ข้ามไปเนื้อหา

รายพระนามเคาะลีฟะฮ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เคาะลีฟะฮ์เป็นผู้นำสูงสุดในด้านศาสนากับการเมืองของรัฐอิสลามที่รู้จักกันในชื่อรัฐเคาะลีฟะฮ์[1][2] เคาะลีฟะฮ์เป็นผู้นำอุมมะฮ์มุสลิมในฐานะผู้สืบทอดทางการเมืองต่อจากศาสดามุฮัมมัด[3] และรัฐเคาะลีฟะฮ์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางนั้นมีอยู่มาในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดช่วงประวัติศาสตร์อิสลามส่วนใหญ่[4]

รัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดูน รัฐเคาะลีฟะฮ์แห่งแรก ปกครองโดยเคาะลีฟะฮ์รอชิดูนทั้งสี่ (อาหรับ: الخلفاء الراشدون, แปลตรงตัว'เคาะลีฟะฮ์ผู้ได้รับแนวทางที่ถูกต้อง') คือ อะบูบักร์ อุมัร อุษมาน และอะลี ซึ่งทางซุนนีมองว่าเป็นเคาะลีฟะฮ์ที่มีคุณธรรมและความบริสุทธิ์มากที่สุด พวกเขาได้รับการเลือกตั้งด้วยการลงคะแนนเสียงของประชาชนหรือโดยคณะกรรมการขนาดเล็ก ซึ่งแตกต่างจากเคาะลีฟะฮ์ในยุคต่อมาที่ส่วนใหญ่สืบทอดทางสายเลือด[5] ในขณะที่ชีอะฮ์ยอมรับเพียงอะลี และมองเคาะลีฟะฮ์สามองค์แรกเป็นผู้แย่งชิงตำแหน่ง

รัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดูนสิ้นสุดลงด้วยฟิตนะฮ์ครั้งแรก ซึ่งส่งผ่านอำนาจไปยังราชวงศ์อุมัยยะฮ์ที่ปกครองเหนือรัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์ ถือเป็นรัฐเคาะลีฟะฮ์ที่ใหญ่ที่สุดและรัฐสุดท้ายที่ปกครองโลกมุสลิมทั้งหมด[6]

การปฏิวัติราชวงศ์อับบาซียะฮ์โค่นล้มราชวงศ์อุมัยยะฮ์และสถาปนาราชวงศ์อับบาซียะฮ์ที่ปกครองเหนือรัฐเคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์[7] รัฐเคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ในตอนแรกนั้นแข็งแกร่งและเป็นเอกภาพ แต่ค่อย ๆ แตกแยกออกเป็นหลายรัฐที่ผู้ปกครองเหล่านั้นให้ความเคารพต่อเคาะลีฟะฮ์ในแบกแดดเพียงผิวเผินเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีคู่แข่งของอับบาซียะฮ์ที่อ้างสิทธิ์ในตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ เช่น ฟาฏิมียะฮ์ของชีอะฮ์อิสมาอีลียะฮ์ ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ในกอร์โดบาของซุนนี และอัลโมฮัดซึ่งปฏิบัติตามหลักคำสอนของตนเอง เมื่อแบกแดดตกอยู่ภายใต้การยึดครองของมองโกล ตระกูลอับบาซียะฮ์จึงย้ายไปอยู่ที่ไคโร โดยยังคงอ้างสิทธิ์ในอำนาจเคาะลีฟะฮ์ แต่ไม่มีอำนาจทางการเมือง และอำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของรัฐสุลต่านมัมลูก

หลังการพิชิตอียิปต์ของจักรวรรดิออตโตมัน อัลมุตะวักกิลที่ 3 เคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ ถูกนำตัวไปยังคอนสแตนติโนเปิล ซึ่งพระองค์ยอมจำนนต่อสุลต่านเซลิมที่ 1 แห่งจักรวรรดิออตโตมัน จากนั้นตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์จึงตกอยู่ภายใต้ราชวงศ์ออตโตมันจนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สภาแห่งชาติตุรกีที่นำโดยมุสทาฟา เคมัล อาทาทืร์ค ล้มล้างรัฐสุลต่านออตโตมันใน ค.ศ. 1922 อับดึลเมจิดที่ 2 พระประมุขแห่งราชวงศ์ออตโตมัน ยังคงดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ต่อไปอีกสองปี อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1924 อาทาทืร์คและสภาแห่งชาติตุรกีได้ประกาศล้มเลิกรัฐเคาะลีฟะฮ์ออตโตมันอย่างเป็นทางการ

รัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดูน (632–661)

[แก้]
อักษรวิจิตร พระนาม
(ภาษาอาหรับ)
ประสูติ ปกครองตั้งแต่ จนถึง สวรรคต ความสัมพันธ์กับมุฮัมมัด ตระกูล
อะบูบักร์
(أبو بكر الصديق)
ค.ศ. 573 8 มิถุนายน ค.ศ. 632 23 สิงหาคม ค.ศ. 634 บิดาของอาอิชะฮ์ ภรรยาของมุฮัมมัด บะนูตัยม์
อุมัร
(عُمَر بْن ٱلْخَطَّاب)
ค.ศ. 584 23 สิงหาคม ค.ศ. 634 ป. 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 644
(ถูกลอบสังหารโดยอะบูลุอ์ลุอะฮ์ ฟีรูซ)
บิดาของฮัฟเซาะฮ์ ภรรยาของมุฮัมมัด บะนูอะดี
อุษมาน
(عُثْمَان بْن عَفَّان)
ค.ศ. 579 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 644 17 มิถุนายน ค.ศ. 656
(ถูกลอบสังหารในตอนท้ายของการล้อมบ้านตนเอง; ดูฟิตนะฮ์ครั้งแรก)
สามีของรุก็อยยะฮ์กับอุมมุกัลษูม ลูกสาวของมุฮัมมัด และหลานชายของป้าทางฝ่ายพ่อของมุฮัมมัด บะนูอุมัยยะฮ์
อะลี
(عَلِيُّ بْن أَبِي طَالِب)
ค.ศ. 601 17 มิถุนายน ค.ศ. 656 28 มกราคม ค.ศ. 661
(ถูกลอบสังหารขณะละหมาดอยู่ในมัสยิดกูฟะฮ์; ดูฟิตนะฮ์ครั้งแรก)
ลูกพี่ลูกน้องของมุฮัมมัด สามีของฟาฏิมะฮ์ ลูกสาวของมุฮัมมัด และอุมามะฮ์ บินต์ อะบี อัลอาศ หลานสาวของมุฮัมมัด บะนูฮาชิม

รัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์ (661–750)

[แก้]
เหรียญ พระนาม พระราชสมภพ ครองราชย์ตั้งแต่ จนถึง สวรรคต ความสัมพันธ์กับองค์ก่อน
มุอาวิยะฮ์ที่ 1 602 มกราคม 661 29 เมษายน 680 บุตรชายของอะบูซุฟยาน
ยะซีดที่ 1 647 680 11 พฤศจิกายน 683 พระราชโอรสในมุอาวิยะฮ์ที่ 1
มุอาวิยะฮ์ที่ 2 664 พฤศจิกายน 683 684 พระราชโอรสในยะซีดที่ 1
มัรวานที่ 1 623–626 684 7 พฤษภาคม 685 บุตรชายของอัลฮะกัม อิบน์ อะบี อัลอาศ
อับดุลมะลิก อิบน์ มัรวาน 646 685 8 ตุลาคม 705 พระราชโอรสในมัรวานที่ 1
อัลวะลีดที่ 1 668 ตุลาคม 705 23 กุมภาพันธ์ 715 พระราชโอรสในอับดุลมะลิก อิบน์ มัรวาน
ซุลัยมาน อิบน์ อับดุลมะลิก 674 กุมภาพันธ์ 715 22 กันยายน 717
  • พระราชโอรสในอับดุลมะลิก
  • พระอนุชาของอัลวะลีดที่ 1
อุมัรที่ 2 2 พฤศจิกายน 682 กันยายน 717 กุมภาพันธ์ 720
  • พระราชนัดดาในอับดุลมะลิก
  • พระราชโอรสของลูกพี่ลูกน้องของอัลวะลีดที่ 1 และสุลัยมาน
  • พระราชปนัดดาในอุมัรผ่านสายพระราชมารดา
ยะซีดที่ 2 687 10 กุมภาพันธ์ 720 26 มกราคม 724
  • พระราชโอรสในอับดุลมะลิก
  • พระอนุชาของอัลวะลีดที่ 1 และซุลัยมาน
ฮิชาม อิบน์ อับดุลมะลิก 691 26 มกราคม 724 6 กุมภาพันธ์ 743
  • พระราชโอรสในอับดุลมะลิก
  • พระอนุชาของอัลวะลีดที่ 1, ซุลัยมาน และยะซีดที่ 2
อัลวะลีดที่ 2 709 6 กุมภาพันธ์ 743 17 เมษายน 744 (ถูกลอบปลงพระชนม์) พระราชโอรสในยะซีดที่ 2
ยะซีดที่ 3 701 17 เมษายน 744 3/4 ตุลาคม 744 พระราชโอรสในอัลวะลีดที่ 1
อิบรอฮีม อิบน์ อัลวะลีด 744 (ไม่กี่สัปดาห์) 25 มกราคม 750
(ถูกประหารชีวิต)
พระราชโอรสในอัลวะลีดที่ 1
มัรวานที่ 2 691 744 6 สิงหาคม 750
(ถูกสังหาร)
  • พระราชนัดดาในอับดุลมะลิก
  • ลูกพี่ลูกน้องของอัลวะลีดที่ 1, ซุลัยมาน, อุมัรที่ 2, ยะซีดที่ 2 และฮิชาม

รัฐเคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ (750–1258)

[แก้]
เหรียญ ชื่อรัชสมัย พระนามส่วนพระองค์ พระราชสมภพ ครองราชย์ตั้งแต่ จนถึง สวรรคต พระราชบิดามารดา
อัสซัฟฟาห์ อะบูลอับบาส อับดุลลอฮ์ 721 25 มกราคม 750 10 มิถุนายน 754
อัลมันศูร อะบูญะอ์ฟัร อับดุลลอฮ์ 714 10 มิถุนายน 754 775
อัลมะฮ์ดี อะบูอับดุลลอฮ์ มุฮัมมัด 744/745 775 4 สิงหาคม 785
อัลฮาดี อะบูมุฮัมมัด มูซา 764 สิงหาคม 785 14 กันยายน 786
อัรเราะชีด ฮารูน 763/766 14 กันยายน 786 24 มีนาคม 809
อัลอะมีน มุฮัมมัด 787 มีนาคม 809 24/25 กันยายน 813
อัลมะอ์มูน อะบูลอับบาส อับดุลลอฮ์ 13/14 กันยายน 786 กันยายน 813 9 สิงหาคม 833
อัลมัวะอ์ตะศิม อะบูอิสฮาก มุฮัมมัด ตุลาคม 796 9 สิงหาคม 833 5 มกราคม 842
อัลวาษิก อะบูญะอ์ฟัร ฮารูน 811–813 5 มกราคม 842 10 สิงหาคม 847
อัลมุตะวักกิล ญะอ์ฟัร กุมภาพันธ์/มีนาคม 822 10 สิงหาคม 847 11 ธันวาคม 861
(ถูกลอบปลงพระชนม์)
อัลมุนตะศิร อะบูญะอ์ฟัร มุฮัมมัด พฤศจิกายน 837 861 7 หรือ 8 มิถุนายน 862
อัลมุสตะอีน อะห์มัด 836 862 866 (ถูกประหารชีวิต)
อัลมัวะอ์ตัซ อะบูอับดุลลอฮ์ มุฮัมมัด 847 866 869
อัลมุฮ์ตะดี อะบูอิสฮาก มุฮัมมัด 869 21 มิถุนายน 870
  • อัลวาษิก เคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์
  • กุรบ์ (พระสนมชาวกรีก)
อัลมัวะอ์ตะมิด อะบูลอับบาส อะห์มัด 842 21 มิถุนายน 870 15 ตุลาคม 892
อัลมัวะอ์ตะฎิด อะบูลอับบาส อะห์มัด 854/861 ตุลาคม 892 5 เมษายน 902
อัลมุกตะฟี อะบูมุฮัมมัด อะลี 877/878 5 เมษายน 902 13 สิงหาคม 908
อัลมุกตะดิร อะบูลฟัฎล์ ญะอ์ฟัร 895 13 สิงหาคม 908 929 31 ตุลาคม 932
(ถูกสังหาร)
อัลกอฮิร อะบูมันศูร มุฮัมมัด 899 929 950
อัลมุกตะดิร อะบูลฟัฎล์ ญะอ์ฟัร 895 929 31 ตุลาคม 932
(ถูกสังหาร)
อัลกอฮิร อะบูมันศูร มุฮัมมัด 899 31 ตุลาคม 932 934 950
อัรรอฎี อะบูลอับบาส มุฮัมมัด ธันวาคม 909 934 23 ธันวาคม 940
อัลมุตตะกี อะบูอิสฮาก อิบรอฮีม 908 940 944 กรกฎาคม 968
  • อัลมุกตะดิร เคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์
  • เคาะลูบ มีอีกนามว่า ซุฮ์เราะฮ์
อัลมุสตักฟี อะบูลกิซิม อับดุลลอฮ์ 905 กันยายน 944 มกราคม 946 กันยายน/ตุลาคม 949
อัลมุเฏียะอ์ อะบูลกอซิม อัลฟัฎล์ 914 มกราคม 946 5 สิงหาคม 974 12 ตุลาคม 974
อัฏฏอเอียะอ์ อับดุลกะรีม 932 974 991 3 สิงหาคม 1003
อัลกอดิร อะบูลอับบาส อะห์มัด อิบน์ อิสฮาก อิบน์ อัลมุกตะดิร 947 1 พฤศจิกายน 991 29 พฤศจิกายน 1031
อัลกออิม อะบูญะอ์ฟัร อับดุลลอฮ์ 1001 29 พฤศจิกายน 1031 2 เมษายน 1075
  • อัลกอดิร เคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์
  • บัดรุดดิญา มีอีกนามว่า ก็อฏรุนนิดา
อัลมุกตะดี อะบูลกอซิม อับดุลลอฮ์ อิบน์ มุฮัมมัด อิบน์ อัลกออิม 1056 2 เมษายน 1075 กุมภาพันธ์ 1094
อัลมุสตัซฮิร อะบูลอับบาส อะห์มัด เมษายน/พฤษภาคม 1078 กุมภาพันธ์ 1094 6 สิงหาคม 1118
อัลมุสตัรชิด อะบูลมันศูร อัลฟัฎล์ เมษายน/พฤษภาคม 1092 6 สิงหาคม 1118 29 สิงหาคม 1135
อัรรอชิด บิลลาฮ์ อะบูญะอ์ฟัร มันศูร 1109 29 สิงหาคม 1135 1136 6 มิถุนายน 1138
(ถูกสังหารโดยฮัชชาชีน)
อัลมุกตะฟี อะบูอับดุลลอฮ์ มุฮัมมัด 9 มีนาคม 1096 1136 12 มีนาคม 1160
อัลมุสตันญิด อะบูลมุซ็อฟฟาร ยูซุฟ 1124 12 มีนาคม 1160 20 ธันวาคม 1170
อัลมุสตะฎี ฮะซัน 1142 20 ธันวาคม 1170 30 มีนาคม 1180
อันนาศิร อะบูลอับบาส อะห์มัด 6 สิงหาคม 1158 2 มีนาคม 1180 4 ตุลาคม 1225
อัซซอฮิร อะบูนัศร์ มัฮุมมัด 1176 5 ตุลาคม 1225 11 กรกฎาคม 1226
อัลมุสตันศิร อะบูญะอ์ฟัร อัลมันศูร 17 กุมภาพันธ์ 1192 11 กรกฎาคม 1226 2 ธันวาคม 1242
อัลมุสตะอ์ศิม อะบูอัห์มัด อับดุลลอฮ์ 1213 2 ธันวาคม 1242 20 กุมภาพันธ์ 1258

ในสมัยหลังของอับบาซียะฮ์ ผู้นำมุสลิมเริ่มใช้ตำแหน่งอื่น เช่น อะมีรุลอุมะรออ์และสุลต่าน

รัฐเคาะลีฟะฮ์ฟาฏิมียะฮ์ (909–1171) (เพิ่มเติม)

[แก้]
เหรียญ ชื่อรัชสมัย พระนามส่วนพระองค์ พระราชสมภพ ครองราชย์ตั้งแต่ จนถึง สวรรคต พระราชบิดามารดา
อัลมะฮ์ดี บิลลาฮ์ อะบูมุฮัมมัด อับดุลลอฮ์ อิบน์ อัลฮุซัยน์ 874 27 สิงหาคม 909 4 มีนาคม 934
อัลกออิม บิอัมริลลาฮ์ อะบูลกอซิม มุฮัมมัด อิบน์ อับดุลลอฮ์ 893 4 มีนาคม 934 17 พฤษภาคม 946
อัลมันศูร บิลลาฮ์ อะบูฏอฮิร อิสมาอีล 914 17 พฤษภาคม 946 18 มีนาคม 953
อัลมุอิซซ์ ลิดีนิลลาฮ์ อะบูตะมีม มะอัด อัลมุอิซซ์ ลิดีนิลลาฮ์ 931 19 มีนาคม 953 21 ธันวาคม 975
อัลอะซีซ บิลลาฮ์ อะบูลมันศูร นิซาร 955 18 ธันวาคม 975 13 ตุลาคม 996
อัลฮากิม บิอัมริลลาฮ์ อะบูอะลี อัลมันศูร 985 14 ตุลาคม 996 13 กุมภาพันธ์ 1021
อัซซอฮิร ลิเอียะอ์ซาซ ดีนิลลาฮ์ อะบูลฮะซัน อะลี อิบน์ อัลฮากิม 1005 28 มีนาคม 1021 13 มิถุนายน 1036
อัลมุสตันศิร บิลลาฮ์ อะบูตะมีม มะอัด อัลมุสตันศิร บิลลาฮ์ 1029 13 มิถุนายน 1036 29 ธันวาคม 1094
อัลมุสตะอ์ลี บิลลาฮ์ อะบูลกอซิม อะห์มัด อิบน์ อัลมุสตันศิร 1074 29/30 ธันวาคม 1094 11/12 ธันวาคม 1101
อัลอามิร บิอะห์กามุลลอฮ์ อะบูอะลี อัลมันศูร อิบน์ อัลมุสตะอ์ลี 1096 11 ธันวาคม 1101 7 ตุลาคม 1130
อัลฮาฟิซ ลิดีนิลลาฮ์ อะบูลมัยมูน อับดุลมะญีด อิบน์ มุฮัมมัด อิบน์ อัลมุสตันศิร 1074/5 หรือ 1075/6 23 มกราคม 1132 10 ตุลาคม 1149
  • อะบูลกอซิม อะห์มัด อิบน์ อัลมุสตันศิร บิลลาฮ์
อัซซอฟิร บิอะอ์ดาอัลลอฮ์ อะบูลมันศูร อิสมาอีล อิบน์ อัลฮาฟิซ 1133 10 ตุลาคม 1149 1 หรือ 15 เมษายน 1154
อัลฟาอิซ บินัศรุลลอฮ์ อะบูลกอซิม อีซา อิบน์ อัซซอฟิร 1149 16 เมษายน 1154 22 กรกฎาคม 1160
อัลอาฎิด ลิดีนิลลาฮ์ อะบูมุฮัมมัด อับดุลลอฮ์ อิบน์ ยูซุฟ 1151 23 กรกฎาคม 1160 13 กันยายน 1171
  • ยูซุฟ อิบน์ อัลฮาฟิซ ลิดีนิลลาฮ์

ราชวงศ์อับบาซิยะฮ์ของมัมลูก (1261–1517)

[แก้]

ตระกูลอับบาซิยะฮ์ในไคโรกลายเป็นเคาะลีฟะฮ์เชิงพิธี ภายใต้การคุ้มครองของรัฐสุลต่านมัมลูกที่ก่อตั้งขึ้นหลังจากการยึดครองราชวงศ์อัยยูบิด[8][9]

ชื่อรัชสมัย พระนามส่วนพระองค์ รัชสมัย พระราชบิดามารดา
อัลมุสตันศิร อะบูลกอซิม อะห์มัด 13 มิถุนายน 1261 – 28 พฤศจิกายน 1261
อัลฮากิมที่ 1 อะบูอับดุลลอฮ์ มุฮัมมัด 16 พฤศจิกายน 1262 – 19 มกราคม 1302
  • อะบูอะลี อัลฮะซัน
อัลมุสตักฟีที่ 1 อะบูอัรเราะเบียะอ์ ซุลัยมาน 20 มกราคม 1302 – กุมภาพันธ์ 1340
อัลวาษิกที่ 1 อะบูอิสฮาก อิบรอฮีม กุมภาพันธ์ 1340 – 17 มิถุนายน 1341
อัลฮากิมที่ 2 อะบูลอับบาส อะห์มัด 1341–1352
อัลมัวะอ์ตะฎิดที่ 1 อะบูบักร์ 1352–1362
อัลมุตะวักกิลที่ 1 อะบูอับดิลลาฮ์ มุฮัมมัด 1362–1377
อัลมุสตะอ์ศิม อะบูยะห์ยา ซะกะริยา 1377
อัลมุตะวักกิลที่ 1 อะบูอับดิลลาฮ์ มุฮัมมัด 1377–1383
อัลวาษิกที่ 2 อุมัร กันยายน 1383 – 13 พฤศจิกายน 1386
อัลมุสตะอ์ศิม อะบูยะห์ยา ซะกะริยา 1386–1389
อัลมุตะวักกิลที่ 1 อะบูอับดิลลาฮ์ มุฮัมมัด 1389 – 9 มกราคม 1406
อัลมุสตะอีน อะบูลฟัฎล์ อัลอับบาส 22 มกราคม 1406 – 9 มีนาคม 1414
อัลมัวะอ์ตะฎิดที่ 2 อะบูลฟัตห์ ดาวูด 1414–1441
อัลมุสตักฟีที่ 2 อะบูอัรเราะเบียะอ์ ซุลัยมาน 1441 – 29 มกราคม 1451
อัลกออิม อะบูลบาเกาะฮ์ ฮัมซะฮ์ 1451–1455
อัลมุสตันญิด อะบูลมะฮาซิน ยูซุฟ 1455 – 7 เมษายน 1479
อัลมุตะวักกิลที่ 2 อะบูลอิซซ์ อับดุลอะซีซ 5 เมษายน 1479 – 27 กันยายน 1497
อัลมุสตัมซิก อะบูอัศศ็อบร์ 1497–1508
อัลมุตะวักกิลที่ 3 มุฮัมมัด 1508–1516
อัลมุสตัมซิก อะบูอัศศ็อบร์ 1516–1517
อัลมุตะวักกิลที่ 3 มุฮัมมัด 1517

รัฐเคาะลีฟะฮ์ออตโตมัน (1517–1924)

[แก้]

เดิมที พระประมุขราชวงศ์ออตโตมันมีตำแหน่ง สุลต่าน แต่หลังจากนั้นเริ่มสะสมตำแหน่งที่ได้มาจากชนชาติใต้บริวาร[10][11] สุลต่านมูรัดที่ 1 (ครองราชย์ ค.ศ. 1362–1389) เป็นสุลต่านออตโตมันองค์แรก ที่ใช้คำนำหน้าเป็นเคาะลีฟะฮ์ โดยอ้างว่าใช้ตำแหน่งนี้หลังจากพิชิตเอดีร์แน[12]

พระบรมฉายาลักษณ์ ทูกรา พระนาม ครองราชย์ พระราชบุพการี
Tughra of Selim I
Tughra of Selim I
เซลิมที่ 1 1517 – 21 กันยายน 1520
Tughra of Suleiman I
Tughra of Suleiman I
สุลัยมานที่ 1 30 กันยายน 1520 – 6 กันยายน 1566
Tughra of Selim II
Tughra of Selim II
เซลิมที่ 2 29 กันยายน 1566 – 21 ธันวาคม 1574
Tughra of Murad III
Tughra of Murad III
มูรัดที่ 3 22 ธันวาคม 1574 – 16 มกราคม 1595
Tughra of Mehmed III
Tughra of Mehmed III
เมห์เหม็ดที่ 3 27 มกราคม 1595 – 20 หรือ 21 ธันวาคม 1603
Tughra of Ahmed I
Tughra of Ahmed I
อาห์เม็ดที่ 1 21 ธันวาคม 1603 – 22 พฤศจิดายน 1617
Tughra of Mustafa I
Tughra of Mustafa I
มุสทาฟาที่ 1 22 พฤศจิกายน 1617 – 26 กุมภาพันธ์ 1618
Tughra of Osman II
Tughra of Osman II
ออสมันที่ 2 26 กุมภาพันธ์ 1618 – 19 พฤษภาคม 1622
Tughra of Mustafa I
Tughra of Mustafa I
มุสทาฟาที่ 1 20 พฤษภาคม 1622 – 10 กันยายน 1623
Tughra of Murad IV
Tughra of Murad IV
มูรัดที่ 4 10 กันยายน 1623 – 8 หรือ 9 กุมภาพันธ์ 1640
Tughra of Ibrahim
Tughra of Ibrahim
อิบราฮิม 9 กุมภาพันธ์ 1640 – 8 สิงหาคม 1648
Tughra of Mehmed IV
Tughra of Mehmed IV
เมห์เหม็ดที่ 4 8 สิงหาคม 1648 – 8 พฤศจิกายน 1687
Tughra of Suleiman II
Tughra of Suleiman II
สุลัยมานที่ 2 8 พฤศจิกายน 1687 – 22 มิถุนายน 1691
Tughra of Ahmed II
Tughra of Ahmed II
อาห์เม็ดที่ 2 22 มิถุนายน 1691 – 6 กุมภาพันธ์ 1695
Tughra of Mustafa II
Tughra of Mustafa II
มุสทาฟาที่ 2 6 กุมภาพันธ์ 1695 – 22 สิงหาคม 1703
Tughra of Ahmed III
Tughra of Ahmed III
อาห์เม็ดที่ 3 22 สิงหาคม 1703 – 1 หรือ 2 ตุลาคม 1730
Tughra of Mahmud I
Tughra of Mahmud I
มาห์มุดที่ 1 2 ตุลาคม 1730 – 13 ธันวาคม 1754
Tughra of Osman III
Tughra of Osman III
ออสมันที่ 3 13 ธันวาคม 1754 – 29 หรือ 30 ตุลาคม 1757
Tughra of Mustafa III
Tughra of Mustafa III
มุสทาฟาที่ 3 30 ตุลาคม 1757 – 21 มกราคม 1774
Tughra of Abdülhamid I
Tughra of Abdülhamid I
อับดุล ฮามิดที่ 1 21 มกราคม 1774 – 6 หรือ 7 เมษายน 1789
Tughra of Selim III
Tughra of Selim III
เซลิมที่ 3 7 เมษายน 1789 – 29 พฤษภาคม 1807
Tughra of Mustafa IV
Tughra of Mustafa IV
มุสทาฟาที่ 4 29 พฤษภาคม 1807 – 28 กรกฎาคม 1808
Tughra of Mahmud II
Tughra of Mahmud II
มาห์มุดที่ 2 28 กรกฎาคม 1808 – 1 กรกฎาคม 1839
Tughra of Abdülmecid I
Tughra of Abdülmecid I
อับดุลเมจิดที่ 1 1 กรกฎาคม 1839 – 25 มิถุนายน 1861
Tughra of Abdulaziz
Tughra of Abdulaziz
อับดุลอาซิซ 25 มิถุนายน 1861 – 30 พฤษภาคม 1876
Tughra of Murad V
Tughra of Murad V
มูรัดที่ 5 30 พฤษภาคม 1876 – 31 สิงหาคม 1876
Tughra of Abdülhamid II
Tughra of Abdülhamid II
อับดุล ฮามิดที่ 2 31 สิงหาคม 1876 – 27 เมษายน 1909
Tughra of Mehmed V
Tughra of Mehmed V
เมห์เหม็ดที่ 5 27 เมษายน 1909 – 3 กรกฎาคม 1918
Tughra of Mehmed VI
Tughra of Mehmed VI
เมห์เหม็ดที่ 6 4 กรกฎาคม 1918 – 19 พฤศจิกายน 1922

[nb 1]
อับดุลเมจิดที่ 2 19 พฤศจิกายน 1922 – 3 มีนาคม 1924

สำนักงานของรัฐเคาะลีฟะฮ์ออตโตมัน ซึ่งถูกยุบในวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1924 ถูกย้ายไปที่สภาแห่งชาติตุรกี เพื่อดำเนินไปตามฆราวาสนิยมในช่วงต้นของสาธารณรัฐตุรกีโดยประธานาธิบดี มุสทาฟา เคมัล อาทาทืร์ค หลังการยุบรัฐเคาะลีฟะฮ์ สภาแห่งชาติตุรกีได้ก่อตั้งประธานสำนักงานกิจการศาสนาในฐานะศูนย์อำนาจทางศาสนาอิสลามสูงสุดในประเทศ

รัฐเคาะลีฟะฮ์อื่น ๆ

[แก้]

รัฐเคาะลีฟะฮ์ของฮะซัน อิบน์ อะลี (661)

[แก้]

หลังอะลีถูกสังหาร มุอาวิยะฮ์ ผู้ว่าราชการซีเรีย นำทัพไปกูฟะฮ์ ซึ่งฮะซัน อิบน์ อะลี ได้รับเลือกเป็นผู้สืบทอดของอะลีโดยผู้ติดตามในอิรัก[14][15][16] มุอาวิยะฮ์ติดสินบนอุบัยดุลลอฮ์ อิบน์ อับบาส ผู้บัญชาการกองหน้าของฮะซัน ให้ละทิ้งหน้าที่ได้สำเร็จ และส่งทูตไปเจรจากับฮะซัน[17] ฮะซันจึงสละตำแหน่งเพื่อแลกกับข้อชดเชยทางการเงิน และมุอาวิยะฮ์เดินทางเข้าสู่เมืองกูฟะฮ์ในเดือนกรกฎาคมหรือกันยายน ค.ศ. 661 แล้วได้รับการรับรองเป็นเคาะลีฟะฮ์ แหล่งข้อมูลมุสลิมยุคแรกหลายแห่งพิจารณาปีนี้เป็น 'ปีแห่งเอกภาพ' และโดยทั่วไปถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นรัชสมัยเคาะลีฟะฮ์ของมุอาวิยะฮ์[18][19]

อักษรวิจิตร/เหรียญ ชื่อ (และตำแหน่ง) เกิด ปกครองตั้งแต่ จนถึง เสียชีวิต ความสัมพันธ์กับมุฮัมมัด (หรือเคาะลีฟะฮ์องค์ก่อน) บิดามารดา ตระกูล
ฮะซัน อิบน์ อะลี
(حسن بن علي)

อะฮ์ลุลบัยต์
อัลมุจตะบา
ค.ศ. 624 ค.ศ. 661 (6 หรือ 7 เดือน) ค.ศ. 670
  • หลานชายของมุฮัมมัด
  • ลูกชายของอะลี อิบน์ อบีฏอลิบ
บะนูฮาชิม

รัฐเคาะลีฟะฮ์ของอับดุลลอฮ์ อิบน์ ซุบัยร์ (ค.ศ.684–692)

[แก้]

อับดุลลอฮ์ อิบน์ อัซซุบัยร์ หลานชายของอะบูบักร์ เคาะลีฟะฮ์องค์แรก กับหลานชายของอะอีชะฮ์ ภรรยาคนที่สามของมุฮัมมัด ก่อกบฏต่อรัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์ใน ค.ศ. 684 เขาประกาศตนเองเป็นเคาะลีฟะฮ์ที่มักกะฮ์ โดยปกครองมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ เมืองที่สำคัญที่สุดในศาสนาอิสลาม เป็นเวลาประมาณ 8 ปี โดยมีอายุยืนยาวกว่าผู้ปกครองราชวงศ์อุมัยยะฮ์ถึงสามพระองค์ ได้แก่ ยะซีด อิบน์ มุอาวิยะฮ์, มุอาวิยะฮ์ อิบน์ ยะซีด และมัรวาน อิบน์ อัลฮะกัม นักวิชาการอิสลามถือว่าเขาเป็นเคาะลีฟะฮ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายแทนที่มัรวาน อิบน์ อัลฮะกัม ท้ายที่สุด เขาพ่ายแพ้และถูกสังหารในมักกะฮ์เมื่อ ค.ศ. 692 หลังแม่ทัพอัลฮัจญาจญ์ อิบน์ ยูซุฟล้อมเมือง 6 เดือน[20]

เหรียญ ชื่อ (และตำแหน่ง) เกิด ปกครองตั้งแต่ จนถึง เสียชีวิต บิดามารดา ตระกูล
Silver dirham of Abd Allah ibn al-Zubayr อับดุลลอฮ์ อิบน์ อัซซุบัยร์
(عبد الله ابن الزبير)
พฤษภาคม ค.ศ. 624 พฤศจิกายน ค.ศ. 683 พฤศจิกายน ค.ศ. 692 พฤศจิกายน ค.ศ. 692 บะนูอะซัด

ฏอลิบุลฮักก์ (747–748)

[แก้]
อักษรวิจิตร/เหรียญ ชื่อ (และตำแหน่ง) เกิด ปกครองตั้งแต่ จนถึง เสียชีวิต บิดามารดา ตระกูล
ฏอลิบุลฮักก์
(طالب الحق)
ค.ศ. 709 ค.ศ. 745 ค.ศ. 748 ค.ศ. 749

รัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์แห่งกอร์โดบา (929–1031)

[แก้]

(ไม่ยอมรับอย่างกว้างขวาง; อำนาจจริงอยู่ในประเทศสเปนและพื้นที่มัฆริบบางส่วน)[21][22]

พระนาม รัชสมัย พระราชบิดามารดา
อับดุรเราะห์มานที่ 3 929–961
อัลฮะกัมที่ 2 961–976
ฮิชามที่ 2 976–1009
มุฮัมมัดที่ 2 1009
ซุลัยมาน อิบน์ อัลฮะกัม 1009–1010
ฮิชามที่ 2 1010–1013
ซุลัยมาน อิบน์ อัลฮะกัม 1013–1016
อับดุรเราะห์มานที่ 4 1021–1022
อับดุรเราะห์มานที่ 5 1022–1023
มุฮัมมัดที่ 3 1023–1024
  • อับดุรเราะห์มาน อิบน์ อุบัยดุลลอฮ์ อิบน์ อับดุรเราะห์มานที่ 3 พระราชนัดดาในอับดุรเราะห์มานที่ 3
  • เฮารออ์
ฮิชามที่ 3 1027–1031

รัฐเคาะลีฟะฮ์อัลโมฮัด (ค.ศ. 1145–1269)

[แก้]
ทูตกัสติยาพบกับอะบูฮัฟศ์ อุมัร อัลมุรตะฎอ, ภาพจาก Cantigas de Santa Maria.

(ไม่ยอมรับอย่างกว้างขวาง อาณาจักรจริงกินพื้นที่แค่แอฟริกาเหนือบางส่วนและคาบสมุทรไอบีเรีย)[23][24]

ฐเคาะลีฟะฮ์อัลโมฮาดในช่วงแผ่ไพศาลที่สุด (ป.ค.ศ. 1200)

รัฐเคาะลีฟะฮ์ฮัฟศิด (1249–1574)

[แก้]

ราชวงศ์ฮัฟศิดอ้างว่าสืบเชื้อสายจากเคาะลีฟะฮ์อุมัรจากรัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดูน[25] หลังแบกแดดถูกยึด สุลต่านอะบูยูซุฟ ยะอ์กูบแห่งราวงศ์มะรีนิด และอะบูนุมัย ชะรีฟแห่งมักกะฮ์ รับรองรัฐเคาะลีฟะฮ์ฮัฟศิดใน ค.ศ. 1258 และ 1259 ตามลำดับ[26]

รัฐเคาะลีฟะฮ์อะฮ์มะดียะฮ์

[แก้]
ธงของประชาคมมุสลิมอะฮ์มะดียะฮ์

เคาะลีฟะตุลมะซีฮ์ (อาหรับ: خليفة المسيح; อูรดู: خلیفہ المسیح; อังกฤษ: Successor of the Messiah) หรือประชาคมเคาะลีฟะฮ์แห่งอะฮ์มะดียะฮ์[27] เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและองค์กรของสังคมอะฮ์มะดียะฮ์ทั่วโลก และเป็นผู้สืบทอดของมิรซา ฆุลัม อะฮ์มัดแห่งกอดิยาน ผู้อ้างตนเองเป็นมะฮ์ดีกับเมสสิยาห์

หลังจากฆุลัม อะฮ์มัดเสียชีวิต ผู้สืบทอดยังอยู่ในศูนย์บัญชาการในกอดิยานต่อจนมีการก่อตั้งประเทศปากีสถานในปีค.ศ. 1947 ในตอนนั้นศูนย์บัญชากรอยู่ที่รับวะฮ์ แต่ในปีค.ศ. 1984 พระราชกฤษฎีกาที่ 20 ประกาศใช้โดยรัฐบาลปากีสถานไว้ไม่ให้เคาะลีฟะตุลมะซีฮ์ทำพิธีอย่างสงบและทำให้สถาบันตกอยู่ในอันตราย ด้วเหตุนี้ เคาะลีฟะตุลมะซีฮ์ที่ 4ต้องย้ายจากปากีสถานไปที่ลอนดอน, อังกฤษ และย้ายศูนย์บัญชาการไปที่มัสยิดฟัซล์[28]

รัฐเคาะลีฟะฮ์ชะรีฟ (ค.ศ.1924–1925)

[แก้]
แผนที่อาณาจักรเป็นสีเขียวและแคว้นในปัจจุบันเป็นเส้นสีแดง

ฮุซัยน์ อิบน์ อะลี, กษัตริย์แห่งฮิญาซและชะรีฟแห่งมักกะฮ์ได้พยายามฟื้นฟูตำแหน่งและรูปแบบการปกครองของเคาะลีฟะฮ์ในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1924 ถึง 3 ตุลาคม ค.ศ. 1924 เมื่อพระองค์ถ่ายโอนอำนาจให้กับอะลี อิบน์ อัลฮุซัยน์ อัลฮาชิมี โอรสของพระองค์ที่ไม่ดำเนินตามตำแหน่งและรูปแบบการปกครองนี้[29] ถึงแม้ว่าการอ้างเป็นเคาะลีฟะฮ์ของฮุซัยน์ไม่เป็นที่ยอมรับ และใน ค.ศ. 1925 พระองค์ถูกขับออกจากฮิญาซโดยกองทัพสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลอะซีซ อิบน์ ซะอูด เนื่องจากไม่ค่อยสนับสนุนกฎชะรีอะฮ์ พระองค์ยังคงใช้ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ต่อในช่วงที่ถูกเนรเทศ จนสวรรคตใน ค.ศ. 1931

รัฐอิสลาม (2014–ปัจจุบัน)

[แก้]

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 2014 รัฐอิสลาม หรือโดยทั่วไปรู้จักกันในนาม ไอซิส (ISIS) ประกาศการกลับมาของรัฐเคาะลีฟะฮ์อิสลาม โดยมีอะบู บักร์ อัลบัฆดาดีเป็นเคาะลีฟะฮ์และอะมีรุลมุอ์มินีนเป็นคนแรก[30][31] ดินแดนอ้างสิทธิ์ของรัฐเคาะลีฟะฮ์ในช่วงสูงสุด มีประชากรอาศัยอยู่ในพื้นที่มากกว่า 12 ล้านคน โดยในช่วงสูงสุด ไอซิสปกครองดินแดนในหลายประเทศ เช่น อิรัก ซีเรีย เลบานอน ไนจีเรีย ลิเบีย ฟิลิปปินส์ อัฟกานิสถาน คองโก เยเมน และภูมิภาคซีนายของอียิปต์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมกองโจรในหลายประเทศ[32] ใน ค.ศ. 2014–15 กลุ่มญิฮาดซะละฟีหลายกลุ่ม[33] และนักวิชาการหลายคน[34]ทั่วโลกประกาศสัตยาบันต่อไอซิสที่อ้างเป็นรัฐเคาะลีฟะฮ์ เมื่อวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 2018 ระหว่างการชุมนุมเพื่อหาเสียงเลือกตั้งของประธานาธิบดีดอนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา ที่เมืองเอลการ์ต รัฐอินเดียนา เพื่อสนับสนุนไมก์ บราวน์ ในการลงสมัครรับเลือกตั้งวุฒิสภาสหรัฐ ไมก์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ได้กล่าวถึงไอซิสเป็นรัฐเคาะลีฟะฮ์ โดยอ้างว่า "ไอซิสกำลังหลบหนี รัฐเคาะลีฟะฮ์ของพวกมันล่มสลาย และในไม่ช้า เราจะกำจัดพวกมันให้หมดสิ้นไปตลอดกาล"[35] ไอซิสอ่อนแอลงอย่างมากทั้งในด้านขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน จำนวนสมาชิก และการควบคุมดินแดน ในระหว่างการแทรกแซงทางทหารในอิรักและซีเรียโดยพันธมิตรระดับโลกที่นำโดยสหรัฐ เพื่อเอาชนะดาอิช และในซีเรียโดยการแทรกแซงทางทหารของรัสเซีย[36] ณ ต้น ค.ศ. 2022 ไอซิสยึดครองดินแดนบางส่วนในไนจีเรียและมีประชากร 3 ล้านคนอยู่ภายใต้การปกครอง[37] และยังคงควบคุมพื้นที่ชนบทที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่บางแห่งในทั้งอิรักและซีเรีย[38][39]

เลขที่. รูปภาพ เคาะลีฟะฮ์ ครองราชย์ สวรรคต
1 อะบู บักร์ อัลบัฆดาดี
(1971–2019)
29 มิถุนายน ค.ศ. 2014 27 ตุลาคม ค.ศ. 2019
ตําแหน่งว่าง (27 ตุลาคม 201931 ตุลาคม 2019)
2 อะบู อิบรอฮีม อัลฮาชิมี อัลกุเราะชี
(1976–2022)
31 ตุลาคม ค.ศ. 2019 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2022[40]
ตําแหน่งว่าง (3 กุมภาพันธ์ 20224 กุมภาพันธ์ 2022)[41][ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้]
3 อะบูฮะซัน อัลฮาชิมี อัลกุเราะชี
(?–2022)
4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2022 15 ตุลาคม ค.ศ. 2022
ตําแหน่งว่าง (15 ตุลาคม 202230 พฤศจิกายน 2022)
4 อะบูฮุซัยน์ อัลฮุซัยนี อัลกุเราะชี
(?–2023)
30 พฤศจิกายน ค.ศ. 2022[42] 29 เมษายน ค.ศ. 2023
ตําแหน่งว่าง (29 เมษายน 20233 สิงหาคม 2023)
5 อะบูฮัฟศ์ อัลฮาชิมี อัลกุเราะชี
(เกิด ?)
3 สิงหาคม ค.ศ. 2023 ปัจจุบัน

หมายเหตุ

[แก้]
  1. อับดุลเมจิดที่ 2 เคาะลีฟะฮ์ออตโตมันองค์สุดท้าย ไม่มีทูกราของพระองค์เอง เนื่องจากไม่ได้เป็นประมุขแห่งรัฐ (เป็นตำแหน่งที่มุสทาฟา เคมัล ประธานาธิบดีสาธารณรัฐตุรกี ปกครองอยู่) แต่เป็นหัวหน้าแต่ในนามทางศาสนาและเชื้อพระวงศ์

อ้างอิง

[แก้]
  1. Jazeera, Al. "The Caliph". interactive.aljazeera.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2023-04-06.
  2. McQuaid, Julia Voelker (September 2007). "The Struggle for Unity and Authority in Islam: Reviving the Caliphate?" (PDF). Center for Strategic Studies: 1.
  3. "Successors to the prophet: Islam's caliphates". The Seattle Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2014-07-01. สืบค้นเมื่อ 2023-04-06.
  4. Ekinci, Ekrem Buğra (2017-03-03). "The rise and fall of the Islamic caliphate in history". Daily Sabah (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2023-04-06.
  5. Office of the 33rd Lead Inspector General of the United States Department of Defense (May 2023) "OPERATION INHERENT RESOLVE LEAD INSPECTOR GENERAL REPORT TO THE UNITED STATES CONGRESS" (PDF) Retrieved 2023-05-04
  6. "The Umayyad Caliphate: The Largest Islamic State". TheCollector (ภาษาอังกฤษ). 2022-11-01. สืบค้นเมื่อ 2023-04-06.
  7. Saïd Amir Arjomand, Abd Allah Ibn al-Muqaffa and the Abbasid Revolution. Iranian Studies, vol. 27, Nos. 1–4. London: Routledge, 1994.
  8. Bosworth 2004, p. 7
  9. Houtsma & Wensinck 1993, p. 3
  10. Lane-Poole 2004, p. 195
  11. Bosworth 2004, pp. 239–240
  12. Lambton, Ann; Lewis, Bernard (1995). The Cambridge History of Islam: The Indian sub-continent, South-East Asia, Africa and the Muslim west. Vol. 2. Cambridge University Press. p. 320. ISBN 9780521223102. สืบค้นเมื่อ 14 March 2015.
  13. As̜iroğlu 1992[จุดเชื่อมโยงเสีย], p. 13
  14. Donner 2012, p. 166.
  15. Madelung 1997, p. 317.
  16. Bosworth 2004, p. 2.
  17. Madelung 1997, pp. 320, 322.
  18. Hinds 1993, p. 265.
  19. Marsham 2013, p. 93.
  20. Dictionary of Battles and Sieges: F-O edited by Tony Jacques
  21. Lane-Poole 2004, p. 21
  22. Bosworth 2004, p. 11
  23. Lane-Poole 2004, p. 47
  24. Bosworth 2004, p. 39
  25. Fromherz, Allen James (2016). Near West: Medieval North Africa, Latin Europe and the Mediterranean in the Second Axial Age (ภาษาอังกฤษ). Edinburgh University Press. ISBN 978-1-4744-1007-6.
  26. Abun-Nasr, Jamil (1987). A history of the Maghrib in the Islamic period (ภาษาอังกฤษ). Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 0521337674.
  27. http://www.caliphofislam.com เก็บถาวร 2014-12-19 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  28. "Khilafat - Caliphate - The Guided Khilafat - Khilafat e Ahmadiyya - Al Islam Online". www.alislam.org.
  29. Bosworth 2004, p. 118
  30. Adam Withnall (2014-06-30). "Iraq crisis: Isis declares its territories a new Islamic state with 'restoration of caliphate' in Middle East – Middle East – World". The Independent. สืบค้นเมื่อ 2014-07-04.
  31. "ISIS Spokesman Declares Caliphate, Rebrands Group as "Islamic State"". SITE Institute. 29 June 2014. สืบค้นเมื่อ 29 June 2014.
  32. "Islamic State-controlled parts of Syria, Iraq largely out of reach: Red Cross". Reuters. 13 March 2015.
  33. Power rankings April 2015
  34. "A Jihadi Civil War of Words: The Ghuraba' Media Foundation and Minbar al-Tawhid wa'l-Jihad".
  35. Trump TV Network (2018-05-10), FULL EVENT: President Donald Trump MASSIVE Rally in Elkhart, Indiana – May 10, 2018, คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-05-10, สืบค้นเมื่อ 2018-05-12. See 6:00
  36. Office of the 33rd Lead Inspector General of the United States Department of Defense (May 2023) "OPERATION INHERENT RESOLVE LEAD INSPECTOR GENERAL REPORT TO THE UNITED STATES CONGRESS" (PDF) Retrieved 2023-05-04
  37. "After Shekau: Confronting Jihadists in Nigeria's North East". 29 March 2022.
  38. "5 ISIS Enclaves Remain in Central, Eastern Syria".
  39. "IS's concern continues to be maintaining control in places like the Muqdadiya and Khanaqin districts, Hawija, and Tarmiya https://musingsoniraq.blogspot.com/2023/02/violence-drops-in-iraq-in-january-2023.html
  40. House, The White (2022-02-03). "Statement by President Joe Biden". The White House (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-01-15.
  41. Al-Tamimi, Aymenn Jawad (18 March 2022). "'On the Path of the First Rightly-Guided Ones' – Islamic State Editorial on the New Caliph and Allegiance Pledge". Aymenn's Monstrous Publications. สืบค้นเมื่อ 5 December 2022.
  42. "Calibrated Counterterrorism" (PDF). the surprise announcement by the Islamic State on November 30, 2022, about the death of Abu al-Hasan and the appointment of his successor Abu al-Husayn.

สารานุกรม

[แก้]