ข้ามไปเนื้อหา

รอฟิเฎาะฮ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

รอฟิเฎาะฮ์ (อาหรับ: رافضة, อักษรโรมัน: Rāfiḍa, แปลตรงตัว'ผู้ปฏิเสธ') ใช้เรียกมุสลิมนิกายชีอะฮ์ที่ 'ปฏิเสธ' ความชอบธรรมของเคาะลีฟะฮ์ อะบูบักร์ (ค.632–634) อุมัร (ค.634–644) และอุษมาน (ค.644–656) แต่เห็นชอบกับ อะลี (ค.656–661) ลูกพี่ลูกน้องและบุตรเขยของนบีมุฮัมมัด

คำว่ารอฟิเฎาะฮ์ปรากฏในบทโจมตีของชาวซุนนีในฐานะชื่อเล่นเหยียดหยามชีอะฮ์สิบสองอิมามเป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ในนิกายชีอะฮ์ ในทางกลับกัน กลุ่มสิบสองอิมามได้ตีความชื่อเล่นนี้ใหม่ในทางที่ดีเพื่อแสดงถึงการ 'ปฏิเสธ' การกดขี่ของชาวซุนนีต่อตน

คำนิยาม

[แก้]

คำว่า รอฟิเฎาะฮ์ (หรือ เราะวาฟิฎ, แปลตรงตัว'ผู้ปฏิเสธ', เอกพจน์: รอฟิฎี) สื่อถึงมุสลิมนิกายชีอะฮ์ที่ 'ปฏิเสธ' ความชอบธรรมของเคาะลีฟะฮ์ อะบูบักร์ (ค.632–634) อุมัร (ค.634–644) และอุษมาน (ค.644–656) เคาะลีฟะฮ์แต่ละพระองค์ครองตำแหน่งต่อกันหลังนบีมุฮัมมัดเสียชีวิตใน ค.ศ. 632[1][2] คำว่ารอฟิเฎาะฮ์ใช้เรียกชีอะฮ์สิบสองอิมามเป็นการเฉพาะ[3][4] ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของชีอะฮ์[5] ชีอะฮ์สิบสองอิมามเชื่อว่า ก่อนที่มุฮัมมัดจะเสียชีวิตไม่นาน ท่านได้ประกาศแต่งตั้งอะลี อิบน์ อะบีฏอลิบ ลูกพี่ลูกน้องและลูกเขยของท่าน ให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อที่เฆาะดีรคุม ในความเห็นของพวกเขา เคาะลีฟะฮ์ยุคแรกได้แย่งชิงสิทธิ์ในการสืบทอดตำแหน่งต่อจากมุฮัมมัดของอะลี พวกเขายังเชื่อด้วยว่าลูกหลาน 11 คนของอะลีได้รับการสืบทอดตำแหน่งต่อจากท่าน[3][6]

คำว่ารอฟิเฎาะฮ์ที่มีต้นตอจากประวัติศาสตร์อิสลามตอนต้น ปรากฏในบทโจมตีของซุนนีที่ใช้เรียกเป็นชื่อเล่นของชีอะฮ์สิบสองอิมาม ซึ่งภายหลังได้ตีความคำนี้ใหม่ในทางที่ดี โดยหมายถึงการ 'ปฏิเสธ' การกดขี่ข่มเหงทุกประเภทและการต่อสู้ดิ้นรนต่อต้านการกดขี่ของชาวซุนนี[1] คำว่ารอฟิเฎาะฮ์ใช้เรียกกับผู้นับถือชีอะฮ์นิกายอื่น ๆ ไม่บ่อยนัก เช่น คำว่า ฆุลาต (แปลตรงตัว'ผู้พูดเกินจริง' หรือ 'พวกหัวรุนแรง')[3] ผู้ยกย่องอิมามชีอะฮ์ให้เป็นพระเจ้า และถูกพวกเขาตัดขาดจากศาสนา[7]

เนื้อหา

[แก้]

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 สถานะของชีอะฮ์ในฐานะ "ผู้ปฏิเสธความจริง" ได้รับการรับรองโดยนักวิชาการมัซฮับฮันบะลีที่ไม่ให้สิทธิตามหลักอิสลามแก่มุสลิมนิกายชีอะฮ์: พวกเขาต้องไม่แต่งงานด้วย เนื้อที่พวกเขาเชือดไม่ฮะลาล (อนุญาต) และพวกเขาละหมาดนำไม่ได้[8][3] หลังอับบาซียะฮ์ล่มสลายใน ค.ศ. 1258 การโจมตีต่อชีอะฮ์จึงรุนแรงมากขึ้น[8] นักวิชาการซะละฟีและวะฮาบีหลายคนในปัจจุบันระบุพวกเขาเป็นพวกนอกศาสนาหรือพวกนอกรีต[9][10] ถือว่าเป็นภัยต่ออิสลามมากกว่าศาสนาคริสต์และศาสนายูดาห์[8][10] และมีเสียงเรียกร้องให้กำจัดพวกนี้บ่อยครั้ง[11][9][12] ด้วยเหตุนี้ กลุ่มญิฮาดซุนนีบางกลุ่มจึงอ้างเหตุผลนี้ในการใช้ความรุนแรงต่อชุมชนชีอะฮ์[13][14] แหล่งอ้างอิงที่เป็นที่นิยมสำหรับกลุ่มเหล่านี้มาจากอิบน์ ตัยมียะฮ์ (เสียชีวิต ค.ศ. 1328) นักเทววิทยาฮันบาลีผู้มีชื่อเสียงที่ต่อต้านชีอะฮ์อย่างแข็งกร้าว โดยกล่าวหาชีอะฮ์ว่าสมคบคิดกับผู้ปฏิเสธศรัทธาเพื่อทำลายศาสนาอิสลามจากภายใน[15] ในประเทศซาอุดีอาระเบียที่นิกายวะฮาบีปรากฏอยู่[16][17][18] หนังสือเรียนเรียกชาวชีอะฮ์เป็นรอฟิเฎาะฮ์จนถึง ค.ศ. 1993 โดยหนังสือเรียนของซาอุดีอาระเบียและสื่อที่รัฐสนับสนุนยังคงประณามพวกเขาอย่างเปิดเผยจนถึงคริสต์ทศวรรษ 2000[19][20]

เมื่อชีอะฮ์รู้ตัวว่าไม่สามารถกำจัดชื่อเล่นที่ดูหมิ่นได้ พวกเขาจึงพยายามใช้ชื่อนั้นให้เป็นประโยชน์กับตนเอง ทำให้แหล่งข้อมูลชีอะฮ์สิบสองอิมามตีความคำว่ารอฟิเฎาะฮ์ใหม่เป็นตำแหน่งเกียรติยศ[21] ในยุคปัจจุบัน ชาวชีอะฮ์บางส่วนในอิรักและเลบานอนถือว่าคำดังกล่าวเป็นแหล่งที่มาของความภาคภูมิใจ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกบฏต่อความเป็นเผด็จการ[1]

ประวัติ

[แก้]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 Esposito 2003, p. 262.
  2. "Rāfiḍah". Encyclopædia Britannica. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 March 2023.
  3. 1 2 3 4 Kohlberg 2012.
  4. Momen 1985, p. 73.
  5. Haider 2014, p. 4.
  6. Amir-Moezzi 2014.
  7. Momen 1985, pp. 67–68.
  8. 1 2 3 Nasr 2007, §1.
  9. 1 2 Yamani 2008, pp. 151–152.
  10. 1 2 Steinberg 2014, p. 113.
  11. Jones 2005, p. 21.
  12. Steinberg 2014, p. 114.
  13. Shorok 2017, pp. 14–15.
  14. Steinberg 2014.
  15. Steinberg 2014, p. 111.
  16. Ibrahim 2006, pp. 21–22.
  17. Jones 2005, p. 23.
  18. Hassan, Hassan (22 February 2022). "The 'Conscious Uncoupling' of Wahhabism and Saudi Arabia". New Lines Magazine. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 February 2022.
  19. Prokop 2003, p. 81.
  20. Jones 2005, pp. 23–24.
  21. Kohlberg 1979, p. 678.

ข้อมูล

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]