป็นเวลานาน[2] ไอเรื้อรัง และ การทำงานของกล้ามเนื้อเชิงกรานผิดปกติ[8] ส่วนจะเกี่ยวข้องอย่างไรกับโรคนั้น หลักฐานที่จะพิสูจน์นั้นยังไม่ดีพอ[8]

ในระหว่าง ภาวะตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์ ทำให้เกิดแรงดันต่อช่องท้อง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนด้วย ที่เป็นสาเหตุให้หลอดเลือดในริดสีดวงทวารขยายออก การคลอดบุตรก็ยิ่งทำให้แรงกดดันภายในช่องท้องเพิ่มขึ้น[10] สำหรับคนไข้ที่เป็นสตรีที่ตั้งครรภ์นั้นไม่ค่อยจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เนื่องจากปกติแล้วอาการจะหายไปเองหลังจากคลอดบุตรแล้ว[3]

การป้องกัน[แก้]

ทางที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคริดสีดวงทวารคือ ทำให้อุจจาระไม่แข็งและผ่านไปได้โดยง่าย ได้แก่ ถ่ายโดยไวเมื่อรู้สึกปวดอุจจาระ การออกกำลังกาย เช่น การเดิน การเพิ่มอาหารที่มีเส้นใย

แนะนำให้ใช้เวลาน้อยขณะเบ่งถ่าย และหลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือขณะถ่าย

การวินิจฉัย[แก้]

จากประวัติและอาการของโรค ได้แก่

1. มีเลือดแดงสดหยดออกมา หรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังถ่ายอุจจาระ จำนวนแต่ละครั้งไม่มากหนัก ไม่มีอาการปวดหรือแสบของทวาร

2. มีก้อนเนื้อปลิ้นจากภายในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และยุบกลับเข้าเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากต้องดันจึงจะกลับเข้าไป และขั้นสุดท้ายอาจย้อนอยู่ภายนอกตลอดเวลา

3. อาการตามข้อ 1 และ 2 อาจเกิดร่วมกันหรือตามกัน

4. มีก้อนและปวดที่ขอบทวารเกิดขึ้นเร็วใน 24 ชั่วโมง และเจ็บมากในระยะเวลา 5-7 วันแรก[11]

Internal hemorrhoid grades
Grade Diagram Picture
1 Piles Grade 1.svg Endoscopic view
2 Piles Grade 2.svg Hemrrhoids 04.jpg
3 Piles Grade 3.svg Hemrrhoids 05.jpg
4 Piles Grade 4.svg Piles 4th deg 01.jpg

โรคริดสีดวงทวารโดยปกติแล้วจะวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจร่างกาย[12] การตรวจด้วยการดูปากทวารและบริเวณใกล้เคียงอาจใช้วินิจฉัยโรคริดสีดวงภายนอกหรือแบบเลื่อนที่ลงมา[2] การตรวจปลายลำไส้ตรง อาจจะกระทำในกรณีตรวจหาความเป็นไปได้ที่จะเกิด เนื้องอกในลำไส้ตรง ติ่งเนื้อหรือ polyps ต่อมลูกหมากขยายตัวหรือ ฝี [2] แม้ว่าโรคริดสีดวงภายในส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีอาการเจ็บร่วมด้วย ความเจ็บปวดอาจเกิดจากการตรวจภายใน ซึ่งอาจกระทำไม่ได้หากไม่อาศัยวิธี การระงับประสาท ที่เหมาะสม [3] หากต้องการดูให้แน่ชัดว่าเป็นโรคริดสีดวงภายใน อาจจำเป็นต้องอาศัย การส่องกล้องทวารหนัก โดยใช้อุปกรณ์ที่เป็นสายกลวงติดท้ายข้างหนึ่งด้วยไฟส่อง[5] โรคริดสีดวงทวารมีสองประเภทคือ ประเภทภายนอกและภายใน โดยต่างกันตรงตำแหน่งที่เทียบกับ แนวรอยต่อระหว่างปลายลำไส้กับทวารหนักหรือ dentate line.[3] บางรายอาจมีอาการของทั้งสองประเภทในเวลาเดียวกัน[5] หากรู้สึกเจ็บปวด น่าจะเป็นไปได้ว่าเกิด แผลปริที่ปากทวาร หรือโรคริดสีดวงภายนอก มากกว่าที่จะเป็นโรคริดสีดวงภายใน[5]

แบบภายใน[แก้]

โรคริดสีดวงภายในมีจุดกำเนิดเหนือ แนวรอยต่อระหว่างลำไส้ตรงกับทวารหนักหรือ dentate line[4] ซึ่งปกคลุมด้วย เนื้อเยื่อคลุมผิวรูปแท่ง ที่ไม่มี กลุ่มเซลล์รับสัญญาณเจ็บปวด[8] ในปีพ.ศ. ๒๕๒๘ ได้มีการจัดโรคเป็นสี่ระยะ ซึ่งขึ้นกับขนาด ภาวะเลื่อนออกมา[3][8]

  • ระยะที่ 1 ไม่มีภาวะเลื่อนออกมา เพียงแต่หลอดเลือดปรากฏชัดขึ้น [12]
  • ระยะที่ 2 เกิดภาวะเลื่อนออกมาเมื่อมีแรงกดดัน แต่จะกลับเข้าไปเอง
  • ระยะที่ 3 เกิดภาวะเลื่อนออกมาเมื่อมีแรงกดดัน และจะต้องอาศัยการดันกลับเข้าไป
  • ระยะที่ 4 เกิดภาวะเลื่อนออกมาและดันกลับเข้าไปไม่ได้

แบบภายนอก[แก้]

โรคริดสีดวงทวารภายนอกชนิดเกิดลิ่มเลือดอุดตัน

โรคริดสีดวงทวารภายนอก เป็นประเภทที่เกิดใต้แนวรอยต่อระหว่างลำไส้ตรงกับทวารหนัก หรือ แนวเพ็คติเนต[4] โดยฝั่งที่ใกล้แนวรอยต่อปกคลุมด้วย เยื่อบุรูทวารหนัก ฝั่งที่ไกลจากเส้นรอยต่อปกคลุมด้วยผิวหนัง ทั้งสองส่วนมีความไวต่อความเจ็บปวดและอุณหภูมิ[8]

ภาวะที่วินิจฉัยแยกเป็นโรคที่ต่างกัน[แก้]

ปัญหาบริเวณปลายลำไส้และทวารหนัก ซึ่งได้แก่ แผลปริ แผลชอนทะลุ ฝี มะเร็งลำไส้ตรง เส้นเลือดขอดบริเวณลำไส้ตรง และ อาการคัน ต่างก็มีอาการคล้ายคลึงกัน ทำให้อาจเรียกกันไปผิดๆว่าเป็นโรคริดสีดวงทวาร[3] อาการเลือดออกในลำไส้ตรง อาจเกิดขึ้นได้เช่นกันจากสาเหตุมะเร็งปลายลำไส้ในกรณี ลำไส้ใหญ่อักเสบ รวมทั้ง โรคลำไส้อักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคถุงลำไส้ใหญ่ และความผิดปกติของเส้นเลือด[12] หากมี โรคโลหิตจาง ควรพิจารณาความเป็นไปได้ของสาเหตุอื่นๆด้วย[5]

ภาวะอื่นๆที่เกิดก้อนเนื้อบริเวณปากทวารหนักได้แก่ ผิวหนังเป็นติ่ง หูดทวารหนัก ลำไส้ตรงเลื่อน ติ่งเนื้อ และปุ่มพองออกบริเวณทวารหนัก[5] เส้นเลือดขอดบริเวณลำไส้ตรงกับทวารหนัก ซึ่งเกิดจาก ภาวะความดันโลหิตสูงในเส้นเลือดหลัก เพิ่มขึ้น (ความดันโลหิตใน ระบบเส้นเลือดดำหลัก) อาจแสดงให้เห็นคล้ายเคียงกับโรคริดสีดวงทวาร แต่เป็นภาวะอีกอย่างหนึ่งต่างหาก[5]

การตรวจร่างกาย[แก้]

การวินิจฉัยโรคที่แน่นอนต้องมีการตรวจทางทวารหนัก ซึ่งประกอบด้วย

1. ตรวจดูขอบทวารหนัก ส่วนใหญ่จะปกติหรืออาจเห็นริดสีดวงทวารหนักยื่นออกมา

2. การตรวจทวารหนักด้วยนิ้วมือ (PR) ไม่ช่วยวินิจฉัยริดสีดวงทวารหนัก แต่ช่วยตรวจแยกโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายริดสีดวงทวารหนัก โดยเฉพาะก้อนหรือแผลบริเวณทวารหนักหรือภายใน rectum เช่น มะเร็งทวารหนัก, ติ่งเนื้อ, ต่อมลูกหมากโต และฝี การตรวจอาจต้องใช้ยาระงับปวดร่วมด้วย

3. การตรวจด้วย anoscope จะตรวจพบหัวริดสีดวงภายในได้ชัดเจน ควรทำเพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน

4. การตรวจด้วย sigmoidoscope ควรทำในรายที่มีอายุมาก และจำเป็นต้องทำถ้ามีประวัติขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นมูก ปนเลือด หรือคลำก้อนได้ภายในทวารหนัก[13]

การป้องกัน[แก้]

วิธีการป้องกันที่แนะนำกัน ได้แก่ หลีกเลี่ยงการกดให้เจ็บในขณะที่พยายามถ่ายอุจจาระ หลีกเลี่ยงอาการท้องผูก ท้องร่วง ไม่ว่าจะด้วยการกินอาหารมีกากใยสูง ดื่มน้ำมากๆหรือกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทกากใยและออกกำลังกายให้เพียงพอ[5][14] ยังมีข้อแนะนำให้ใช้เวลาพยายามเบ่ง ถ่ายอุจจาระ น้อยลง หลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือขณะนั่งในส้วม[3] เช่นเดียวกับ ลดน้ำหนักตัวในกรณีผู้ที่มีน้ำหนักมากเกินไปและหลีกเลี่ยงการยกของหนัก[15]

แนวทางการรักษา[แก้]

แนวอนุรักษ์[แก้]

การรักษาแนวอนุรักษ์ โดยปกติหมายถึงการมีโภชนาการที่อุดมสมบูรณ์ด้วย กากใยอาหาร ดื่มน้ำมากๆเพื่อรักษาระดับของเหลวในร่างกาย ใช้ ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) การนั่งอาบแช่น้ำ และการหยุดพัก[3] ปรากฏว่าการบริโภคกากใยอาหารเพิ่มขึ้นได้ทำให้ได้ผลดีขึ้น [16] และอาจยิ่งได้ผลโดยการดัดแปลงการบริโภคอาหารหรือด้วยการบริโภค อาหารเสริมกากใย[3][16] ส่วนการนั่งอาบแช่น้ำช่วงใดก็ตามในระหว่างการรักษา จะมีประโยชน์อย่างไรนั้น ยังขาดหลักฐานอยู่[17] ถ้าจะใช้วิธีนี้ ควรจำกัดเวลาแต่ละครั้งไม่ให้เกิน 15 นาที[8]

ในการรักษาโรคริดสีดวง มียาใช้เฉพาะที่และยาเหน็บทางทวารหนักให้เลือกใช้ได้ แต่ยังมีหลักฐานยืนยันประโยชน์จากยาเหล่านี้น้อยอยู่[3] ยาที่มีสเตียรอยด์ ไม่ควรใช้นานกว่า 14 วัน เนื่องจากอาจเป็นสาเหตุให้ผิวหนังยิ่งบางลง[3] ยาส่วนใหญ่จะเกิดจากการผสมส่วนประกอบต่างๆที่ออกฤทธิ์[8] ซึ่งอาจได้แก่ วาสลีน ปิโตรเลียมเจลลี่ หรือ ซิงค์ออกไซด์ ยาระงับปวด เช่น ไลโดเคน และยาบีบหลอดเลือด เช่น เอพิเนฟรีน[8] ส่วน เฟลวานอยด์ นั้น มีประโยชน์อย่างไรยังเป็นคำถามอยู่ อีกทั้งยังอาจเกิดผลข้างเคียงได้ด้วย[8][18] ปกติแล้ว อาการจะหายไปเองเมื่อผ่านช่วงการตั้งครรภ์ บ่อยครั้งจึงเลื่อนการรักษาด้วยยาที่ออกฤทธิ์ไปจนหลังคลอดบุตรแล้ว[19]

หัตถการ[แก้]

บางครั้งอาจต้องใช้หัตถการต่างๆที่กระทำในสถานพยาบาล โดยทั่วไปจะปลอดภัย นานๆครั้งจึงจะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ภาวะติดเชื้อบริเวณรอบขอบทวารหนัก อาจเกิดขึ้น[12]

การผ่าตัด[แก้]

บางครั้งอาจใช้เทคนิควิธีการผ่าตัดต่างๆหากแผนการรักษาแบบระงับอาการและรักษาอวัยวะไว้กับหัตถการง่ายๆไม่ได้ผล[12] การรักษาด้วยการผ่าตัดก็จะมีภาวะแทรกซ้อนร่วมอยู่บ้าง ซึ่งได้แก่ อาการเลือดออก การติดเชื้อ รอยคอดที่ทวารหนักตีบ และ ปัสสาวะคั่งค้าง เนื่องจากลำไส้ตรงอยู่ในบริเวณที่ใกล้กับเส้นประสาทที่เข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ[3] บางครั้งอาจเกิดความเสี่ยงที่จะเกิด ภาวะอุจจาระกลั้นไม่อยู่ อยู่บ้าง โดยเฉพาะในกรณีอุจจาระเหลว[8][21] ในอัตราที่รายงานมา อยู่ในระหว่างร้อยละ 0 กับร้อยละ 28[22] ภาวะปลิ้นออกนอก ของเยื่อเมือกเป็นอีกภาวะหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นหลังจากการตัดหัวริดสีดวงทวารออก (บ่อยครั้งมีภาวะทวารหนักตีบร่วมด้วย)[23] เป็นภาวะที่เยื่อเมือกทวารหนักปลิ้นออกมาจากปากทวาร คล้ายกับ ภาวะลำไส้ตรงเลื่อนออกมา แบบอ่อนๆ[23]

  • การผ่าตัดริดสีดวงแบบเล็มตัดเป็นวิธีที่ใช้เฉพาะกับกรณีที่มีอาการรุนแรงเป็นสำคัญ[3] ซึ่งจะเกิดร่วมกับอาการปวดมากหลังผ่าตัด ปกติต้องใช้เวลา 2–4 อาทิตย์เพื่อจะฟื้นตัว[3] อย่างไรก็ดี ในกรณีโรคริดสีดวงระดับ 3 ในระยะยาวจะมีประโยชน์มากกว่าเมื่อเทียบกับการผูกมัดด้วยเส้นยาง[24] เป็นการรักษาที่แนะนำให้ใช้กับกรณี โรคริดสีดวงทวารภายนอกแบบมีลิ่มเลือดอุดตัน หากกระทำให้เสร็จภายใน 24–72 ชั่วโมง[4][12] ยาทาไกลเซอรีล ไตรไนเตรต ใช้หลังหัตถการ ช่วยทั้งลดอาการเจ็บปวดและเยียวยารักษา[25]
  • การตัดหลอดเลือดแดงที่ผ่านเข้าหัวริดสีดวง เป็นวิธีการรักษาเชิงรุกหรือสอดใส่เครื่องมือเข้าสู่ร่างกาย โดยให้เกิดแผลน้อยที่สุด โดยใช้เครื่องตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อหาตำแหน่งหลอดเลือดแดงที่วิ่งเข้ามาที่หัวริดสีดวง จากนั้นจะทำการ "กั้นออกไป" เพื่อเย็บเนื้อเยื่อที่ยื่นออกมาเข้าสู่ตำแหน่งเดิม โอกาสกลับมาเป็นอีกสูงกว่าเล็กน้อย แต่เปรียบเทียบกับการผ่าตัดออกแล้ว จะมีข้อแทรกซ้อนน้อยกว่า[3]
  • การตกแต่งหัวริดสีดวงด้วยเครื่องมือตัดเย็บ หรือที่ทราบในชื่อว่า stapled hemorrhoidopexy เป็นวิธีที่เอาเนื้อเยื่อริดสีดวงที่พองออกผิดปกติออกให้มากที่สุด จากนั้น เนื้อเยื่อส่วนที่เหลือจะจัดให้กลับสู่ตำแหน่งปกติในร่างกาย โดยทั่วไปจะมีอาการเจ็บน้อยกว่า จะหายเป็นปกติได้เร็วกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีตัดทั้งหัวริดสีดวงออกจนหมดสิ้น[3] อย่างไรก็ดี โอกาสโรคริดสีดวงอาจกลับมาเป็นอีกนั้นมากกว่าการตัดหัวริดสีดวงออกแบบทั่วไป [26] aจึงมักแนะนำให้ใช้เฉพาะเมื่อเป็นระยะที่ 2 หรือ 3 [12]

การแพร่กระจายของโรค[แก้]

โรคริดสีดวงทวารหนักเป็นโรคพบบ่อยแค่ไหน ยากที่จะกำหนดให้ชัดเจนได้ เนื่องจากหลายคนที่มีภาวะเช่นนี้จะไม่ไปพบแพทย์[6][9] แต่เชื่อกันว่าอย่างน้อยร้อยละ 50 ประชากรชาวอเมริกันเป็นโรคริดสีดวงทวารในระยะแสดงอาการในช่วงหนึ่งในชีวิต ประมาณร้อยละ 50 เป็นแล้วเป็นอีก[3] ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือชายต่างมีอัตราการเป็นพอๆกัน[3] โดยโอกาสเป็นมากที่สุดในช่วงอายุระหว่าง 45 ถึง 65 ปี[5] พบบ่อยมากกว่าใน ชนผิวขาว[27] และผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงกว่า[8] โดยทั่วไปแล้วได้ผลในระยะยาวดี แม้ว่าบางคนอาจกลับมามีอาการอีก[6] และมีส่วนน้อยมากที่ลงท้ายต้องรักษาด้วยการผ่าตัด[8]

ประวัติศาสตร์[แก้]

ภาพเหมือนขนาดเล็กจากอังกฤษในศตวรรษที่สิบเอ็ด ทางด้านขวาเป็นการผ่าตัดเอาหัวริดสีดวงทวารออก

เท่าที่ทราบ ครั้งแรกที่มีการกล่าวถึงโรคอันสร้างความทรมาณนี้ คือใน บันทึกกระดาษต้นกกปาปิรุส ของชาวอียิปต์ ในปี 1700 ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งให้คำแนะนำว่า “… เจ้าพึงให้สูตรยา ยาวิเศษสำหรับทากันแผล เอาใบ อะเคเชีย มาบด ตำให้เข้ากัน จากนั้น ต้มรวมกัน ป้ายที่แถบผ้าลินิน จากนั้นใส่เข้าไปในทวารหนัก ทำเช่นนี้ ก็จะหายทันที"[28] ในปี 460 ก่อนคริสต์ศักราช งานเขียนของฮิปโปเครตีส ได้บรรยายวิธีรักษาพยาบาล ซึ่งคล้ายเคียงกับวิธีสมัยใหม่คือการผูกมัดด้วยยางรัดไว้ว่า “โรคริดสีดวงนั้น ท่านอาจรักษาด้วยการเอาเข็มยึดตรึงริดสีดวงไว้ จากนั้น ผูกไว้ด้วยเส้นด้ายหนา ทำด้วยขนแกะ จัดการทายา อย่ารบกวนหรือใช้น้ำอุ่นประคบ จนกว่าจะหลุดออกไปเอง และทิ้งที่เหลือไว้อย่างนั้นเสมอ เมื่อผู้ป่วยหายดีขึ้น จัดให้กินยาสมุนไพรจากเฮลเลอบอร์”[28] ใน พระคัมภีร์ไบเบิ้ลอาจกล่าวถึงโรคริดสีดวงทวารไว้ด้วย[5][29]

เซลซัส (25 ปีก่อนคริสต์ศักราช – คริสต์ศักราชที่ 14) อธิบายวิธีรักษาโดยหัตถการผูกมัดและการเล็มออก อีกทั้งชี้แจงให้เห็นถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น[30] กาเล็น สนับสนุนวิธีพยายามตัดการเชื่อมโยงระหว่างหลอดเลือดแดงกับหลอดเลือดดำ โดยอ้างว่าจะเป็นการบรรเทาอาการเจ็บ และทำให้อาการเนื้อเน่าตามลดลง ขัดขวาง[30] ซุสรูตา แซมฮิตา(คริสต์ศักราชที่ 4 – 5) ทำนองเดียวกับที่ฮิปโปเครติสได้กล่าวไว้ ต่างตรงที่เน้นการรักษาความสะอาดของแผล[28] ในศตวรรษปีที่ 13 ศัลยแพทย์ชาวยุโรป เช่น ลานฟรังค์แห่งมิลาน กีย์ เดอ ชอลิแอค เฮนรี เดอ มอนเดวิเล และจอห์นแห่งอาร์ดีนได้สร้างความพัฒนาก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวงให้กับเทคนิควิธีการผ่าตัด[30]

คำว่า "ริดสีดวงทวารหรือ hemorrhoid" ใช้ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษในปีค.ศ. 1398 เป็นคำมาจากคำว่า "emorroides" ซึ่งเป็น ภาษาฝรั่งเศสดั้งเดิม จากคำว่า "hæmorrhoida -ae" ซึ่งเป็น ภาษาละติน [31] โดยมาจากคำว่า "αἱμορροΐς" (haimorrhois) ซึ่งเป็น ภาษากรีกมีความหมายว่า "มีโอกาสหลั่งเลือดออกหรือเลือดคั่ง" จากรากศัพท์ว่า "αἷμα" (haima) แปลว่า "เลือด"[32] + "ῥόος" (rhoos) "สายธาร การไหล กระแส" [33] ซึ่งมาจากคำว่า "ῥέω" (rheo) "ไหล หลั่งไหล"[34]

ผู้ป่วยซึ่งเป็นบุคคลที่เด่น[แก้]

จอร์จ เบร็ตต์ นักกีฬาเบสบอลผู้สร้างชื่อกระฉ่อนต้องออกกลางคันใน การแข่งขันเบสบอลชิงชนะเลิศ World Series ประจำปี 1980 เนื่องจากเกิดอาการเจ็บริดสีดวง หลังจากที่เบร็ตต์ได้รับการผ่าตัดเล็ก เขากลับเข้าเล่นในการแข่งขันรอบต่อไป โดยทิ้งคำพูดไว้อย่างคมคายว่า "...ปัญหาอะไรๆก็ทิ้งไว้เสียข้างหลังแล้วครับ"[35] เบร็ตต์ได้รับการผ่าตัดริดสีดวงอีกในฤดูใบไม้ผลิต่อมา[36] เกล็นน์ เบ็ค ผู้บรรยายการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม หลังจากที่ได้รับการผ่าตัดริดสีดวงทวาร ต่อมาได้เล่าประสบการณ์อันไม่น่ารื่นรมย์ทางวีดิโอ ยูทิวบ์ ซึ่งมีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมากในปี 2008 [37]

อ้างอิง[แก้]

  1. Chen, Herbert (2010). Illustrative Handbook of General Surgery. Berlin: Springer. p. 217. ISBN 1-84882-088-7. 
  2. 2.00 2.01 2.02 2.03 2.04 2.05 2.06 2.07 2.08 2.09 2.10 2.11 2.12 2.13 2.14 Schubert, MC; Sridhar, S; Schade, RR; Wexner, SD (July 2009). "What every gastroenterologist needs to know about common anorectal disorders". World J Gastroenterol 15 (26): 3201–9. doi:10.3748/wjg.15.3201. ISSN 1007-9327. PMC 2710774. PMID 19598294. 
  3. 3.00 3.01 3.02 3.03 3.04 3.05 3.06 3.07 3.08 3.09 3.10 3.11 3.12 3.13 3.14 3.15 3.16 3.17 3.18 3.19 3.20 3.21 3.22 3.23 3.24 Lorenzo-Rivero, S (August 2009). "Hemorrhoids: diagnosis and current management". Am Surg 75 (8): 635–42. PMID 19725283. 
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 Dayton, senior editor, Peter F. Lawrence; editors, Richard Bell, Merril T. (2006). Essentials of general surgery (4th ed. ed.). Philadelphia ;Baltimore: Williams & Wilkins. p. 329. ISBN 9780781750035. 
  5. 5.00 5.01 5.02 5.03 5.04 5.05 5.06 5.07 5.08 5.09 5.10 5.11 5.12 5.13 5.14 5.15 5.16 5.17 5.18 Kaidar-Person, O; Person, B; Wexner, SD (2007 Jan). "Hemorrhoidal disease: A comprehensive review". Journal of the American College of Surgeons 204 (1): 102–17. PMID 17189119. 
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 6.4 Davies, RJ (2006 Jun). "Haemorrhoids.". Clinical evidence (15): 711–24. PMID 16973032. 
  7. Azimuddin, edited by Indru Khubchandani, Nina Paonessa, Khawaja (2009). Surgical treatment of hemorrhoids (2nd ed. ed.). New York: Springer. p. 21. ISBN 978-1-84800-313-2. 
  8. 8.00 8.01 8.02 8.03 8.04 8.05 8.06 8.07 8.08 8.09 8.10 8.11 8.12 8.13 Beck, David (2011). The ASCRS textbook of colon and rectal surgery (2nd ed. ed.). New York: Springer. pp. 174–177. ISBN 9781441915818.  อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "ASCRS2011" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน
  9. 9.0 9.1 Reese, GE; von Roon, AC; Tekkis, PP (2009 Jan 29). "Haemorrhoids.". Clinical evidence 2009. PMID 19445775. 
  10. National Digestive Diseases Information Clearinghouse (November 2004). "Hemorrhoids". National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK), NIH. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2010. 
  11. [1]
  12. 12.00 12.01 12.02 12.03 12.04 12.05 12.06 12.07 12.08 12.09 12.10 12.11 Rivadeneira, DE; Steele, SR; Ternent, C; Chalasani, S; Buie, WD; Rafferty, JL; Standards Practice Task Force of The American Society of Colon and Rectal, Surgeons (2011 Sep). "Practice parameters for the management of hemorrhoids (revised 2010)". Diseases of the colon and rectum 54 (9): 1059–64. PMID 21825884. 
  13. [2]
  14. Frank J Domino (2012). The 5-Minute Clinical Consult 2013 (Griffith's 5 Minute Clinical Consult). Hagerstown, MD: Lippincott Williams & Wilkins. p. 572. ISBN 1-4511-3735-4. 
  15. Glass, [edited by] Jill C. Cash, Cheryl A. Family practice guidelines (2nd ed. ed.). New York: Springer. p. 665. ISBN 9780826118127. 
  16. 16.0 16.1 Alonso-Coello, P.; Guyatt, G. H.; Heels-Ansdell, D.; Johanson, J. F.; Lopez-Yarto, M.; Mills, E.; Zhuo, Q.; Alonso-Coello, Pablo (2005). "Laxatives for the treatment of hemorrhoids". In Alonso-Coello, Pablo. Cochrane Database Syst Rev (4): CD004649. doi:10.1002/14651858.CD004649.pub2. PMID 16235372. 
  17. Lang, DS; Tho, PC; Ang, EN (2011 Dec). "Effectiveness of the Sitz bath in managing adult patients with anorectal disorders". Japan journal of nursing science : JJNS 8 (2): 115–28. PMID 22117576. 
  18. Alonso-Coello P, Zhou Q, Martinez-Zapata MJ, et al. (August 2006). "Meta-analysis of flavonoids for the treatment of haemorrhoids". Br J Surg 93 (8): 909–20. doi:10.1002/bjs.5378. PMID 16736537. 
  19. Quijano, CE; Abalos, E (2005 Jul 20). "Conservative management of symptomatic and/or complicated haemorrhoids in pregnancy and the puerperium". Cochrane database of systematic reviews (Online) (3): CD004077. PMID 16034920. 
  20. Misra, MC; Imlitemsu, (2005). "Drug treatment of haemorrhoids". Drugs 65 (11): 1481–91. PMID 16134260. 
  21. Pescatori, M; Gagliardi, G (2008 Mar). "Postoperative complications after procedure for prolapsed hemorrhoids (PPH) and stapled transanal rectal resection (STARR) procedures". Techniques in coloproctology 12 (1): 7–19. PMID 18512007. 
  22. Ommer, A; Wenger, FA; Rolfs, T; Walz, MK (2008 Nov). "Continence disorders after anal surgery--a relevant problem?". International journal of colorectal disease 23 (11): 1023–31. PMID 18629515. 
  23. 23.0 23.1 Lagares-Garcia, JA; Nogueras, JJ (2002 Dec). "Anal stenosis and mucosal ectropion.". The Surgical clinics of North America 82 (6): 1225–31, vii. PMID 12516850. 
  24. Shanmugam, V; Thaha, MA; Rabindranath, KS; Campbell, KL; Steele, RJ; Loudon, MA (2005 Jul 20). "Rubber band ligation versus excisional haemorrhoidectomy for haemorrhoids". Cochrane database of systematic reviews (Online) (3): CD005034. PMID 16034963. 
  25. Ratnasingham, K; Uzzaman, M; Andreani, SM; Light, D; Patel, B (2010). "Meta-analysis of the use of glyceryl trinitrate ointment after haemorrhoidectomy as an analgesic and in promoting wound healing". International journal of surgery (London, England) 8 (8): 606–11. PMID 20691294. 
  26. Jayaraman, S; Colquhoun, PH; Malthaner, RA (2006 Oct 18). "Stapled versus conventional surgery for hemorrhoids". Cochrane database of systematic reviews (Online) (4): CD005393. PMID 17054255. 
  27. Christian Lynge, Dana; Weiss, Barry D. 20 Common Problems: Surgical Problems And Procedures In Primary Care. McGraw-Hill Professional. p. 114. ISBN 978-0-07-136002-9. 
  28. 28.0 28.1 28.2 Ellesmore, Windsor (2002). "Surgical History of Haemorrhoids". In Charles MV. Surgical Treatment of Haemorrhoids. London: Springer. 
  29. King James Bible. 1 Samuel 6 4. 
  30. 30.0 30.1 30.2 Agbo, SP (1 January 2011). "Surgical management of hemorrhoids". Journal of Surgical Technique and Case Report 3 (2): 68. doi:10.4103/2006-8808.92797. 
  31. hæmorrhoida, Charlton T. Lewis, Charles Short, A Latin Dictionary, on Perseus Digital Library
  32. αἷμα, Henry George Liddell, Robert Scott, A Greek-English Lexicon, on Perseus Digital Library
  33. ῥόος, Henry George Liddell, Robert Scott, A Greek-English Lexicon, on Perseus Digital Library
  34. ῥέω, Henry George Liddell, Robert Scott, A Greek-English Lexicon, on Perseus Digital Library
  35. Dick Kaegel (March 5, 2009). "Memories fill Kauffman Stadium". Major League Baseball. 
  36. "Brett in Hospital for Surgery". The New York Times. Associated Press. March 1, 1981. 
  37. "Glenn Beck: Put the 'Care' Back in Health Care". ABC Good Morning America. Jan. 8, 2008. สืบค้นเมื่อ 17 September 2012.