รัฐฟะรีทโกฏ
| รัฐฟะรีทโกฏ | |||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| รัฐมหาราชาของบริติชอินเดีย | |||||||||
| 1763–1948 | |||||||||
แผนที่แสดงรัฐฟะรีทโกฏบนแผนที่ของอังกฤษ ค.ศ. 1847–51 | |||||||||
| เมืองหลวง | ฟะรีทโกฏ | ||||||||
| พื้นที่ | |||||||||
• 1892 | 1,652 ตารางกิโลเมตร (638 ตารางไมล์) | ||||||||
| ประชากร | |||||||||
• 1892 | 97,034 | ||||||||
| ยุคทางประวัติศาสตร์ | จักรวรรดินิยมใหม่ | ||||||||
• ก่อตั้ง | 1763 | ||||||||
| 20 สิงหาคม 1948 1948 | |||||||||
| |||||||||
รัฐฟะรีทโกฏ หรือ ฟะรีดโกฏ (อังกฤษ: Faridkot State; ปัญจาบ: ਫ਼ਰੀਦਕੋਟ) เป็นอดีตรัฐมหาราชาปกครองตนเองในภูมิภาคปัญจาบซึ่งปกครองโดยชาวชัฏฏตระกูลพราร[1] นอกบริติชอินเดียในสมัยบริติชราช ดำรงอยู่จนประเทศอินเดียได้รับเอกราช รัฐตั้งอยูาทางใต้ของอดีตแขวงฟีโรซปูร์ในสมัยอาณานิคมอังกฤษ[2] มีขนาดพื้นที่ 1649.82 ตารางกิลโลเมตร[2] ประชากร ณ ปี ค.ศ. 1941 อยู่ที่ 199,000,000 คน[2] ผู้ปกครองของรัฐนี้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับอังกฤษมาตลอด[3]
รัฐฟะรีทโกฏสถาปนาขึ้นในปี ค.ศ. 1763 โดย ฮามีร์ สิงห์ (Hamir Singh, เสียชีวิตปี 1782[4]) โดยมีราชธานีอยู่ที่นครฟะรีทโกฏ[2][4] รัฐฟะรีทโกฏสถปานาขึ้นโดยชาวชัฏฏเผ่าตระกูลพราร[1] โดยตระกูลผู้ปกครอวรัฐถือว่าตนเป็นผู้สืบทอดสายสกุลมาจากชัยสัล สิงห์[5]
หลังอินเดียได้รับเอกราช รัฐฟะรีทโกฏถูกผนวกเข้ากัลอินเดียในฐานะส่วนหนึ่งของเปปซู (PEPSU; Patiala and East Punjab States Union - สหพันธรัฐปฏิอาลาและปัญจาบตะวันออก) ในวันที่ 20 สิงหาคม 1948[4][5] ซึ่งเป็นการรวมและยุติสถานะเอกราชของรัฐมหาราชารวมห้ารัฐในแถบปัญจาบ ได้แก่ รัฐฟะรีทโกฏ, ปฏิอาลา, ชินท์, นภา และ กปูรฐัล[5] หรินทร สิงห์ (Harinder Singh) ซึ่งเป็นผู้ปกครองรัฐฟะรีทโกฏในเวลานั้นได้รับอนุญาตให้ยังคงมีอำนาจเหนือสมบัติบางส่วนของตนซึ่งรวมถึงที่ดินหลายร้อยเอเคอร์, ป้อมปราการและสิ่งปลูกสร้าง, อากาศยานและรถเก่า และเงินในธนาคาร ซึ่งมีกระจัดกระจายอยู่ทั้งในปัญจาบ และนอกปัญจาบในบริเวณที่กลายมาเป็นรัฐหิมาจัลประเทศ หรยาณา และเดลี[3] หรินทร สิงห์ ยังคงมีบทบาทในการพัฒนาภูมิภาคผ่านการสร้างทางรถไฟปละโรงพยาบาล[3] พระบรมวงศานุวงศ์ของฟะรีทโกฏย้ายไปพำนักในศิมลาหลังรัฐฟะรีทโกฏสิ้นสภาพ[5] และหรินทร สิห์ เสียชีวิตในวันที่ 16 ตุบาคม 1989[5]
หรินทรสิงห์มีบุตรธิดารวมสี่คน เป็นชายหนี่งและหญิงสาม[3] ลูกสาวคนโต อมฤต เการ์ (Amrit Kaur) ทะเลาะกับบิดาอย่างรุนแรงเนื่องจาการสมรสนอกความประสงค์ของบิดา แต่ต่อมาได้กลับมาฟื้นความสัมพันธ์อีกครั้งก่อนหรินทรเสียชีวิต[3] ลูกชาย หรโมหินทร สิงห์ (Harmohinder Singh) และลูกสาวอีกคน มหีปินทร เการ์ (Maheepinder Kaur) ต่อมาเสียชีวิตโดยไม่มีทายาท[3][6] หลังหรินทรเสียชีวิตในปี 1989 พินัยกรรมถูกคัดค้านโดยอมฤต เการ์ จนนำไปสู่การฟ้องร้องบนศาล[3] ท้ายที่สุดศาลมีคำสั่งตัดสินว่าพินัยกรรมของหรินทรที่พบนั้นเป็นของปลอม[3]
รูปภาพ
[แก้]- เอกสาร Sanad ซึ่งมอบอำนาจแก่ราชาปาฮาร์ สิงห์ จากบิรษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ
- ลัญจกรของวิกรม สิงห์ (Bikram Singh) แห่งฟะรีทโกฏ, 1878
- ภาพถ่ายคณะเจ้าหน้าที่รัฐของฟะรีทโกฏ
- วังราชมหัล
- วังมุบารักมหัล
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 Arora, A. C. (1982). British Policy Towards the Punjab States, 1858–1905. Export India Publications. p. 349. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 May 2024. สืบค้นเมื่อ 9 March 2023.
- 1 2 3 4 Singh, Gursharan (1991). History of Pepsu: Patiala and East Punjab States Union, 1948-1956. Konark Publishers. p. 8. ISBN 9788122002447.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 Chhabra, Arvind (30 September 2022). "Faridkot: An Indian maharaja and a 'mystery' will". BBC. สืบค้นเมื่อ 7 August 2024.
- 1 2 3 Truhart, Peter (2017). Regents of Nations: Asia, Australia-Oceania, Part 2 (Reprint ed.). Walter de Gruyter. p. 1395. ISBN 9783111616254.
- 1 2 3 4 5 Singh, Sukhpreet; Bhullar, Sukhjeet Kaur (2019). "Contributions of Different Kings in the Faridkot State". Research Journal of Humanities and Social Sciences. 10 (1): 248–252. doi:10.5958/2321-5828.2019.00045.7.
- ↑ Kamal, Neel (1 October 2023). "Year after SC order, royal property split in limbo". The Times of India. สืบค้นเมื่อ 7 August 2023.