ราชวงศ์ล้านช้าง
| ราชวงศ์ล้านช้าง | |
|---|---|
| ต้นตระกูล | ขุนบรม (ตำนาน) |
| ตระกูลสาขา | |
| final ruler = พระไชยเชษฐาธิราชที่ 2 | founding year =
- เมืองชวา: พุทธศตวรรษที่ 16–17
- อาณาจักรล้านช้าง: พ.ศ. 1896
- อาณาจักรล้านนา: พ.ศ. 2089
| titles =
- เมืองชวา: พ.ศ. 1896
- อาณาจักรล้านช้าง: พ.ศ. 2246
- อาณาจักรล้านนา: พ.ศ. 2090 หรือ พ.ศ. 2094
|ประเทศ=
|เชื้อชาติ=ลาว}}
ราชวงศ์ล้านช้าง[1] หรือราชวงศ์เชียงทอง[2] หรือราชวงศ์ขุนลอ[3] เป็นราชวงศ์ที่ปกครองเมืองชวา, อาณาจักรล้านช้างระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19–23 และอาณาจักรล้านนาในพุทธศตวรรษที่ 21
ประวัติ
[แก้]ประวัติศาสตร์นิพนธ์เกี่ยวกับการเริ่มต้นของอาณาจักรล้านช้างแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ เริ่มนับเมื่อขุนลอขึ้นครองเมืองชวา[2][4][5] หรือเริ่มนับเมื่อพระยาฟ้างุ่มขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 1896[1][6][7] กษัตริย์แห่งล้านช้างถือว่าพระองค์สืบเชื้อสายจากขุนบรมเพื่อแสดงสิทธิธรรมทางการเมือง นอกจากนี้ตำนานขุนบรมราชาธิราชยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับรัฐใกล้เคียง เช่น อาณาจักรล้านนา, อาณาจักรอยุธยา และเมืองพวน[7]
ในรัชสมัยพระยาโพธิสาลราช พระองค์อภิเษกสมรสกับพระนางยอดคำทิพย์จากราชวงศ์มังราย ทำให้พระราชโอรสผู้ซึ่งในเวลาต่อมาคือสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชทรงมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์อาณาจักรล้านนา เมื่ออาณาจักรล้านนาเกิดปัญหาในการสืบราชสมบัติ ขุนนางกลุ่มหนึ่งจึงอัญเชิญสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชไปเป็นกษัตริย์แห่งล้านนาในปี พ.ศ. 2089 ในปีต่อมาสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชเสด็จกลับล้านช้างเพื่อขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งล้านช้าง[4] ประวัติศาสตร์นิพนธ์ล้านนาถือว่าพระองค์สละราชสมบัติในฐานะกษัตริย์แห่งล้านนา[8] ประวัติศาสตร์นิพนธ์ล้านช้างถือว่าพระองค์ทรงอ้างสิทธิ์เหนือทั้งสองอาณาจักร[5] อย่างไรก็ตาม จารึกวัดเชียงสาออกพระนามในปี พ.ศ. 2096 ว่า "สมเด็จบรมบพิตรตนสัมฤทธิ์เสวยราชพิภพทั้ง 2 แผ่นดินล้านช้างล้านนา"[4] แม้ว่าราชบัลลังก์ล้านนาจะกลับคืนสู่ราชวงศ์มังรายไปแล้วก็ตาม
กษัตริย์แห่งล้านช้างเกือบทั้งหมดมาจากราชวงศ์ล้านช้าง อย่างไรก็ตาม พระยาวรวงษามหาธรรมิกราชทรงสืบทอดสิทธิ์ในราชบัลลังก์ด้วยฐานะลูกน้าของพระยาวรรัตนธรรมประโชติ[4] ทำให้อาจถือได้ว่าเป็นการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ หากยึดถือแนวคิดการสืบตระกูลฝั่งบิดาอย่างเคร่งครัด
หลังการสวรรคตของพระยาสุริยวงศาธรรมิกราช ได้เกิดการแย่งชิงราชสมบัติในอาณาจักรล้านช้าง นำไปสู่การแบ่งอาณาจักรออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่[4]
- อาณาจักรหลวงพระบาง มีพระธรรมกิจล้านช้างร่มขาวเป็นปฐมกษัตริย์
- อาณาจักรเวียงจันทน์ มีพระไชยเชษฐาธิราชที่ 2 เป็นปฐมกษัตริย์
- อาณาจักรจำปาศักดิ์ มีเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรเป็นปฐมกษัตริย์
พงศาวลี
[แก้]แผนผังต่อไปนี้แสดงพงศาวลีตามการเผยแพร่ของกรมศิลปากรในปี พ.ศ. 2545[4] โดยแสดงตั้งแต่พระยาฟ้างุ่มเป็นต้นไป และยึดตามการเสนอในพงศาวดารลาวฉบับมหาสิลา วีระวงส์ว่า ลูกน้าของพระยาวรรัตนธรรมประโชติหมายถึงโอรสของเจ้านางคำไข พระราชขนิษฐาของสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช[5]
| พระยาฟ้างุ่ม | พระนางแก้วกัญญา พระราชธิดากษัตริย์กัมพูชา | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| มหาเทวีอามพัน | พระยาสามแสนไท | ไม่ปรากฏพระนาม พระราชธิดากษัตริย์เชียงรุ่ง | นางแก้วยอดฟ้า พระราชธิดากษัตริย์อยุธยา | นางน้อยออกสา พระราชธิดากษัตริย์เชียงใหม่ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระยาล้านคำแดง | พระยาปาก | พระยาหมื่น | พระยาเชียงสา | พระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระยาพรหมทัต | เจ้ายุคล | พระยาไค พระราชนัดดาพระยาสามแสนไท | พระยาสุวรรณบัลลังก์ | พระยาหล้าแสนไท | พระยาวิชุลราช | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระยาชมพู | พระนางยอดคำทิพย์ พระราชธิดาพระเมืองเกษเกล้า | พระยาโพธิสาลราช | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช | พระวรปิตา | เจ้านางคำไข | พระมหาอุปราช | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระยาวรรัตนธรรมประโชติ | พระยาวรวงษามหาธรรมิกราช | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระอุปยุวราช | พระยามหาพรหมเทโวโพธิสัตว์ | พระยาสุริยวงศาธรรมิกราช | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| เจ้าต่อนคำ | เจ้าท้าววิไชย | เจ้าราชบุตร | เจ้านางสุมังคละ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| เจ้าชมพู | เจ้าปุ | ราชวงศ์หลวงพระบาง | เจ้าองค์หล่อ | ราชวงศ์จำปาศักดิ์ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ราชวงศ์เวียงจันทน์ | พระยานันทราช | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
สายสกุลของทายาทและข้อสันนิษฐาน
[แก้]พญายอดจอมคำ
[แก้]การเผยแพร่ของโครงการประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไทในปี พ.ศ. 2544 ระบุว่า ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ชาวไทขาวได้อพยพเข้ามาอยู่ในเมืองสาง โดยมีพญายอดจอมคำ ลูกหล้าของเจ้าฟ้าเมืองหลวงพระบางเป็นหัวหน้า ในสมัยเจ้าหนานคำ บุตรชายพญายอดจอมคำ เมืองสางกลายเป็นศูนย์กลางใหญ่ทางตอนใต้ของกลุ่มรัฐสิบหกเจ้าไท[9]
พระธรรมกิจล้านช้างร่มขาว
[แก้]พระธรรมกิจล้านช้างร่มขาวและเจ้าอินทโสมเป็นพระโอรสในเจ้าราชบุตร ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระยาสุริยวงศาธรรมิกราช[4]
พระไชยเชษฐาธิราชที่ 2
[แก้]พระไชยเชษฐาธิราชที่ 2 เป็นพระโอรสในเจ้าชมพู ซึ่งเป็นพระราชโอรสในเจ้าต่อนคำ[4]
เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร
[แก้]เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรเป็นพระโอรสในเจ้านางสุมังคละ ซึ่งเป็นพระราชธิดาในพระยาสุริยวงศาธรรมิกราช[4]
เจ้าแก้วมงคลและเจ้าจันทรสุริยวงษ์
[แก้]งานเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองมุกดาหารในปี พ.ศ. 2543 ระบุว่า พระยาโพธิสาลราชมีพระราชโอรสคือสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช, เจ้าท่าเรือ และเจ้าวรวังโส เจ้าวรวังโสมีโอรสคือเจ้าศรีวิไชย เจ้าศรีวิไชยมีโอรสคือเจ้าแก้วมงคลและเจ้าจันทรสุริยวงษ์[10]
พระบรมราชา (เอวก่าน)
[แก้]พระบรมราชา (เอวก่าน) ได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นพระราชภาคิไนย (ลูกของน้องชาย) ของพระยานันทราช[11] จากการตีความตำนานเมืองนครพนม[12]ว่า เจ้าเมืองระแทงหมายถึงเจ้าปุ โอรสองค์ใหญ่ผู้ครองเมืองระแทงต่อมาคือพระยานันทราช โอรสองค์เล็กคือเจ้าราชบุตรบุญน้อยในตำนานอุรังคธาตุ[13] และเจ้าราชบุตรบุญน้อยเป็นบุคคลเดียวกับพระยาขัตติยวงศาบุตรามหาฤาไชยไตรทศฤาเดชเชษฐบุรีโคตรบูรณ์หลวง เจ้าเมืองศรีโคตรบูรณ์[14]
หมายเหตุ
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 ตันเลิศ, สุธิดา (2021). "ความเป็นอื่นของชาวลาวร่วมวัฒนธรรมล้านช้างสองฝั่งแม่น้าของระหว่างปี ค.ศ. 1713-1953" [The Otherness of the Laotians Sharing Lanxang Cultural Heritage on Both Sides of the Mekong River during 1713-1953 A.D.]. วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. 17 (1): 123. สืบค้นเมื่อ 2025-06-12 – โดยทาง Thai Journals Online.
- 1 2 ประวัติศาสตร์ลาว (ดึกดำบรรพ์-ปัจจุบัน), แปลโดย จันทจร, ทรงคุณ, กาฬสินธุ์: โรงพิมพ์ประสานการพิมพ์, 2008, น. 28–29, 99, ISBN 978-974-19-5542-8
- ↑ Stuart-Fox, Martin (2003), "Historiography, Power and Identity: History and Political Legitimization in Laos" (PDF), ใน Goscha, Christopher E.; Ivarsson, Soren (บ.ก.), Contesting Visions of the Lao Past: Lao Historiography at the Crossroads, Copenhagen: NIAS Press, น. 84, ISBN 9788791114021, ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2025-06-02, สืบค้นเมื่อ 2025-06-13
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ศรีสำอาง, สุรศักดิ์ (2002), ลำดับกษัตริย์ลาว (พิมพ์ครั้งที่ 2nd), กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ กรมศิลปากร, น. 37–214, สืบค้นเมื่อ 2025-06-12
- 1 2 3 วีระวงส์, สิลา (1985), พงศาวดารลาว (PDF), แปลโดย ศุภะมาร์ค, ทองสืบ, กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, น. 91–94, 116, ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2025-01-08, สืบค้นเมื่อ 2025-06-12
- ↑ สจ็วต-ฟอกซ์, มาร์ติน (2010), ละอองศรี, กาญจนี; แววหงษ์, ปรียา (บ.ก.), ประวัติศาสตร์ลาว [A History of Laos], แปลโดย วิญญรัตน์, จิราภรณ์, กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, น. (24), ISBN 9786167202174
- 1 2 นัยพรม, รังสรรค์ (2019). การเมืองวัฒนธรรมกับการรื้อสร้างวรรณศิลป์ในวรรณคดีลาว [Cultural Politics and Deconstruction of Literary in Lao Literatures] (PDF) (วิทยานิพนธ์). มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. น. 10, 92. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2025-04-24. สืบค้นเมื่อ 2025-06-12.
- ↑ สุขคตะ, เพ็ญสุภา (24 เมษายน 2022). "'พระบาง' เสี้ยวศตวรรษ ณ กรุงสยาม (1)". มติชนสุดสัปดาห์. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2023-06-12. สืบค้นเมื่อ 2025-06-12.
{{cite web}}: ตราเวลาใน|archive-date=/|archive-url=ไม่ตรงกัน; แนะนำค่า 2025-06-12 แทน (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ ยิมเรวัต, ภัททิยา (2001), ประวัติศาสตร์สิบสองจุไท, กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์, น. 153–155, ISBN 974-87827-8-6
- ↑ จันทรสาขา, สุรจิตต์ (2000), เมืองมุกดาหาร, มุกดาหาร: สำนักงานจังหวัดมุกดาหาร, น. 1
- ↑ ณ นครพนม, สิทธิพร (1994). "ราชวงศ์เวียงจันทน์ที่คิดว่าสูญสิ้น". ศิลปวัฒนธรรม. 15 (5): 140–146.
- ↑ นครพนม, จังหวัด (1986), ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดนครพนม, นครพนม: องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม, น. 32, สืบค้นเมื่อ 2025-06-12
- ↑ ผาทา, อธิเทพ (2014), ศึกษาเชิงสำรวจพุทธสถานที่ปรากฎในอุรังคธาตุนิทาน (ตำนานพระธาตุพนม) [A Servey study of the Buddhist Place where appeared in Urangkhathatnithan (The Regend of the Phrathatpanom Pagoda)] (PDF), คณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, น. 234, ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2025-06-12, สืบค้นเมื่อ 2025-06-12
- ↑ จันทรสาขา, สุรจิตต์ (1999), "นครพนม, เมือง", สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน, กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ อ้างใน นครพนม, จังหวัด (2018), ๒๓๒ ปี เมืองนครพนม (PDF), มหาสารคาม: สำนักงานจังหวัดนครพนม, น. 10, ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2022-08-09, สืบค้นเมื่อ 2025-06-12
