ข้ามไปเนื้อหา

ราชวงศ์ล้านช้าง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ราชวงศ์ล้านช้าง
ต้นตระกูลขุนบรม (ตำนาน)
ตระกูลสาขา

| final ruler = พระไชยเชษฐาธิราชที่ 2 | founding year =

  • เมืองชวา: พุทธศตวรรษที่ 16–17
  • อาณาจักรล้านช้าง: พ.ศ. 1896
  • อาณาจักรล้านนา: พ.ศ. 2089

| titles =

  • เมืองชวา: พ.ศ. 1896
  • อาณาจักรล้านช้าง: พ.ศ. 2246
  • อาณาจักรล้านนา: พ.ศ. 2090 หรือ พ.ศ. 2094

|ประเทศ=

|เชื้อชาติ=ลาว}}

ราชวงศ์ล้านช้าง[1] หรือราชวงศ์เชียงทอง[2] หรือราชวงศ์ขุนลอ[3] เป็นราชวงศ์ที่ปกครองเมืองชวา, อาณาจักรล้านช้างระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19–23 และอาณาจักรล้านนาในพุทธศตวรรษที่ 21

ประวัติ

[แก้]

ประวัติศาสตร์นิพนธ์เกี่ยวกับการเริ่มต้นของอาณาจักรล้านช้างแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ เริ่มนับเมื่อขุนลอขึ้นครองเมืองชวา[2][4][5] หรือเริ่มนับเมื่อพระยาฟ้างุ่มขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 1896[1][6][7] กษัตริย์แห่งล้านช้างถือว่าพระองค์สืบเชื้อสายจากขุนบรมเพื่อแสดงสิทธิธรรมทางการเมือง นอกจากนี้ตำนานขุนบรมราชาธิราชยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับรัฐใกล้เคียง เช่น อาณาจักรล้านนา, อาณาจักรอยุธยา และเมืองพวน[7]

ในรัชสมัยพระยาโพธิสาลราช พระองค์อภิเษกสมรสกับพระนางยอดคำทิพย์จากราชวงศ์มังราย ทำให้พระราชโอรสผู้ซึ่งในเวลาต่อมาคือสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชทรงมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์อาณาจักรล้านนา เมื่ออาณาจักรล้านนาเกิดปัญหาในการสืบราชสมบัติ ขุนนางกลุ่มหนึ่งจึงอัญเชิญสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชไปเป็นกษัตริย์แห่งล้านนาในปี พ.ศ. 2089 ในปีต่อมาสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชเสด็จกลับล้านช้างเพื่อขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งล้านช้าง[4] ประวัติศาสตร์นิพนธ์ล้านนาถือว่าพระองค์สละราชสมบัติในฐานะกษัตริย์แห่งล้านนา[8] ประวัติศาสตร์นิพนธ์ล้านช้างถือว่าพระองค์ทรงอ้างสิทธิ์เหนือทั้งสองอาณาจักร[5] อย่างไรก็ตาม จารึกวัดเชียงสาออกพระนามในปี พ.ศ. 2096 ว่า "สมเด็จบรมบพิตรตนสัมฤทธิ์เสวยราชพิภพทั้ง 2 แผ่นดินล้านช้างล้านนา"[4] แม้ว่าราชบัลลังก์ล้านนาจะกลับคืนสู่ราชวงศ์มังรายไปแล้วก็ตาม

กษัตริย์แห่งล้านช้างเกือบทั้งหมดมาจากราชวงศ์ล้านช้าง อย่างไรก็ตาม พระยาวรวงษามหาธรรมิกราชทรงสืบทอดสิทธิ์ในราชบัลลังก์ด้วยฐานะลูกน้าของพระยาวรรัตนธรรมประโชติ[4] ทำให้อาจถือได้ว่าเป็นการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ หากยึดถือแนวคิดการสืบตระกูลฝั่งบิดาอย่างเคร่งครัด

หลังการสวรรคตของพระยาสุริยวงศาธรรมิกราช ได้เกิดการแย่งชิงราชสมบัติในอาณาจักรล้านช้าง นำไปสู่การแบ่งอาณาจักรออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่[4]

พงศาวลี

[แก้]

แผนผังต่อไปนี้แสดงพงศาวลีตามการเผยแพร่ของกรมศิลปากรในปี พ.ศ. 2545[4] โดยแสดงตั้งแต่พระยาฟ้างุ่มเป็นต้นไป และยึดตามการเสนอในพงศาวดารลาวฉบับมหาสิลา วีระวงส์ว่า ลูกน้าของพระยาวรรัตนธรรมประโชติหมายถึงโอรสของเจ้านางคำไข พระราชขนิษฐาของสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช[5]

พระยาฟ้างุ่มพระนางแก้วกัญญา
พระราชธิดากษัตริย์กัมพูชา
มหาเทวีอามพันพระยาสามแสนไทไม่ปรากฏพระนาม
พระราชธิดากษัตริย์เชียงรุ่ง
นางแก้วยอดฟ้า
พระราชธิดากษัตริย์อยุธยา
นางน้อยออกสา
พระราชธิดากษัตริย์เชียงใหม่
พระยาล้านคำแดงพระยาปากพระยาหมื่นพระยาเชียงสาพระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว
พระยาพรหมทัตเจ้ายุคลพระยาไค
พระราชนัดดาพระยาสามแสนไท
พระยาสุวรรณบัลลังก์พระยาหล้าแสนไทพระยาวิชุลราช
พระยาชมพูพระนางยอดคำทิพย์
พระราชธิดาพระเมืองเกษเกล้า
พระยาโพธิสาลราช
สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชพระวรปิตาเจ้านางคำไขพระมหาอุปราช
พระยาวรรัตนธรรมประโชติพระยาวรวงษามหาธรรมิกราช
พระอุปยุวราชพระยามหาพรหมเทโวโพธิสัตว์พระยาสุริยวงศาธรรมิกราช
เจ้าต่อนคำเจ้าท้าววิไชยเจ้าราชบุตรเจ้านางสุมังคละ
เจ้าชมพูเจ้าปุราชวงศ์หลวงพระบางเจ้าองค์หล่อราชวงศ์จำปาศักดิ์
ราชวงศ์เวียงจันทน์พระยานันทราช

สายสกุลของทายาทและข้อสันนิษฐาน

[แก้]

พญายอดจอมคำ

[แก้]

การเผยแพร่ของโครงการประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไทในปี พ.ศ. 2544 ระบุว่า ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ชาวไทขาวได้อพยพเข้ามาอยู่ในเมืองสาง โดยมีพญายอดจอมคำ ลูกหล้าของเจ้าฟ้าเมืองหลวงพระบางเป็นหัวหน้า ในสมัยเจ้าหนานคำ บุตรชายพญายอดจอมคำ เมืองสางกลายเป็นศูนย์กลางใหญ่ทางตอนใต้ของกลุ่มรัฐสิบหกเจ้าไท[9]

พระธรรมกิจล้านช้างร่มขาว

[แก้]

พระธรรมกิจล้านช้างร่มขาวและเจ้าอินทโสมเป็นพระโอรสในเจ้าราชบุตร ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระยาสุริยวงศาธรรมิกราช[4]

พระไชยเชษฐาธิราชที่ 2

[แก้]

พระไชยเชษฐาธิราชที่ 2 เป็นพระโอรสในเจ้าชมพู ซึ่งเป็นพระราชโอรสในเจ้าต่อนคำ[4]

เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร

[แก้]

เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรเป็นพระโอรสในเจ้านางสุมังคละ ซึ่งเป็นพระราชธิดาในพระยาสุริยวงศาธรรมิกราช[4]

เจ้าแก้วมงคลและเจ้าจันทรสุริยวงษ์

[แก้]

งานเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองมุกดาหารในปี พ.ศ. 2543 ระบุว่า พระยาโพธิสาลราชมีพระราชโอรสคือสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช, เจ้าท่าเรือ และเจ้าวรวังโส เจ้าวรวังโสมีโอรสคือเจ้าศรีวิไชย เจ้าศรีวิไชยมีโอรสคือเจ้าแก้วมงคลและเจ้าจันทรสุริยวงษ์[10]

พระบรมราชา (เอวก่าน)

[แก้]

พระบรมราชา (เอวก่าน) ได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นพระราชภาคิไนย (ลูกของน้องชาย) ของพระยานันทราช[11] จากการตีความตำนานเมืองนครพนม[12]ว่า เจ้าเมืองระแทงหมายถึงเจ้าปุ โอรสองค์ใหญ่ผู้ครองเมืองระแทงต่อมาคือพระยานันทราช โอรสองค์เล็กคือเจ้าราชบุตรบุญน้อยในตำนานอุรังคธาตุ[13] และเจ้าราชบุตรบุญน้อยเป็นบุคคลเดียวกับพระยาขัตติยวงศาบุตรามหาฤาไชยไตรทศฤาเดชเชษฐบุรีโคตรบูรณ์หลวง เจ้าเมืองศรีโคตรบูรณ์[14]

หมายเหตุ

[แก้]

    อ้างอิง

    [แก้]
    1. 1 2 ตันเลิศ, สุธิดา (2021). "ความเป็นอื่นของชาวลาวร่วมวัฒนธรรมล้านช้างสองฝั่งแม่น้าของระหว่างปี ค.ศ. 1713-1953" [The Otherness of the Laotians Sharing Lanxang Cultural Heritage on Both Sides of the Mekong River during 1713-1953 A.D.]. วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. 17 (1): 123. สืบค้นเมื่อ 2025-06-12 โดยทาง Thai Journals Online.
    2. 1 2 ประวัติศาสตร์ลาว (ดึกดำบรรพ์-ปัจจุบัน), แปลโดย จันทจร, ทรงคุณ, กาฬสินธุ์: โรงพิมพ์ประสานการพิมพ์, 2008, น. 28–29, 99, ISBN 978-974-19-5542-8
    3. Stuart-Fox, Martin (2003), "Historiography, Power and Identity: History and Political Legitimization in Laos" (PDF), ใน Goscha, Christopher E.; Ivarsson, Soren (บ.ก.), Contesting Visions of the Lao Past: Lao Historiography at the Crossroads, Copenhagen: NIAS Press, น. 84, ISBN 9788791114021, ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2025-06-02, สืบค้นเมื่อ 2025-06-13
    4. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ศรีสำอาง, สุรศักดิ์ (2002), ลำดับกษัตริย์ลาว (พิมพ์ครั้งที่ 2nd), กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ กรมศิลปากร, น. 37–214, สืบค้นเมื่อ 2025-06-12
    5. 1 2 3 วีระวงส์, สิลา (1985), พงศาวดารลาว (PDF), แปลโดย ศุภะมาร์ค, ทองสืบ, กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, น. 91–94, 116, ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2025-01-08, สืบค้นเมื่อ 2025-06-12
    6. สจ็วต-ฟอกซ์, มาร์ติน (2010), ละอองศรี, กาญจนี; แววหงษ์, ปรียา (บ.ก.), ประวัติศาสตร์ลาว [A History of Laos], แปลโดย วิญญรัตน์, จิราภรณ์, กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, น. (24), ISBN 9786167202174
    7. 1 2 นัยพรม, รังสรรค์ (2019). การเมืองวัฒนธรรมกับการรื้อสร้างวรรณศิลป์ในวรรณคดีลาว [Cultural Politics and Deconstruction of Literary in Lao Literatures] (PDF) (วิทยานิพนธ์). มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. น. 10, 92. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2025-04-24. สืบค้นเมื่อ 2025-06-12.
    8. สุขคตะ, เพ็ญสุภา (24 เมษายน 2022). "'พระบาง' เสี้ยวศตวรรษ ณ กรุงสยาม (1)". มติชนสุดสัปดาห์. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2023-06-12. สืบค้นเมื่อ 2025-06-12. {{cite web}}: ตราเวลาใน |archive-date= / |archive-url= ไม่ตรงกัน; แนะนำค่า 2025-06-12 แทน (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
    9. ยิมเรวัต, ภัททิยา (2001), ประวัติศาสตร์สิบสองจุไท, กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์, น. 153–155, ISBN 974-87827-8-6
    10. จันทรสาขา, สุรจิตต์ (2000), เมืองมุกดาหาร, มุกดาหาร: สำนักงานจังหวัดมุกดาหาร, น. 1
    11. ณ นครพนม, สิทธิพร (1994). "ราชวงศ์เวียงจันทน์ที่คิดว่าสูญสิ้น". ศิลปวัฒนธรรม. 15 (5): 140–146.
    12. นครพนม, จังหวัด (1986), ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดนครพนม, นครพนม: องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม, น. 32, สืบค้นเมื่อ 2025-06-12
    13. ผาทา, อธิเทพ (2014), ศึกษาเชิงสำรวจพุทธสถานที่ปรากฎในอุรังคธาตุนิทาน (ตำนานพระธาตุพนม) [A Servey study of the Buddhist Place where appeared in Urangkhathatnithan (The Regend of the Phrathatpanom Pagoda)] (PDF), คณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, น. 234, ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2025-06-12, สืบค้นเมื่อ 2025-06-12
    14. จันทรสาขา, สุรจิตต์ (1999), "นครพนม, เมือง", สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน, กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ อ้างใน นครพนม, จังหวัด (2018), ๒๓๒ ปี เมืองนครพนม (PDF), มหาสารคาม: สำนักงานจังหวัดนครพนม, น. 10, ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2022-08-09, สืบค้นเมื่อ 2025-06-12

    แหล่งข้อมูลอื่น

    [แก้]