รายชื่อแหล่งมรดกโลกในสหราชอาณาจักร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สโตนเฮนจ์เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกสโตนเฮนจ์ เอฟเบอรี และสถานที่ใกล้เคียง

ในสหราชอาณาจักรและอาณานิคมโพ้นทะเลมีแหล่งมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโกทั้งหมด 31 แห่ง[1] โดยอยู่ในอังกฤษ 17 แห่ง, สกอตแลนด์ 5 แห่ง, อังกฤษและสกอตแลนด์ 1 แห่ง, เวลส์ 3 แห่ง, ไอร์แลนด์เหนือ 1 แห่ง และในดินแดนโพ้นทะเลเบอร์มิวดา หมู่เกาะพิตแคร์น เซนต์เฮเลนา และยิบรอลตาร์ที่ละ 1 แห่ง แหล่งมรดกโลกของสหราชอาณาจักรที่ได้ขึ้นทะเบียนในครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2529 ได้แก่

  • ไจอันส์คอสเวย์และชายฝั่ง
  • ปราสาทและมหาวิหารเดอรัม
  • เกาะเซนต์คิลดา
  • โกรกธารไออันบริดจ์
  • อุทยานหลวงสตัดลีย์รวมทั้งซากอารามฟาวน์ทินส์
  • สโตนเฮนจ์ เอฟเบอรี และสถานที่ใกล้เคียง
  • ปราสาทและกำแพงเมืองของพระเจ้าเอดเวิร์ดในเมืองกวิเนดด์

ใน พ.ศ. 2489 ประเทศ 26 ประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร ได้ให้สัตยาบันธรรมนูญแห่งองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (เรียกกันทั่วไปว่ายูเนสโก) ซึ่งมีความมุ่งหมายเพื่อ "อนุรักษ์และคุ้มครองมรดกทางเอกสาร งานศิลปะ และอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติของโลก"[2] สหราชอาณาจักรได้ให้เงินช่วยเหลือกองทุนมรดกโลกปีละ 130,000 ปอนด์เพื่อเป็นเงินทุนในการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกในประเทศกำลังพัฒนา[3] แหล่งมรดกโลกบางแห่งนั้นประกอบด้วยสถานที่หลายแห่งที่มีสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์หรือมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน

คณะกรรมการแห่งสหราชอาณาจักรว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ มีบทบาทในการแนะนำนโยบายเกี่ยวกับยูเนสโกต่อรัฐบาลอังกฤษซึ่งรับผิดชอบต่อการดูและรักษาแหล่งมรดกโลกในประเทศ[4] ใน พ.ศ. 2551 แอนดี เบิร์นแฮม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สื่อ และกีฬาในขณะนั้น ได้แถลงถึงความกังวลเกี่ยวกับประโยชน์ของการขึ้นทะเบียนสถานที่ในสหราชอาณาจักรเป็นแหล่งมรดกโลก และเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายของรัฐบาลในการเสนอชื่อสถานที่ใหม่ๆ เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและมีรายได้จากนักท่องเที่ยวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ อีกทั้งมีนักท่องเที่ยวไม่มากที่ตระหนักถึงสถานะมรดกโลกของสถานที่เหล่านั้น[5]

เกณฑ์การรับรองแหล่งมรดกโลกข้อที่ i-iv ใช้สำหรับมรดกโลกประเภทวัฒนธรรม และข้อที่ vii-x ใช้สำหรับประเภทธรรมชาติ[6] ในสหราชอาณาจักรมีแหล่งมรดกโลกประเภทวัฒนธรรมยี่สิบสามแห่ง ประเภทธรรมชาติสี่แห่ง และประเภทผสมหนึ่งแห่ง[note 1][1] จำนวนแหล่งมรดกโลกในสหราชอาณาจักรที่แบ่งตามประเภทจะใกล้เคียงจำนวนแหล่งมรดกโลกทั้งหมดในโลกที่แบ่งตามประเภทเช่นกัน คือ จากแหล่งมรดกโลก 890 แห่งทั่วโลก เป็นประเภทวัฒนธรรมร้อยละ 77.4 ธรรมชาติร้อยละ 19.8 และผสมร้อยละ 2.8%[7] โดยเซนต์คิลดาเป็นแหล่งมรดกโลกประเภทผสมแห่งเดียวในสหราชอาณาจักร ซึ่งแต่เดิมนั้นได้ขึ้นทะเบียนเนื่องด้วยเป็นถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของพันธุ์พืชและสัตว์เท่านั้น[8] ต่อมาใน พ.ศ. 2548 ได้รับการเสนอให้เพิ่มความสำคัญในฐานะที่ตั้งชุมชนเกษตรกรรมในอดีต และกลายเป็นแหล่งมรดกโลกประเภทผสมหนึ่งใน 25 แห่งจากทั่วโลก[9] ส่วนแหล่งมรดกโลกประเภทธรรมชาติได้แก่ ชายฝั่งดอร์เซตและอีสต์เดวอน ไจอันส์คอสเวย์และชายฝั่ง เกาะกอฟและอินักเซสซิเบิล และเกาะเฮนเดอร์สัน ที่เหลือเป็นประเภทวัฒนธรรม[1]

แหล่งมรดกโลก[แก้]

ตารางด้านล่างแสดงข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งมรดกโลกแต่ละแห่ง

ชื่อ; ตามที่ขึ้นทะเบียนโดยคณะกรรมการมรดกโลก[7]
ที่ตั้ง; ภายในประเทศองค์ประกอบหรืออาณานิคมโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร พร้อมพิกัดที่ให้โดยยูเนสโก
ยุคสมัย; ช่วงเวลาสำคัญของสถานที่ มักจะเป็นเวลาที่ก่อสร้าง
ข้อมูลของยูเนสโก; หมายเลขอ้างอิง ปีที่ขึ้นทะเบียน และเกณฑ์ที่ผ่านการพิจารณา
คำอธิบาย; คำอธิบายพอสังเขปของแหล่งมรดกโลก
Historic Town of St George and Related Fortifications, BermudaGough and Inaccessible IslandsHenderson IslandGorham's Cave
The World Heritage Sites of the UK (Overseas Territories): The natural sites of Gough and Inaccessible Islands and Henderson Island are marked green, the cultural site of the Historic Town of St George and Related Fortifications, Bermuda is marked red.
ชื่อ ภาพ ที่ตั้ง ยุคสมัย ข้อมูลของยูเนสโก รายละเอียด
ไจอันส์คอสเวย์และชายฝั่ง Causeway-code poet-4.jpg เคาน์ตีแอนทริม, ไอร์แลนด์เหนือ
55°14′27″N 6°30′42″W / 55.240833°N 6.511667°W / 55.240833; -6.511667 (Giant's Causeway and Causeway Coast)[10]
60–50 ล้านปีก่อน[10] 369; 2529;
vii, viii
[10]
พื้นที่นี้ประกอบด้วยเสาหินบะซอลต์ 40,000 แท่งที่โผล่พ้นเหนือทะเล ซึ่งเกิดจากการคุกรุ่นของภูเขาไฟในยุคเทอร์เชียรี[10]
ปราสาทและอาสนวิหารเดอรัม Durham Cathedral and Castle.jpg เดอรัม, เคาน์ตีเดอรัม, อังกฤษ
54°46′30″N 1°34′32″W / 54.77487°N 1.57558°W / 54.77487; -1.57558 (Durham Castle and Cathedral)[11]
คริสต์ศตวรรษที่ 11 และ 12[11] 370; 2529;
ii, iv, vi
[11]
มหาวิหารเดอรัมเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมนอร์มันที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในอังกฤษ และหลังคาโค้งของมหาวิหารก็เป็นส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดสถาปัตยกรรมกอทิก ภายในมหาวิหารเป็นที่เก็บรักษาอัฐิของนักบุญคัทเบิร์ตและนักบุญบีด ส่วนปราสาทเดอรัมซึ่งสร้างด้วยสถาปัตยกรรมนอร์มันเคยเป็นที่พำนักของเจ้าชายมุขนายกเดอรัม[11]
โกรกธารไออันบริดจ์ Ironbridge002.JPG ไออันบริดจ์, ชรอปเชอร์, อังกฤษ
52°37′35″N 2°29′10″W / 52.62646°N 2.486°W / 52.62646; -2.486 (Ironbridge Gorge)[12]
คริสต์ศตวรรษที่ 18[12] 371; 2529;
i, ii, iv, vi
[12]
โกรกธารไออันบริดจ์เป็นที่ตั้งของเหมือง โรงงาน เรือนพักคนงาน และโครงสร้างทางการขนส่งที่สร้างขึ้นในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม การพัฒนาการผลิตถ่านโค้กในพื้นที่นี้มีส่วนช่วยริเริ่มการปฏิวัติอุตสาหกรรม ไออันบริดจ์เป็นสะพานแห่งแรกของโลกที่สร้างขึ้นจากเหล็กและมีอิทธิพลต่อวงการสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยี[12]
อุทยานหลวงสตัดลีย์รวมทั้งซากอารามฟาวน์ทินส์ Fountains Abbey view02 2005-08-27.jpg นอร์ทยอร์กเชอร์, อังกฤษ
54°06′58″N 1°34′23″W / 54.116111°N 1.573056°W / 54.116111; -1.573056 (Studley Royal Park including the Ruins of Fountains Abbey)[13]
ค.ศ. 1132 (อาราม),
คริสต์ศตวรรษที่ 19 (สวน)
[13]
372; 2529;
i, iv
[13]
ก่อนการยุบอารามช่วงกลางศตวรรษที่ 16 อารามฟาวน์ทินส์เคยเป็นหนึ่งในอารามซิสเตอร์เชียนที่ใหญ่และร่ำรวยที่สุดในบริเตน และเป็นหนึ่งในไม่กี่อารามที่อยู่รอดมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ส่วนอุทยานซึ่งสร้างภายหลังและรวมอารามไว้เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนใหญ่ยังคงการออกแบบดั้งเดิม เอาไว้ และมีอิทธิพลต่อการออกแบบสวนในยุโรป[13]
สโตนเฮนจ์, เอฟเบอรี และแหล่งโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่อง Stonehenge back wide.jpg วิลต์เชอร์, อังกฤษ
51°10′44″N 1°49′31″W / 51.178889°N 1.825278°W / 51.178889; -1.825278 (Stonehenge, Avebury and Associated Sites)[14]
4,000–2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช[14] 373; 2529 (modified in 2008);
i, ii, iii
[14]
The Neolithic sites of Avebury and Stonehenge are two of the largest and most famous megalithic monuments in the world. They relate to man's interaction with his environment. The purpose of the henges has been a source of speculation, with suggestions ranging from ceremonial to interpreting the cosmos. "Associated sites" includes Silbury Hill, Beckhampton Avenue, and West Kennet Avenue.[14]
ปราสาทและกำแพงเมืองของพระเจ้าเอดเวิร์ดในกวิเนดด์ Beaumaris, circular towers and moat, 2006.jpg คอนวี, เกาะแองเกิลซีย์ และกวิเนดด์, เวลส์
53°08′23″N 4°16′37″W / 53.139722°N 4.276944°W / 53.139722; -4.276944 (Castles and Town Walls of King Edward in Gwynedd)[15]
คริสต์ศตวรรษที่ 13-14[15] 374; 2529;
i, iii, iv
[15]
ปราสาทแห่งโบมาริส (Beaumaris) และฮาร์เลค (Harlech) (ส่วนใหญ่เป็นงานของวิศวกรทางการทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคนั้น คือเจมส์ ออฟ เซนต์ จอร์จ/ James of St George) และกลุ่มป้อมปราการแห่งคาร์นาฟอน (Caernafon) และคอนวี (Conwy) ตั้งอยู่ในเขตที่แต่เดิมเป็นแคว้นกวิเน็ดด์ (Gwynedd) ในเวลส์เหนือ (north Wales) โบราณสถานที่ยังได้รับการอนุรักษ์ในสภาพที่ดียิ่งแหล่งนี้ เป็นตัวอย่างของการล่าอาณานิคมและงานด้านการป้องกันที่ดำเนินอยู่ตลอดรัชสมัยของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๑ (Edward I คริสต์ศักราช ๑๒๗๒-๑๓๐๗/ พุทธศักราช ๑๘๑๕–๑๘๕๐) และสถาปัตยกรรมทางการทหารของช่วงเวลานั้น .[15][16]
เซนต์คิลดา St Kilda Village Bay.jpg เซนต์คิลดา, สกอตแลนด์
57°49′00″N 8°35′00″W / 57.816667°N 8.583333°W / 57.816667; -8.583333 (เซนต์คิลดา)[17]
n/a 387; 2530 (modified in 2005 and 2008);
ii, iii, iv
[17]
หมู่เกาะเซนต์คิลดาเป็นหมู่เกาะเปลี่ยว เคยมีผู้คนเป็นเวลากว่า 2000 ปี แต่ยุคปัจจุบันไม่มีผู้คนอยู่อาศัยมาตั้งแต่ 1930 มรดกทางมนุษยชนของหมู่เกาะมีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์จากยุคประวัติศาสตร์และก่อนประวัติศาสตร์ เซนต์คิลดายังเป็นแหล่งผสมพันธุ์ของนกทะเลหลายชนิด รวมถึงฝูงนกแกนเน็ตที่ใหญ่ที่สุดในโลกและนกพัฟฟินกว่า136,000 คู่[17][18]
วังเบลนิม Blenheim Palace 2006 cropped.jpg วุดสตอก, ออกซฟอร์ดเชอร์, อังกฤษ
51°50′31″N 1°21′41″W / 51.841944°N 1.361389°W / 51.841944; -1.361389 (Bleheim Palace)[19]
ค.ศ. 17051722[19] 425; 2530;
ii, iv
[19]
Blenheim Palace, the residence of John Churchill, 1st Duke of Marlborough, was designed by architects John Vanbrugh and Nicholas Hawksmoor. The associated park was landscaped by Capability Brown. The palace celebrated victory over the French and is significant for establishing English Romantic Architecture as a separate entity from French Classical Architecture.[19]
พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ อารามเวสต์มินสเตอร์ และโบสถ์เซนต์มาร์กริตส์ Hdr parliament.jpg เวสต์มินสเตอร์, เกรเทอร์ลอนดอน, อังกฤษ
51°29′59″N 0°07′43″W / 51.499722°N 0.128611°W / 51.499722; -0.128611 (Westminster Palace, Westminster Abbey and Saint Margaret's Church)[20]
คริสต์ศตวรรษที่ 10, 11 และ 19[20] 426; 2530 (modified in 2008);
i, ii, iv
[20]
เป็นสถานที่ที่มีส่วนสำคัญมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ในการปกครองอังกฤษ และสหราชอาณาจักรต่อมา ตั้งแต่พิธีบรมราชาภิเษกของวิลเลียมที่ 1 กษัตริย์อังกฤษและบริติชทุกพระองค์ทำพิธีบรมราชาภิเษกที่อารามเวสต์มินสเตอร์ พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของรัฐสภาสหราชอาณาจักร เป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมฟื้นฟูกอทิก โบสถ์เซนต์มาร์กริตส์เป็นโบสถ์ประจำตำบลของพระราชวัง ก่อสร้างมาก่อนพระราชวังตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 แต่มีการบูรณะใหม่หลังจากนั้น[20][21][22]
เมืองบาท Royal.crescent.aerial.bath.arp.jpg บาท, ซัมเมอร์เซต, อังกฤษ
51°22′51″N 2°21′37″W / 51.3809°N 2.3603°W / 51.3809; -2.3603 (City of Bath)[23]
คริสต์ศตวรรษที่ 1-19[23] 428; 2530;
i, ii, iv
[23]
ก่อตั้งโดยพวกโรมันเป็นเมืองรีสอร์ทสปา ต่อมาในยุคกลางเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมขนแกะ และกลับเป็นรีสอร์ทสปาในศตวรรษที่ 18 เมืองนี้ถูกอนุรักษ์เพื่อซากปรักหักพังจากยุคโรมันและสถาปัตยกรรมแบบปัลลาดีโอ[23]
นิวลานาร์ก New Lanark buildings 2009.jpg นิวลานาร์ก, เซาท์ลานาร์กเชอร์, สกอตแลนด์
55°40′N 3°47′W / 55.66°N 3.78°W / 55.66; -3.78 (New Lanark)[24]
คริสต์ศตวรรษที่ 19[24] 429; 2544;
ii, iv, vi
[24]
นิวลานาร์กสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับคนงาน หลังจากการเกิดระบบโรงงานในเดอร์เวนท์ ต่อมาโรเบิร์ต โอเวน ซื้อที่แล้วแปลงเป็นสังคมตัวอย่าง พร้อมให้สิ่งอำนวยความสะดวก การศึกษา และสนัสนุนการปฏิรูประบบโรงงาน[24]
แนวพรมแดนของจักรวรรดิโรมัน Hadrianswall2007.jpg Northern England and southern Scotland
54°59′33″N 2°36′04″W / 54.992611°N 2.601°W / 54.992611; -2.601 (Frontiers of the Roman Empire)[25]
คริสต์ศตวรรษที่ 2[25] 430; 2530 (modified in 2005 and 2008);
ii, iii, iv
[25]
กำแพงฮาเดรียอานุส ก่อสร้างเมื่อ 122 AD และกำแพงอันโตนินก่อสร้างเมื่อ 142 AD เพื่อป้องกันจักรวรรดิโรมัน จาก "ชนป่า".[25]ในตอนแรกแหล่งมรดกโลกมีแค่กำแพงฮาเดรียอานุส แต่ต่อมาขยายไปรวมพรมแดนทั้งหมดของจักรวรรดิโรมันในยุคที่ขยายใหญ่สุดช่วงศตวรรษที่ 2 ตั้งแต่กำแพงอันโตนินทางเหนือไปถึงกำแพงไตรยานุสในยุโรปตะวันออก[7]
เกาะเฮนเดอร์สัน HendersonISS004-E-6793.PNG เกาะเฮนเดอร์สัน หมู่เกาะพิตแคร์น มหาสมุทรแปซิฟิก
24°21′00″S 128°19′00″W / 24.35°S 128.316667°W / -24.35; -128.316667 (Henderson Island)[26]
n/a 487; 2531;
vii, x
[26]
เกาะนี้เป็นอะทอลล์ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก สภาพนิเวศวิทยาบนเกาะแทบจะไม่ถูกรบกวนจากมนุษย์ และเนื่องด้วยเป็นเกาะโดดเดี่ยวจึงทำให้สิ่งมีชีวิตมีวิวัฒนาการที่แตกต่างจากที่อื่น มีพืชประจำถิ่นอยู่สิบชนิด และสัตว์ประจำถิ่นอยู่สี่ชนิด[26]
หอคอยแห่งลอนดอน Tower of London, Traitors Gate.jpg Tower Hamlets, เกรเทอร์ลอนดอน, อังกฤษ
51°30′29″N 0°04′34″W / 51.508056°N 0.076111°W / 51.508056; -0.076111 (หอคอยแห่งลอนดอน)[27]
คริสต์ศตวรรษที่ 11[27] 488; 2531;
ii, iv
[27]
เริ่มก่อสร้างโดยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 ในปี 1066 ระหว่างการพิชิตอังกฤษของชาวนอร์มัน เป็นสัญลักษณ์ของพลังและเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมของพวกนอร์มัน ที่กระจายไปทั่วอังกฤษ ต่อมามีการต่อเติมโดย พระเจ้าเฮนรีที่ 3 and พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 ในศตวรรษที่ 13 ทำให้ปราสาทกลายเป็นหนึ่งในปราสาทที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประเภทของมันในอังกฤษ[27]
อาสนวิหารแคนเทอร์เบอรี อารามเซนต์ออกัสตินส์ และโบสถ์เซนต์มาร์ตินส์ Canterbury Cathedral - Portal Nave Cross-spire.jpeg แคนเทอร์เบอรี, เคนต์, อังกฤษ
51°16′48″N 1°04′59″E / 51.28°N 1.083056°E / 51.28; 1.083056 (Canterbury Cathedral, St Augustine's Abbey, and St Martin's Church)[28]
คริสต์ศตวรรษที่ 11[28] 496; 2531;
i, ii, vi
[28]
โบสถ์เซนต์มาร์ตินส์เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ โบสถ์แห่งนี้กับอารามเซนต์ออกัสตินส์ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของการแพร่ของศาสนาคริสต์มาสู่พวกแองโกล-แซกซัน ตัวอาสนวิหารเป็นสถาปัตยกรรมแนวโรมาเนสก์และโกธิก และเป็นศูนย์กลางของคริสตจักรแห่งอังกฤษ[28][29][30]
ใจกลางออร์กนีย์ยุคหินใหม่ Orkney Skara Brae.jpg ออร์กนีย์, สกอตแลนด์
58°59′46″N 3°11′19″W / 58.996056°N 3.188667°W / 58.996056; -3.188667 (Heart of Historic Orkney)[31]
3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช[31] 514; 2542;
i, ii, iii, iv
[31]
กลุ่มสถานที่ยุคหินใหม่ที่มีเป้าหมายตั้งแต่ที่อยู่อาศัยไปจนถึงการประกอบพิธีกรรม ได้แก่ที่ตั้งถิ่นฐานสแกรา เบร สุสานห้องเมยส์โฮว์ และวงกลมหินแห่งสเตนเนส และ บรอดการ์[31]
เมืองเก่าและเมืองใหม่เอดินบะระ Looking down Royal Mile, Edinburgh.jpg เอดินบะระ, สกอตแลนด์
55°56′51″N 3°11′30″W / 55.947572°N 3.191631°W / 55.947572; -3.191631 (Old and New Town of Edinburgh)[32]
คริสต์ศตวรรษที่ 11–19[32] 728; 2538;
ii, iv
[32]
เมืองเก่าเอดินบะระก่อตั้งในยุคกลาง และเมืองใหม่พัฒนาขึ้นในปี 1767–1890 แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างรูปแบบการตั้งถิ่นฐานในยุคกลางและสมัยใหม่ ลักษณะผังเมืองและสถาปัตยกรรมของเมืองใหม่ ออกแบบโดยผู้มีชื่อเสียงอย่างวิลเลียม แชมเบอรส์ และวิลเลียม เพลย์แฟร์ ซึ่งส่งอิทธิพลสำคัญต่อการออกแบบผังเมืองในยุโรปศตวรรษที่ 18 และ 19[32]
เกาะกอฟและเกาะอินักเซสซิเบิล Gough island top view.png เซนต์เฮเลนา อัสเซนชัน และตริสตันดากูนยา, มหาสมุทรแอตแลนติกใต้
40°19′05″S 9°56′07″W / 40.3181°S 9.9353°W / -40.3181; -9.9353 (Gough and Inaccessible Island)[33]
n/a 740; 2538 (modified in 2004);
vii, x
[33]
โดยรวมแล้ว เกาะกอฟและเกาะอินักเซสซิเบิล เป็นสถานที่ที่อนุรักษ์ระบบนิเวศที่แทบไม่ถูกมนุษย์แตะต้องเอาไว้ มีพืชและสัตว์ท้องถิ่นหลายชนิด[33]
เมืองนาวีกรีนิช Royal Naval College 2008.jpg กรีนิช ลอนดอน เกรเทอร์ลอนดอน อังกฤษ
51°28′45″N 0°00′00″E / 51.4791°N 0°E / 51.4791; 0 (Maritime Greenwich)[34]
คริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18[34] 795; 2540;
i, ii, iv, vi
[34]
เป็นที่อยู่ของอาคารสถาปัตยกรรมแบบปัลลาดีโอแห่งแรกในอังกฤษ และผลงานของคริสโตเฟอร์ เรน กับ อินิโก โจนส์ นอกจากนั้นยังเป็นพื้นที่สำคัญต่อหอดูดาวหลวงกรีนิช ซึ่งพัฒนาความเข้าใจของดาราศาสตร์และการเดินเรือ[34]
เมืองประวัติศาสตร์เซนต์จอร์จและป้อมปราการที่เกี่ยวข้อง เบอร์มิวดา John Smith 1624 map of Bermuda with Forts 01.jpg เซนต์จอร์เจส, เบอร์มิวดา
51°22′51″N 2°21′37″W / 51.3809°N 2.3603°W / 51.3809; -2.3603 (City of Bath)[35]
คริสต์ศตวรรษที่ 17–20[35] 983; 2543;
iv
[35]
เซนต์จอร์เจสก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2155 เป็นเมืองของอังกฤษที่เก่าแก่ที่สุดในโลกใหม่ และเป็นตัวอย่างของนิคมเมืองที่ก่อตั้งขึ้นในโลกใหม่โดยประเทศเจ้าอาณานิคมในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ป้อมปราการแสดงให้เห็นถึงกลวิธีป้องกันเมืองที่พัฒนาขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ถึง 20[35]
ภูมิทัศน์อุตสาหกรรมไบลแนวัน Big Pit Mining Museum.jpg ไบลแนวัน, เวลส์
51°47′N 3°05′W / 51.78°N 3.08°W / 51.78; -3.08 (Blaenavon Industrial Landscape)[36]
คริสต์ศตวรรษที่ 19[36] 984; 2543;
iii, iv
[36]
ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เวลส์เป็นผู้ผลิตเหล็กและถ่านหินที่สำคัญของโลก ไบลแนวันเป็นตัวอย่างของภูมิทัศน์ที่สร้างขึ้นจากกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการผลิตวัตถุดิบเหล่านี้ ในพื้นที่ประกอบด้วยเหมือง อาคารสาธารณะ เรือนพักคนงาน และทางรถไฟ[36]
ซอลแทร์ Saltaire from Leeds and Liverpool Canal.jpg ซอลแทร์, นครแบรดฟอร์ด, เวสต์ยอร์กเชอร์, อังกฤษ
53°50′14″N 1°47′25″W / 53.83717°N 1.79026°W / 53.83717; -1.79026 (ซอลแทร์)[37]
ค.ศ. 1853[37] 1,028; 2544;
ii, iv
[37]
ซอลแทร์ก่อตั้งโดยเจ้าของโรงงานไททัส ซอลท์เพื่อเป็นหมู่บ้านสาธิตสำหรับคนงาน สถานที่นี้ ซึ่งรวมถึงโรงงานซอลทส์ มีอาคารสาธารณะสำหรับผู้อยู่อาศัย และเป็นตัวอย่างของระบบพ่อปกครองลูกยุคศตวรรษที่ 19[37]
ชายฝั่งดอร์เซตและอีสต์เดวอน Gad cliff dorset.jpg ดอร์เซตและเดวอน อังกฤษ
50°42′20″N 2°59′24″W / 50.705556°N 2.989889°W / 50.705556; -2.989889 (Dorset and East Devon Coast)[38]
n/a 1029; 2544;
viii
[38]
หน้าผาริมชายฝั่งดอร์เซตและเดวอนเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญที่เป็นร่องรอยของสิ่งมีชีวิตทั้งบนแผ่นดินและในทะเลตั้งแต่ 185 ล้านปีก่อน[38]
โรงงานแห่งหุบเขาเดอร์เวนต์ Arkwright Masson Mills.jpg Derwent Valley, ดาร์บีเชอร์, อังกฤษ
53°01′13″N 1°29′59″W / 53.020278°N 1.499722°W / 53.020278; -1.499722 (Derwent Valley Mills)[39]
คริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19[39] 1,030; 2544;
ii, iv
[39]
โรงงานแห่งหุบเขาเดอร์เวนต์เป็นจุดกำเนิดของระบบโรงงาน นวัตกรรมจากหุบเขา รวมถึงการพัฒนาที่อยู่คนงาน เช่นที่ครอมฟอร์ด และเครื่องจักรเช่นเครื่องปั่นด้ายพลังน้ำ ซึ่งสำคัญมากต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่งอิทธิพลต่ออเมริกาเหนือและยุโรป[40]
สวนพฤกษศาสตร์หลวง คิว Kew Gardens Palm House, London - July 2009.jpg คิว, เกรเทอร์ลอนดอน, อังกฤษ
51°28′29″N 0°17′44″W / 51.474667°N 0.295467°W / 51.474667; -0.295467 (Royal Botanical Gardens, Kew)[41]
คริสต์ศตวรรษที่ 18–20[41] 1,084; 2546;
ii, iii, iv
[41]
สวนพฤกษศาสตร์คิว ซึ่งสร้างในปี 1759 และออกแบบโดย ชาลส์ บริดจ์แมน วิลเลียม เคนท์ ลานเซลอต บราวน์ และวิลเลียม แชมเบอรส์ สวนเหล่านี้ใช้ศึกษาพฤกษศาสตร์และนิเวศวิทยาและทำให้เกิดความเข้าใจวิชาเหล่านี้มากขึ้น[41]
ลิเวอร์พูล เมืองการค้าทางทะเล Albert dock at night.jpg ลิเวอร์พูล เมอร์ซีย์ไซด์ อังกฤษ
53°24′N 2°59′W / 53.40°N 2.99°W / 53.40; -2.99 (Liverpool Maritime Mercantile City)[42]
คริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19[42] 1,150; 2547;
ii, iii, iv
[42]
ในศตวรรษที่ 18 และ 19 ลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความเชื่อมต่อของเมืองนี้มีส่วนสำคัญต่อการสนับสนุนจักรวรรดิบริติช นอกจากนี้เป็นเมืองสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการค้าทาสจนกระทั่งการเลิกทาสปี 1807 และยังเป็นจุดออกเดินทางสำหรับผู้ที่จะย้ายถิ่นไปแอฟริกาเหนือ ท่าเรือลิเวอร์พูลเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมหลายอย่างในการก่อสร้างและบริหารท่าเรือ [42]
ภูมิทัศน์เหมืองคอร์นวอลล์และเวสต์เดวอน Crowns peh.jpg คอร์นวอลล์และเดวอน อังกฤษ
50°08′10″N 5°23′01″W / 50.136111°N 5.383611°W / 50.136111; -5.383611 (Cornwall and West Devon Mining Landscape)[43]
คริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19[43] 1,215; 2549;
ii, iii, iv
[43]
การทำเหมืองดีบุกและทองแดงในเดวอนกับคอร์นวอลล์ เจริญอย่างมากในศตวรรษที่ 18 และ 19 โดย ณ จุดสูงสุดพื้นที่นี้ผลิตทองแดงเป็นสองในสามของทั้งโลก เทคนิคและเทคโนโลยีในการทำเหมืองระดับลึกที่คิดค้นในคอร์นวอลล์และเดวอนเป็นที่ใช้ทั้งโลก[43]
สะพานส่งน้ำและคลองพอนต์คะซัลล์เท WalesC0047.jpg เทรเวอร์, เรกซัม, เวลส์และอังกฤษ
52°58′14″N 3°05′16″W / 52.97053°N 3.08783°W / 52.97053; -3.08783 (Pontcysyllte Aqueduct and Canal)[44]
ค.ศ. 1795–1805[44] 1,303; 2552;
i, ii, iv
[44]
สะพานส่งน้ำสร้างขึ้นเพิ่อส่งคลองเอลส์เมียร์ ข้ามหุบเขาดี ออกแบบโดยโทมัส เทลฟอร์ดสร้างเสร็จในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยใช้นวัตกรรมใหม่ของเหล็กหล่อและเหล็กดัด ซึ่งส่งอิทธิพลต่อวิศวกรรมโยธาทั่วโลก[44][45]
สะพานฟอร์ท Forth Bridge (6858076258).jpg เอดินบะระ, อินช์การ์วีและไฟฟ์,  สกอตแลนด์
56°00′02″N 3°23′19″W / 56.000421°N 3.388726°W / 56.000421; -3.388726 (Forth Bridge)[46]
ค.ศ. 1890 1485; 2558;
i, iv
[46]
กลุ่มถ้ำกอรัม Gorham's Cave.jpg ด้านตะวันออกของร็อกออฟยิบรอลตาร์,  ยิบรอลตาร์
36°07′13″N 5°20′31″W / 36.120397°N 5.342075°W / 36.120397; -5.342075 (Gorham's Cave)[47]
33,000-23,000 ปีมาแล้ว[48] 1500; 2559;
iii
[47]
อิงลิชเลกดิสตริกต์ Glenridding, Cumbria, England - June 2009.jpg คัมเบรีย  อังกฤษ
54°28′26″N 3°4′56″W / 54.47389°N 3.08222°W / 54.47389; -3.08222 (The English Lake District)[49]
n/a 422; 2560;
ii, v, vi
[49]
มีชื่อเสียงด้านทิวทัศน์ภูเขา ทะเลสาบ บ้านเรือน อุทยานและสวนสาธารณะ ซึ่งถูกวาดไว้ในทัศนศิลป์โรแมนติก ยุคศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา[49]

บัญชีรายชื่อเบื้องต้น[แก้]

บัญชีรายชื่อเบื้องต้นเป็นรายชื่อสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่แต่ละประเทศยื่นเสนอให้ขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อมรดกโลก รายชื่อสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แต่การเพิ่มสถานที่ลงในรายชื่อจะต้องทำก่อนเสนอชื่อขึ้นทะเบียนห้าถึงสิบปี[50]

บัญชีรายชื่อเบื้องต้นของสหราชอาณาจักร ประกอบด้วยสถานที่ 10 แห่ง[51]

หมายเหตุ[แก้]

  1. แหล่งมรดกโลกแบบผสมหมายถึงตรงกับเกณฑ์ทั้งประเภทธรรมชาติและวัฒนธรรม

อ้างอิง[แก้]

หมายเหตุ
  1. 1.0 1.1 1.2 United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland: Properties inscribed on the World Heritage List, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-08-16
  2. UNESCO Constitution, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-08-17
  3. Funding, Department for Culture, Media and Sport, สืบค้นเมื่อ 2009-08-17
  4. About us, The United Kingdom National Commission for UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-08-17
  5. Andy Burnham launches debate on the future designation of World Heritage Sites in the UK, Department for Culture, Media and Sport, 2008-12-02, สืบค้นเมื่อ 2009-08-17
  6. The Criteria for Selection, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-27
  7. 7.0 7.1 7.2 World Heritage List, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-27
  8. New publication spotlights St Kilda, Scottish Natural Heritage, 2004-12-09, สืบค้นเมื่อ 2009-08-16
  9. Dual World Heritage Status For Unique Scottish Islands, National Trust for Scotland, 2005-07-14, สืบค้นเมื่อ 2009-08-16
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 Giant's Causeway and Causeway Coast, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-28
  11. 11.0 11.1 11.2 11.3 Durham Castle and Cathedral, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-27
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 Ironbridge Gorge, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-27
  13. 13.0 13.1 13.2 13.3 Studley Royal Park including the Ruins of Fountains Abbey, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-29
  14. 14.0 14.1 14.2 14.3 Stonehenge, Avebury and Associated Sites, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-27
  15. 15.0 15.1 15.2 15.3 Castles and Town Walls of King Edward in Gwynedd, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-08-12
  16. Liddiard (2005), p. 9.
  17. 17.0 17.1 17.2 St Kilda, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-08-12
  18. Benvie (2000).
  19. 19.0 19.1 19.2 19.3 Blenheim Palace, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-27
  20. 20.0 20.1 20.2 20.3 Westminster Palace, Westminster Abbey and Saint Margaret's Church, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-08-15
  21. History, Westminster Abbey, สืบค้นเมื่อ 2009-08-15
  22. Thornbury (1878), p. 567.
  23. 23.0 23.1 23.2 23.3 City of Bath, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-29
  24. 24.0 24.1 24.2 24.3 New Lanark, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-28
  25. 25.0 25.1 25.2 25.3 Frontiers of the Roman Empire, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-28
  26. 26.0 26.1 26.2 เกาะเฮนเดอร์สัน, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-28
  27. 27.0 27.1 27.2 27.3 Tower of London, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-28
  28. 28.0 28.1 28.2 28.3 Canterbury Cathedral, St Augustine's Abbey, and St Martin's Church, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-08-15
  29. Church of St Martin, Images of England, สืบค้นเมื่อ 2009-08-16
  30. St Augustine's Abbey, Pastscape, สืบค้นเมื่อ 2009-08-16
  31. 31.0 31.1 31.2 31.3 Heart of Neolithic Orkney, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-28
  32. 32.0 32.1 32.2 32.3 Old and New Towns of Edinburgh, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-08-12
  33. 33.0 33.1 33.2 Gough and Inaccessible Island, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-08-12
  34. 34.0 34.1 34.2 34.3 Maritime Greenwich, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-29
  35. 35.0 35.1 35.2 35.3 Historic Town of St George and Related Fortifications, Bermuda, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-08-02
  36. 36.0 36.1 36.2 36.3 Blaenavon Industrial Landscape, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-28
  37. 37.0 37.1 37.2 37.3 Saltaire, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-28
  38. 38.0 38.1 38.2 Dorset and East Devon Coast, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-29
  39. 39.0 39.1 39.2 Derwent Valley Mills, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-27
  40. Derwent Valley Mills Partnership (2000), pp. 30–31, 96.
  41. 41.0 41.1 41.2 41.3 Royal Botanical Gardens, Kew, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-28
  42. 42.0 42.1 42.2 42.3 Liverpool – Maritime Mercantile City, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-07-29
  43. 43.0 43.1 43.2 43.3 Cornwall and West Devon Mining Landscape, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-08-12
  44. 44.0 44.1 44.2 44.3 Pontcysyllte Aqueduct and Canal, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2009-08-12
  45. Listed Buildings: Pontcysyllte Aqueduct, Trevor, Wrexham County Borough Council, สืบค้นเมื่อ 2009-08-12
  46. 46.0 46.1 Forth Bridge, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2015-07-05
  47. 47.0 47.1 Gorham's Cave Complex, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2016-07-15
  48. Finlayson C, Pacheco FG, Rodríguez-Vidal J, และคณะ (October 2006). "Late survival of Neanderthals at the southernmost extreme of Europe" (PDF). Nature. 443 (7113): 850–3. Bibcode:2006Natur.443..850F. doi:10.1038/nature05195. PMID 16971951.
  49. 49.0 49.1 49.2 The English Lake District, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2017-07-10
  50. Glossary, UNESCO, สืบค้นเมื่อ 2010-01-01
  51. Tentative list of United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland, UNESCO, 2006-01-19, สืบค้นเมื่อ 2019-07-12
บรรณานุกรม
  • Benvie, Neil (2000), Scotland's Wildlife, London: Aurum Press, ISBN 978-1854109781
  • Derwent Valley Mills Partnership (2000), Nomination of the Derwent Valley Mills for inscription on the World Heritage List, Derwent Valley Mills Partnership
  • Keay, J; Keay, J (1994), Collins Encyclopaedia of Scotland, London: Harper Collins, ISBN 0-00-255082-2
  • Liddiard, Robert (2005), Castles in Context: Power, Symbolism and Landscape, 1066 to 1500, Macclesfield: Windgather Press Ltd, ISBN 0-9545575-2-2
  • Thornbury, Walter (1878), "St Margaret's Westminster", Old and New London, Victoria County History, 3