ข้ามไปเนื้อหา

รัฐสุลต่านซามูเดอราปาไซ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รัฐสุลต่านซามูเดอราปาไซ

كسلطانن سامودرا ڤاساي
1267–1524
แผนที่ปาไซ ปัจจุบันอยู่ที่ลกเซอมาเวของเกาะสุมาตรา จังหวัดอาเจะฮ์
แผนที่ปาไซ ปัจจุบันอยู่ที่ลกเซอมาเวของเกาะสุมาตรา จังหวัดอาเจะฮ์
เมืองหลวงปาไซ
ภาษาทั่วไปมลายูเก่า
ศาสนา
อิสลามนิกายซูนนี
การปกครองราชาธิปไคย
สุลต่าน 
 1267–1297
มะลิกุศศอเลียะห์ (ผู้ก่อตั้ง)
 1514–1517
ไซนัล อาบีดินที่ 4 (สุดท้าย)
ประวัติศาสตร์ 
 สถาปนา
1267
 โปรตุเกสเข้ารุกราน
1521
1524
สกุลเงินเงินดิรฮัม
ก่อนหน้า
ถัดไป
รัฐสุลต่านปือรือลัก
รัฐสุลต่านอาเจะฮ์
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย

รัฐสุลต่านซามูเดอราปาไซ (มลายู: Kesultanan Samudera Pasai; كسلطانن سامودرا ڤاساي) หรือ รัฐสุลต่านสมุทรปาไซ มีอีกชื่อว่า ซามูเดอรา หรือ ปาไซ หรือ ซามูเดอราดารุสสลาม หรือ ปาเจ็ม เป็นอาณาจักรมุสลิมที่ชายฝั่งตอนเหนือของเกาะสุมาตราในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึง 16

หลักฐานหลงเหลืออยู่ที่สามารถนำไปใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ของอาณาจักรได้มีเพียงเล็กน้อย[1] เชื่อกันว่าอาณาจักรนี้ก่อตั้งโดยเมระฮ์ ซีลู ผู้ภายหลังเข้ารับอิสลามและเปลี่ยนพระนามเป็นมะลิกุศศอเลียะห์ใน ค.ศ. 1267[2] หลังการรุกรานของโปรตุเกสใน ค.ศ. 1521 กองทหารรักษาการณ์ได้อพยพออกจากปาไซใน ค.ศ. 1524 และอาลี มูฆายัต ชะฮ์ สุลต่านองค์แรกแห่งอาเจะฮ์ เข้าผนวกดินแดนนี้

รากศัพท์

[แก้]

เมื่ออิงจากพงศาวดารฮีกายัตราจา-ราจาปาไซในคริสต์ศตวรรษที่ 14 'Samudera' อาจอนุมานได้ว่ามาจากคำว่า "เซอมูเดอรา" (Semudera, [səmudəra]) ซึ่งหมายถึง 'มดขนาดใหญ่มาก'[3] ชื่อนี้ตั้งโดยเมระฮ์ ซีลู เมื่อพระองค์ค้นพบมดตัวใหญ่เท่าแมวขณะล่าสัตว์บน 'ที่สูง'[3] ในที่สุด สถานที่แห่งนี้ก็ถูกเคลียร์พื้นที่เพื่อจัดตั้งรัฐใหม่ และ 'Semudera' ก็ถูกนำมาใช้เป็นชื่อของรัฐ[3]

'Samudera' ยังมีการคาดว่ามาจากศัพท์ภาษาสันสกฤตว่า สมุทร แปลว่า "มหาสมุทร"

วรรณกรรมยังระบุถึงที่มาของชื่อ 'Pasai' ซึ่งมาจากชื่อ Si-Pasai สุนัขล่าสัตว์ของสุลต่านมะลิกุศศอเลียะห์ ซึ่งคือเมราห์ ซิลูหลังเปลี่ยนนับถือศาสนาอิสลาม[3][4] ตำนานเล่าว่ามาลิกขณะล่าสัตว์กับสุนัขตัวนั้น ได้พบกับกวางตัวหนึ่งซึ่งไม่กลัวเสียงเห่าของสุนัข แต่กลับร้องตอบกลับ พระองค์รู้สึกสับสนและคิดว่านี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการก่อตั้งรัฐใหม่ให้กับมาลิก อัลตาฮีร์ พระราชโอรสของพระองค์[4] สุนัขตัวนี้ตายหลังก่อตั้งอาณาจักรไม่นาน และมาลิกเลือกที่จะฝังมันไว้ที่นั่น โดยตั้งชื่ออาณาจักรปาไซตามชื่อของมัน[4]

ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 Odoric แห่ง Pordenone นักเดินทางชาวอิตาลี ใช้ชื่อ Sumoltra แทนสุมาตรา และนักเขียนชาวยุโรปภายหลังก็ใช้รูปชื่อที่คล้ายกันเพื่อเรียกเกาะสุมาตรา[5][6]

ประวัติ

[แก้]

รายพระนามผู้ปกครอง

[แก้]

ด้านล่างคือรายพระนามผู้ปกครองรัฐสุลต่านซามูเดอราปาไซ:[7][8]

สมัยพระนามสุลต่าน หรือเกอลาร์หมายเหตุและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญ
1267–1297สุลต่านมะลิกุศศอเลียะห์ (มือระฮ์ ซีลู)ผู้ก่อตั้งอาณาจักรซามูเดอราปาไซ
1297–1326สุลต่านมูฮัมมัด มาลิกุซซาฮีร์ [id]เริ่มใช้เหรียญทอง
1326–1340สุลต่านอะฮ์มัด มาลิกุซซาฮีร์ [id]อิบน์ บัฏฏูเฏาะฮ์เข้าเยือน
1340–1355มาลิก ซาลาฮุดดินโจมตีอาณาจักรการังบารู, ตาเมียง
1360–1369มาลิกุซซาฮีร์
1360/69–1380/89มาลีกะฮ์ วาบีซา [id] (นูร์ อีละฮ์)จารึกมีเญอตูโจะฮ์
1394–1400สุลต่านไซนัล อาบีดินที่ 1ถูกอาณาจักรมัชปาหิตเข้าโจมตี
1406–1428สุลตานะฮ์นะฮ์ราซียะฮ์ [id]ยุครุ่งเรืองของซามูเดอราปาไซ
1428–1438สุลต่านไซนัล อาบีดินที่ 2 [id]
1438–1462สุลต่านซาลาฮุดดิน
1462–1464สุลต่านอะฮ์มัดที่ 2
1464–1466สุลต่านอาบู ซาอิด อะฮ์มัดที่ 3
1466–1466สุลต่านอะฮ์มัดที่ 4
1466–1468สุลต่านมะฮ์มุด
1468–1474สุลต่านไซนัล อาบีดินที่ 3ถูกโค่นโดยพระเชษฐา/อนุชา
1474–1495สุลต่านมูฮัมมัด ชะฮ์ที่ 2
1495–1495สุลต่าน อัล-กามิล
1495–1506สุลต่านอัดลุลละฮ์
1506–1507สุลต่านมูฮัมมัด ชะฮ์ที่ 3มีสุสานสองแห่ง
1507–1509สุลต่านอับดุลละฮ์
1509–1514สุลต่านอะฮ์มัดที่ 5การพิชิตมะละกา
1514–1517สุลต่านไซนัล อาบีดินที่ 4 [id]

พระราชพงศาวลี

[แก้]
พระราชพงศาวลีพระมหากษัตริย์ซามูเดอราปาไซ[9][10]
มะลิกุศศอเลียะห์
(1)
ค.1267–1297
อัล-มาลิก
อัล-ซาฮีร์ที่ 1
มูฮัมมัดที่ 1

(2)
ค.1297–1326
♀ เจ้าหญิงราจากาดะฮ์
อะฮ์มัดที่ 1
(3)
ค.1326–1330
♀ เจ้าหญิงราจาคัน
อะฮ์มัดไซนัล
อาบีดินที่ 1

(5)
ค.1349–1406
อัล-มาลิก
อัล-ซาฮีร์ที่ 2

(4)
ค.1330–1349
ไซนัล
อาบีดินที่ 2

(7)
ค.1428–1438

นะฮ์ราชียะฮ์
(6)
ค.1406–1428
ซาลาฮุดดิน
(8)
ค.1438–1462
มันซูร์อะฮ์มัดที่ 2
(9)
ค.1462–1464
อะฮ์มัดที่ 3
(10)
ค.1464–1466
อะฮ์มัดที่ 4
(11)
ค.1466–1466
มะฮ์มุด
(12)
ค.1466–1468
อัล-กามิล
(15)
ค.1495–1495
อัดลุลละฮ์
(16)
ค.1495–1506
ไซนัล
อาบีดินที่ 3

(13)
ค.1468–1474
มูฮัมมัด
ชะฮ์ที่ 2

(14)
ค.1474–1495
มูฮัมมัด
ชะฮ์ที่ 3

(17)
ค.1506–1507
อับดุลละฮ์
(18)
ค.1507–1509
ไซนัล
อาบีดินที่ 4

(20)
ค.1514–1517
อะฮ์มัดที่ 5
(19)
ค.1509–1514

อ้างอิง

[แก้]
  1. Ricklefs, M.C. 1991. A History of Modern Indonesia since c. 1300. 2nd ed., Stanford: Stanford University Press, p. 15. ISBN 0-333-57690-X
  2. "Samudra Pasai worthy to be world historical site". Republika Online. 2017-03-24. สืบค้นเมื่อ 2020-01-24.
  3. 1 2 3 4 Mead, J. P. (1914-01-01). "A Romanized Version of the Hikayat Raja-Raja Pasai". Journal of the Straits Branch of the Royal Asiatic Society (66): 9. JSTOR 41561000.
  4. 1 2 3 Mead, J. P. (1914-01-01). "A Romanized Version of the Hikayat Raja-Raja Pasai". Journal of the Straits Branch of the Royal Asiatic Society (66): 17. JSTOR 41561000.
  5. Sir Henry Yule, บ.ก. (1866). Cathay and the Way Thither: Being a Collection of Medieval Notices of China, Issue 36. pp. 86–87.
  6. William Marsden (1811). History of Sumatra, containing an account of the government (etc.). pp. 4–10.
  7. Taqiyuddin Muhammad (2011). Daulah Shalihiyyah Di Sumatera. CISAH. pp. 115–186.
  8. Hägerdal, Hans (2023-02-01), Kerajaan2 Indonesia (ภาษาอังกฤษ), p. 54, สืบค้นเมื่อ 2025-06-05
  9. "Sultan Al-Malik Ash-Shalih, wafat dalam bulan Ramandhan tahun 696 Hijriah, dimakamkan di pusat pemerintahan Kota Sumatra" (ภาษาอินโดนีเซีย). สืบค้นเมื่อ 2023-06-15.
  10. "Makam Sultan Pasai, Kesultanan Islam Terbesar di Asia Tenggara, Dibiarkan Hancur Berkeping". indozone.id (ภาษาอินโดนีเซีย). 2020-10-31. สืบค้นเมื่อ 2023-06-15.

อ่านเพิ่ม

[แก้]
  • Hall, Kenneth R. (1981). "Trade and statecraft in the Western Archipelago at the dawn of the European age". Journal of the Malaysian Branch of the Royal Asiatic Society. 54 (1): 21–47. JSTOR 41492897.
  • Hall, Kenneth R. (2010). A History of Early Southeast Asia: Maritime Trade and Societal Development, 100–1500. Plymouth, UK: Rowman & Littlefield. ISBN 978-0-7425-6761-0.
  • Hill, A.H. (1963). "The coming of Islam to North Sumatra". Journal of Southeast Asian History. 4 (1): 6–21. doi:10.1017/S0217781100000739. JSTOR 20067418.