รัฐบัญญัติว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานของชาวอเมริกันอินเดียน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็คสันเรียกร้องให้ผ่านรัฐบัญญัติใน “คำปราศัยต่อรัฐสภาสหรัฐอเมริกาประจำปี” ของปี ค.ศ. 1829)

รัฐบัญญัติว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานของชาวอเมริกันอินเดียน หรือ รัฐบัญญัติว่าด้วยการโยกย้ายอินเดียน ค.ศ. 1830 (อังกฤษ: Indian Removal Act) เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่าการโยกย้ายถิ่นฐานของชาวอเมริกันอินเดียน (Indian removal) ที่ได้รับการลงนามและประกาศใช้เป็นกฎหมายโดยประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็คสันเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1830[1]

รัฐบัญญัติว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานสนับสนุนส่วนใหญ่โดยรัฐทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ที่พยายามจะขยายตัวเข้าไปในดินแดนที่เป็นของ “ชนเผ่าผู้มีวัฒนธรรมทั้งห้า” โดยเฉพาะรัฐจอร์เจียซึ่งเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐในขณะนั้นผู้มีข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกับชาติเชอโรคี ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็คสันหวังว่าการผ่านรัฐบัญญัติจะเป็นการผ่อนคลายวิกฤติการณ์ในจอร์เจีย รัฐบัญญัติฉบับนี้เป็นรัฐบัญญัติที่สร้างความขัดแย้งขึ้นเป็นอันมาก ขณะที่การโยกย้ายตามทฤษฎีแล้วเป็นการโยกย้ายที่เกิดขึ้นโดยความสมัครใจ แต่ตามความเป็นจริงแล้วเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากความกดดันต่อผู้นำของชาติอินเดียนต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นโดยรัฐบาลสหรัฐให้ยอมลงนามในสนธิสัญญาตกลงการโยกย้ายที่ฝ่ายอเมริกันอินเดียนเป็นฝ่ายเสียเปรียบต่าง ๆ

ผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เห็นด้วยกับการโยกย้ายของชาวอเมริกันอินเดียนหรือไม่ก็ตามต่างก็ทราบดีว่าเนื้อหาของรัฐบัญญัติก็คือการพยายามโยกย้ายชาวอเมริกันอินเดียนเกือบทั้งหมดออกจากรัฐต่าง ๆ ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ผู้นำชาวอเมริกันอินเดียนบางเผ่าที่เดิมเคยต่อต้านการโยกย้ายต่างก็เริ่มพิจารณาถึงสถานภาพของตนเอง โดยเฉพาะหลังจากที่ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็คสันได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สองด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้นในปี ค.ศ. 1832

ชาวอเมริกันเชื้อสายยุโรปส่วนใหญ่เห็นพ้องกับรัฐบัญญัติว่าด้วยการโยกย้าย แต่ก็มีผู้คัดค้านกันพอสมควร นักสอนศาสนาคริสเตียนโดยเฉพาะเจอเรอไมห์ อีวาร์ทส์ (Jeremiah Evarts) ประท้วงต่อต้านรัฐบัญญัติ ในสภาคองเกรสวุฒิสมาชิกจากนิวเจอร์ซีย์ธีโอดอร์ เฟรลิงฮูสเซนและสมาชิกสภาคองเกรสเดวิด คร็อคเค็ทจากเทนเนสซีต่างก็กล่าวต่อต้านรัฐบัญญัติ แต่รัฐบัญญัติก็ได้รับการอนุมัติหลังจากการโต้แย้งกันอย่างรุนแรงในรัฐสภา[2]

รัฐบัญญัติว่าด้วยการโยกย้ายปูทางให้รัฐบาลดำเนินการบังคับโยกย้ายชนพื้นเมืองอเมริกันเป็นจำนวนหมื่นไปทางตะวันตกของประเทศ สนธิสัญญาการโยกย้ายฉบับแรกหลังจากการอนุมัติรัฐบัญญัติคือสนธิสัญญาลำธารแดนซิงแรบบิท (Treaty of Dancing Rabbit Creek) ที่ลงนามกันเมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1830 ที่ชอคทอว์ในมิสซิสซิปปีเสียดินแดนทางตะวันออกของแม่น้ำเป็นการแลกเปลี่ยนกับดินแดนทางตะวันตก หลังจากที่เดินทางกันด้วยความยากลำบากไปถึงดินแดนใหม่หัวหน้าของชอคทอว์ก็กล่าวต่อผู้สัมภาษณ์ของหนังสือพิมพ์อาร์คันซอกาเซ็ตต์ว่าการโยกย้ายเป็น “เส้นทางแห่งน้ำตาและความตาย” (trail of tears and death) [3][4] สนธิสัญญานิวอีโคตา (ลงนาม ค.ศ. 1835) เป็นผลให้เชอโรคีต้องทำการเดินทางบนเส้นทางธารน้ำตา ส่วนเซมิโนเลต่อต้านการโยกย้ายและชนบางเผ่าที่รวมทั้งทาสที่หนีมา ซึ่งเป็นชนวนที่ทำให้เกิดสงครามเซมิโนเลครั้งที่สองระหว่างปี ค.ศ. 1835 ถึงปี ค.ศ. 1842 ที่ทำให้เซมิโนเลถูกบังคับให้โยกย้ายและเหลืออยู่เพียงจำนวนไม่กี่คนที่ยังคงอยู่ ราว 3,000 คนเสียชีวิตไปในการต่อสู้กับทหารอเมริกัน[5]

ในปี ค.ศ. 1823 ศาลยุติธรรมสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา (Supreme Court of the United States) ตัดสินในคดี “จอห์นสัน v. มินทอช” (Johnson v. M'Intosh) ว่าอินเดียนสามารถที่จะอยู่ในดินแดนในสหรัฐอเมริกาได้ แต่จะไม่มีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของโฉนดของที่ดินที่อาศัยอยู่ ฉะนั้นจึงไม่มีสิทธิที่จะขายที่ดินโดยตรงให้แก่พลเมืองอเมริกัน[6]

อ้างอิง[แก้]

  1. U.S. Senate passed the bill on 24 April 1830 (
    -19), the U.S. House passed it on 26 May 1830 (102-97); Francis Paul Prucha, The Great Father: The United States Government and the American Indians, Volume I (Lincoln: University of Nebraska Press, 1984), p. 206.
  2. Howe pp. 348-352
  3. Chris Watson. "The Choctaw Trail of Tears". สืบค้นเมื่อ 2008-04-29. 
  4. Len Green. "Choctaw Removal was really a "Trail of Tears"". Bishinik, mboucher, University of Minnesota. สืบค้นเมื่อ 2008-04-28. 
  5. (Eric Foner.Give me liberty.Norton,2006.)
  6. "Indial Removal 1814-1858". Public Broadcasting System. สืบค้นเมื่อ 2009-08-11. 

บรรณานุกรม[แก้]

  • Howe, Daniel Walker. What Has God Wrought: The Transformation of America, 1815-1848. (2007) ISBN 978-0-19-507894-7

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]