รายพระนามจักรพรรดิราชวงศ์หยวน
| จักรพรรดิราชวงศ์หยวน | |
|---|---|
| 大元皇帝 | |
จักรวรรดิ | |
| รายละเอียด | |
| พระราชอิสริยยศ | |
| กษัตริย์องค์แรก | เจงกีส ข่าน (จักรวรรดิมองโกล) กุบไล ข่าน (ราชวงศ์หยวน) |
| กษัตริย์องค์สุดท้าย | โทกอน เตมูร์ |
| สถาปนาเมื่อ | 1206 (จักรวรรดิมองโกล) 1271 (ราชวงศ์หยวน) |
| การล้มล้าง | 1368 |
| ที่ประทับ | คาราโครุม คานบาลึก |
| ผู้แต่งตั้ง | สืบสายโลหิต |
ราชวงศ์หยวนเป็นราชวงศ์จักรวรรดิของจีน สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1271 โดยกุบไล ข่าน ซึ่งสืบทอดต่อจากราชวงศ์ซ่งและมาก่อนราชวงศ์หมิง ราชวงศ์หยวนยังทำหน้าที่เป็นส่วนต่อขยายของจักรวรรดิมองโกลซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยเจงกีส ข่าน ใน ค.ศ. 1206 แต่ต่อมาได้แยกออกเป็นสี่รัฐอิสระ ด้วยเหตุนี้ จักรพรรดิแห่งราชวงศ์หยวน จึงครอบคลุมทั้งผู้สืบทอดตำแหน่งของกุบไลในฐานะผู้ปกครองประเทศจีน และบรรพบุรุษของพระองค์ย้อนกลับไปจนถึงเจงกีสผู้เป็นปู่ ซึ่งได้รับการยกย่องย้อนหลังให้เป็นผู้สถาปนาราชวงศ์
ผู้ปกครองของราชวงศ์หยวนมีฐานะเหนือกว่าผู้ปกครองของอีกสามรัฐหลังยุคมองโกลในนาม ทว่าในทางพฤตินัย แต่ละรัฐต่างเป็นอิสระต่อกันและยุ่งอยู่กับการจัดการดินแดนของตนเอง ราชวงศ์หยวนได้รับเอาประเพณีทางการเมืองของชาวฮั่นมาใช้ ซึ่งรวมถึงการใช้พระนามหลังสิ้นพระชนม์, พระนามวิหาร และชื่อรัชศก นอกเหนือจากตำแหน่งจักรพรรดิแล้ว ผู้ปกครองของหยวนยังดำรงตำแหน่งคากานไปพร้อมกันด้วย
แม้ว่ารัชสมัยของกุบไลและเตมูร์ผู้สืบทอดตำแหน่งจะดำเนินไปด้วยความสงบสุขโดยทั่วไป แต่ความอ่อนแอในการบริหารของหยวนก็เริ่มปรากฏให้เห็นและนำไปสู่การพังทลายของเสถียรภาพทางการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 รัฐหยวนก็ไม่สามารถปกครองได้อีกต่อไป และใน ค.ศ. 1368 โทกอน เตมูร์ จักรพรรดิองค์สุดท้าย ถูกบีบบังคับให้ต้องหลบหนีออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ ลูกหลานของพระองค์ยังคงปกครองรัฐเศษซากในมองโกเลียในต่อไป ซึ่งรู้จักกันในชื่อราชวงศ์หยวนเหนือ จนกระทั่งถึง ค.ศ. 1634
รายพระนามผู้ปกครอง
[แก้]| พระบรมสาทิสลักษณ์ / พระรูป | พระนามข่าน[1] | พระนามเดิม | รัชสมัย | การสืบราชบันบัลลังก์ | พระราชประวัติโดยย่อ |
|---|---|---|---|---|---|
| เจงกีส ข่าน 成吉思汗 พระนามอื่น ๆ
|
เตมูจิน 鐵木真 |
ค.ศ. 1206 – 25 สิงหาคม ค.ศ. 1227 (20–21 ปี) |
พระราชโอรสในเยซูเก และโฮเอลุน | ประมาณ ค.ศ. 1162 – 25 สิงหาคม ค.ศ. 1227[a] (พระชนมายุประมาณ 65 พรรษา) ทรงรวบรวมชนเผ่ามองโกลให้เป็นหนึ่งเดียว สถาปนาจักรวรรดิมองโกลขึ้นใน ค.ศ. 1206 และเริ่มต้นการขยายอาณาจักรของมองโกล เสด็จสวรรคตภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่ชัด[2] | |
| ไม่มี ทรงเป็นที่รู้จักจากพระนามเดิม
พระนามอื่น ๆ
|
โทโลย ข่าน 拖雷 |
ค.ศ. 1227 – 1229 (1–2 ปี) (ผู้สำเร็จราชการ) |
พระราชโอรสองค์ที่สี่ในเจงกีส ข่าน | ประมาณ ค.ศ. 1191 – กันยายน/ตุลาคม ค.ศ. 1231 (พระชนมายุประมาณ 40 พรรษา) ทรงบัญชาการกองทัพในเอเชียกลางและในประเทศจีน และทรงเคยเป็นหนึ่งในผู้บริภาษสืบราชบันบัลลังก์ข่านต่อจากพระราชบิดา เสด็จสวรรคตภายใต้สถานการณ์ที่เป็นข้อถกเถียง[3] | |
| ไม่มี ทรงเป็นที่รู้จักจากพระนามเดิม
พระนามอื่น ๆ
|
โอเกเดย์ ข่าน 窝阔台 |
13 กันยายน ค.ศ. 1229 – 11 ธันวาคม ค.ศ. 1241 (12 ปี 2 เดือน 28 วัน) |
พระราชโอรสองค์ที่สามในเจงกีส ข่าน | ค.ศ. 1186 – 11 ธันวาคม ค.ศ. 1241 (พระชนมายุ 55 พรรษา) ทรงเป็นประธานในความสำเร็จของการพิชิตราชวงศ์จิน, การรุกรานเคียฟรุส และการรุกรานยุโรป ทรงปฏิรูปการบริหารส่วนจักรวรรดิ และสร้างเมืองคาราโครุมเป็นเมืองหลวง เสด็จสวรรคตเนื่องจากการเสวยน้ำจัณฑ์มากเกินไป[4] | |
| ไม่มี ทรงเป็นที่รู้จักจากพระนามเดิม
พระนามอื่น ๆ
|
ตอเรเกเน คาตุน 脱列哥那 |
ค.ศ. 1242 – 1246 (3–4 ปี) (ผู้สำเร็จราชการ) |
พระชายาในโอเกเดย์ ข่าน
|
ปลายคริสต์ทศวรรษ 1180 – ปลาย ค.ศ. 1246
การสำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นเวลาห้าปีเพื่อกูยุก ข่าน พระราชโอรส มีความเด่นชัดในเรื่องเล่ห์เพทุบายทางการเมืองและการเรียกเก็บภาษีที่มากเกินไป แต่หลังจากสิ้นสุดลง พระองค์ก็สูญเสียอิทธิพลอย่างรวดเร็วและสิ้นพระชนม์[5][b] | |
| ไม่มี ทรงเป็นที่รู้จักจากพระนามเดิม
พระนามอื่น ๆ
|
กูยุก ข่าน 贵由 |
24 สิงหาคม ค.ศ. 1246 – เมษายน ค.ศ. 1248 (1 ปี 7 เดือน) |
พระราชโอรสในโอเกเดย์ ข่าน และตอเรเกเน คาตุน
|
ค.ศ. 1206 – เมษายน ค.ศ. 1248 (พระชนมายุ 41–42 พรรษา) ทรงยกเลิกนโยบายเศรษฐกิจของพระราชมารดาและถอดถอนผู้ใกล้ชิดของพระนางออกจากอำนาจ ทรงมีข้อพิพาทกับบาตู ข่าน ผู้เป็นพระญาติ และอาจมีพระราชดำริที่จะยกลูกทัพไปทำศึกกับเขา เสด็จสวรรคตเนื่องจากพระพลานามัยที่ไม่ดี[7] | |
| ไม่มี ทรงเป็นที่รู้จักจากพระนามเดิม | โอกุล ไคมิช 斡兀立海迷失 |
ค.ศ. 1248 – 1251 (2–3 ปี) (ผู้สำเร็จราชการ) |
พระชายาในกูยุก ข่าน
|
ต้นคริสต์ทศวรรษ 1200 – ฤดูร้อน ค.ศ. 1252 (พระชนมายุประมาณ 50 พรรษา) ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ และทรงถูกเพลี่ยงพล้ำโดยศัตรูทางการเมืองที่ผลักดันให้มองเคอ ข่าน บุตรชายของโตลุย ขึ้นเป็นข่าน หลังจากความพยายามก่อรัฐประหารที่นำโดยพระราชโอรสของพระนางล้มเหลว พระนางถูกตัดสินว่ามีส่วนสมรู้ร่วมคิดและมีความผิดฐานใช้เวทมนตร์คาถา และถูกประหารชีวิต[8] | |
| ไม่มี ทรงเป็นที่รู้จักจากพระนามเดิม
พระนามอื่น ๆ
|
มงค์ ข่าน 蒙哥 |
1 กรกฎาคม ค.ศ. 1251 – 11 สิงหาคม ค.ศ. 1259 (8 ปี 1 เดือน 10 วัน) |
พระราชโอรสองค์โตในโทโลย ข่าน
|
10 มกราคม ค.ศ. 1209 – 11 สิงหาคม ค.ศ. 1259 (พระชนมายุ 50 พรรษา) ทรงกวาดล้างผู้ที่ต่อต้านการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ในเหตุการณ์ปฏิวัติสายโตลุย ทรงส่งฮูเลกู ข่าน พระอนุชาไปทำศึกในตะวันออกกลาง และพระองค์เองทรงนำทัพในการบุกโจมตีราชวงศ์ซ่ง ซึ่งในระหว่างนั้นพระองค์เสด็จสวรรคตด้วยไข้พิษ[9] | |
| เซเชน ข่าน 薛禪汗 เป็นที่รู้จักดีในพระนาม กุบไล ข่าน พระนามอื่น ๆ
|
บอร์จีกิน กุบไล 孛兒只斤忽必烈 |
5 พฤษภาคม ค.ศ. 1260 – 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1294 (22 ปี 2 เดือน) รัชศก
|
พระราชโอรสองค์ที่สองในโทโลย ข่าน | 23 กันยายน ค.ศ. 1215 – 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1294 (พระชนมายุ 78 พรรษา) ทรงสถาพนาราชวงศ์หยวนขึ้นใน ค.ศ. 1271 ทรงประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ในการพิชิตราชวงศ์ซ่ง ทรงได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมืองโตลุย และทรงย้ายเมืองหลวงไปยังคานบาลึก เสด็จสวรรคตด้วยโรคชราตามธรรมชาติ[10] | |
| โอลเจทู ข่าน 完澤篤汗 พระนามอื่น ๆ
|
บอร์จีกิน เตมูร์ 孛兒只斤鐵穆耳 |
10 พฤษภาคม ค.ศ. 1294 – 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1307 (12 ปี 9 เดือน) รัชศก
|
พระราชนัดดาในกุบไล ข่าน | 15 ตุลาคม ค.ศ. 1265 – 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1307 (พระชนมายุ 41 พรรษา) รัชสมัยของพระองค์มีความเจริญรุ่งเรืองทว่ายังคงอนุรักษนิยม ทรงดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการรักษาความมั่นคง แต่ทรงล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการบริหารราชการของหยวนที่มีประสิทธิภาพลดลงเรื่อย ๆ เสด็จสวรรคตด้วยโรคชราตามธรรมชาติ[11]
| |
| คูลุก ข่าน 曲律汗 พระนามอื่น ๆ
|
บอร์จีกิน ไฮชัน 孛兒只斤海山 |
21 มิถุนายน ค.ศ. 1307 – 27 มกราคม ค.ศ. 1311 (3 ปี 7 เดือน 6 วัน) รัชศก
|
พระราชปนัดดาในกุบไล ข่าน | 4 สิงหาคม ค.ศ. 1281 – 27 มกราคม ค.ศ. 1311 (พระชนมายุ 29 พรรษา) ทรงละเลยระบบระเบียบที่ตั้งไว้ ทรงขยายระบบราชการอย่างรวดเร็ว และก่อให้เกิดความยากลำบากทางการคลังอย่างใหญ่หลวง เสด็จสวรรคตด้วยโรคชราตามธรรมชาติ[12]
| |
| บูยันตู ข่าน 普顏篤汗 พระนามอื่น ๆ
|
บอร์จีกิน อายูรบาร์วาดา 孛兒只斤愛育黎拔力八達 |
7 เมษายน ค.ศ. 1311 – 1 มีนาคม ค.ศ. 1320 (8 ปี 10 เดือน 23 วัน) รัชศก
|
พระอนุชาในคูลุก ข่าน | 9 เมษายน ค.ศ. 1285 – 1 มีนาคม ค.ศ. 1320 (พระชนมายุ 34 พรรษา) ทรงยกเลิกนโยบายส่วนใหญ่ของพระเชษฐา ทรงนำระบบการสอบคัดเลือกขุนนางตามแนวคิดขงจื๊อกลับมาใช้ และทรงจัดทำประมวลกฎหมาย แต่ล้มเหลวในการฟื้นฟูระเบียบทางการคลังและถูกบั่นทอนจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง เสด็จสวรรคตด้วยโรคชราตามธรรมชาติ[13]
| |
| เกเกง ข่าน 格堅汗 พระนามอื่น ๆ
|
บอร์จีกิน ชิดิบาลี 孛兒只斤硕德八剌 |
19 เมษายน ค.ศ. 1320 – 4 กันยายน ค.ศ. 1323 (3 ปี 4 เดือน 16 วัน) รัชศก
|
พระราชโอรสในอายูรบาร์วาดา | 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1302 – 4 กันยายน ค.ศ. 1323 (พระชนมายุ 21 พรรษา) ทรงพยายามลดอำนาจของเสนาบดี เถี่ยหมู่เตี๋ยเอ๋อร์ และทรงจัดตั้งการปฏิรูปการเงินหลังจากที่เสนาบดีผู้นั้นเสียชีวิต แต่ทรงถูกปลงพระชนม์ในการก่อรัฐประหารโดยผู้สนับสนุนของเถี่ยหมู่เตี๋ยเอ๋อร์[14]
| |
| ไม่มี ทรงเป็นที่รู้จักจากพระนามเดิมหรือชื่อรัชศก | บอร์จีกิน เยซุน เตมูร์ 孛兒只斤也孫鐵木兒 |
4 ตุลาคม ค.ศ. 1323 – 15 สิงหาคม ค.ศ. 1328 (4 ปี 10 เดือน 11 วัน) รัชศก
|
พระราชปนัดดาในกุบไล ข่าน | 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1293 – 15 สิงหาคม ค.ศ. 1328[c] (พระชนมายุ 34 พรรษา) ทรงขึ้นครองราชย์ผ่านการลอบปลงพระชนม์ แต่ทรงสร้างความมั่นคงได้โดยการกวาดล้างผู้ที่นำพระองค์ขึ้นสู่อำนาจ ทรงฟื้นฟูความเสมอภาคทางศาสนาในการบริหารราชการ เสด็จสวรรคตด้วยโรคชราตามธรรมชาติ[16]
| |
| ไม่มี ทรงเป็นที่รู้จักจากพระนามเดิมหรือชื่อรัชศก | บอร์จีกิน ราคีบัก 孛兒只斤阿剌吉八 |
ตุลาคม ค.ศ. 1328 – 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1328 (1 เดือน) รัชศก
|
พระราชโอรสในเยซุน เตมูร์ | ค.ศ. 1320 – 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1328 (พระชนมายุ 8 พรรษา) จักรพรรดิผู้ทรงพระเยาว์ น่าจะทรงถูกปลงพระชนม์ท่ามกลางสงครามสองเมืองหลวงเซ่งโต๋และต้าตู[17]
| |
| จายาทู ข่าน 札牙篤汗 พระนามอื่น ๆ
|
บอร์จีกิน ตุค เตมูร์ 孛兒只斤圖帖睦爾 |
16 ตุลาคม ค.ศ. 1328 – 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1329 (4 เดือน 10 วัน) รัชศก
|
พระราชโอรสในคูลุก ข่าน | 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1304 – 2 กันยายน ค.ศ. 1332 (พระชนมายุ 28 พรรษา) ทรงสละราชบันบัลลังก์ให้แก่คุตุกตู ข่าน พระเชษฐา[18]
| |
| คุตุกตู ข่าน 忽都篤汗 พระนามอื่น ๆ
|
บอร์จีกิน คูซาลา 孛兒只斤和世剌 |
27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1329 – 30 สิงหาคม ค.ศ. 1329 (6 เดือน 3 วัน) รัชศก
|
พระราชโอรสในคูลุก ข่าน | 22 ธันวาคม ค.ศ. 1300 – 30 สิงหาคม ค.ศ. 1329 (พระชนมายุ 28 พรรษา) ทรงปกครองในระยะเวลาอันสั้นก่อนที่จะถูกปลงพระชนม์โดยเอล เตมูร์[17]
| |
| จายาทู ข่าน 札牙篤汗 (รัชสมัยที่สอง) |
บอร์จีกิน ตุค เตมูร์ 孛兒只斤圖帖睦爾 |
8 กันยายน ค.ศ. 1329 – 2 กันยายน ค.ศ. 1332 (2 ปี 11 เดือน 25 วัน) รัชศก
|
พระราชโอรสในคูลุก ข่าน | 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1304 – 2 กันยายน ค.ศ. 1332 (พระชนมายุ 28 พรรษา) ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะและวิชาการ รัชสมัยของพระองค์ถูกครอบงำโดยเสนาบดีเอล เตมูร์ และบายันแห่งเผ่าเมอร์กิต เสด็จสวรรคตด้วยโรคชราตามธรรมชาติ[18]
| |
| ไม่มี ทรงเป็นที่รู้จักจากพระนามเดิม
พระนามอื่น ๆ
|
บอร์จีกิน รินชินบัล 孛兒只斤懿璘質班 |
23 ตุลาคม ค.ศ. 1332 – 14 ธันวาคม ค.ศ. 1332 (1 เดือน 21 วัน) รัชศก
|
พระราชโอรสในคุตุกตู ข่าน | 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1326 – 14 ธันวาคม ค.ศ. 1332 (พระชนมายุ 6 พรรษา) จักรพรรดิผู้ทรงพระเยาว์ เสด็จสวรรคตด้วยอาการประชวรกะทันหัน[19]
| |
| อูฮากาตู ข่าน 烏哈噶圖汗 พระนามอื่น ๆ
|
บอร์จีกิน โทกอน เตมูร์ 孛兒只斤妥懽帖睦爾 |
19 กรกฎาคม ค.ศ. 1333 – 10 กันยายน ค.ศ. 1368 (35 ปี 2 เดือน 22 วัน) รัชศก
|
พระราชโอรสในคุตุกตู ข่าน | 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1320 – 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1370 (พระชนมายุ 49 พรรษา) ทรงฟื้นฟูรัฐบาลที่มั่นคง แต่สภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจนำไปสู่การพังทลายของระเบียบสังคม ทรงถูกบีบบังคับให้หลบหนีไปยังคาราโครุมใน ค.ศ. 1368 โดยขุนศึกจู หยวนจาง และทรงสถาปนาราชวงศ์หยวนเหนือในมองโกเลียใน เสด็จสวรรคตด้วยโรคชราตามธรรมชาติ[21] | |
ลำดับเวลา
[แก้]
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ ปีพระราชสมภพของเจงกีส ข่าน ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แม้ว่าปี ค.ศ. 1162 จะมีความเป็นไปได้มากที่สุด แต่ก็มีการเสนอปี ค.ศ. 1155 และ 1167 เช่นกัน สำหรับรายละเอียดการอภิปรายเพิ่มเติม ดูที่ เจงกีส ข่าน#Birth and childhood
- ↑ ฉิว อี้เหา นักประวัติศาสตร์ ได้เสนอว่าตอเรเกเนมีพระชนมชีพอยู่นานกว่านั้นมาก และได้เข้าดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อีกครั้งหลังจากการสวรรคตของกูยุก[6]
- ↑ มีความไม่แน่นอนบางประการเกี่ยวกับวันพระราชสมภพและวันสวรรคตของพระองค์[15]
- ↑ พระนามหลังสิ้นพระชนม์ของอูฮากาตู ข่าน ได้รับการถวายโดยราชสำนักหมิง[20]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Atwood 2004, p. 625.
- ↑ Moule 1957, p. 102; Atwood 2004, pp. 97–102.
- ↑ Moule 1957, p. 102; Atwood 2004, p. 542; May 2018, pp. 69–70, 94–95.
- ↑ Moule 1957, p. 102; Atwood 2004, pp. 416–418.
- ↑ Moule 1957, p. 102; Atwood 2004, p. 544; Broadbridge 2018, pp. 166–167.
- ↑ Qiu 2011, pp. 116–117; Broadbridge 2018, pp. 192–193.
- ↑ Moule 1957, p. 102; Atwood 2004, pp. 211–213.
- ↑ Moule 1957, p. 102; Atwood 2004, pp. 418–419; Broadbridge 2018, pp. 196.
- ↑ Moule 1957, p. 102; Atwood 2004, pp. 362–364.
- ↑ Paludan 1998, p. 148–153; Rossabi 1994, pp. 454–489; Moule 1957, p. 103.
- ↑ Paludan 1998, pp. 154–156; Ch'i-Ch'ing 1994, pp. 492–503; Moule 1957, p. 103.
- ↑ Paludan 1998, p. 156; Ch'i-Ch'ing 1994, pp. 505–512; Moule 1957, p. 103.
- ↑ Paludan 1998, p. 156; Ch'i-Ch'ing 1994, pp. 513–526; Moule 1957, p. 103.
- ↑ Paludan 1998, p. 156; Ch'i-Ch'ing 1994, pp. 527–531; Moule 1957, p. 103.
- ↑ Ch'i-Ch'ing 1994, p. 353.
- ↑ Paludan 1998, p. 156; Ch'i-Ch'ing 1994, pp. 535–540; Moule 1957, p. 104.
- 1 2 Paludan 1998, p. 156; Ch'i-Ch'ing 1994, pp. 541–557; Moule 1957, p. 104.
- 1 2 Paludan 1998, pp. 156–157; Ch'i-Ch'ing 1994, pp. 541–557; Moule 1957, p. 104.
- ↑ Paludan 1998, p. 157; Moule 1957, p. 104.
- ↑ Dardess 1994, p. 561.
- ↑ Goodrich & Fang 1976, pp. 1290–1293; Paludan 1998, p. 157; Dardess 1994, pp. 566–583; Moule 1957, p. 104.