ข้ามไปเนื้อหา

รัฐประหารวังหลวงพม่า พ.ศ. 2421–2422

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รัฐประหารวังหลวงพม่า พ.ศ. 2421–2422
ภาพวาดแสดงการสังหารหมู่ที่พระราชวังมัณฑะเลย์โดยซะยาโชน
สถานที่มัณฑะเลย์, พม่า
วันที่13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2422 - 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2422
เป้าหมายเจ้าชายและเจ้าหญิงส่วนใหญ่ที่อาจสืบทอดตำแหน่งต่อจากพระเจ้ามินดง
ประเภทการลอบสังหาร, การฆาตกรรมในครอบครัว
อาวุธเสาไผ่
ดาบ
ตายมากกว่า 40 ราย
ผู้เสียหายเจ้าชาย เจ้าหญิง และสมาชิกราชวงศ์
ผู้ก่อเหตุพระนางอเลนันดอ
กินหวุ่นมินจี
ไตง์ด้ามี่นจี้
มอง มอง โตะ

รัฐประหารวังหลวงพม่า พ.ศ. 2421–2422 เป็นเหตุการณ์รัฐประหารในพม่าสมัยราชวงศ์โก้นบอง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงก่อนการเสด็จสวรรคตของพระเจ้ามินดงและในช่วงต้นรัชกาลของพระเจ้าสีป่อ นับตั้งแต่ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2421 จนถึงวันที่ 13–18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2422[1] เหตุการณ์นี้มักถูกเรียกว่า เหตุการณ์ ปลงพระชนม์หมู่พระราชวงศ์พม่า ซึ่งดำเนินการโดยพระนางอเลนันดอพระมเหสีตำหนักกลางในพระเจ้ามินดง ร่วมกับเสนาบดีในสภาลุตอที่เป็นพันธมิตรของพระนาง ได้แก่ กินหวุ่นมินจีและไตง์ด้ามี่นจี้ เหตุการณ์นี้ทำให้เชื้อพระวงศ์พม่าทั้งพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระเจ้ามินดงหลายพระองค์ถูกปลงพระชนม์ และราชบัลลังก์ได้ส่งผ่านต่อไปยังพระเจ้าสีป่อ ซึ่งเป็นผู้ที่พระนางอเลนันดอและสภาลุตอต้องการให้สืบราชสันตติวงศ์ต่อไป แต่ถึงกระนั้นเหตุการณ์นี้ได้ถูกมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สถาบันกษัตริย์พม่าล่มสลายต่อภัยจักรวรรดินิยม

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

[แก้]
พระเจ้ามินดง พระมหากษัตริย์พม่า (พ.ศ. 2396–2421)

การปฏิรูปของพระเจ้ามินดง

[แก้]

พระเจ้ามินดงครองราชสมบัติพม่านับตั้งแต่ พ.ศ. 2396 จนถึง พ.ศ. 2421 รัชสมัยของพระองค์อยู๋ในช่วงการเผชิญภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยมอังกฤษ พม่าพ่ายแพ้ในสงครามอังกฤษ–พม่าครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. 2395 ส่งผลให้ต้องสูญเสียดินแดนพม่าตอนล่างแก่อังกฤษ ดังนั้นพระเจ้ามินดงจึงครองราชสมบัติในส่วนของพม่าตอนบนได้รับการยกย่องว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถ ด้วยพระองค์ได้ปกป้องดินแดนพม่าตอนบนจากการรุกรานของอังกฤษและดำเนินการปฏิรูปอาณาจักรให้ทันสมัย

พระเจ้ามินดงดำเนินการปฏิรูปแผ่นดินโดยรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางที่ราชสำนักกรุงมัณฑะเลย์ ปฏิรูประบบราชการภายใน ริเริ่มใช้ระบบค่าจ้างเงินเดือนในระบบราชการเพื่อลดอำนาจและฐานรายได้ของเหล่าข้าราชการ ปรับโครงสร้างระบบการเงินในท้องพระคลังใหม่ ปฏิรูปกองทัพพม่าให้เป็นสมัยใหม่ และริเริ่มนำระบบตำรวจหรือกองโปลิศเข้ามาใช้ในราชอาณาจักร[2]

ความสำเร็จของพระเจ้ามินดงล้วนมาจากพระปรีชาสามารถในการคัดสรรเหล่าเสนาบดีที่มีความสามารถมาปฏิบัติหน้าที่[3] ซึ่งได้แก่ เจ้าชายกะนองพระอนุชา เจ้าชายกะนองเป็นนักบริหารที่มีความสามารถและมีแนวคิดสมัยใหม่ เป็นพระอนุชาที่พระเจ้ามินดงโปรดปรานและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2396[4] เจ้าชายกะนองเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน เป็นผู้นำการปฏิรูปร่วมกับพระเชษฐาโดยการส่งราชบัณฑิตในราชสำนักไปศึกษายังประเทศตะวันตกและริเริ่มก่อตั้งอุตสาหกรรมสรรพาวุธในพม่า เจ้าชายกะนองเข้าพระทัยดีว่า การที่พม่ารบแพ้อังกฤษ ก็เพราะความทันสมัยของยุทโธปกรณ์ของกองทัพอังกฤษ[5] ดังนั้นการปฏิรูปกองทัพและสรรพาวุธให้เป็นสมัยใหม่จึงเป็นเป้าหมายทางการเมืองที่สำคัญอย่างหนึ่งของเจ้าชายกะนอง

เสนาบดีที่สำคัญของพระเจ้ามินดงอีกสองคนที่มีอิทธิพลได้แก่ กินหวุ่นมินจีและไตง์ด้ามี่นจี้ กินหวุ่นมินจีเป็นบุคคลที่มีความฉลาดหลักแหลมและมีแนวคิดในการปฏิรูปแบบอย่างตะวันตก ในปี พ.ศ. 2414 เขาเป็นบุคคลที่นำคณะราชทูตของพม่าเดินทางไปยังยุโรปและได้รับการรับรองอธิปไตยของอาณาจักร ถึงกระนั้นเขาไม่ได้เป็นที่นิยมชมชอบในหมู่ประชาชนมากนัก เพราะเขามีท่าทีเอาใจชาวต่างชาติมากเกินไป และมักหาโอกาสจากสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ต่างจากไตง์ด้ามี่นจี้ซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบในหมู่ประชาชน ไตง์ด้ามี่นจี้เป็นเสนาบดีกลุ่มหัวโบราณ เป็นกลุ่มที่เกลียดชังชาวต่างชาติ เขามีทัศนคติเชื่อในความยิ่งใหญ่ของชนชาติพม่า และไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพระเจ้ามินดง เจ้าชายกะนอง และกินหวุ่นมินจี ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ต่อต้านอย่างจริงจัง ไตง์ด้ามี่นจี้มีสติปัญญาและไหวพริบน้อยกว่ากินหวุ่นมินจี แต่มีอำนาจและได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก เนื่องด้วยเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินอย่างยิ่ง[6] บุคคลเหล่านี้จึงเป็นผู้สนับสนุนการปฏิรูปของพระเจ้ามินดงให้ดำเนินไปได้

การปฏิรูปของพระเจ้ามินดงและเจ้าชายกะนองกลับสร้างความไม่พอใจแก่อังกฤษ ที่ต้องการผนวกพม่าเข้าเป็นส่วนหนึ่งในอาณานิคม ในรัชกาลพระเจ้ามินดง รัฐบาลอังกฤษและพม่าไม่ได้มีปัญหากันอย่างเป็นทางการ แต่รัฐบาลอังกฤษหวั่นเกรงและระแวงต่อการปฏิรูปกองทัพ เนื่องจากเจ้าชายกะนองได้ส่งนักเรียนจำนวน 90 คน ไปเรียนวิชาด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และการทหารจากประเทศอิตาลี ฝรั่งเศสและเยอรมนี นอกจากนี้โปรดให้สร้างโรงงานผลิตอาวุธขึ้นในพม่าถึง 3 แห่ง[7] ทำให้รัฐบาลอังกฤษเกรงว่าจะกลายเป็นเรื่องยากในการยึดครองอาณานิคม

ความพยายามก่อรัฐประหารวังหลวง พ.ศ. 2409

[แก้]
เจ้าชายกะนอง องค์รัชทายาทแห่งพม่า

เจ้าชายมยีนกู้น (မြင်ကွန်း) และเจ้าชายมยี่นโกนไดง์ (မြင်းခုံတိုင်) พระโอรสของพระเจ้ามินดงที่ประสูติแต่พระสนมเอกประภาเทวี พระสนมเอกฝ่ายใต้ที่ 1 ได้ก่อการกบฏ พยายามก่อรัฐประหารในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2409[8] การก่อกบฏของเจ้าชายทั้งสองพระองค์เกิดจากความไม่พอพระทัยที่พระเจ้ามินดงผู้เป็นพระราชบิดา ทรงแต่งตั้งเจ้าชายกะนองพระอนุชาซึ่งมีศักดิ์เป็นพระปิตุลาของเจ้าชายทั้งสองขึ้นเป็นรัชทายาท เจ้าชายมยีนกู้นทรงคาดหวังที่จะได้รับตำแหน่งนี้ เจ้าชายทั้งสองพระองค์ทรงได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษซึ่งไม่พอใจแนวทางการปฏิรูปราชอาณาจักรและกองทัพให้ทันสมัยของเจ้าชายกะนอง เพราะทำให้อังกฤษสูญเสียผลประโยชน์ที่จะครอบครองดินแดนพม่า เจ้าชายกะนองถูกปลงพระชนม์ขณะประชุมในสภาลุตอ จากนั้นกองกำลังของเจ้าชายทั้งสองได้บุกพระราชวังหลวงเพื่อปลงพระชนม์พระเจ้ามินดง แต่ทรงหลบหนีออกไปได้ กองทัพกบฏได้สังหารบรรดาราชนิกุลที่ต่อต้าน มีเจ้าชายหลายพระองค์ที่ทรงเป็นเสนาบดีของอาณาจักรถูกปลงพระชนม์ในเหตุการณ์ครั้งนี้

ความพยายามก่อการรัฐประหารล้มเหลวเนื่องจากไม่สามารถปลงพระชนม์พระเจ้ามินดงได้ ว่ากันว่ามือสังหารที่ถูกส่งมาปล่อยให้พระเจ้ามินดงทรงมีเวลาพอที่จะเสด็จหนีไปได้[9] ความล้มเหลวทำให้เจ้าชายทั้งสองทรงถูกต่อต้าน จึงหลบหนีไปยังดินแดนพม่าภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรและทรงได้รับสถานะลี้ภัยจากอังกฤษ พระเจ้ามินดงเสด็จกลับมายังพระราชวังหลวงโดยได้รับชัยชนะ แต่ต้องสูญเสียเจ้าชายกะนองและเสนาบดีที่เป็นกำลังในการปฏิรูปหลายคน ส่งผลให้การปฏิรูปให้ทันสมัยของพม่าเป็นไปอย่างมีอุปสรรค

เหตุการณ์ที่พระโอรสของพระเจ้ามินดงก่อกบฎครั้งนี้ มิคกี้ ฮาร์ท นักประวัติศาสตร์ชาวพม่าให้ความเห็นว่า มีสาเหตุมาจากแรงยุยงภายนอก แต่ไม่มีการทราบอย่างเป็นทางการว่าเป็นฝีมือของฝ่ายใด สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้คือการเกิดข่าวลือแพร่สะพัดภายนอกที่ว่า เจ้าชายกะนองอาจจะทรงได้รับตำแหน่งรัชทายาท ทำให้พระโอรสทั้งหลายของพระเจ้ามินดงทรงเกิดความหวั่นไหวตามข่าวลือและเกรงว่าราชบัลลังก์จะไปได้แก่พระปิตุลาแทน มิคกี้ ฮาร์ทให้ความเห็นว่าข่าวลือมาจากนอกวัง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์กบฎขึ้นมาจริง ทั้งที่จริงแล้วเจ้าชายมยีนกู้นทรงเป็นพระชามาดา (ลูกเขย) ของเจ้าชายกะนองก็ตาม การที่เจ้าชายทั้งสองหลบหนีไปยังเขตอังกฤษ และไม่ยอมส่งตัวเจ้าชายทั้งสองให้พม่าทำการไต่สวน ทำให้อังกฤษถูกมองว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนในการปลงพระชนม์เจ้าชายกะนองเพื่อหยุดยั้งแผนการปฏิรูป แต่ถึงกระนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเจ้าชายทั้งสองในการก่อกบฎ[10]

การสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายกะนองผู้ทรงเป็นรัชทายาทที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ทำให้การสืบราชสันตติวงศ์กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา เพราะพระเจ้ามินดงไม่ทรงเลือกพระราชโอรสองค์หนึ่งองค์ใดเป็นองค์รัชทายาทอย่างเป็นทางการ จึงทำให้เกิดปัญหาและความขัดแย้งในราชสำนักในช่วงปีสุดท้ายของรัชกาล[11]

ผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์

[แก้]

พระเจ้ามินดงทรงพระประชวรในปลายรัชกาลปี พ.ศ. 2421 พระเจ้ามินดงทรงมีพระราชโอรสทั้งหมด 53 พระองค์[12] พระราชธิดา 80 พระองค์[13] แต่บางแหล่งข้อมูลกล่าวว่าทรงมีพระโอรสธิดารวม 70 พระองค์[14] (อาจจะไม่นับพระบุตรที่สิ้นพระชนม์แต่ยังเยาว์) บางพระองค์สิ้นพระชนม์ก่อนหน้านี้ ทั้งสิ้นพระชนม์เมื่อทรงพระเยาว์ และถูกปลงพระชนม์ในคราวกบฏเจ้าชายมยีนกู้นและเจ้าชายมยี่นโกนไดง์ในปี พ.ศ. 2409 พระราชโอรสทั้งหมดล้วนมีสิทธิในราชบัลลังก์ ผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพลสูงซึ่งมีโอกาสในการขึ้นสืบราชบัลลังก์ ได้แก่

  • เจ้าชายโต้นเซ (Prince of Thonze; ประสูติ พ.ศ. 2386 – สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2422) เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 6 ในพระเจ้ามินดง ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโกนิททิวา เป็นพระราชโอรสที่มีพระชันษาสูงสุดในขณะนั้น[15] เนื่องจากพระเชษฐาได้ถูกปลงพระชนม์ในคราวกบฏเจ้าชายมยีนกู้นและเจ้าชายมยี่นโกนไดง์แล้ว เจ้าชายโต้นเซทรงมีบทบาทสำคัญในการเมืองของอาณาจักร โดยดำรงตำแหน่งอุปราชแห่งชเวโบและพะโม ทำให้มีกำลังทหารสนับสนุนอยู่กลุ่มหนึ่ง อีกทั้งในราชสำนักเจ้าจอมมารดาโกนิททิวา พระราชมารดาของพระองค์ทรงมีอิทธิพลสูงในระดับหนึ่ง เนื่องจากมีพระราชบุตรจำนวนมาก
  • เจ้าชายแมะคะยา (Prince of Mekkhara; ประสูติ พ.ศ. 2390 – สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2422) เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 12 ในพระเจ้ามินดง ประสูติแต่พระนางนันทาเทวี พระมเหสีตำหนักเหนือที่ 2 (เทียบเท่าสมเด็จพระอัครชายา) เจ้าชายดำรงตำแหน่งอุปราชแห่งเจาะแซและตองอู ทรงเป็นนักการทหาร มีบทบาทในกองทัพ และได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กล้าหาญ ชำนาญศึก[16] ทรงมีกำลังทหารสนับสนุนจำนวนหนึ่ง
  • เจ้าชายญองย่าน (Prince of Nyaungyan; ประสูติ พ.ศ. 2388 – สิ้นพระชนม์ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2428) เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 11 ในพระเจ้ามินดง ประสูติแต่พระสนมเอกปัทมเทวี พระสนมเอกฝ่ายเหนือ เจ้าชายทรงมีบทบาทเป็นอุปราชแห่งมเยแด้ เจ้าชายทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่เคร่งครัดในศาสนาและเป็นพระราชโอรสองค์โปรดของพระเจ้ามินดง[17] เจ้าชายญองย่านเป็นผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายมากที่สุด
  • เจ้าชายสีป่อ (Prince of Thibaw; ประสูติ 1 มกราคม พ.ศ. 2402 – สิ้นพระชนม์ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2459) เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 31 ในพระเจ้ามินดง ประสูติแต่พระนางล่องชี ทรงเป็นหนึ่งในพระราชโอรสที่พระเจ้ามินดงโปรดปราน แต่แทบไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองใด ๆ พระราชมารดาของเจ้าชายสีป่อทรงเป็นเจ้าหญิงจากรัฐฉาน[18] ทำให้ทรงมีศักดิ์สูงกว่าเจ้าชายหลายพระองค์ที่พระราชมารดาเป็นเพียงบุตรสาวของขุนนาง และทำให้ทรงเป็นหนึ่งในผู้สิทธิในราชบัลลังก์ตามยศศักดิ์ แต่พระราชมารดาของพระองค์ทรงถูกเนรเทศออกจากราชสำนักตามพระราชโองการของพระเจ้ามินดง พระนางทรงดำรงพระชนม์ชีพในช่วงบั้นปลายด้วยการเป็นตีละชีน หรือแม่ชีในภาษาพม่า[19] เจ้าชายสีป่อจึงทรงขาดการสนับสนุน

เหตุการณ์นำ

[แก้]

เมื่อพระเจ้ามินดงทรงประชวรและไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2421 รัฐมนตรีระดับสูงทั้งหมดจึงได้สาบานตนต่อพระมหากษัตริย์และผู้ที่พระองค์ทรงชี้แนะ พระนางอเลนันดอทรงควบคุมประเทศในขณะนั้นโดยพื้นฐานแล้วในนามของพระสวามี เนื่องจากพระธิดาทั้งสามพระองค์เป็นธิดา พระองค์จึงทรงสมคบคิดกับเสนาบดีกินหวุ่นมินจีเพื่อให้เจ้าชายสีป่อซึ่งทรงรักกับพระนางศุภยาลัตพระธิดาองค์กลางได้ขึ้นครองราชย์ กินหวุ่นมินจียังหวังที่จะนำระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญมาใช้หากสีป่อขึ้นครองราชย์[11]

จากคำให้การของ อูอองจี อดีตเลขานุการของกินหวุ่นมินจี ซึ่งอยู่ในที่ประชุมคณะเสนาบดีเพื่อเลือกพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ ระบุว่ามีการประชุมที่หอแก้วเพื่อตัดสินใจเลือกผู้สืบทอดตำแหน่ง ผู้เข้าร่วมประชุมได้แก่ เยนานช่องมินจีอูชเวโซ, ค่านบะมินจีอูชเวมอง, มะกเวมินจีอูไลง์, กินหวุ่นมินจี และพระนางอเลนันดอ รายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อได้แก่ เจ้าชายโต้นเซ, เจ้าชายแมะคะยา, เจ้าชายตากะยะ, เจ้าชายญองโอะ, เจ้าชายญองย่าน และเจ้าชายสีป่อ คณะเสนาบดีทั้งสี่และพระราชินีลงคะแนนลับโดยเขียนชื่อเจ้าชายที่ตนเลือกไว้บนกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แล้วใส่ลงในชามทองคำ เยนานช่องมินจีสนับสนุนเจ้าชายโต้นเซ มะกเวมินจีลงคะแนนให้เจ้าชายแมะคะยา และค่านบะมินจีสนับสนุนเจ้าชายญองย่าน กินหวุ่นมินจีกับพระนางอเลนันดอ ต่างเลือกเจ้าชายสีป่อ และด้วยการสนับสนุนร่วมกันของทั้งสอง พระองค์จึงได้รับการประกาศให้เป็นกษัตริย์ หลังจากการเลือกสีป่อแล้ว ได้มีการพยายามจับกุมเจ้าชายองค์อื่น ๆ เพื่อป้องกันการก่อกบฏในอนาคต[20]

ภายใต้ข้ออ้างว่าพระเจ้ามินดงต้องการอำลาพระโอรสพระธิดา พระนางอเลนันดอได้ออกพระราชโองการจับกุมและคุมขังเชื้อพระวงศ์ที่มีอายุใกล้เคียงกันซึ่งอาจเป็นทายาทสืบบัลลังก์ได้ทั้งหมดเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2421 พระนางอเลนันดอเรียกสมาชิกทุกคนในราชวงศ์มายังพระราชวังมัณฑะเลย์โดยปราศจากอาวุธเพื่อเข้าพบพระเจ้ามินดง ขณะที่พวกเขารอเข้าพบกษัตริย์ กลุ่มติดอาวุธที่นำโดย มอง มอง โตะ ได้เข้าจับกุมพวกเขา[11]

ภารกิจลับของพระนางอเลนันดอรั่วไหลไปถึงพระมเหสีองค์ที่สองแห่งหอทองเหนือซึ่งทำให้พระโอรสทั้งสองของพระองค์ คือเจ้าชายญองย่านและเจ้าชายญองโอะ หลบหนีและลอบไปยังอินเดียโดยผ่านทางพันเอกดันแคน เอกอัครราชทูตอังกฤษ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2421 พระนางอเลนันดอและผู้สมรู้ร่วมคิดได้หารือกัน และมีการประกาศแต่งตั้งเจ้าชายสีป่อเป็นมกุฎราชกุมารโดยไม่แจ้งให้กษัตริย์ทราบ[11]

เมื่อกษัตริย์ทรงทราบถึงสถานการณ์ภายในหนึ่งสัปดาห์เนื่องจากลีนป้านมิบะยา, เทะป้านมิบะยา, โกนิยวามิบะยา และพระมเหสีองค์ที่สองแห่งหอทองเหนือได้แจ้งสถานการณ์ให้พระองค์ทราบ พวกเขาทั้งหมดก็ได้รับการปล่อยตัว และกษัตริย์ทรงแต่งตั้งเจ้าชายโต้นเซ เจ้าชายแมะคะยาและเจ้าชายญองย่าน ไปปกครองจังหวัดชี่น-ดวี่น จังหวัดตอง-ดวี่นจี้ และจังหวัดมยิสินตอนล่าง ตามลำดับ แต่พวกเขาทั้งหมดพร้อมกับญาติบางคนถูกจับกุมอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น[11]

คราวนี้ พระนางอเลนันดอห้ามใครเข้าไปในห้องที่ประทับของกษัตริย์ และรับสั่งให้พระมเหสีตำหนักใต้, เซนโตนมิบะยา, เลป้านซินมิบะยา, ตะระเซนมิบะยา, เลช่ามิบะยา, งะซูนมิบะยา, ตะนะซาริดมิบะยา และ ปะเลปะมิบะยา คอยดูแลกษัตริย์[11]

พระเจ้ามินดงเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2421 และพระเจ้าสีป่อขึ้นครองราชย์หลังจากนั้นสองวัน

ช่วงเวลาเหตุการณ์

[แก้]
พระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2422 พระญาติของราชวงศ์ 5 รายถูกประหาร[11]

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2422 มอง มอง โตะ และผู้ใกล้ชิดอีก 6 คน พร้อมด้วยทหาร 400 นาย ได้นำตัวนักโทษราชวงศ์ที่ถูกคุมขังไว้ก่อนที่พระเจ้ามินดงจะสวรรคตออกไป พวกเขาอ้างว่า Kyedaik (ห้องโถงสัมฤทธิ์) สถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ด้านหน้าที่ประทับของพระราชมารดากษัตริย์ และตำหนักที่เหมาะสมสำหรับนักโทษยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ สมาชิกราชวงศ์ 19 คนถูกประหารในวันนั้น ในคืนถัดมาอีก 19 คนถูกประหาร บางรายถูกทุบคอด้วยไม้ไผ่ บางรายถูกฟันด้วยดาบ การตัดสินใจประหารโดยการทุบคอด้วยไม้ไผ่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พระโลหิตของราชวงศ์หยดลงบนพื้น[21]

ศพของเจ้าชายและเจ้าหญิงซึ่งบรรจุอยู่ในถุงกำมะหยี่สีแดงถูกฝังลงในหลุม มีการใช้ช้างเหยียบย่ำดินเพื่ออัดดินให้แน่น ในช่วงเวลาของการสังหารหมู่ กษัตริย์และมเหสีกำลังทอดพระเนตรการแสดงของคณะละครในพระราชวัง และไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากเสียงดังจากการแสดง[22]

กษัตริย์สีป่อทรงทราบเรื่องนี้จากรายงานของพระราชมารดา ล่องชีมิบะยา ในสภาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2422 และทรงมีพระราชดำรัสให้ปล่อยตัวเจ้าชายอีก 5 พระองค์ที่เหลือ[11]

ตามคำกล่าวของมองมองทิน เจ้าชายพม่าและนักประวัติศาสตร์ สถานที่ที่เจ้านายทั้งหมดถูกประหารชีวิตนั้นไม่ใช่ห้องโถงสัมฤทธิ์ แต่เป็นคุกขนาดใหญ่ภายในอาคารศาลอาญาใกล้ประตูยเวดอจี ทางขวาของรั้ววังทิศตะวันออก[23]

เหยื่อ

[แก้]
เจ้าชายตะเบ พระญาติของพระเจ้ามินดง

มีบันทึกที่แตกต่างกันเกี่ยวกับจำนวนเชื้อพระวงศ์ที่ถูกประหารชีวิต พระราชพงศาวดารราชวงศ์โก้นบอง บันทึกไว้เพียงประมาณสามสิบพระองค์ อย่างไรก็ตาม พงศาวดารในภายหลังมีความแตกต่างกัน Yadanar Theinkha Maha Yazawin กล่าวถึงมากกว่าหกสิบพระองค์ ในขณะที่หนังสือ From Rantapo to Ratnagiri บันทึกไว้มากกว่าสี่สิบพระองค์ และแหล่งข้อมูลจากทั้ง ยุโรปและพม่า บันทึกไว้มากกว่าแปดสิบพระองค์[20]

13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2422

[แก้]
  1. มองโบ ลุงของเจ้าชายโต้นเซและเสนาบดีแห่งบะมอ
  2. มอง ชเว มอง ลุงของเจ้าชายยะนองและเจ้าเมืองเยนันตา
  3. เจ้าชายตะเบ น้องชายของเซนโตนมิบะยาและเจ้าเมืองตะเบ
  4. มยินซูจีหวุ่น มอง ทัตตู ลุงของเจ้าชายญองย่าน
  5. มองโอะ ผู้ว่าการเมืองย่างกุ้ง[24][25]

15/17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2422

[แก้]
  1. เจ้าชายแมะคะยา
  2. เจ้าชายโต้นเซ
  3. เจ้าชายตากะยะ
  4. เจ้าชายปีนแล
  5. เจ้าชายปี้นยะ
  6. เจ้าชายยะนอง
  7. เจ้าชายตองโญ
  8. เจ้าชายโม่ไลง์
  9. เจ้าชายชเวกู
  10. เจ้าชายกะตา
  11. เจ้าชายวู่นโต
  12. เจ้าชายเมืองโต๋น
  13. เจ้าชายเมืองไหย
  14. เจ้าชายงะยะเน
  15. เจ้าชายท่านตะบีน โอรสของเจ้าชายกะนอง
  16. พระมเหสีองค์ที่สองแห่งหอทองเหนือ
  17. เจ้าหญิงกันนี
  18. เจ้าหญิงจานญะ
  19. เจ้าหญิงมะเบ
  20. เจ้าหญิงซีนยีน
  21. ธิดาของเจ้าชายญองโอะ
  22. ธิดาสองพระองค์และโอรสสองพระองค์ของเจ้าชายญองโอะ
  23. ธิดาสามพระองค์และโอรสหนึ่งพระองค์ของเจ้าชายชเวกู
  24. พระญาติที่ไม่ระบุนามของเจ้าชายแมะคะยาจำนวน 17 คน[24][26]

การตอบสนอง

[แก้]

กษัตริย์สีป่อทรงเสียพระทัยอย่างมากกับการสังหารหมู่ และทรงมีพระราชดำรัสประหารเหล่าองครักษ์หลวงที่ไว้ใจได้ (Latthonedaws) และเพชฌฆาตที่รับผิดชอบในการสังหาร อย่างไรก็ตามล่องชีมิบะยาและพระนางศุภยาลัตทรงวิงวอนขอชีวิต โดยตรัสว่าไม่ควรมีการนองเลือดเกิดขึ้นอีกในพระราชวัง ต่อมากษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสอย่างเข้มงวดแก่เหล่าองครักษ์หลวง โดยทรงระบุว่าในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ จะต้องไม่กระทำการใด ๆ โดยปราศจากพระประสงค์และพระราชอำนาจของพระองค์ ในการไว้ทุกข์แก่พระญาติที่สิ้นชีวิต พระองค์ทรงสนับสนุนการบริจาคและพิธีกรรมทางศาสนาอย่างกว้างขวาง โดยอุทิศบุญกุศลให้แก่ผู้ที่ถูกประหารชีวิต[27]

เพื่อตอบโต้การสังหารหมู่ในพระราชวัง รัฐบาลอังกฤษได้ส่งจดหมายประท้วงอย่างเป็นทางการ จดหมายดังกล่าวบรรยายถึงการสังหารว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจและน่าสยดสยอง เรียกร้องให้ไว้ชีวิตสมาชิกราชวงศ์ที่รอดชีวิต และเตือนว่าหากการประหารชีวิตยังคงดำเนินต่อไป ธงชาติอังกฤษจะถูกปลดลงและสถานทูตในมัณฑะเลย์จะถูกถอนออก[27]

กินหวุ่นมินจีตอบอังกฤษว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในประเทศเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใส่ใจคำวิจารณ์จากภายนอก และเป็นเพียงเรื่องของพระมหากษัตริย์องค์หนึ่งที่จะจัดการกิจการภายในประเทศของตนเอง[27]

ข้อกล่าวหา

[แก้]
บุคคลสำคัญที่รับผิดชอบต่อการสังหารหมู่

หลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าบุคคลสำคัญที่ออกคำสั่งหรือรับผิดชอบต่อการสังหารหมู่คือพระนางอเลนันดอและเสนาบดีอาวุโส เช่น กินหวุ่นมินจี, ไตง์ด้ามี่นจี้, เลทินอะตวิ่นหวุ่น รวมถึง ยะนอง มอง มอง โตะ[27]

Sudha Shah ผู้เขียน The King in Exile ระบุว่าบุคคลหลักที่รับผิดชอบต่อการสังหารหมู่คือพระนางอเลนันดอ[22]

นักประวัติศาสตร์และสื่อหลายแห่งกล่าวหาว่าพระนางศุภยาลัตเป็นผู้บงการการสังหารหมู่ที่ไร้ความปราณี แต่พระองค์ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ในการให้สัมภาษณ์กับ Bandoola Journal ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2467[27]

ตอนนั้นฉันยังเป็นวัยรุ่นและอายุน้อยเกินกว่าจะกระทำการโหดร้ายเช่นนั้นได้ การสังหารหมู่ครั้งนั้นต้องถูกจัดฉากโดยเสนาบดีและเจ้าหน้าที่อย่างแน่นอน

ตามที่นักประวัติศาสตร์ชาวพม่าผู้ทรงเกียรติ ต้านชเว กล่าวไว้ พระนางศุภยาลัตทราบเรื่องการสังหารหมู่ แต่ไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบโดยตรง[22]

บางคนกล่าวหาว่ากษัตริย์สีป่อมีส่วนเกี่ยวข้องในการสั่งสังหารหมู่ กษัตริย์สีป่อปฏิเสธว่าไม่ได้สั่งการหรือแม้แต่รู้เรื่องการสังหารเมื่อถูกสอบถามในการสัมภาษณ์โดย Moilin ผู้สื่อข่าวของ ลอนดอนไทมส์ระหว่างที่ทรงลี้ภัย[27]

พระนางศุภยาลัตยังปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ต่อสามีของเธอในขณะที่อยู่ในพม่าหลังจากถูกนักข่าวสัมภาษณ์ ดังที่บันทึกไว้ในหนังสือ Discourse on Supayalat:[27]

(ภาษาพม่า): "အဆောင်ရမိဖုရား၊ ကိုယ်လုပ်တော်များက မွေးတဲ့၊ အစ်ကိုတွေ ညီတွေက နန်းလုဖို့ ကြံစည်အားထုတ်ကြတာကို မောင်တော်သိပေမယ့် မကွပ်မျက်ခိုင်းပါဘူး။ အကျယ်ချုပ်နဲ့ထားခိုင်းပါတယ်။ မောင်တော်အမည်ပျက်အောင် ကင်းဝန်က အင်္ဂလိပ်ပယောဂဖြင့် မင်းသားလတ်၊ မင်းသားငယ်တွေကို သတ်ပစ်ခိုင်းတာပါပဲ။ ထိုကိစ္စနဲ့ပတ်သက်ပြီး မောင်တော်က ကင်းဝန်ကို ရာထူးမှ ခဏချထားဖူးပါတယ်။"

(แปล): "แม้ว่าหม่องดอ (พระเจ้าสีป่อ) จะทรงทราบว่าเจ้าชายที่เกิดจากพระมเหสีและสนมพยายามยึดบัลลังก์ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงสั่งปราบปราม เพียงแต่ทรงสั่งให้จับตาดูอย่างใกล้ชิดเท่านั้น เป็นเจ้ากินหวุ่นที่ได้รับอิทธิพลจากอังกฤษที่สั่งประหารเจ้าชายหนุ่มเหล่านั้นเพื่อทำลายพระนามของหม่องดอ ด้วยเหตุนี้ หม่องดอจึงเคยสั่งพักงานเจ้ากินหวุ่นจากตำแหน่ง"

พระนางศุภยาลัต, Discourse on Supayalat

ประมาณปี พ.ศ. 2479 นักวิชาการชาวพม่าบางคนไม่พอใจกับบันทึกประวัติศาสตร์พม่าบางส่วนที่เขียนโดยชาวต่างชาติ ในบรรดาข้อกล่าวหาที่ชาวต่างชาติเหล่านี้กล่าวหาคือข้อกล่าวหาว่ากษัตริย์สีป่อเป็น 'กษัตริย์กระหายเลือด' นอกจากนี้ บางคนยังกล่าวหาว่ากษัตริย์สีป่อเป็น 'ผู้ติดฝิ่น' อีกด้วย[27]

Harold Fielding Hall นักเขียนและเจ้าหน้าที่รัฐบาลชาวอังกฤษ เขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ในหนังสือ Thibaw's Queen ของเขาในปี พ.ศ. 2442:[27]

ส่วนเรื่องที่ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อการสังหารหมู่ครั้งนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบแน่ชัด แต่สิ่งที่ข้าพเจ้ารู้แน่ชัดก็คือ กษัตริย์หนุ่มสีป่อและพระราชินีผู้เป็นที่รักของพระองค์นั้นบริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิงในเรื่องนี้ พวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลยจนกระทั่งทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว กษัตริย์สีป่อร่ำไห้และโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งต่อพี่น้องและญาติ ๆ ของพระองค์ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน โดยตรัสว่า "หากข้าพเจ้ารู้ว่าพี่น้องของข้าพเจ้าจะต้องพบชะตากรรมเช่นนี้ ข้าพเจ้าคงไม่รับบัลลังก์" อันที่จริงแล้ว พระองค์เป็นชายหนุ่มที่มีอุปนิสัยอ่อนโยนและใจดี

Harold Fielding Hall, Thibaw's Queen (1899)

ผู้ก่อการ

[แก้]

พระมเหสีอเลนันดอ

[แก้]

ประมุขของฝ่ายในของพม่าในขณะนั้นคือ พระนางจักราเทวี มีตำแหน่งเป็นพระอัครมเหสี หรือ นันมะดอมิพยาคองจี้[28] พระนางจักราเทวีเป็นพระราชธิดาในพระเจ้าแสรกแมง (รัชกาลที่ 8) มีศักดิ์เป็นพระขนิษฐาต่างมารดาในพระเจ้ามินดง แต่พระนางไม่ได้ให้กำเนิดพระโอรสหรือธิดา และไม่ทรงสร้างอิทธิพลใด ๆ ทำให้อำนาจและอิทธิพลของราชสำนักฝ่ายในที่แท้จริงตกไปอยู่กับ พระนางซีน-พยูมะชีน หรือที่เป็นที่รู้จักในพระนามว่า พระนางอเลนันดอ (ประสูติ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2364 – สิ้นพระชนม์ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2443) พระราชธิดาในพระเจ้าจักกายแมง (รัชกาลที่ 7) ที่ประสูติแต่พระนางแมนุพระมเหสีเอก พระนางแมนุพระราชมารดาของพระนางทรงเคยสร้างอิทธิพลในการเมืองเหนือพระเจ้าจักกายแมง จนกระทั่งถูกโค่นล้มอำนาจโดยพระเจ้าแสรกแมง พระอนุชาในพระเจ้าจักกายแมง ซึ่งไม่พอใจการขึ้นสู่อำนาจของพระนาง พระนางแมนุถูกประหารชีวิต[29] พระนางอเลนันดอได้ทรงอภิเษกสมรสกับพระเจ้ามินดง ในปี พ.ศ. 2396 และมีพระอิสริยยศเป็นพระมเหสีตำหนักกลางหรือพระมเหสีรองในพระเจ้ามินดง แต่ในช่วงต้นรัชกาลทรงมีอิทธิพลน้อยเนื่องจากมีพระประสูติกาลแต่เพียงพระราชธิดา 3 พระองค์ที่ดำรงพระชนม์ชีพจนเจริญพระชันษา ได้แก่ พระนางศุภยาจี, พระนางศุภยาลัต และพระนางศุภยาเล

อิทธิพลทางการเมืองของพระนางอเลนันดอเริ่มมีมากขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2419 ซึ่งเป็นปีที่พระนางจักราเทวี พระอัครมเหสีสิ้นพระชนม์ และในช่วงปี พ.ศ. 2421 ขณะที่พระเจ้ามินดงทรงพระประชวร หลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายกะนององค์รัชทายาท ทำให้ปัญหาเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ในปลายรัชกาลของพระเจ้ามินดง พระนางอเลนันดอได้รับการบรรยายว่าเป็น "สตรีที่มีไหวพริบเป็นเยี่ยม มีความกล้ายิ่ง แน่วแน่ในสิ่งที่นางปรารถนาโดยไม่แยแสต่อสิ่งอื่นใดภายนอกเหนือไปจากนั้น เฉกเช่นวิถีของสตรีโดยทั่วไป"[30] ทรงเป็นสตรีที่มีความทะเยอทะยาน บางหลักฐานกล่าวหาว่าทรงเป็น "ราชินีเลือดเย็น"[31] พระนางอเลนันดอทรงใช้โอกาสในช่วงพระเจ้ามินดงทรงพระประชวรในการสั่งสมอำนาจ และสร้างพันธมิตรกับเหล่าเสนาบดีในสภาลุตอ จึงทำให้พระนางทรงอิทธิพลใหญ่หลวงในปลายรัชกาล พระนางอเลนันดอทรงต้องการครองอำนาจหลังบัลลงก์ยิ่งกว่าตัวผู้ครองบัลลังก์เอง[32] ดังนั้นทรงต้องการกำหนดผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระเจ้ามินดง และยกพระราชธิดาของพระนางขึ้นเป็นพระอัครมเหสีของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่

พระนางอเลนันดอทรงเลือกเจ้าชายสีป่อในฐานะตัวเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากพระอุปนิสัยของเจ้าชายเป็นคนที่ไม่ทะเยอทะยาน เชื่อฟัง ซึ่งพระนางมองว่าน่าจะถูกชักจูงได้ง่าย และเจ้าชายเป็นผู้คงแก่เรียน โดยเป็นเจ้าชายเพียงพระองค์เดียวที่ผ่านการสอบธรรมวินัยขั้นสูงสุด ทรงมองว่าการเลือกเจ้าชายสีป่อขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ จะช่วยให้เกิดความสมัครสมานระหว่างผู้ที่เคร่งครัดในพระพุทธศาสนาด้วยกันได้เป็นอย่างดี[33] และจะทำให้พระนางทรงได้รับการสนับสนุนด้วยเช่นกัน อีกทั้งเจ้าชายยังทรงมีเลือดขัตติยะทางฝ่ายพระราชมารดาที่เป็นเจ้าหญิงเมืองฉาน จึงมีความเหมาะสมกว่าเจ้าชายองค์อื่นที่มีมารดาเป็นสามัญชน และเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทรงเลือกเจ้าชายสีป่อ คือ เจ้าชายไม่ทรงมีผู้สนับสนุนจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลย แม้กระทั่งญาติทางฝ่ายมารดาก็ไม่มีอิทธิพลใด ๆ จึงทำให้พระนางเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนแต่เพียงกลุ่มเดียว กล่าวกันว่าเคยมีการกราบทูลพระเจ้ามินดงให้ทรงแต่งตั้งเจ้าชายสีป่อเป็นองค์รัชทายาท ซึ่งอาจจะเป็นการกราบทูลของพระนางอเลนันดอหรือเสนาบดีในสภาลุตอ แต่พระองค์ไม่ทรงดำเนินการใด ๆ ทรงเกรงว่าถ้าพระเจ้าสีป่อขึ้นครองราชย์อาจจะไม่สามารถรักษาอิสรภาพของราชอาณาจักรไว้ได้[34] ถึงกระนั้นพระนางอเลนันดอก็ไม่ทรงละความพยายาม ทรงหันเข้าหาเหล่าเสนาบดีเพื่อการสนับสนุนในความประสงค์ของพระนางทั้งด้านอิทธิพลและด้านกองกำลังทหาร จึงกลายเป็นการสร้างกลุ่มการเมืองขึ้นมาต่อสู้กับกลุ่มของเจ้าชายเมะคะหย่าที่ทรงอิทธิพลและมีพระญาติมาก และกลุ่มเจ้าชายญองย่านที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย

ลุตอ

[แก้]

สภาลุตอมีส่วนสำคัญในการดำเนินแผนการรัฐประหาร ซึ่งในขณะนั้นเสนาบดีในสภาลุต่อที่มีความสามารถล้วนถูกสังหารในคราวกบฎเจ้าชายมยีนกู้นและเจ้าชายมยี่นโกนไดง์ ดังนั้นเสนาบดีที่ทรงอิทธิพลในสภาลุต่อในช่วงนี้จึงมีแต่เพียง กินหวุ่นมินจีและไตง์ด้ามี่นจี้ ทั้งสองคนมีบทบาทสำคัญในการก่อรัฐประหารวังหลวงในปี พ.ศ. 2421–2422 ไตง์ด้ามี่นจี้แม้จะไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพระเจ้ามินดง แต่ก็คงสนับสนุนพระองค์ แต่เมื่อพระเจ้ามินดงทรงพระประชวร ไตง์ด้ามี่นจี้จึงพยายามแสวงหาอำนาจและอิทธิพล ด้วยอุดมการณ์ชาตินิยม คลั่งชาติ เกลียดชังชาวอังกฤษ เขาเป็นผู้นำของพวกหัวเก่าที่ยังคงเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพม่า ดังนั้น การเลือกองค์รัชทายาทที่จะมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปย่อมสำคัญสำหรับเขา

ส่วนกินหวุ่นมินจี เป็นเสนาบดีที่ทรงปัญญา สนับสนุนการปฏิรูปของพระเจ้ามินดงอย่างยิ่ง และหวาดหวั่นอย่างยิ่งเมื่อพระเจ้ามินดงทรงพระประชวร เดิมทีกินหวุ่นมินจีโอนอ่อนตามเสนาบดีคนอื่นที่จะสนับสนุนเจ้าชายพระองค์หนึ่งของพระเจ้ามินดงขึ้นเป็นองค์รัชทายาท เจ้าชายญองย่าน เป็นตัวเลือกสำคัญที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

แต่เมื่อพระเจ้ามินดงทรงพระประชวรด้วยโรคบิดและใกล้สวรรคต พระมเหสีอเลนันดอได้ทรงเริ่มดำเนินแผนการเกลี้ยกล่อมเสนาบดีในสภาลุต่อ ทั้งกินหวุ่นมินจีและไตง์ด้ามี่นจี้ต่างเห็นพ้องอย่างยิ่งกับข้อดีที่จะให้เจ้าชายสีป่อขึ้นสืบราชบัลลังก์ตามที่พระมเหสีอเลนันดอทรงเสนอ มีรายงานว่าทรงประทานทองคำหนัก 50 จัต เป็นตัวช่วยสำหรับเสนาบดีคนอื่น ๆ[35] เหล่าเสนาบดีจึงต่างพากันสนับสนุนเพราะเห็นเช่นเดียวกับพระมเหสีอเลนันดอ ว่า เจ้าชายสีป่อนั้นว่านอนสอนง่าย พระมเหสีอเลนันดอทรงชี้ให้ไตง์ด้ามี่นจี้เห็นถึงประโยชน์ที่ว่าเมื่อเจ้าชายสีป่อขึ้นสู่ราชบัลลังก์จะขับไล่พวกอังกฤษ ส่วนกินหวุ่นมินจีก็เห็นประโยชน์ที่ว่าการให้เจ้าชายสีป่อครองบัลลังก์จะทำให้ความปรารถนาที่จะสร้างระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญของพม่าเป็นจริง เช่นอย่างในอังกฤษหรือประเทศในยุโรป ซึ่งกินหวุ่นมินจีได้เคยพบเห็นมาในฐานะคณะทูตของพระเจ้ามินดงใน พ.ศ. 2414

ผลสืบเนื่อง

[แก้]

ปัจจุบัน Kyedaik (ห้องโถงสัมฤทธิ์) ได้รับการกำหนดให้เป็นพื้นที่หวงห้าม และไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปยกเว้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา[27]

แผนการของกินหวุ่นมินจีที่จะเปลี่ยนรัฐบาลจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญไม่ประสบความสำเร็จ แต่เกือบจะเกิดขึ้นจริงผ่านการนำระบบบริหารราชการ 14 กระทรวงมาใช้ ภายใต้ระบบนี้ รัฐมนตรีได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการปกครองโดยการแบ่งหน้าที่กัน อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ถูกยกเลิกหลังจากนั้นเพียงครึ่งปี[27]

ในวัฒนธรรมสมัยนิยม

[แก้]
  • The White Elephant (ဆင်ဖြူတော်) ซึ่งเป็นภาพยนตร์วิทยานิพนธ์ขนาดสั้นของนักศึกษา CalArts ชาวพม่า Thet Chal ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์การสังหารหมู่[36]

อ้างอิง

[แก้]
  1. http://www.royalark.net/Burma/konbau18.htm
  2. Candier, Aurore (December 2011). "Conjuncture and Reform in the Late Konbaung Period". Journal of Burma Studies. 15 (2).
  3. H. Fielding (สุภัตรา ภูมิประภาส แปล). "ราชินีศุภยาลัต จากนางกษัตริย์สู่สามัญชน". กรุงเทพฯ : มติชน, 2558, หน้า 41; ISBN 978-974-02-1439-7
  4. Dr Yi Yi (1982). "Life at the Burmese Court under the Konbaung Kings" (PDF). Historical Research Department, Rangoon. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2009-03-04. สืบค้นเมื่อ 2017-04-28.
  5. Myint Hsan Heart (มิคกี้ ฮาร์ท). "โยเดียกับราชวงศ์พม่า เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้". กรุงเทพฯ : สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ, 2559, หน้า 190; ISBN 978-974-13-3129-1
  6. H. Fielding, pp. 42.
  7. Myint Hsan Heart, pp.190.
  8. Htin Aung, "The Stricken Peacock: Anglo-Burmese Relations 1752–1948", Martinus Nijhoff, The Hague; published 1965; ISBN 978-940-15-1045-5
  9. Shway Yoe (Sir James George Scott) 1882. The Burman – His Life and Notions. New York: The Norton Library 1963. p. 456.
  10. Myint Hsan Heart, pp.190-191.
  11. 1 2 3 4 5 6 7 8 Khin Khin Lay, Dagon (2003). Introduction and Conclusion of Yadanabon (ရတနာပုံ၏နိဒါန်းနှင့်နိဂုံး). pp. 389–405.
  12. http://www.royalark.net/Burma/konbau17.htm
  13. http://www.royalark.net/Burma/konbau18.htm
  14. Scott, J. George (1900). Gazetteer of Upper Burma and the Shan States. 1 (ภาษาพม่า). Vol. 2. Burma: Superintendent, Government Printing. pp. 90–91.
  15. Sudha Shah (สุภัตรา ภูมิประภาส แปล). "ราชันผู้ผลัดแผ่นดิน เมื่อพม่าเสียเมือง". กรุงเทพฯ : มติชน, 2557, หน้า 45; ISBN 978-974-02-1329-1
  16. Sudha Shah, pp. 45.
  17. Sudha Shah, pp. 45.
  18. Sudha Shah, pp. 30.
  19. H. Fielding, pp. 48.
  20. 1 2 ʼA khre pra Mranʻ māʹ nuiṅʻ ṅaṃ reʺ samuiṅʻʺ (ภาษาพม่า). Mranʻ māʹ Chuirhayʻlacʻ Lamʻʺ cañʻ Pātī. 1983.
  21. "ကုန်းဘောင်ခေတ်ဖြစ်ပွားခဲ့တဲ့ နန်းတွင်းတရားဝင်လူသတ်ပွဲကြီး". Myanmarload. December 20, 2017.
  22. 1 2 3 "Massacre at Mandalay Palace". Nation Thailand. 5 August 2013.
  23. Maung Maung Tin (1905). Konbaung Set Yazawin (3 ed.). p. 483.
  24. 1 2 "ဖျောက်ဖျက်စီရင်ခြင်းခံရသော ကုန်းဘောင်မင်းညီမင်းသားများအတွက် ယနေ့အမျှပေးဝေ". Myanma Moethauk Journal (ภาษาพม่า). 7 March 2024.
  25. "၁၂၄၀ ပြည့်နှစ် မန္တလေးနန်းတွင်း အရှုပ်တော်ပုံတွင် စီရင်ဖျောက်ဖျက်ခြင်းခံခဲ့ရသည့် မင်းတုန်းမင်းတရားကြီး၏ ဒုတိယမြောက်ဆောင်တော်မိဖုရားကြီး၊ မက္ခရာမင်းသားကြီးနှင့် မင်းသား ၄၀ ကျော်အားရည်စူး၍ ဆုတောင်းအမျှပေးဝေ". Eleven Media Group Co., Ltd (ภาษาพม่า).
  26. "မြန်မာပြည်မြောက်ပိုင်းရောက် မင်းသားရဲ့ တော်လှန်ရေး". BBC News မြန်မာ (ภาษาพม่า).
  27. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 Htet, Kaung (August 2004). "စုဖုရားလတ်ရှင်းတမ်းနှင့် ပါတော်မူဖြစ်ရပ်များ" [Discourse on Supayalat and the events of the Fall of Mandalay]. Soe Literary.
  28. http://www.royalark.net/Burma/konbau16.htm
  29. http://www.royalark.net/Burma/konbau11.htm
  30. H. Fielding, pp. 49.
  31. Ma Thanegi, "Defiled on the Ayeyarwaddy : one woman's mid-life travel adventures on Myanmar's great river", San Francisco, CA : Thingsasian Press pp. 43; published 2010; ISBN 978-193-41-5924-8
  32. H. Fielding, pp. 52.
  33. H. Fielding, pp. 53.
  34. Sudha Shah, pp. 46.
  35. Sudha Shah, pp. 46.
  36. tctakili (2025-05-01). The White Elephant (ဆင်ဖြူတော်) - CalArts 2025. สืบค้นเมื่อ 2025-05-06 โดยทาง YouTube.