ราชอาณาจักรนาวาร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ แคว้นนาวาร์
ราชอาณาจักรนาวาร์
Reino de Navarra
Nafarroako Erresuma
ราชอาณาจักร

ค.ศ. 824–ค.ศ. 1620
 

ธงชาติ ตราแผ่นดิน
ราชอาณาจักรนาวาร์ ค.ศ. 1400 (เขียวเข้ม)
เมืองหลวง แพมโพลนา
ภาษา บาสค์, สเปน
ศาสนา คริสต์ศาสนา (โรมันคาทอลิก)
รัฐบาล ราชาธิปไตย
ยุคประวัติศาสตร์ สมัยกลาง
 -  ก่อการกบฏต่อจักรวรรดิแฟรงค์ ค.ศ. 824
 -  เปลี่ยนชื่อจากแพมโพลนาเป็นนาวาร์ ค.ศ. 1004
 -  สเปนผนวกนาวาร์ตอนไต้ ค.ศ. 1522
 -  รวมกับฝรั่งเศสโดยการเสกสมรสในรัชสมัยของพระเจ้าอองรีที่ 4 ค.ศ. 1589
 -  สิ้นสุด ค.ศ. 1620

ราชอาณาจักรนาวาร์ (อังกฤษ: Kingdom of Navarre; สเปน: Reino de Navarra; ฝรั่งเศส: Royaume de Navarre) เดิมชื่อ “ราชอาณาจักรแพมโพลนา[1]” เป็นราชอาณาจักรในยุโรปที่ตั้งอยู่สองฝั่งเหนือใต้ของเทือกเขาพิเรนีสทางด้านมหาสมุทรแอตแลนติก

ราชอาณาจักรนาวาร์ก่อตั้งขึ้นเมื่อ Íñigo I of Pamplona ผู้นำบาสค์ (Basque) ผู้ได้รับเลือกและประกาศให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งแพมโพลนา (ราว ค.ศ. 824) นำการกบฏต่อต้านอำนาจการปกครองของชาวแฟรงค์ในบริเวณนั้น

ด้านใต้ของราชอาณาจักรถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรคาสตีลในปี ค.ศ. 1513 ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสเปน ทางด้านเหนือยังคงเป็นอิสระจนมารวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศสโดยการสมรสในปี ค.ศ. 1589 เมื่อพระเจ้าอองรีที่ 3 แห่งนาวาร์ทรงขึ้นครองราชบัลลังก์ฝรั่งเศสเป็นพระเจ้าอองรีที่ 4 แห่งฝรั่งเศส และในที่สุดก็รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1620


การสืบราชบัลลังก์[แก้]


ราชวงศ์อีนญีเกซ[แก้]

พระเจ้าอีนญีโก อารีสตาแห่งปัมโปลนาคือปฐมกษัตริย์แห่งนาวาร์ซึ่งตอนนั้นมีชื่อว่าปัมโปลนา พระองค์เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ก่อตั้งชาติ ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในราวปี ค.ศ. 824 ไม่มีใครทราบชื่อพระมเหสีของพระองค์ แต่พระองค์มีพระโอรสธิดาหลายคน หนึ่งในนั้นคือพระเจ้าการ์เซีย อีนญีเกซที่สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระบิดาในปี ค.ศ. 851 หรือ ค.ศ. 852 ชื่อพระมเหสีของพระองค์ก็ไม่ชัดเจนเช่นกัน แต่พระองค์เป็นบิดาของพระโอรสธิดาอย่างน้อยสามคน หนึ่งในนั้นคือพระเจ้าฟอร์ตูน การ์เซสที่สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์ในปี ค.ศ. 870 พระเจ้าฟอร์ตูน การ์เซสครองราชย์เป็นเวลา 30 ปี แต่ทรงเป็นพระมเหากษัตริย์คนสุดท้ายของราชวงศ์อินญิเกวซ พระมเหสีของพระองค์คือพระราชินีที่ได้รับการบันทึกชื่อคนแรกของปัมโปลนา ชื่อของพระองค์ปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์ฉบับหนึ่ง ทรงมีพระนามว่าออเรีย ไม่มีใครทราบว่าบิดามารดาของพระองค์เป็นใคร ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันอย่างน้อยห้าคน พระเจ้าฟอร์ตูน การ์เซสถูกแทนที่โดยซันโช การ์เซสในปี ค.ศ. 905 และเกษียณตนเข้าสู่อาราม ทรงสิ้นพระชนม์ในอารามดังกล่าวในปี ค.ศ. 922

ราชวงศ์ฆิเมเนซ[แก้]

ซันโช การ์เซสเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฆิเมเนส และกลายเป็นที่รู้จักในเวลาต่อมาในชื่อพระเจ้าซันโชที่ 1 แห่งปัมโปลนา พระเจ้าซันโชอภิเษกสมรสกับตอดาซึ่งเป็นพระนัดดาของกษัตริย์คนก่อน ทั้งคู่มีพระโอรสด้วยกันหนึ่งคนกับพระธิดาห้าคน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 925 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระเจ้าการ์ซิอา ซันเชซที่ 1 แห่งปัมโปลนาผู้เป็นพระโอรส พระเจ้าการ์ซิอาอภิเษกสมรสกับลูกพี่ลูกน้องลำดับที่หนึ่ง อันเดรโกโต กาลินเดซ และทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันสองคน พระองค์ทอดทิ้งอันเดรโกโตในปี ค.ศ. 942 และอภิเษกสมรสใหม่กับเตเรซาแห่งเลออน ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันสามคน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 970 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระเจ้าซันโชที่ 2 แห่งปัมโปลนา พระโอรสที่มีกับอันเดรโกโต ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเคานต์แห่งอารากอนอยู่แล้วตามสายเลือดทางพระมารดา พระองค์อาจเป็นกษัตริย์คนแรกที่ขนานนามตนเองว่ากษัตริย์แห่งนาวาร์ แม้ตำแหน่งดังกล่าวจะถูกใช้อย่างกว้างขวางในคริสต์ศตวรรษที่ 11 พระองค์อภิเษกสมรสกับอูร์รากา เฟร์นันเดซ ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันสี่คน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 994 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระเจ้าการ์ซิอา ซันเชสที่ 2 ผู้เป็นพระโอรส


พระองค์อภิเษกสมรสกับฆิเมนา เฟร์นันเดซ ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันอย่างน้อยสี่คน ในปี ค.ศ. 1000 พระองค์ถูกสังหารในสมรภูมิ และผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระเจ้าซันโชที่ 3 ผู้เป็นพระโอรส พระองค์อภิเษกสมรสกับมูนิอาโดนาแห่งกัสติยา ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันอย่างน้อยสี่คน พระองค์ยังมีบุตรชายนอกสมรสอีกหนึ่งคนซึ่งต่อมากลายเป็นกษัตริย์แห่งอารากอน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1035 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์คือพระเจ้าการ์ซิอา ซันเชสที่ 3 ผู้เป็นพระโอรสคนโต พระเจ้าการ์ซิอาที่ 3 อภิเษกสมรสกับเอสเตฟานิอาแห่งฟัวซ์ ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันแปดคน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1054 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระเจ้าซันโชที่ 4 ผู้เป็นพระโอรสคนโต พระองค์อภิเษกสมรสกับพลาซ็องเซียแห่งนอร์ม็องดีในปี ค.ศ. 1068 ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันสองคน พระอนุชาของพระองค์รวมหัวกันลอบสังหารพระองค์ในปี ค.ศ. 1076 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระเจ้าซันโช รามิเรซ ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งอารากอนด้วย


ในปี ค.ศ. 1063 พระเจ้าซันโชอภิเษกสมรสกับอิซาเบลแห่งอูร์เกล ทั้งคู่มีพระโอรสด้วยกันหนึ่งคน อิซาเบลสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1071 พระองค์อภิเษกสมรสใหม่กับเฟลิเซียแห่งรูซี ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันสามคน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1094 ผู้สืบทอดต่อทั้งอารากอนและปัมโปลนาคือพระเจ้าเปโดรที่ 1 ผู้เป็นพระโอรสคนโต พระองค์อภิเษกสมรสสองครั้ง พระมเหสีคนแรกคือแอนเญ็สแห่งอากีแตน ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาสองคนที่ล้วนสิ้นพระชนม์ก่อนพระบิดา แอนเญ็สสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1097 พระเจ้าเปโดรจึงอภิเษกสมรสใหม่กับเบร์ตาแห่งอารากอน แต่ทั้งคู่ไม่มีพระโอรสธิดาด้วยกัน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1104 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 1 ผู้เป็นพระอนุชาต่างมารดา พระองค์อภิเษกสมรสระยะสั้นๆ กับอูร์รากาแห่งเลออนและกัสติยา แต่การแต่งงานถูกประกาศให้เป็นโมฆะและทั้งคู่ไม่มีพระโอรสธิดาด้วยกัน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1134 ผู้สืบทอดต่ออารากอนคือพระอนุชาที่เป็นพระ (ซึ่งได้ละทิ้งชีวิตในทางศาสนามาเป็นพระบิดาของพระธิดาที่พระองค์ยกอาณาจักรให้) ส่วนผู้สืบทอดต่อปัมโปลนาคือพระเจ้าการ์ซิอา รามิเรซ ผู้เป็นพระนัดดาของพระเจ้าการ์ซิอา ซันเชสที่ 3 ผ่านทางบุตรนอกสมรส พระองค์เป็นที่รู้จักในชื่อผู้กอบกู้ ด้วยทรงกอบกู้อิรภาพของปัมโปลนากลับคืนมา


พระเจ้าการ์ซิอาอภิเษกสมรสกับมาร์เกอริตแห่งเลเกลอ ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันสี่คน พระองค์ปฏิเสธที่จะยอมรับพระโอรสธิดาคนสุดท้องเนื่องจากมีบันทึกว่ามาร์เกอริตลักลอบมีคนรัก มาร์เกอริตสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1141 พระองค์จึงอภิเษกสมรสใหม่ในปี ค.ศ. 1144 กับอูร์รากาแห่งกัสติยา ทั้งคู่มีพระธิดาด้วยกันหนึ่งคน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1150 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระเจ้าซันโชที่ 6 ผู้เป็นพระโอรสคนโต พระองค์เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า "นาวาร์" พระเจ้าซันโชอภิเษกสมรสกับซันชาแห่งกัสติยา ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันหกคน เบเรงเกลา พระธิดาคนโตของทั้งคู่อภิเษกสมรสกับพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1194 ผู้สืบทอดต่อตำแหน่งคือพระเจ้าซันโชที่ 7 ผู้เป็นพระโอรสคนโต พระมเหสีคนแรกของพระองค์คือกงสต็องซ์แห่งตูลูส พระมเหสีคนที่สองไม่มีใครทราบชื่อ แต่พระองค์ไม่มีพระโอรสธิดากับพระมเหสีทั้งสองคนจึงกลายเป็นพระมหากษัตริย์แห่งนาวาร์คนสุดท้ายของราชวงศ์ฆิเมเนส เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1234 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์คือพระเจ้าธิโบต์ที่ 1 แห่งนาวาร์ผู้เป็นพระภาคิไนย มารดาของพระเจ้าธิโบต์คือบลังกาแห่งนาวาร์ พระธิดาคนสุดท้องของพระเจ้าซันโชที่ 6 แห่งนาวาร์

ราชวงศ์บลัวส์[แก้]

พระมเหสีคนแรกของพระเจ้าธิโบต์คือแกร์ทรูดแห่งดักสบวร์กที่หย่าขาดจากกันหลังแต่งงานกันได้สองปีแต่ไม่มีพระโอรสธิดา ในปี ค.ศ. 1223 พระองค์อภิเษกสมรสใหม่กับแอนเญ็สแห่งบูฌู ทั้งคู่มีพระธิดาด้วยกันหนึ่งคน แอนเญ็สสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1231 พระองค์อภิเษกสมรสใหม่กับมาร์เกอริตแห่งบูร์บง ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันหกคน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1253 ผู้สืบทอดต่อตำแหน่งคือพระเจ้าธิโบต์ที่ 2 แห่งนาวาร์ พระองค์อภิเษกสมรสกับอิซาเบลลาแห่งฝรั่งเศส แต่ทั้งคู่ไม่มีพระโอรสธิดาด้วยกัน ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์จึงเป็นพระเจ้าอองรีที่ 1 แห่งนาวาร์ ในปี ค.ศ. 1270 พระเจ้าอองรีอภิเษกสมรสกับบลองช์แห่งอาร์ทัวส์ ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันสองคนแต่มีเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจนถึงวัยผู้ใหญ่ พระเจ้าอองรีสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1274 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์คือพระราชินีฌวนที่ 1 แห่งนาวาร์ พระธิดาวัยทารก เมื่อพระชนมายุ 11 พรรษา พระราชินีฌวนอภิเษกสมรสกับอนาคตพระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันสี่คน พระองค์เป็นผู้ปกครองนาวาร์คนสุดท้ายของราชวงศ์บลัวส์ หลังพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1305 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 1 แห่งนาวาร์ผู้เป็นพระโอรสคนโต (ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 10 แห่งฝรั่งเศส)

ราชวงศ์กาแป[แก้]

พระมเหสีคนแรกของพระเจ้าหลุยส์คือมาร์เกอริตแห่งบูร์กอญ ทั้งคู่มีพระธิดาด้วยกันหนึ่งคน ซึ่งต่อมาคือพระราชินีฌวนที่ 2 แห่งนาวาร์ มาร์เกอริตถูกจับกุมในคดีสัมพันธ์ชู้สาวทูร์เดอเนส์ลทำให้เป็นที่สงสัยว่าใครคือบิดาตัวจริงของพระธิดา มาร์เกอริตสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1315 ระหว่างถูกคุมขัง ในปีเดียวกันนั้นกษัตริย์อภิเษกสมรสใหม่กับเคลเมนเทียแห่งฮังการี พระเจ้าหลุยส์สิ้นพระชนม์ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1316 ขณะที่เคลเมนเทียกำลังตั้งครรภ์ พระองค์ให้กำเนิดพระโอรสชื่อว่าฌ็องในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกลายเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสและนาวาร์หลังเสด็จพระราชสมภพ แต่พระองค์มีชีวิตอยู่เพียงห้าวัน พระเชษฐภคินีของพระเจ้าฌ็องควรเป็นผู้สืบทอดต่อนาวาร์ (ซึ่งอนุญาตให้ผู้หญิงสืบทอดต่อตำแหน่งได้ ตรงข้ามกับฝรั่งเศสที่ห้ามไม่ให้ผู้หญิงสืบทอดบัลลังก์) แต่ผู้ที่ได้สืบทอดต่อทั้งสองอาณาจักรคือพระเจ้าฟิลิปที่ 5 แห่งฝรั่งเศสและที่ 2 แห่งนาวาร์ พระปิตุลาของพระเจ้าฌ็อง พระเจ้าฟิลิปแต่งงานกับฌวนที่ 2 เคานเตสแห่งบูร์กอญในปี ค.ศ. 1307 ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันสี่คน แต่ฌวนเองก็ถูกจับกุมในคดีสัมพันธ์ชู้สาวทูร์เดอเนส์ล พระสวามีไม่ยอมทอดทิ้งฌวน และฌวนสิ้นพระชนม์หลังพระสวามี พระเจ้าฟิลิปสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1322 ผู้สืบทอดต่อทั้งฝรั่งเศสและนาวาร์คือพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 แห่งฝรั่งเศสและที่ 1 แห่งนาวาร์ผู้เป็นพระอนุชาคนสุดท้อง ในปี ค.ศ. 1307 พระองค์ได้แต่งงานกับบล็องช์แห่งบูร์กอญ ทั้งคู่มีบุตรที่อายุสั้นสองคน บล็องช์เองก็ถูกจับกุมในคดีสัมพันธ์ชู้สาวทูร์เดอเนส์ล พระองค์เองก็มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีสัมพันธ์ชู้สาวทูร์เดอเนส์ล การแต่งงานถูกประกาศให้เป็นโมฆะในปี ค.ศ. 1322 บล็องช์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1326 ขณะถูกคุมขัง กษัตริย์อภิเษกสมรสใหม่กับมารีแห่งลักเซมเบิร์กในปี ค.ศ. 1322 แต่พระองค์สิ้นพระชนม์ในการคลอดพระโอรสที่สิ้นพระชนม์เช่นกันในปี ค.ศ. 1324 ในปี ค.ศ. 1325 พระองค์อภิเษกสมรสใหม่กับแฌน ดีฟโรซ์ ทั้งคู่มีพระธิดาด้วยกันสามคนแต่มีเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจนถึงวัยผู้ใหญ่ เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1328 สายอาวุโสของราชวงศ์กาแปสิ้นสุดลง ผู้สืบทอดฝรั่งเศสต่อจากพระองค์คือพระเจ้าฟิลิปที่ 6 แห่งราชวงศ์วาลัวส์ ส่วนผู้สืบทอดต่อนาวาร์คือพระธิดาของพระเชษฐา พระเจ้าหลุยส์ แม้จะมีข้อสงสัยว่าพระบิดาของพระองค์คือใคร แต่พระเจ้าหลุยส์ได้กล่าวบนเตียงสิ้นพระชนม์ว่าเป็นพระธิดาของพระองค์ พระองค์กลายเป็นพระราชินีฌวนที่ 2 แห่งนาวาร์ ในปี ค.ศ. 1318 พระราชินีฌวนอภิเษกสมรสกับฟิลิปแห่งอีฟโรซ์ที่กลายเป็นผู้ปกครองร่วม ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันเก้าคน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1349 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งนาวาร์ผู้เป็นพระโอรส พระองค์เป็นผู้ปกครองนาวาร์คนแรกที่มาจากราชวงศ์อีฟโรซ์

ราชวงศ์อีฟโรซ์[แก้]

พระเจ้าชาร์ลส์อภิเษกสมรสกับฌวนแห่งฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1352 ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันเจ็ดคนแต่ไม่ใช่ทุกคนที่รอดชีวิตจนถึงวัยผู้ใหญ่ พระธิดาคนสุดท้องของพระองค์คือฌวนแห่งนาวาร์ ซึ่งอภิเษกสมรสกับพระเจ้าเฮนรีที่ 4 แห่งอังกฤษ เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1387 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งนาวาร์ผู้เป็นพระโอรสคนโต ในปี ค.ศ. 1375 พระองค์แต่งงานกับเลโอนอร์แห่งกัสติยา ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันแปดคนแต่มีเพียงห้าคนที่รอดชีวิตจนถึงวัยผู้ใหญ่ เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1425 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระราชินีบล็องช์ที่ 1 แห่งนาวาร์ผู้เป็นพระธิดาคนที่สอง พระธิดาคนโตของพระองค์สิ้นพระชนม์โดยไร้บุตรธิดาในปี ค.ศ. 1413 พระสวามีคนแรกของพระราชินีบล็องช์คือพระเจ้ามาร์ตินที่ 1 แห่งซิซิลี ทั้งคู่มีบุตรชายที่อายุสั้นหนึ่งคน พระองค์เป็นม่ายในปี ค.ศ. 1409 ในปี ค.ศ. 1419 พระองค์แต่งงานใหม่กับพระเจ้าฆวนที่ 2 แห่งอารากอน ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาที่มีชีวิตรอดสามคน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1441 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์จึงเป็นชาร์ลส์ผู้เป็นพระโอรสคนโต ซึ่งบางครั้งก็เรียกกันว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 แห่งนาวาร์

ราชวงศ์ตรัสตามารา[แก้]

พระเจ้าชวนบริหารราชการนาวาร์ต่อไปด้วยพระองค์เองโดยไม่ให้สิทธิ์ในการปกครองแก่พระโอรส ชาร์ลส์แต่งงานกับแอ็กเนสแห่งคลีฟส์ แต่ทั้งคู่ไม่มีพระโอรสธิดาด้วยกัน ชาร์ลส์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1461 โดยไม่เคยได้ปกครอง ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระราชินีบล็องช์ที่ 2 แห่งนาวาร์ผู้เป็นพระขนิษฐา พระองค์อภิเษกสมรสกับพระเจ้าเอนริเกที่ 4 แห่งกัสติยาในปี ค.ศ. 1440 แต่หลังผ่านไป 13 ปี การแต่งงานที่ถูกบันทึกไว้ว่าไม่เคยสมบูรณ์ถูกประกาศให้เป็นโมฆะและบล็องช์ถูกส่งตัวกลับบ้าน พระองค์ถูกครอบครัวของตนเองจำคุกที่นั่น พระราชินีบล็องช์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1464 และผู้สืบทอดสิทธิ์ของพระองค์คือพระราชินีเอเลนอร์ผู้เป็นพระขนิษฐา พระราชินีเอเลนอร์เองก็ไม่ได้รับสิทธิ์ตามตำแหน่งจากพระบิดา แต่ทั้งคู่มีมิตรภาพที่ดีต่อกันมากพอที่จะทำให้พระองค์ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในปี ค.ศ. 1441 พระองค์แต่งงานกับแกสตงที่ 4 เคานต์แห่งฟรัวซ์ ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันสิบเอ็ดคน พระเจ้าชวนที่ 2 สิ้นพระชนม์ในวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1479 พระราชินีเอเลนอร์จึงเข้ารับคำสาบานตนเป็นพระมหากษัตริย์ แต่ทรงสิ้นพระชนม์ในอีกสองสัปดาห์ต่อมาในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระราชินีเอเลนอร์คือฟรานซิสผู้เป็นพระนัดดา เนื่องจากพระโอรสคนโตสิ้นพระชนม์ก่อนพระองค์ พระองค์กลายเป็นพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 แห่งนาวาร์

ราชวงศ์ฟลัวซ์[แก้]

พระเจ้าฟรานซิสเป็นที่รู้จักในชื่อพระเจ้าฟรานซิน เฟบูส ทรงมีพระชนมายุเพียง 12 พรรษในตอนที่สืบทอดตำแหน่งกษัตริย์แห่งนาวาร์ พระองค์อยู่ภายใต้การสำเร็จราชการแผ่นดินของพระมารดา แมกเดลานาแห่งฝรั่งเศส พระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1483 โดยไร้ทายาท ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์คือพระราชินีแคทเธอรีนแห่งนาวาร์ผู้เป็นพระขนิษฐา ในปี ค.ศ. 1484 พระองค์อภิเษกสมรสกับฌ็องแห่งอัลแบต์ พระองค์ต้องการการสนับสนุนจากฌ็องเนื่องจากพระปิตุลาของพระองค์ก็อ้างสิทธิ์ในบัลลังก์เช่นกัน พระองค์มีพระโอรสธิดาสิบสามคนแต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีชีวิตรอดจนถึงวัยผู้ใหญ่ พระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1517 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์คือพระเจ้าอองรีที่ 2 แห่งนาวาร์ พระโอรสที่มีชีวิตรอดคนโต

ราชวงศ์อัลแบต์[แก้]

ในปี ค.ศ. 1526 กษัตริย์อภิเษกสมรสกับมาร์เกอริตแห่งอ็องกูแลม ทั้งคู่มีพระธิดาที่มีชีวิตรอดหนึ่งคน ซึ่งกลายเป็นพระราชินีฌวนที่ 3 แห่งนาวาร์เมื่อพระเจ้าอองรีสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1555 ในปี ค.ศ. 1541 ฌวนถูกบังคับให้แต่งงานกับวิลเลียม ดยุคแห่งยูลิช-คลีฟส์-แบร์ก ฌวนถูกลากตัวไปที่แท่นทำพิธี พระองค์ยังคงต่อต้านต่อไปจนกระทั่งการแต่งงานถูกประกาศให้เป็นโมฆะในอีกสี่ปีต่อมา ในวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1548 พระองค์แต่งงานกับอองตวน เดอ บูร์บงที่มีเชื้อสายในบัลลังก์ฝรั่งเศส ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกันห้าคนแต่มีเพียงสองคนที่รอดชีวิตจนถึงวัยผู้ใหญ่


เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1572 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระเจ้าอองรีที่ 3 แห่งนาวาร์ผู้เป็นพระโอรส

ราชวงศ์บูร์บอง[แก้]

พระเจ้าอองรีอภิเษกสมรสกับมาร์เกอริตแห่งวาลัวส์ในปีเดียวกันนั้น แต่การแต่งงานเป็นการแต่งงานที่ไม่มีความสุขและยังคงไร้ซึ่งพระโอรสธิดา พระองค์ขึ้นครองบัลลังก์ฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1589 ทำให้ยิ่งถูกกดดันให้มีทายาท การแต่งงานถูกประกาศให้เป็นโมฆะ พระเจ้าอองรีอภิเษกสมรสกับมารี เดอ เมดิซิในปี ค.ศ. 1600 ทั้งคู่มีพระโอรสด้วยกันหกคน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1610 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศสและที่ 2 แห่งนาวาร์ผู้เป็นพระโอรสคนโต พระเจ้าหลุยส์อภิเษกสมรสกับแอนน์แห่งออสเตรียในปี ค.ศ. 1615 ทั้งคู่มีพระโอรสด้วยกันสองคน ในปี ค.ศ. 1620 ราชอาณาจักรนาวาร์ถูกผสานรวมกับฝรั่งเศส แต่กษัตริย์ฝรั่งเศสยังคงครองตำแหน่งเป็นกษัตริย์แห่งนาวาร์ไปจนถึงปี ค.ศ. 1791 และถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1814 ถึง ค.ศ. 1830 ในช่วงการฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บง พระราชินีแอนน์แห่งออสเตรียจึงถูกมองว่าเป็นพระราชินีคนสุดท้ายของนาวาร์

อ้างอิง[แก้]

  1. Catholic Encyclopedia. Diocese of Pamplona. [1]
  • Ariqita y Lasa, Colección de documentos para la historia de Navarra (Pamplona, 1900)
  • Bascle de Lagreze, La Navarre française (Paris, 1881)
  • Blade, Les Vascons espagnols (Agen, 1891)
  • Pierre Boissonade, Histoire de la reunion de la Navarre à la Castille (Paris, 1893)
  • Chappuys, Histoire du royaume de Navarre (Paris, 1590; 1616)
  • Favyn, Histoire de Navarre (Paris, 1612)
  • Ferreras, La Historia de España (Madrid, 1700-27)
  • Galland, Memoires sur la Navarre (Paris, 1648)
  • Idem, Annales del reino de Navarra (5 vols., Pamplona, 1684-95; 12 vols., Tolosa, 1890-92)
  • Idem, Diccionario de las antigüedades de Nayanna (Pamplona, 1840-43)
  • Idem, Historia compendiada del reino de Navarra (S. Sebastián, 1832)
  • Jaurgain, La Vasconie (Pau, 1898)
  • de Marca, Histoire de Bearn (Paris, 1640)
  • Moret, Investigationes históricas del reino de Navarra (Pamplona, 1655)
  • Oihenart, Notitia utriusque Vasconiae (Paris, 1656)
  • Sorauren, Mikel. Historia de Navarra, el estado vasco. Pamiela, 1999. ISBN 84-7681-299-X
  • Risco, La Vasconia en España Sagrada, XXXII (Madrid, 1779)
  • Ruano Prieto, Anexión del Reino de Navarra en tiempo del Rey Católico (Madrid, 1899)
  • Urzaniqui, Tomás, and de Olaizola, Juan María. La Navarra marítima. Pamiela, 1998. ISBN 84-7681-293-0
  • Yanguas y Miranda, Crónica de los reyes de Navarra (Pamplona, 1843)

ดูเพิ่ม[แก้]