ราชวงศ์ฮัสโมน
| ฮัสโมน חַשְׁמוֹנָאִים; בֵּית חַשְׁמוֹנָאִי | |
|---|---|
| ราชวงศ์ | |
เหรียญกษาปณ์สมัยแอนทิกะนัสที่ 2 มัตตาทิยาท กษัตริย์ราชวงศ์ฮัสโมนองค์สุดท้าย | |
| ตระกูลบรรพบุรุษ | Jehoiarib |
| ประเทศ | ยูดาห์ |
| ก่อตั้ง | 167 ปีก่อนคริสตกาล |
| ต้นตระกูล | มัทธาธีอัส (ปฐมวงศ์) ซีโมน ธัสซี (ผู้ปกครองคนแรก) |
| ผู้ปกครองคนสุดท้าย | แอนทิกะนัสที่ 2 มัตตาทิยาท |
| สถานที่พำนัก | เยรูซาเลม |
| สถานที่พำนักในอดีต | โมดีอิน |
| ตำแหน่ง | มหาปุโรหิต เอธนาร์ค/กษัตริย์แห่งยูดา |
| ตระกูลที่เกี่ยวข้อง | ราชวงศ์เฮโรด |
| สิ้นสุด | 37 ปีก่อนคริสตศักราช |
ราชวงศ์ฮัสโมน (ฮีบรู: חַשְׁמוֹנָאִים, กรีก: Ασμοναϊκή δυναστεία, อังกฤษ: Hasmonean dynasty) คือราชวงศ์ผู้ปกครองชาวยิวในแผ่นดินยูเดีย (Judea) ในช่วง 140–37 ก่อนคริสตกาล ถือเป็นยุคสมัยที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาเดียวในยุคเฮลเลนิสติกที่ชาวยิวสามารถกอบกู้อิสรภาพและสถาปนารัฐเอกราชของตนเองได้สำเร็จ หลังตกอยู่ภายใต้การปกครองของมหาอำนาจต่างชาตินานหลายศตวรรษ
การสถาปนา
[แก้]ในช่วง 167 ก่อนคริสตกาล เมื่อกษัตริย์แอนติโอคุสที่ 4 เอพิฟาเนส (Antiochus IV Epiphanes) แห่งจักรวรรดิซิลูซิด พยายามใช้นโยบาย "กรีกนิวัต" (Hellenization) อย่างเบ็ดเสร็จ พระองค์ออกสั่งห้ามการปฏิบัติศาสนกิจตามกฎโมเสส ทั้งการเข้าสุหนัต การรักษาประเพณีสะบาโต และที่รุนแรงที่สุดคือการตั้งแท่นบูชาเทพอะพอลโลและซูส พร้อมสังเวยสุกรซึ่งเป็นสัตว์ต้องห้ามภายในพระวิหารแห่งเยรูซาเลม[1] เหตุการณ์ลบหลู่ดังกล่าวก่อให้เกิดแรงต้านอย่างมหาศาล ปุโรหิตชาวยิวนามว่ามัทธาธีอัส พร้อมด้วยบุตรชายทั้งห้าคน ปฏิเสธการเซ่นไหว้เทพเจ้ากรีกและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการต่อสู้แบบกองโจร นำโดยยูดาสมัคคาบี ผู้ได้รับฉายาว่า "ขวานเหล็ก" จากความเชี่ยวชาญด้านยุทธวิธี การยุทธ์กองโจรซุ่มยิงและการอาศัยความชำนาญในภูมิประเทศทำให้กองทัพยิวสามารถเอาชนะกองทัพซิลูซิดที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก จนสามารถกอบกู้และชำระคืนความบริสุทธิ์ให้แก่พระวิหารในเยรูซาเลมได้สำเร็จในปี 164 ก่อนคริสตกาล เหตุการณ์สำคัญนี้ต่อมาได้รับการรำลึกในชื่อเรียกว่าฮานุกกะห์
หลังจากยูดาสมัคคาบีและพี่น้องสิ้นชีวิตในการรบ ซีโมน ธัสซี บุตรชายคนสุดท้ายของมัทธาธีอัส ได้ใช้ความฉลาดเจรจาตัดขาดพันธะการจ่ายภาษีแก่จักรวรรดิซิลูซิด ต่อมาในปี 140 ก่อนคริสตกาล สภาชาวยิวจึงแต่งตั้งซีโมนให้ดำรงตำแหน่งมหาปุโรหิต ผู้นำกองทัพ และผู้ปกครองสืบสายเลือดอย่างเป็นทางการ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์ฮัสโมนอย่างเป็นรูปธรรม[2]
การขยายดินแดนและควบรวบอำนาจ
[แก้]ยุคทองของราชวงศ์ฮัสโมนเกิดขึ้นในสมัยของ ยอห์น ไฮร์คานุส และอเล็กซันเดอร์ เยโฮนาทัน ในช่วงเวลานี้ อาณาจักรมียุทธศาสตร์ทางการทหารที่เข้มแข็งจนสามารถขยายดินแดนครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ ตั้งแต่สะมาเรีย การิลี ไปจนถึงอิดูเมีย ขอบเขตอิทธิพลใกล้เคียงกับอาณาจักรของกษัตริย์ดาวิดและซาโลมอนในอดีต นอกจากนี้ ไฮร์คานุสยังเป็นผู้นำคนแรกที่ผลิตเหรียญกษาปณ์จารึกข้อความภาษาฮีบรู เพื่อประกาศอธิปไตยทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างเด่นชัด แต่ความสำเร็จทางการทหารกลับแลกมาด้วยรอยร้าวในโครงสร้างสังคม การที่ผู้ปกครองฮัสโมนควบตำแหน่งทั้ง "มหาปุโรหิต" (ผู้นำทางศาสนา) และ "กษัตริย์" (ผู้นำฝ่ายการเมือง) ได้ละเมิดหลักการดั้งเดิมของศาสนายูดาห์ ซึ่งแยกวงศ์ปุโรหิตที่สืบเชื้อสายจากอาโรน ออกจากวงศ์กษัตริย์ที่สืบเชื้อสายจากดาวิด
ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างนี้ก่อให้เกิดการแบ่งฝ่ายอย่างรุนแรงระหว่างสองกลุ่มหลัก ได้แก่:
- กลุ่มฟาริสี : ชนชั้นปัญญาชนและประชาชนส่วนใหญ่ที่ยึดมั่นในธรรมบัญญัติ คัดค้านการควบรวมอำนาจและการแทรกซึมของวัฒนธรรมกรีก
- กลุ่มซัดดูสี: ชนชั้นสูง ปุโรหิต และขุนนาง ซึ่งสนับสนุนราชวงศ์ฮัสโมนและเปิดรับวัฒนธรรมกรีกในบางมิติ
โยเซพุส นักประวัติศาสตร์ชาวยิว บันทึกไว้ว่า ความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มนี้รุนแรงถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมืองในรัชสมัยของอเล็กซันเดอร์ เยโฮนาทัน ส่งผลให้มีชาวยิวถูกสังหารนับพันคน และทำให้สถาบันกษัตริย์ฮัสโมนเริ่มแปลกแยกจากความศรัทธาดั้งเดิมของประชาชน[3]
การล่มสลาย
[แก้]หลังการสิ้นพระชนม์ของพระนางเจ้าซาโลเม อเล็กซานดรา พระเชษฐภคินีผู้ปกครองด้วยความสงบ สงครามกลางเมืองได้ปะทุขึ้นอีกครั้งระหว่างบุตรชายทั้งสองคน คือไฮร์คานุสที่ 2 ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มฟาริสี และอริสโตบูลัสที่ 2 ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มซัดดูสี การต่อสู้ที่ไม่รู้จักจบสิ้นเปิดโอกาสให้มหาอำนาจใหม่อย่างจักรวรรดิโรมันเข้ามามีบทบาท ในปี 63 ก่อนคริสตกาล แม่ทัพปอมปีย์ได้นำกองทัพโรมันเข้าปิดล้อมและยึดครองเยรูซาเลม ปอมปีย์ยังได้บุกเข้าไปถึงภายใน "อภิสุทธิสถาน" ในพระวิหาร ซึ่งสร้างความสะเทือนใจแก่ชาวยิวอย่างยิ่ง การแทรกแซงนี้ลดสถานะของยูเดียจากประเทศราชลงเหลือเพียงรัฐบริวารของโรมัน ท้ายที่สุด ในปี 37 ก่อนคริสตกาล โรมันได้แต่งตั้งข้าราชการนามว่าเฮโรด ให้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งยูเดีย พระเจ้าเฮโรดสั่งประหารชีวิตสมาชิกสายเลือดฮัสโมนคนสุดท้าย ปิดฉากการปกครอง 103 ปีของราชวงศ์ฮัสโมน