รอฟิเฎาะฮ์
รอฟิเฎาะฮ์ (อาหรับ: رافضة, อักษรโรมัน: Rāfiḍa, แปลตรงตัว 'ผู้ปฏิเสธ') ใช้เรียกมุสลิมนิกายชีอะฮ์ที่ 'ปฏิเสธ' ความชอบธรรมของเคาะลีฟะฮ์ อะบูบักร์ (ค. 632–634) อุมัร (ค. 634–644) และอุษมาน (ค. 644–656) แต่เห็นชอบกับ อะลี (ค. 656–661) ลูกพี่ลูกน้องและบุตรเขยของนบีมุฮัมมัด
คำว่ารอฟิเฎาะฮ์ปรากฏในบทโจมตีของชาวซุนนีในฐานะชื่อเล่นเหยียดหยามชีอะฮ์สิบสองอิมามเป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ในนิกายชีอะฮ์ ในทางกลับกัน กลุ่มสิบสองอิมามได้ตีความชื่อเล่นนี้ใหม่ในทางที่ดีเพื่อแสดงถึงการ 'ปฏิเสธ' การกดขี่ของชาวซุนนีต่อตน
คำนิยาม
[แก้]คำว่า รอฟิเฎาะฮ์ (หรือ เราะวาฟิฎ, แปลตรงตัว 'ผู้ปฏิเสธ', เอกพจน์: รอฟิฎี) สื่อถึงมุสลิมนิกายชีอะฮ์ที่ 'ปฏิเสธ' ความชอบธรรมของเคาะลีฟะฮ์ อะบูบักร์ (ค. 632–634) อุมัร (ค. 634–644) และอุษมาน (ค. 644–656) เคาะลีฟะฮ์แต่ละพระองค์ครองตำแหน่งต่อกันหลังนบีมุฮัมมัดเสียชีวิตใน ค.ศ. 632[1][2] คำว่ารอฟิเฎาะฮ์ใช้เรียกชีอะฮ์สิบสองอิมามเป็นการเฉพาะ[3][4] ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของชีอะฮ์[5] ชีอะฮ์สิบสองอิมามเชื่อว่า ก่อนที่มุฮัมมัดจะเสียชีวิตไม่นาน ท่านได้ประกาศแต่งตั้งอะลี อิบน์ อะบีฏอลิบ ลูกพี่ลูกน้องและลูกเขยของท่าน ให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อที่เฆาะดีรคุม ในความเห็นของพวกเขา เคาะลีฟะฮ์ยุคแรกได้แย่งชิงสิทธิ์ในการสืบทอดตำแหน่งต่อจากมุฮัมมัดของอะลี พวกเขายังเชื่อด้วยว่าลูกหลาน 11 คนของอะลีได้รับการสืบทอดตำแหน่งต่อจากท่าน[3][6]
คำว่ารอฟิเฎาะฮ์ที่มีต้นตอจากประวัติศาสตร์อิสลามตอนต้น ปรากฏในบทโจมตีของซุนนีที่ใช้เรียกเป็นชื่อเล่นของชีอะฮ์สิบสองอิมาม ซึ่งภายหลังได้ตีความคำนี้ใหม่ในทางที่ดี โดยหมายถึงการ 'ปฏิเสธ' การกดขี่ข่มเหงทุกประเภทและการต่อสู้ดิ้นรนต่อต้านการกดขี่ของชาวซุนนี[1] คำว่ารอฟิเฎาะฮ์ใช้เรียกกับผู้นับถือชีอะฮ์นิกายอื่น ๆ ไม่บ่อยนัก เช่น คำว่า ฆุลาต (แปลตรงตัว 'ผู้พูดเกินจริง' หรือ 'พวกหัวรุนแรง')[3] ผู้ยกย่องอิมามชีอะฮ์ให้เป็นพระเจ้า และถูกพวกเขาตัดขาดจากศาสนา[7]
เนื้อหา
[แก้]ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 สถานะของชีอะฮ์ในฐานะ "ผู้ปฏิเสธความจริง" ได้รับการรับรองโดยนักวิชาการมัซฮับฮันบะลีที่ไม่ให้สิทธิตามหลักอิสลามแก่มุสลิมนิกายชีอะฮ์: พวกเขาต้องไม่แต่งงานด้วย เนื้อที่พวกเขาเชือดไม่ฮะลาล (อนุญาต) และพวกเขาละหมาดนำไม่ได้[8][3] หลังอับบาซียะฮ์ล่มสลายใน ค.ศ. 1258 การโจมตีต่อชีอะฮ์จึงรุนแรงมากขึ้น[8] นักวิชาการซะละฟีและวะฮาบีหลายคนในปัจจุบันระบุพวกเขาเป็นพวกนอกศาสนาหรือพวกนอกรีต[9][10] ถือว่าเป็นภัยต่ออิสลามมากกว่าศาสนาคริสต์และศาสนายูดาห์[8][10] และมีเสียงเรียกร้องให้กำจัดพวกนี้บ่อยครั้ง[11][9][12] ด้วยเหตุนี้ กลุ่มญิฮาดซุนนีบางกลุ่มจึงอ้างเหตุผลนี้ในการใช้ความรุนแรงต่อชุมชนชีอะฮ์[13][14] แหล่งอ้างอิงที่เป็นที่นิยมสำหรับกลุ่มเหล่านี้มาจากอิบน์ ตัยมียะฮ์ (เสียชีวิต ค.ศ. 1328) นักเทววิทยาฮันบาลีผู้มีชื่อเสียงที่ต่อต้านชีอะฮ์อย่างแข็งกร้าว โดยกล่าวหาชีอะฮ์ว่าสมคบคิดกับผู้ปฏิเสธศรัทธาเพื่อทำลายศาสนาอิสลามจากภายใน[15] ในประเทศซาอุดีอาระเบียที่นิกายวะฮาบีปรากฏอยู่[16][17][18] หนังสือเรียนเรียกชาวชีอะฮ์เป็นรอฟิเฎาะฮ์จนถึง ค.ศ. 1993 โดยหนังสือเรียนของซาอุดีอาระเบียและสื่อที่รัฐสนับสนุนยังคงประณามพวกเขาอย่างเปิดเผยจนถึงคริสต์ทศวรรษ 2000[19][20]
เมื่อชีอะฮ์รู้ตัวว่าไม่สามารถกำจัดชื่อเล่นที่ดูหมิ่นได้ พวกเขาจึงพยายามใช้ชื่อนั้นให้เป็นประโยชน์กับตนเอง ทำให้แหล่งข้อมูลชีอะฮ์สิบสองอิมามตีความคำว่ารอฟิเฎาะฮ์ใหม่เป็นตำแหน่งเกียรติยศ[21] ในยุคปัจจุบัน ชาวชีอะฮ์บางส่วนในอิรักและเลบานอนถือว่าคำดังกล่าวเป็นแหล่งที่มาของความภาคภูมิใจ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกบฏต่อความเป็นเผด็จการ[1]
ประวัติ
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 Esposito 2003, p. 262.
- ↑ "Rāfiḍah". Encyclopædia Britannica. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 March 2023.
- 1 2 3 4 Kohlberg 2012.
- ↑ Momen 1985, p. 73.
- ↑ Haider 2014, p. 4.
- ↑ Amir-Moezzi 2014.
- ↑ Momen 1985, pp. 67–68.
- 1 2 3 Nasr 2007, §1.
- 1 2 Yamani 2008, pp. 151–152.
- 1 2 Steinberg 2014, p. 113.
- ↑ Jones 2005, p. 21.
- ↑ Steinberg 2014, p. 114.
- ↑ Shorok 2017, pp. 14–15.
- ↑ Steinberg 2014.
- ↑ Steinberg 2014, p. 111.
- ↑ Ibrahim 2006, pp. 21–22.
- ↑ Jones 2005, p. 23.
- ↑ Hassan, Hassan (22 February 2022). "The 'Conscious Uncoupling' of Wahhabism and Saudi Arabia". New Lines Magazine. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 February 2022.
- ↑ Prokop 2003, p. 81.
- ↑ Jones 2005, pp. 23–24.
- ↑ Kohlberg 1979, p. 678.
ข้อมูล
[แก้]- Amir-Moezzi, M.A. (2014). "Ghadīr Khumm". ใน Fleet, K.; Krämer, G.; Matringe, D.; Nawas, J.; Stewart, D.J. (บ.ก.). Encyclopaedia of Islam (Third ed.). doi:10.1163/1573-3912_ei3_COM_27419. ISBN 9789004269613.
- Daftary, F. (2013). A History of Shi'i Islam. I.B. Tauris. ISBN 9780857723338.
- Dakake, M.M. (2007). The Charismatic Community: Shi'ite Identity in Early Islam. State University of New York Press. ISBN 9780791470336.
- Delong-Bas, N.J. (2004). Wahhabi Islam: From Revival and Reform to Global Jihad. Oxford University Press. ISBN 9780195169911.
- Esposito, J.L. (2003). The Oxford Dictionary of Islam. Oxford University Press. ISBN 9780195125597.
- Friedlaender, I. (1907). "The Heterodoxies of the Shiites in the Presentation of Ibn Ḥazm". Journal of the American Oriental Society. 28: 1–80. doi:10.2307/592759. JSTOR 592759.
- Haider, N. (2011). The Origins of the Shī'a: Identity, Ritual, and Sacred Space in Eighth-Century Kūfa. Cambridge University Press. ISBN 9781107424951.
- Ibrahim, F. (2006). The Shi'is of Saudi Arabia. SAQI. ISBN 9780863569036.
- Jafri, S.H.M. (1979). Origins and Early Development of Shi'a Islam. Longman. ISBN 0582780802.
- Jones, T. (2005). "The Iraq Effect in Saudi Arabia". Middle East Report. 237 (237): 20–25. doi:10.2307/30042471. JSTOR 30042471.
- Kohlberg, E. (1979). "The Term 'Rāfida' in Imāmī Shī'ī Usage". Journal of the American Oriental Society. 99 (4): 677–679. ISSN 0003-0279. JSTOR 601453.
- Kohlberg, E. (2012). "al-Rāfiḍa". ใน Bearman, P.; Bianquis, Th.; Bosworth, C.E.; van Donzel, E.; Heinrichs, W.P. (บ.ก.). Encyclopaedia of Islam (Second ed.). ISBN 9789004161214.
- Lalani, A.R. (2000). Early Shī'ī Thought: The Teachings of Imam Muḥammad al-Bāqir. I.B. Tauris. ISBN 1850435928.
- Madelung, W. (2000). "Review of Islamic Legal Orthodoxy: Twelver Shiite Responses to the Sunni Legal System, by D.J. Stewart". Journal of the American Oriental Society. 120/1: 111–114. JSTOR 604901.
- Momen, M. (1985). An Introduction to Shi'i Islam. Yale University Press. ISBN 9780300035315.
- Nasr, V. (2007). Shia Revival. W.W. Norton. ISBN 9780393066401.
- Prokop, M. (2003). "Saudi Arabia: The Politics of Education". International Affairs. 79/1 (1): 77–89. JSTOR 3095542.
- Shorok, K. (2017). We are Saving Iraq: The Legitimising Discourse of The Popular Mobilisation in Iraq (PDF) (วิทยานิพนธ์). University of Oslo.
- Steinberg, G. (2014). "Jihadi-Salafism and the Shi'is: Remarks About the Intellectual Roots of Anti-Shi'ism". ใน Meijer, R. (บ.ก.). Global Salafism: Islam's New Religious Movement. Oxford Academic.
- Yamani, M. (2008). "The two faces of Saudi Arabia". Survival. 50/1: 143–156.
- Haider, N. (2014). Shi'i Islam: An Introduction. Cambridge University Press. ISBN 9781107031432.
- al-Abdul Jader, A.S. (2010). Suleiman, Y. (บ.ก.). Living Islamic History: Studies in Honour of Professor Carole Hillenbrand (illustrated ed.). Oxford University Press. pp. 1–13. ISBN 9780748642199.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Haddad, F. (2013). "The Language of Anti-Shiism". Foreign Policy. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-08-11.
- Zelin, A.Y.; Smyth, P. (2014). "The Vocabulary of Sectarianism". Foreign Policy. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-03-16.