ข้ามไปเนื้อหา

รัฐธรรมนูญเกาหลีเหนือ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รัฐธรรมนูญสังคมนิยมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
ภาพรวม
ชื่อต้นฉบับ조선민주주의인민공화국 사회주의헌법
ท้องที่ใช้ประเทศเกาหลี
เสนอ23 ตุลาคม ค.ศ. 1972
วันประกาศ27 ธันวาคม ค.ศ. 1972
มีผลใช้บังคับ27 ธันวาคม ค.ศ. 1972
ระบบรัฐเดี่ยว พรรคการเมืองเดียว สังคมนิยม สาธารณรัฐ
โครงสร้างรัฐบาล
ฝ่าย3
ประมุขแห่งรัฐประธานคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐ
ฝ่ายนิติบัญญัติสภาเดียว (สมัชชาประชาชนสูงสุด)
ฝ่ายบริหารคณะรัฐมนตรี, นำโดยนายกรัฐมนตรี
ฝ่ายตุลาการศาลกลาง
คณะผู้เลือกตั้งสมัชชาประชาชนสูงสุด
ประวัติศาสตร์
นิติบัญญัติชุดแรก25 ธันวาคม ค.ศ. 1972
บริหารชุดแรก27 ธันวาคม ค.ศ. 1972
ตุลาการชุดแรก27 ธันวาคม ค.ศ. 1972
แก้ไขเพิ่มเติม (ครั้ง)10
แก้ไขครั้งล่าสุด28 ธันวาคม ค.ศ. 2023
ผู้ยกร่างคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี
ผู้เขียนคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี
ผู้ลงนามสมัชชาประชาชนสูงสุด
ฉบับก่อนหน้ารัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1948
รัฐธรรมนูญสังคมนิยมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
โชซ็อนกึล
조선민주주의인민공화국 사회주의헌법
ฮันจา
朝鮮民主主義人民共和國社會主義憲法
อาร์อาร์Joseon Minjujuui Inmin Gonghwaguk Sahoejuui Heonbeop
เอ็มอาร์Chosŏn Minjujuŭi Inmin Konghwaguk Sahoejuŭi Hŏnpŏp

รัฐธรรมนูญสังคมนิยมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลี: 조선민주주의인민공화국 사회주의헌법) คือรัฐธรรมนูญของประเทศเกาหลีเหนือ ได้รับการอนุมัติโดยสมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 6 ในการประชุมครั้งแรกเมื่อ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1972 และได้รับการแก้ไขและเพิ่มเติมใน ค.ศ. 1998, 2009, 2012, 2013, 2016, 2019 (สองครั้ง), 2023 และ 2024 โดยเข้ามาแทนที่รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศซึ่งได้รับการอนุมัติใน ค.ศ. 1948

รัฐธรรมนูญประกอบด้วยเจ็ดบทและ 172 มาตราและประมวลหลักการพื้นฐานของเกาหลีเหนือในด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการป้องกันประเทศ สิทธิและหน้าที่พื้นฐานของพลเมือง โครงสร้างรัฐบาลเกาหลีเหนือและสัญลักษณ์ประจำชาติของประเทศ

เกาหลีเหนือยังถูกปกครองโดยสิบหลักการสำหรับการสถาปนาระบบอุดมการณ์เอกานุภาพ ซึ่งบางคนอ้างว่าได้ก้าวข้ามรัฐธรรมนูญและทำหน้าที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศในทางปฏิบัติ[1][2]

ประวัติศาสตร์

[แก้]

รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1948

[แก้]

เกาหลีเหนือเริ่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกภายหลังการประชุมสมัชชาแห่งชาติเพื่อการออกกฎหมายชั่วคราวเกาหลีใต้ในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1946 ซึ่งเริ่มร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวสำหรับเกาหลีใต้และความล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลรวมศูนย์ในเกาหลี เนื่องจากการล่มสลายของคณะกรรมการร่วมสหรัฐ-โซเวียตในวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1947[3]

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1947 สมัชชาประชาชนเกาหลีเหนือจัดตั้งคณะกรรมการ 31 คนขึ้นมาเพื่อร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวถูกนำเสนอต่อสมัชชาประชาชนเกาหลีเหนือในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1948 และมีมติที่จะนำร่างดังกล่าวไปสู่ "การอภิปรายทั่วทั้งประชาชน" ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ถึง 25 เมษายน ค.ศ. 1948[3]

วันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1948 สมัชชาประชาชนเกาหลีเหนือให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ซึ่งต่อมาสมัชชาประชาชนสูงสุดได้ประกาศใช้ทั่วทั้งคาบสมุทรเกาหลีในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1948

อันเดรย์ ลันคอฟ ระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1948 ได้รับการแก้ไขด้วยตนเองโดยโจเซฟ สตาลินร่วมกับเทเรนตี ชตีคอฟ หัวหน้ากองกำลังยึดครองเกาหลีเหนือของโซเวียต ในมอสโก โดยมีบางมาตราที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ในภายหลังโดยผู้ควบคุมดูแลชาวโซเวียต[4]

รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1948 ประกอบด้วย 10 หมวดและ 104 มาตรา บัญญัติการปฏิรูปที่กำลังดำเนินการในเกาหลีเหนือตั้งแต่การก่อตั้งคณะกรรมาธิการประชาชนชั่วคราวเกาหลีเหนือใน ค.ศ. 1946 เช่น การปฏิรูปที่ดิน การโอนกิจการอุตสาหกรรมและทรัพยากรมาเป็นของรัฐ และการให้เสรีภาพและสิทธิหลากหลายแก่ชาวเกาหลี

รัฐธรรมนูญกำหนดให้สมัชชาประชาชนสูงสุดเป็นสถาบันการปกครองสูงสุดในเกาหลีเหนือโดยมีอำนาจหลากหลาย เช่น การออกกฎหมายและการเลือกคณะรัฐมนตรี ศาลสูงสุดและอัยการสูงสุด คณะกรรมาธิการสามัญประจำสมัชชาประชาชนสูงสุดได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจของสมัชชาในช่วงปิดสมัยประชุม รวมถึงการเป็นตัวแทนประเทศในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนคณะรัฐมนตรีถูกจัดตั้งให้เป็นสถาบันบริหารสูงสุด โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล

รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1948 ได้รับการแก้ไขห้าครั้งในเดือนเมษายน ค.ศ. 1954, ตุลาคม ค.ศ. 1954, ค.ศ. 1955, ค.ศ. 1956 และ ค.ศ. 1962

รัฐธรรมนูญสังคมนิยม

[แก้]

เกาหลีเหนือเริ่มร่างรัฐธรรมนูญสังคมนิยมฉบับปัจจุบันเนื่องจากมีความจำเป็นต้องตรากฎหมายเพื่อรองรับนโยบายสังคมนิยมที่ขยายตัวรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในประเทศ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1948 ไม่สามารถสะท้อนสิ่งเหล่านี้ได้อีกต่อไป[3]

ความจำเป็นในการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้มีการพูดคุยกันมาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1960 และในทศวรรษ 1970 การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็กลายเป็นเรื่องเร่งด่วน[5]

วันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1972 มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญสังคมนิยมขึ้นระหว่างการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีชุดที่ 5[3][6] คิม อิล-ซ็องกล่าวในรายงานระหว่างการประชุมว่ามีความจำเป็นต้องประมวล "การปฏิวัติและการสร้างสังคมนิยม" และความสำเร็จของสิ่งเหล่านั้นไว้ในรัฐธรรมนูญ[3]

รัฐธรรมนูญสังคมนิยมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีได้รับการรับรองในการประชุมครั้งที่ 1 ของสมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 5 ในวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1972 วันเดียวกับที่เกาหลีใต้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญยูชิน เอกสารที่คล้ายคลึงกันในด้านการปกครองแบบเผด็จการที่ให้การรับรองทางกฎหมายแก่ระบอบเผด็จการที่มีอยู่แล้ว[7]

รัฐธรรมนูญสังคมนิยมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีได้รับการแก้ไขมาแล้ว 11 ครั้ง ได้แก่ ใน ค.ศ. 1992, 1998, 2009, 2010, 2012, 2013, 2016, เมษายน ค.ศ. 2019, สิงหาคม ค.ศ. 2019, ค.ศ. 2023 และ 2024

โครงสร้าง

[แก้]

รัฐธรรมนูญสังคมนิยมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีประกอบด้วยคำปรารภและ 172 มาตราจัดเรียงเป็นเจ็ดหมวด ณ วันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 2019 รัฐธรรมนูญนี้ถือว่ามีความเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานแนวโน้มสังคมนิยมและชาตินิยมที่แข็งแกร่งรวมถึงการอ้างอิงถึงอุดมการณ์ชูเชของประเทศ[8]

คำปรารภ

[แก้]

คำปรารภอธิบายว่าเกาหลีเหนือ ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี เป็น "รัฐสังคมนิยมชูเช" ที่นำแนวคิดและความสำเร็จของคิม อิล-ซ็องและคิม จ็อง-อิลมาประยุกต์ใช้ในการสร้างชาติ[9]

คิม อิล-ซ็องได้รับการยกย่องในฐานะ "ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีและบิดาแห่งเกาหลีสังคมนิยม" ผู้ซึ่งก่อตั้งแนวคิดชูเชและเปลี่ยนเกาหลีเหนือให้เป็นประเทศสังคมนิยม[9] คิม จ็อง-อิล ได้รับการยกย่องในฐานะ "ผู้รักชาติที่หาที่เปรียบมิได้และผู้ปกป้องเกาหลีสังคมนิยม" ผู้ซึ่งรักษาแนวนโยบายของคิม อิล-ซ็องและเปลี่ยนเกาหลีเหนือให้เป็นมหาอำนาจทางการเมือง-อุดมการณ์ รัฐนิวเคลียร์ และมหาอำนาจทางทหารผ่านการเมืองซ็อนกุน[9]

คำปรารภกล่าวถึงคิม อิล-ซ็องและคิม จ็อง-อิลว่าได้ทำงานเพื่อประชาชนมาโดยตลอดภายใต้คำขวัญของพวกเขาที่ว่า "ประชาชนคือสวรรค์" (이민위천) และทั้งสองยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทำให้เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในโลกที่ประสบความสำเร็จในการสร้างรัฐที่รุ่งเรืองและเป็นเอกราช[9] คำนำยังยกย่องผู้นำทั้งสองว่าเป็น "ผู้กอบกู้ชาติ" ที่ทำงานเพื่อการรวมชาติเกาหลี และเป็น "รัฐบุรุษอาวุโสของโลก" ที่พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเกาหลีเหนือ[9]

คำปรารภระบุว่าแนวคิดและความสำเร็จของคิม อิล-ซ็องและคิม จ็อง-อิลคือ "สมบัติอันยั่งยืนแห่งการปฏิวัติเกาหลี" และเป็นหลักประกันพื้นฐานสำหรับความเจริญรุ่งเรืองของเกาหลีเหนือ ขณะเดียวกันก็ยกให้วังสุริยะคึมซูซันเป็นอนุสรณ์แห่งความเป็นอมตะของผู้นำและสัญลักษณ์ประจำชาติของเกาหลี[9]

คำปรารภระบุถึงคิม อิล-ซ็องและคิม จ็อง-อิลในฐานะผู้นำตลอดกาลของเกาหลีเหนือ และรัฐธรรมนูญจะประกอบด้วยแนวคิดและความสำเร็จของทั้งสองซึ่งทำให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญคิม อิลซ็อง-คิม จ็องอิล[9]

หมวด 1 – การเมือง

[แก้]

หมวด 1 ของรัฐธรรมนูญสังคมนิยมประกอบด้วย 18 มาตราที่ว่าด้วยโครงสร้างทางการเมืองของเกาหลีเหนือ

มาตรา 1 ระบุว่าเกาหลีเหนือ ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี เป็นรัฐสังคมนิยมเอกราช โดยมาตรา 2 ยังระบุอีกด้วยว่าเป็นรัฐปฏิวัติ[10] มาตรา 3 กำหนดให้ลัทธิคิมอิลซ็อง-คิมจ็องอิลเป็นแนวทางสำหรับกิจกรรมต่างๆ ของประเทศ ขณะที่มาตรา 11 กำหนดให้พรรคแรงงานเกาหลีเป็นผู้นำกิจกรรมทั้งหมดของประเทศ[10]

มาตรา 4 ระบุว่าอำนาจอธิปไตยของประเทศเป็นของ ประชาชนผู้ใช้แรงงาน อันประกอบด้วยกรรมกร ชาวนา ทหารและบุคลากรผู้มีความสามารถ ซึ่งจะใช้อำนาจนี้ผ่านผู้แทนของตนในสมัชชาประชาชนสูงสุดและสมัชชาประชาชนท้องถิ่น[10] มาตรา 6 และ 7 ระบุว่าผู้แทนเหล่านี้ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนโดยยึดหลักการเลือกตั้งทั่วไป ทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียงเท่าเทียมกันและเป็นการเลือกตั้งโดยตรง และผู้แทนเหล่านี้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อประชาชน[10]

มาตรา 5 ระบุว่าสถาบันของรัฐถูกจัดตั้งและดำเนินงานโดยยึดหลักประชาธิปไตยรวมศูนย์[10]

มาตรา 8 กำหนดให้มีระบบสังคมแบบ "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง" สำหรับเกาหลีเหนือที่เปลี่ยน "แรงงานให้เป็นเจ้าของทุกสิ่ง" และ "ทุกสิ่งในสังคมรับใช้แรงงาน" และมอบหมายให้รัฐเคารพและปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชน[10]

มาตรา 9 กำหนดให้เกาหลีเหนือมีภารกิจในการบรรลุ "ชัยชนะอันสมบูรณ์ของสังคมนิยม" ในครึ่งทางตอนเหนือของเกาหลีและการรวมชาติเกาหลีเข้าด้วยกัน[10]

มาตรา 10 ระบุว่าเกาหลีเหนือตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "ความเป็นเอกภาพทางการเมืองและอุดมการณ์" ของประชาชนซึ่งอยู่ในกลุ่มพันธมิตรแรงงาน-ชาวนาที่นำโดยชนกรรมาชีพ และประชาชนจะได้รับการปฏิวัติและหลอมรวมโดยรัฐให้เป็นสังคมเดียวที่รวมเป็นหนึ่ง[10] มาตรา 12 เสริมว่ารัฐเกาหลีเหนือจะ "ยึดมั่นในแนวทางชนชั้น" และ "ปกป้องอำนาจของประชาชนและระบบสังคมนิยม" จาก "องค์ประกอบที่เป็นปรปักษ์" ผ่าน "เผด็จการประชาธิปไตยของปวงชน"[10]

มาตรา 13 ระบุว่าเกาหลีเหนือจะแก้ไขปัญหาของประเทศด้วยการค้นหาแนวทางแก้ไขจากมวลชนผ่านระบบงานปฏิวัติ ขณะที่มาตรา 14 ทำให้การเคลื่อนไหวของมวลชนเป็นสถาบัน เช่น ขบวนการธงแดงสามปฏิวัติ เพื่อผลักดันการสร้างสังคมนิยมในประเทศ[10]

มาตรา 15 ระบุว่าเกาหลีเหนือให้การเป็นผู้แทนแก่ชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ และมาตรา 16 รับประกันว่ารัฐจะคุ้มครองผลประโยชน์ของชาวต่างชาติที่อยู่ในเกาหลีเหนือ[10]

มาตรา 17 กำหนดหลักการของความเป็นเอกราช สันติภาพและมิตรภาพให้เป็นพื้นฐานสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเกาหลีเหนือ และประกาศว่าประเทศจะสนับสนุนการต่อสู้ของต่างชาติเพื่อเอกราชและการปลดปล่อย[10]

มาตรา 18 ระบุว่ากฎหมายของเกาหลีเหนือเป็น "การสะท้อนถึงความปรารถนาและผลประโยชน์" ของประชาชน และทุกสถาบัน วิสาหกิจ องค์กรและบุคคลในประเทศจะต้องปฏิบัติตาม[10] รัฐมีหน้าที่ทำให้ระบบกฎหมายสังคมนิยมสมบูรณ์แบบและเสริมสร้างชีวิตที่ยึดถือกฎหมายสังคมนิยมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น[10]

หมวด 2 – เศรษฐกิจ

[แก้]

หมวด 2 ของรัฐธรรมนูญสังคมนิยมประกอบด้วย 19 มาตราที่ว่าด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ

มาตรา 19 ระบุว่าเกาหลีเหนือพึ่งพาความสัมพันธ์ทางสังคมนิยมของการผลิตและรากฐานของเศรษฐกิจแห่งชาติที่เป็นเอกราช[11]

มาตรา 20 ถึง 23 ระบุว่าปัจจัยการผลิตเป็นของรัฐและสหกรณ์ทางสังคม และแสดงรายการบทบัญญัติสำหรับทรัพย์สินของรัฐและสหกรณ์ทางสังคม[11]

มาตรา 24 อนุญาตให้ประชาชนมีทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่งรัฐจะคุ้มครองและรับประกันการสืบทอด[11]

มาตรา 25 ระบุว่าเกาหลีเหนือจะเพิ่มมาตรฐานการครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่องโดยรัฐจะจัดหาอาหาร เครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัยให้[11]

มาตรา 26 ระบุว่าเกาหลีเหนือมีเศรษฐกิจแห่งชาติที่เป็นเอกราช ซึ่งมาตรา 27 ระบุว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมีบทบาทนำ[11]

มาตรา 30 กำหนดชั่วโมงการทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันสำหรับแรงงานซึ่งรัฐจะใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ขณะที่มาตรา 31 ห้ามการทำงานสำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปี[11]

มาตรา 33 ระบุว่าเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือจะถูกบริหารจัดการโดยมวลชนผู้ผลิตภายใต้คณะรัฐมนตรี โดยอิงจาก "ระบบสังคมนิยมของการจัดการธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ" และจากกลไกทางเศรษฐกิจ เช่น ต้นทุน ราคา และกำไร[11]

มาตรา 34 ระบุว่าเกาหลีเหนือมีเศรษฐกิจแบบวางแผนซึ่งรัฐจะพัฒนาโดยอิงจากหลักการสังคมนิยม[11] มาตรา 35 กำหนดข้อกำหนดสำหรับงบประมาณของรัฐโดยอิงจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ[11]

มาตรา 36 ระบุว่าการค้าต่างประเทศในเกาหลีเหนือดำเนินการโดยสถาบันของรัฐ รัฐวิสาหกิจและสหกรณ์ทางสังคมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือในการค้าต่างประเทศ ปรับปรุงโครงสร้างการค้าและพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้ากับต่างประเทศ[11] มาตรา 37 สนับสนุนการร่วมลงทุนกับบริษัทและบุคคลต่างชาติและการจัดตั้งธุรกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษ[11] มาตรา 38 กำหนดนโยบายภาษีศุลกากรเพื่อปกป้องเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ[11]

หมวด 3 – วัฒนธรรม

[แก้]

หมวด 3 ของรัฐธรรมนูญสังคมนิยมประกอบด้วย 18 มาตราที่ว่าด้วยโครงสร้างทางวัฒนธรรมของเกาหลีเหนือ

มาตรา 39 ระบุว่าเกาหลีเหนือมีวัฒนธรรมสังคมนิยม มาตรา 40 ระบุว่าวัฒนธรรมสังคมนิยมมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกฝนประชาชนให้เป็นผู้สร้างสังคมนิยม[12] มาตรา 41 กำหนดให้วัฒนธรรมสังคมนิยมเป็นวัฒนธรรมของประชาชนและเป็นวัฒนธรรมปฏิวัติ[12]

มาตรา 44 กำหนดให้มีการศึกษาของรัฐ การฝึกอบรมบุคลากร การศึกษาด้านเทคโนโลยีและการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน[12] มาตรา 45 กำหนดให้มีการ ศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ทั่วประเทศ มาตรา 46 กำหนดให้มีการฝึกอบรมทางวิทยาศาสตร์และเทคนิค[12] มาตรา 47, 48 และ 49 กำหนดให้มีการศึกษาฟรี มีค่าเผื่อสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยและวิทยาลัย การศึกษาทางสังคม มีเงื่อนไขการศึกษาสำหรับผู้ใช้แรงงานทุกคนและมีสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาลสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนจากรัฐ[12]

มาตรา 50 และ 51 เน้นย้ำว่าเกาหลีเหนือควรพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของตนเอง[12]

มาตรา 52 ระบุว่าเกาหลีเหนือมีศิลปะและวรรณกรรมที่เน้นอุดมการณ์ชูเชและการปฏิวัติซึ่งมีรูปแบบชาตินิยมและเนื้อหาสังคมนิยมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ผลงานทางอุดมการณ์และศิลปะและการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของมวลชนในกิจกรรมทางวรรณกรรมและศิลปะ[12]

มาตรา 53 กำหนดให้รัฐต้องจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัฒนธรรมแก่ประชาชนเพื่อการพัฒนาทั้งทางร่างกายและจิตใจ[12]

มาตรา 54 กำหนดให้รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาภาษาประจำชาติ[12]

มาตรา 55 กำหนดให้รัฐต้องเตรียมความพร้อมให้ประชาชนสำหรับการทำงานและการป้องกันประเทศผ่านกีฬา[12] มาตรา 56 กำหนดให้ประชาชนสามารถ เข้าถึงการดูแลสุขภาพฟรีเพื่อปกป้องสุขภาพของพวกเขา มาตรา 57 กำหนดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสภาพความเป็นอยู่และการทำงานที่ถูกสุขลักษณะผ่านความพยายามในการปกป้องสิ่งแวดล้อมโดยรัฐ[12]

หมวด 4 – การป้องกันประเทศ

[แก้]

หมวด 4 ของรัฐธรรมนูญสังคมนิยมประกอบด้วย 4 มาตราที่ว่าด้วยโครงสร้างการป้องกันประเทศของเกาหลีเหนือ

มาตรา 58 ระบุว่าเกาหลีเหนือมีระบบการป้องกันประเทศที่ครอบคลุมทั้งประชาชนและระดับชาติ[13]

มาตรา 59 ระบุภารกิจของกองทัพเกาหลีเหนือคือการปกป้องคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีที่นำโดยคิม จ็อง-อึน รวมถึงผลประโยชน์ของชนกรรมาชีพ ระบบสังคมนิยม ผลสำเร็จของการปฏิวัติ และอิสรภาพ สันติภาพและเอกราชของประเทศจากการรุกรานจากต่างชาติ[13]

มาตรา 60 ระบุว่าการป้องกันประเทศของเกาหลีเหนือตั้งอยู่บนแนวทางของการป้องกันตนเอง

มาตรา 61 กำหนดให้รัฐจัดตั้งระบบบัญชาการและสภาพแวดล้อมทางทหารแบบปฏิวัติ เสริมสร้างระเบียบวินัยทางทหารและธำรงไว้ซึ่งประเพณีทางทหาร[13]

หมวด 5 – สิทธิและหน้าที่พื้นฐานของพลเมือง

[แก้]

หมวด 5 ของรัฐธรรมนูญสังคมนิยมประกอบด้วย 24 มาตราที่ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง (กงมิน) ในเกาหลีเหนือ

มาตรา 62 ระบุว่าการเป็นพลเมืองของเกาหลีเหนืออยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายสัญชาติ[14]

มาตรา 63 ระบุว่าสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองเกาหลีเหนืออยู่บนพื้นฐานของหลักการรวมหมู่ที่ว่า "หนึ่งเพื่อทุกคน และทุกคนเพื่อหนึ่ง" โดยมาตรา 64 รับประกันสิทธิและความเป็นอยู่ที่ดีของพลเมืองรวมถึงการขยายสิทธิและเสรีภาพของพวกเขาบนพื้นฐานของการรวมและการพัฒนาระบบสังคมนิยม[14]

มาตรา 65 กำหนดให้พลเมืองเกาหลีเหนือทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน[14] พลเมืองมีสิทธิที่จะเลือกและถูกเลือกตั้ง (มาตรา 66) เสรีภาพในการพูด การสื่อสารมวลชน การชุมนุม การเดินขบวนและการรวมกลุ่ม (มาตรา 67) เสรีภาพในการนับถือศาสนา (มาตรา 68) สิทธิในการยื่นเรื่องร้องเรียนและคำร้อง (มาตรา 69) สิทธิในการทำงาน (มาตรา 70) สิทธิในการพักผ่อนหย่อนใจ (มาตรา 71) สิทธิในการรักษาพยาบาลฟรี (มาตรา 72), สิทธิในการศึกษาฟรี (มาตรา 73) เสรีภาพในการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วรรณกรรมและศิลปะ (มาตรา 74) เสรีภาพในการอยู่อาศัยและการเดินทาง (มาตรา 75) และการคุ้มครองส่วนบุคคลและที่อยู่อาศัย รวมถึงความเป็นส่วนตัวในการติดต่อสื่อสาร (มาตรา 79)[14]

มาตรา 76 ให้การคุ้มครองเป็นพิเศษจากรัฐและสังคมแก่นักปฏิวัติ ครอบครัวของนักปฏิวัติและผู้พลีชีพเพื่อชาติ ครอบครัวของทหารกองทัพประชาชนเกาหลีและทหารผ่านศึกผู้พิการ[14]

มาตรา 77 กำหนดให้สตรีมีสถานะทางสังคมและสิทธิเท่าเทียมกับบุรุษ รวมถึงการคุ้มครองพิเศษสำหรับมารดาและเด็ก[14]

มาตรา 78 กำหนดให้รัฐคุ้มครองการสมรสและครอบครัว[14]

มาตรา 80 ให้สิทธิแก่ชาวต่างชาติที่ต่อสู้เพื่อสันติภาพ ประชาธิปไตย เอกราช สังคมนิยมและเสรีภาพในการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมในการขอพึ่งพิงทางการเมืองในเกาหลีเหนือ[14]

พลเมืองมีหน้าที่ปกป้อง "ความเป็นเอกภาพทางความคิดและอุดมการณ์ของประชาชน" และทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคมและประชาชน (มาตรา 81) ปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐและมาตรฐานการดำเนินชีวิตแบบสังคมนิยมและปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของการเป็นพลเมืองเกาหลีเหนือ (มาตรา 82) เข้าร่วมในการทำงานและปฏิบัติตามระเบียบวินัยและชั่วโมงการทำงาน (มาตรา 83) ดูแลทรัพย์สินของรัฐและสหกรณ์ทางสังคมและบริหารจัดการเศรษฐกิจของชาติ (มาตรา 84) เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิวัติและต่อสู้เพื่อความมั่นคงของรัฐ (มาตรา 85) และปกป้องประเทศและรับรัฐการในกองทัพ (มาตรา 86)[14]

หมวด 6 – องค์กรของรัฐ

[แก้]

หมวด 6 ของรัฐธรรมนูญสังคมนิยมประกอบด้วยบทความ 80 มาตรา จัดแบ่งออกเป็นแปดตอยที่ว่าด้วยโครงสร้างการจัดองค์กรของรัฐบาลเกาหลีเหนือ

ตอน 1 ระบุว่าสมัชชาประชาชนสูงสุดคือสถาบันอำนาจสูงสุดของรัฐที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ประกอบด้วยผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งผ่านการออกเสียงประชามติทั่วไป เท่าเทียมและโดยตรงด้วยการลงคะแนนลับ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี สมัชชาประชาชนสูงสุดมีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บัญญัติหรือแก้ไขกฎหมาย เลือกหรือถอดถอนประธานคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐ สมาชิกคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐ ประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสมัชชาประชาชนสูงสุด สมาชิกคณะกรรมาธิการสามัญสมัชชาประชาชนสูงสุด นายกรัฐมนตรี สมาชิกคณะรัฐมนตรี อัยการสูงสุดของสำนักงานอัยการสูงสุด ประธานและหัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงสุด อนุมัติแผนของรัฐเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ อนุมัติงบประมาณของชาติ และให้สัตยาบันหรือยกเลิกสนธิสัญญาที่นำเสนอต่อสมัชชาฯ[15]

ตอน 2 ระบุว่าประธานคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ รวมถึงเป็นประมุขแห่งรัฐและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพ ประธานฯ มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการของรัฐโดยรวม นำการทำงานของคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐ แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่รัฐคนสำคัญ ให้สัตยาบันหรือยกเลิกสนธิสัญญาสำคัญกับต่างประเทศ ประทานอภัยโทษพิเศษ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สถานะสงครามและคำสั่งระดมพล จัดตั้งคณะกรรมการป้องกันประเทศในยามสงคราม และออกคำสั่ง[16]

มาตรา 3 ระบุว่าคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐเป็นองค์กรผู้นำสูงสุดที่มุ่งเน้นนโยบาย ประกอบด้วยประธาน รองประธานและสมาชิก คณะกรรมการนี้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสำคัญของรัฐ ออกคำวินิจฉัยและคำสั่ง และกำกับดูแลการปฏิบัติตามคำสั่งของประธานคณะกรรมการและคำวินิจฉัยและคำสั่งของคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐ[17]

ตอน 4 ระบุว่าคณะกรรมาธิการสามัญประจำสมัชชาประชาชนสูงสุดเป็นสถาบันอำนาจรัฐสูงสุดในระหว่างที่สมัชชาประชาชนสูงสุดอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุม คณะกรรมาธิการฯ ประกอบด้วยประธาน รองประธานและสมาชิกที่ได้รับมอบหมายจากบรรดาผู้แทนของสมัชชา คณะกรรมาธิการฯ มีอำนาจดังนี้ ใช้อำนาจนิติบัญญัติ เรียกประชุมสมัชชาประชาชนสูงสุด ตีความรัฐธรรมนูญ กำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย จัดการเลือกตั้งแต่งตั้งหรือถอดถอนสมาชิกคณะรัฐมนตรีและผู้พิพากษาและผู้ประเมินประชาชนของศาลกลาง อนุมัติหรือยกเลิกสนธิสัญญา ตัดสินใจเกี่ยวกับการแต่งตั้งและเรียกคืนผู้แทนทางทูตประจำสาธารณรัฐ สถาปนาและมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ เหรียญตราและเกียรติยศในนามของสาธารณรัฐ และให้การนิรโทษกรรมทั่วไป ประธานฯ มีหน้าที่ในการรับสาส์นตราตั้งและสาส์นเรียกคืนของผู้แทนทางการทูตต่างประเทศประจำสาธารณรัฐโดยต้องได้รับความยินยอมอย่างเต็มที่จากสำนักงานประธานคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐ[18]

ตอน 5 ระบุว่าคณะรัฐมนตรีเป็นสถาบันบริหารและผู้ใช้อำนาจรัฐที่รับผิดชอบการบริหารจัดการรัฐโดยรวม มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า และประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี ประธาน รัฐมนตรี และสมาชิกอื่น ๆ ตามความจำเป็น คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินนโยบายของรัฐ ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและจัดทำงบประมาณของรัฐ คณะรัฐมนตรีและการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งจะได้รับการแต่งตั้งและถอดถอนโดยสมัชชาประชาชนสูงสุดและ/หรือคณะกรรมาธิการสามัญประจำสมัชชาฯ[19]

ตอน 6 ระบุว่าสมัชชาประชาชนท้องถิ่นเป็นองค์กรอำนาจรัฐท้องถิ่นในระดับจังหวัด เทศบาล เมือง เขจและเทศมณฑล และให้อำนาจนิติบัญญัติที่จำกัดแก่องค์กรเหล่านี้โดยเฉพาะในเรื่องนโยบายท้องถิ่น[20] ขณะเดียวกัน ตอน 7 ระบุว่า คณะกรรมาธิการประชาชนท้องถิ่นเป็นองค์กรอำนาจรัฐท้องถิ่นเมื่อสมัชชาประชาชนท้องถิ่นไม่ได้อยู่ในสมัยประชุมและเป็นหน่วยงานบริหารและปกครองท้องถิ่นของอำนาจรัฐ[21]

ตอน 8 มอบอำนาจการสอบสวนและดำเนินคดีแก่สำนักงานอัยการสาธารณะภายใต้สำนักงานอัยการสูงสุด และมอบอำนาจตุลาการแก่ศาลที่อยู่ภายใต้ศาลสูงสุด[22]

หมวด 7 – ตราแผ่นดิน ธงชาติ เพลงชาติ และเมืองหลวง

[แก้]

หมวด 7 ของรัฐธรรมนูญสังคมนิยมประกอบด้วย 4 มาตราที่กำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติของเกาหลีเหนือ

มาตรา 169 ให้รายละเอียดเกี่ยวกับตราแผ่นดิน ขณะที่มาตรา 170 ให้รายละเอียดเกี่ยวกับธงชาติ

มาตรา 171 ระบุว่า "แอกุกกา" เป็นเพลงชาติ

มาตรา 172 ระบุว่าเปียงยางเป็นเมืองหลวงของประเทศ

การแก้ไขเพิ่มเติม

[แก้]

ตามหมวด 6 ตอน 1 มาตรา 97 ของรัฐธรรมนูญสังคมนิยมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี รัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยการอนุมัติจากจำนวนสมาชิกในสมัชชาประชาชนสูงสุดมากกว่าสองในสามของจำนวนทั้งหมด[15]

นับตั้งแต่ประกาศใช้ใน ค.ศ. 1972 รัฐธรรมนูญสังคมนิยมได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมถึงแปดครั้งใน ค.ศ. 1992, 1998, 2009, 2010, 2012, 2013, 2016 และ 2019 การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกาหลีเหนือมักถูกมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสิ้นเชิงเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาจากเอกสารฉบับเดิมเป็นอย่างมาก

ค.ศ. 1992

[แก้]

รัฐธรรมนูญสังคมนิยมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีได้รับการแก้ไขครั้งแรกในการประชุมครั้งที่ 3 ของสมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 9 ในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1992

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ตอกย้ำตำแหน่งของคิม จ็อง-อิลในฐานะผู้สืบทอดอำนาจจากคิม อิล-ซ็อง โดยทำให้คณะกรรมการป้องกันประเทศกลายเป็นสถาบันแยกต่างหากจากคณะกรรมาธิการประชาชนกลาง นอกจากนี้ ยังไม่มีการระบุให้ประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพและประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศอีกต่อไป ส่งผลให้ประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดทางการทหาร[23] บทบัญญัติเหล่านี้ทำให้คิม จ็อง-อิลสามารถเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพประชาชนเกาหลีในวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1991 และประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1993

การแนะนำการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังเป็นการตอบสนองต่อการปฏิวัติ ค.ศ. 1989 ในยุโรปตะวันออกและการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โดยมีการ ถอดการกล่าวถึงลัทธิมากซ์–เลนินออกจากรัฐธรรมนูญ และบัญญัติหลักปรัชญาชูเชให้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญโดยระบุว่าพรรคแรงงานเกาหลีมีบทบาทนำในกิจกรรมของประเทศ นอกจากนี้ยังยกเลิกข้อกำหนดนโยบายต่างประเทศว่าด้วยความร่วมมือกับรัฐสังคมนิยมและนำหลักความเป็นเอกราช สันติภาพและความเป็นปึกแผ่นมาเป็นพื้นฐานสำหรับนโยบายต่างประเทศของเกาหลีเหนือ[23]

การแก้ไขนี้บอกใบ้ถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้โดยเปลี่ยนจุดยืนจากการรวมชาติด้วยการปฏิวัติเป็นการรวมชาติอย่างสันติ[23]

การแก้ไขนี้ยังนำบทบัญญัติทางเศรษฐกิจมาใช้ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเน้นย้ำเศรษฐกิจของชาติที่เป็นเอกราชและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังนำบทบัญญัติสำหรับการร่วมทุนระหว่างสถาบัน วิสาหกิจและองค์กรของประเทศกับบริษัทและบุคคลต่างชาติมาใช้ด้วย[23]

การแก้ไขได้ปรับปรุงตราแผ่นดินให้รวมภูเขาแพ็กดูไว้ด้วย และรับรองแอกุกกาให้เป็นเพลงชาติ

ค.ศ. 1998

[แก้]

รัฐธรรมนูญสังคมนิยมได้รับการแก้ไขเป็นครั้งที่สองในการประชุมครั้งแรกสมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 10 ในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1998

การแก้ไขครั้งนี้ได้รับอนุมัติเพื่อนำเสนอการเปลี่ยนแปลงในระบบการปกครองของเกาหลีเหนือ หลังอสัญกรรมของคิม อิล-ซ็องใน ค.ศ. 1994

การแก้ไขดังกล่าวรวมถึงคำปรารพที่ประกาศให้คิม อิล-ซ็องเป็นประธานาธิบดีตลอดกาลและเรียกขานรัฐธรรมนูญว่าเป็น "รัฐธรรมนูญคิม อิล-ซ็อง" ที่มีพื้นฐานมาจากแนวคิดและความสำเร็จของอดีตผู้นำ นอกจากนี้ ยังยกเลิกตำแหน่งประธานาธิบดีและคณะกรรมาธิการประชาชนกลาง โดยอำนาจในฐานะประมุขแห่งรัฐของประธานาธิบดีถูกโอนไปยังคณะผู้บริหารสูงสุดประจำสมัชชาประชาชนสูงสุด (โดยให้ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ) ขณะที่อำนาจด้านการบริหารรัฐกิจของประธานาธิบดีถูกโอนไปยังคณะรัฐมนตรี[23]

การแก้ไขยังขยายอำนาจของคณะกรรมการป้องกันประเทศให้รวมถึงการควบคุมทั่วไปด้านการป้องกันประเทศ[23]

การแก้ไขยังพยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือโดยมีการนำเสนอข้อกำหนดเกี่ยวกับการลดวัตถุที่รัฐสามารถเป็นเจ้าของ การขยายทรัพย์สินของสหกรณ์ทางสังคมและทรัพย์สินส่วนบุคคล การทำให้พลเมืองสามารถหารายได้จากการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย การรับรู้ต้นทุน ราคาและกำไรเป็นพื้นฐานของการบริหารเศรษฐกิจ และการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ[23]

ค.ศ. 2009

[แก้]

รัฐธรรมนูญสังคมนิยมได้รับการแก้ไขเป็นครั้งที่สามในการประชุมครั้งแรกของสมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 12 ในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2009

การแก้ไขครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการพยายามตอกย้ำตำแหน่งของคิม จ็อง-อิลเนื่องจากมีความกังวลเกิดขึ้นหลังเขาล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2008 การแก้ไขนี้ได้แต่งตั้งให้ประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศเป็นผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือและขยายอำนาจของเขาให้ครอบคลุมการนำกิจการของรัฐโดยรวม นอกจากนี้ยังกำหนดให้กองทัพมีหน้าที่ปกป้อง "กองบัญชาการแห่งการปฏิวัติ"[24]

การแก้ไขยังนำการกล่าวถึงลัทธิคอมมิวนิสต์ออกจากรัฐธรรมนูญและรับรองว่าเกาหลีเหนือเป็นรัฐสังคมนิยมที่ยึดมั่นในนโยบายซ็อนกุนของคิม จ็อง-อิลควบคู่ไปกับชูเช[24]

ค.ศ. 2010

[แก้]

รัฐธรรมนูญสังคมนิยมได้รับการแก้ไขเป็นครั้งที่สี่ในการประชุมครั้งที่ 2 ของสมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 12 ในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2010

การแก้ไขครั้งนี้ได้เปลี่ยนชื่อศาลกลางเป็นศาลสูงสุดและเปลี่ยนชื่อสำนักงานอัยการกลางเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด

ค.ศ. 2012

[แก้]

รัฐธรรมนูญสังคมนิยมได้รับการแก้ไขเป็นครั้งที่ห้าในการประชุมครั้งที่ 5 ของสมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 12 ในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 2012 การแก้ไขครั้งนี้ได้รับอนุมัติเพื่อนำเสนอการเปลี่ยนแปลงในระบบการปกครองของเกาหลีเหนือหลังอสัญกรรมของคิม จ็อง-อิลใน ค.ศ. 2011

คำปรารภได้รับการปรับปรุงเพื่อรวมชื่อคิม จ็อง-อิล ซึ่งได้รับการยกย่องว่าปกป้องนโยบายของคิม อิล-ซ็องและเปลี่ยนเกาหลีเหนือให้เป็นมหาอำนาจทางการเมือง-อุดมการณ์ รัฐนิวเคลียร์ และมหาอำนาจทางทหารผ่านนโยบายซ็อนกุน นอกจากนี้ยังประกาศให้คิม จ็อง-อิลเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศตลอดกาลและยังยอมรับว่าแนวคิดและความสำเร็จของเขาก็เป็นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อรัฐธรรมนูญคิม อิลซ็อง-คิม จ็องอิล

ตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศถูกแทนที่ด้วยประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศหมายเลขหนึ่ง

ค.ศ. 2013

[แก้]

รัฐธรรมนูญสังคมนิยมได้รับการแก้ไขเป็นครั้งที่หกในการประชุมครั้งที่ 7 ของสมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 12 ในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2013

คำปรารภได้รับการแก้ไขให้รวมถึงวังสุริยะคึมซูซัน ซึ่งได้รับการกำหนดให้เป็นอนุสรณ์เพื่อความเป็นอมตะของคิม อิล-ซ็องและคิม จ็อง-อิลและเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของเกาหลี

การศึกษาภาคบังคับได้รับการแก้ไขจาก 10 เป็น 12 ปีหลังกฎหมายว่าด้วยการขยายการศึกษาภาคบังคับของเกาหลีเหนือได้รับอนุมัติในการประชุมครั้งที่ 6 ของสมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 12 ในวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 2012

ค.ศ. 2016

[แก้]

รัฐธรรมนูญสังคมนิยมได้รับการแก้ไขเป็นครั้งที่เจ็ดในการประชุมครั้งที่ 4 ของสมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 13 ในวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 2016

คำปรารภได้รับการแก้ไขเพื่อเชิดชูคิม อิล-ซ็องและคิม จ็อง-อิลให้เป็นผู้นำตลอดกาลแห่งชูเชเกาหลี

ตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศหมายเลขหนึ่งถูกแทนที่ด้วยประธานคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐ ขณะที่คณะกรรมการป้องกันประเทศถูกแทนที่ด้วยคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐซึ่งได้รับการกำหนดให้เป็นองค์กรผู้นำสูงสุดด้านนโยบายของสาธารณรัฐ โดยมีหน้าที่ขยายออกไปครอบคลุมเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นข้อกังวลของชาติ ทำให้เป็นผู้สืบทอดโดยพฤตินัยของคณะกรรมาธิการประชาชนกลาง

ศาลสูงสุดถูกเปลี่ยนชื่อเป็นศาลกลาง ขณะที่สำนักงานอัยการสูงสุดถูกเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานอัยการกลาง

ค.ศ. 2019

[แก้]

รัฐธรรมนูญสังคมนิยมได้รับการแก้ไขเป็นครั้งที่ 8 และ 9 ตามลำดับในการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 1 และ 2 ของสมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 14 ในวันที่ 11 เมษายน และ 29 สิงหาคม ค.ศ. 2019

ประธานคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประมุขแห่งรัฐ ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสมัชชาประชาชนสูงสุดและได้รับการเลือกตั้งและปลดจากตำแหน่งด้วยคะแนนเสียงข้างมากในการประชุมเต็มคณะ ประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสมัชชาประชาชนสูงสุดยังคงมีหน้าที่รับสาสน์ตราตั้งและสาสน์เรียกตัวของผู้แทนทางทูตต่างประเทศประจำสาธารณรัฐ โดยที่ประธานคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐมีหน้าที่แต่งตั้งและปลดผู้แทนทางทูตเหล่านี้ คำสั่งของประธานคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐมีฐานะเหนือกว่าข้อบัญญัติของสมัชชาประชาชนสูงสุดยกเว้นข้อบัญญัติที่สำคัญกว่าที่ประธานอาจตราขึ้นได้ รวมถึงกฤษฎีกาและมติที่กระทำโดยคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐ

การป้องกันประเทศไม่ได้รับการเน้นย้ำถึงบทบาทของคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐอีกต่อไป

ปัญญาชนไม่ถูกอ้างถึงในภาษาเกาหลีว่า 근로인테리 kŭllo int'eri (หรือปัญญาชนผู้ใช้แรงงาน) แต่เป็น 지식인 chisigin (หรือบุคลากรที่มีความสามารถ)

จิตวิญญาณช็องซันรีและวิธีการช็องซันรีถูกแทนที่ด้วยวิธีการทำงานแบบปฏิวัติเป็นหลักการสำหรับกิจกรรมของเกาหลีเหนือ

คณะรัฐมนตรีได้รับบทบาทนำในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ

ระบบการทำงานแทอันของการจัดการเศรษฐกิจถูกแทนที่ด้วยระบบสังคมนิยมของการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ

บทบัญญัติว่าด้วยการค้าต่างประเทศได้รับการขยายให้รวมถึงการรักษาน่าเชื่อถือทางการค้าต่างประเทศ การปรับปรุงโครงสร้างการค้าและการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าต่างประเทศ

การปกป้องคณะกรรมการกลางพรรคที่นำโดยคิม จ็อง-อึนถูกรวมอยู่ในภารกิจของกองทัพประชาชนเกาหลีและองค์กรสำรอง

ค.ศ. 2023

[แก้]

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2023 สมัชชาประชาชนสูงสุดลงมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้โครงการนิวเคลียร์ที่ดำเนินอยู่ของประเทศได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าโครงการและสิทธิดังกล่าวเป็นเครื่องมือยับยั้งการยั่วยุของสหรัฐ[25][26][27]

ค.ศ. 2024

[แก้]

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2024 รัฐธรรมนูญสังคมนิยมถูกแก้ไขโดยการประชุมครั้งที่ 11 ของสมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 14 รายงานอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวกลางเกาหลีระบุถึงการเปลี่ยนแปลงอายุการลงคะแนนเสียงและอายุการทำงาน[28] ต่อมาในวันที่ 17 ตุลาคม สื่อของรัฐกล่าวถึงบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เป็น "รัฐปรปักษ์" ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงของคิม จ็อง-อึนในการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีที่ประกาศละทิ้งการรวมชาติอย่างสันติและถือว่าเกาหลีใต้เป็นรัฐต่างชาติและรัฐปรปักษ์[29][30]

ค.ศ. 2025

[แก้]

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2025 การประชุมครั้งที่ 12 สมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 14 ทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญสังคมนิยม รายงานอย่างเป็นทางการได้ประกาศการเปลี่ยนชื่อศาลกลางเป็นศาลสูงสุด และเปลี่ยนชื่อสำนักงานอัยการกลางเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด [31]

ข้อมูลฉบับเต็มของรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎหมายเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2024 และมกราคม ค.ศ. 2025 ยังไม่เปิดเผยต่อผู้สังเกตการณ์ต่างชาติ ณ วันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 2025

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "N. Korea revises leadership ideology to legitimize rule of Kim Jong-un". Yonhap News Agency. August 12, 2013. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 10, 2016. สืบค้นเมื่อ January 20, 2014.
  2. Lim, Jae-Cheon (2008). Kim Jong-il's Leadership of North Korea. United Kingdom: Routledge. ISBN 9780203884720. สืบค้นเมื่อ January 20, 2014.
  3. 1 2 3 4 5 "12/27 사회주의헌법절 – ① 북한 헌법의 역사는 어떻게 될까?". NK Today. 27 December 2015. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 July 2019. สืบค้นเมื่อ 30 July 2019.
  4. "Terenti Shtykov: the other ruler of nascent North Korea" by Andrei Lankov. "...even the North Korean constitution was edited by Stalin himself and became law of the land only after a lengthy discussion in Moscow, where Shytkov and Stalin sat together looking through the draft of the country's future supreme law. They approved it, but not completely, since some articles were rewritten by Soviet supervisors. So Shytkov, together with Stalin himself, can be seen as the authors of the North Korean constitution." Korea Times เก็บถาวร เมษายน 17, 2015 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  5. "한없이 고결한 풍모". DPRK Today (ภาษาเกาหลี). สืบค้นเมื่อ 31 July 2019.
  6. "당중앙위원회 전원회의 – 제5기" [Plenary Meeting of the Party Central Committee – 5th Session]. NK Chosun (ภาษาเกาหลี). 30 October 2013. สืบค้นเมื่อ 31 July 2019.
  7. Documents show Park Chung-hee informed NK of Yushin in advance
  8. Maddex 2012, p. 328.
  9. 1 2 3 4 5 6 7 "PREAMBLE". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 December 2019. สืบค้นเมื่อ 1 August 2019.
  10. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 "CHAPTER I. POLITICS". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 February 2019. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  11. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 "CHAPTER II. ECONOMY". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 September 2019. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  12. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 "CHAPTER III. CULTURE". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 August 2020. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  13. 1 2 3 "CHAPTER IV. NATIONAL DEFENSE". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 August 2020. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  14. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 "CHAPTER V. FUNDAMENTAL RIGHTS AND DUTIES OF CITIZENS". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 December 2019. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  15. 1 2 "SECTION 1. THE SUPREME PEOPLE'S ASSEMBLY". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 September 2020. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  16. "SECTION 2. THE CHAIRMAN OF THE STATE AFFAIRS COMMISSION OF THE DEMOCRATIC PEOPLE'S REPUBLIC OF KOREA". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 February 2021. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  17. "SECTION 3. THE STATE AFFAIRS COMMISSION". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 September 2020. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  18. "SECTION 4. THE PRESIDIUM OF THE SUPREME PEOPLE'S ASSEMBLY". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 September 2020. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  19. "SECTION 5. THE CABINET". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 January 2020. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  20. "SECTION 6. THE LOCAL PEOPLE'S ASSEMBLY". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 September 2020. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  21. "SECTION 7. THE LOCAL PEOPLE'S COMMITTEE". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 September 2020. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  22. "SECTION 8. THE PUBLIC PROSECUTORS OFFICE AND THE COURT". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 May 2019. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  23. 1 2 3 4 5 6 7 Yoon, Dae-kyu (2003). "The Constitution of North Korea: Its Changes and Implications". Fordham International Law Journal. 27.
  24. 1 2 Zook, Darren C. (2012). "Reforming North Korea: Law, Politics, and the Market Economy" (PDF). Stanford Journal of International Law.
  25. Herskovitz, Jon (27 September 2023). "North Korea Amends Constitution to Enshrine Permanent Growth of Nuclear Arsenal". Time. สืบค้นเมื่อ 30 September 2023.
  26. "North Korean parliament enshrines nuclear ambitions in constitution". Al Jazeera. 27 September 2023. สืบค้นเมื่อ 30 September 2023.
  27. Choi, Soo-Hyang; Shin, Hyonhee (27 September 2023). "North Korea amends constitution on nuclear policy, cites US provocations". Reuters. สืบค้นเมื่อ 30 September 2023.
  28. "Newstream". KCNA Watch (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2024-12-07.
  29. "North Korea says its revised constitution defines South Korea as 'hostile state' for first time". AP News (ภาษาอังกฤษ). 2024-10-16. สืบค้นเมื่อ 2024-12-07.
  30. "Reunification with South? No, says North Korea's Kim Jong-un". South China Morning Post (ภาษาอังกฤษ). dpa. 31 December 2023. สืบค้นเมื่อ 31 December 2023.
  31. Korean Central News Agency (24 January 2025). "Twelfth Session of 14th Supreme People's Assembly of DPRK Held". Korean Central News Agency.

บรรณานุกรม

[แก้]

หนังสืออ่านเพิ่ม

[แก้]

เนื้อหาต้นฉบับ

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]