รถจักรไอน้ำโมกุล C56 หมายเลข 725

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รถจักรไอน้ำ C56-31, รถจักรไอน้ำโมกุล C56 31 (JNR Class C56-31)
C56 31 in Yushukan.jpg
รถจักรไอน้ำโมกุล C56 หมายเลข 725 (C56-31) ตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ยูชูคาน ในส่วนของศาลเจ้ายาซูกูนิ, ประเทศญี่ปุ่น
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อทางการรถจักรไอน้ำแห่งการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น ชั้น C56 คันที่ 31
ชนิดรถจักรไอน้ำ
แรงม้า592 แรงม้า
น้ำหนักจอดนิ่ง 34.27 ตัน
ทำงาน 37.63 ตัน
กดเพลา 10.61 ตัน
การจัดวางล้อ2-6-0 (โมกุล)
พิกัดตัวรถกว้าง 2,936 มม.
สูง 3,900 มม.
ยาว 14,325 มม.
ระบบห้ามล้อลมอัด
ความจุ10.02 มลบ.
ความเร็วสูงสุด75 กม./ชม.
ผู้สร้างบริษัท นิปปอน ชาเรียว จำกัด ในส่วนของ สมาคมอุตสาหกรรมรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น, ญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่น
เริ่มใช้งานพ.ศ. 2489
ใช้งานในไทย ประเทศไทย โดย การรถไฟแห่งประเทศไทย และ ญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่น โดย การรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น
ระบบห้องขับมี 1 ห้องขับ,ฝั่ง
รวมระยะเวลาใช้งานทั้งหมด75 ปี

รถจักรไอน้ำโมกุล C56 หมายเลข 725 (C56 31) หรือ รถจักรไอน้ำ C56-31 (JNR Class C56-31) เป็นหนึ่งรถจักรไอน้ำในตระกูล รถจักรไอน้ำโมกุล C56 เป็นรถจักรไอน้ำที่สร้างขื้นในประเทศญี่ปุ่น สร้างโดยสมาคมอุตสาหกรรมรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น นำมาใช้การครั้งแรกของประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2489 และเป็นรถในพิธีเปิดทางรถไฟสายมรณะ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486 ปัจจุบัน รถจักรไอน้ำโมกุล C56 หมายเลข 725 คันนี้ตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ยูชูคาน ในส่วนของศาลเจ้ายาซูกูนิ ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่แห่งนี้

ประวัติ[แก้]

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กรมรถไฟ กระทรวงคมนาคม ได้ประสบความเสียหายในเรื่องของทางรถไฟ,สะพาน, อาคารสถานี, ที่ทำการ, รถจักร, ล้อเลื่อน เนื่องจากการโจมตีทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นอย่างมาก เมื่อสงครามได้ยุติลง จึงปรากฏว่ากรมรถไฟขาดแคลนรถจักรและล้อเลื่อนที่จะมาใช้การรับใช้ประชาชนตามสถานะเดิมต่อไป ดังนั้นในปี พ.ศ. 2489 ด้วยความเอื้อเฟื้อของสหประชาชาติได้จำหน่ายรถจักรไอน้ำที่เหลือใช้จากสงครามให้แก่กรมรถไฟจำนวน 68 คัน (รุ่นเลขที่ 380-447) เพื่อบรรเทาการขาดแคลนดังกล่าว รถจักรเหล่านี้เป็นชนิดมิกาโด (2-8-2) ซึ่งเรียกกันโดยเฉพาะในวงการของสหประชาชาติว่ารถจักร “แมคอาเธอร์” เป็นรถจักรที่สร้างโดยบริษัทต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ตามรายการจำเพาะที่กำหนดขึ้นโดยทางการทหารแห่งสหรัฐ

นอกจากนี้ยังได้รับรถจักรที่เหลือใช้จากสงครามของฝ่ายญี่ปุ่น ซึ่งนำมาใช้การในเอเซียอาคเนย์นี้ 50 คัน คือ รถจักรญี่ปุ่น รุ่นเลขที่ 701-746 (C-56) และ รุ่นเลขที่ 761- 764 (C-58)และเป็นรถจักรของการรถไฟสหพันธรัฐมลายู ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นนำมาใช้การในประเทศไทยระหว่างสงครามอีก 18 คัน คือรุ่นเลขที่ 801 (เจ้าของเดิมเรียกว่ารุ่น "P")

เนื่องจากเดิมทีรถจักรไอน้ำ C56 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานภายในประเทศญี่ปุ่นในช่วงปี พ.ศ. 2478 ซึ่งในเวลานั้นประเทศญี่ปุ่นได้เปลี่ยนมาใช้งานระบบห้ามล้อลมอัดหมดแล้ว รวมถึงได้เปลี่ยนเครื่องพ่วงจากแบบขอและห่วงคานเกลียวมาเป็นแบบอัตโนมัติ จึงต้องเปลี่ยนขอพ่วงแบบอัตโนมัติมาเป็นขอพ่วง ABC แทน ซึ่งมีระดับที่ต่ำกว่าเดิมต้องวางช่องของรังเครื่องพ่วงขึ้นมาใหม่ เมื่อรถจักรไอน้ำ C56 จำนวน 90 คันได้ถูกส่งมาใช้งานในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเหตุผลที่มีน้ำหนักกดเพลาไม่มากเกินไปนักกับสภาพเส้นทางนี้เพราะในสมัยนั้นรางของประเทศไทยรับน้ำหนักกดเพลาสูงสุดได้แค่เพียง 10.5 ตันเท่านั้น ในขณะที่รถจักร C56 มีน้ำหนักกดเพลาที่ 10.6 ตัน (เคยมีการนำเอารถจักรไอน้ำ C58 มาวิ่งจำนวน 4 คัน แต่ภายหลังได้นำกลับไปเพราะมีน้ำหนักกดเพลาถึง 13.5 ตัน) นอกจากนั้นก็ต้องทำการเปลี่ยนแปลงระบบห้ามล้อที่ใช้สั่งการรถพ่วงจากเดิมที่เป็นห้ามล้อลมอัดมาเป็นระบบห้ามล้อสูญญากาศ โดยติดตั้งเครื่องไล่ลมเข้าไปเพราะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลานั้นยังคงใช้ระบบห้ามล้อสูญญากาศอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย , พม่า , กัมพูชาและมาเลเซีย

การรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่นสร้างรถจักร C56 มาเพื่อใช้งานกับรางที่มีความกว้างขนาด 1.067 เมตร ดังนั้นเมื่อนำมาใช้งานกับรางที่มีขนาดความกว้าง 1 เมตรในประเทศไทยจึงต้องทำการปรับล้อเพื่อให้สามารถใช้กับราง 1 เมตรได้ ( วิธีการนั้นไม่ได้ใช้วิธีการอัดแว่นล้อเข้ามาเหมือนกับที่ดำเนินการกับรถโดยสาร JR-West ในปัจจุบันนี้ ) แว่นล้อของรถจักร C56 ยังเป็นของเดิมที่ใช้กับราง 1.067 เมตร แต่ใช้วิธีการสร้างปลอกล้อขึ้นมาใหม่โดยให้มีขนาดความกว้างของพื้นล้อมากกว่าเดิมเพื่อให้เกาะกับรางขนาด 1 เมตรได้ ดังนั้นถ้าใครสังเกตก็จะเห็นว่าพื้นล้อของล้อกำลังรถจักรไอน้ำ C56 หมายเลข 713และ 715 ที่โรงรถจักรธนบุรี รวมทั้งที่จอดตั้งแสดงตามที่ต่างๆในประเทศไทยจะมีพื้นล้อกำลังที่กว้างกว่ารถจักรไอน้ำรุ่นอื่นๆ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2[แก้]

ปัจจุบันใช้การในการรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้ทำขบวนรถโดยสารและรถสินค้าจนถึงปี พ.ศ. 2520 ต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2522 ประเทศญี่ปุ่นได้ซื้อกลับไปจำนวน 2 คัน คือหมายเลข 725 และ 735 ส่วนรถจักรไอน้ำโมกุล C56 หมายเลข 725 ได้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ยูชูคาน ณ ที่แห่งนี้

ต่อมา เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา ทางศาลเจ้ายาสุกุนิ ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อันเป็นสถานที่สถิตแด่ดวงวิญญาณทหารแห่งองค์สมเด็จพระจักรพรรดิ ทุกเหล่า ทุกนาย ที่พลีชีพในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ทำการจัดงานระลึกการครบรอบ 80 ปี การสถาปนา จัดตั้ง "กองพลทหารรถไฟที่ 9" ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า ในเขตประเทศไทย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 โดยงานนี้จัดใน ศาลเจ้ายาสุกุนิ นำโดยเจ้าหน้าที่ดูแลในศาลเจ้า รวมถึง ทีมงานจิตอาสาดูแลรถจักรไอน้ำ C56 31 ทุกท่าน

ในงานจะเป็นการ สวดมนต์ตามพิธีทางศาสนา ชินโต และ รวมถึงการยืนสงบนิ่ง โดยครอบครัวญาติพี่น้องของทหารกองพลทหารรถไฟที่ 9 ที่บริเวณด้านข้าง รถจักรไอน้ำ C56 31 เพื่อระลึกถึงดวงวิญญาณกองพลทหารรถไฟที่ 9 ที่ได้เสียชีวิต ในสมรภูมิประเทศไทยและพม่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

โดย เวลา 14.00 น. ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น ทางเจ้าหน้าที่ดูแลศาลเจ้าและทีมงานจิตอาสาดูแลรถจักรไอน้ำ C56 31 ได้ทำการ “ชักหวีด” C56 31 เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี หลังจากที่ C56 31 ได้กลับสู่บ้านเกิดที่ญี่ปุ่นหลังจากที่ได้เข้ามาประจำการในประเทศไทย นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยแขวงสุดท้ายที่ รถจักรไอน้ำ C56 31 ได้ใช้งานในประเทศไทย คือแขวงทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

โดยการชักหวีดนั้น.ทางเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ได้ทำการต่อถังลมแรงดันสูงเพื่อใช้แรงดันลมแทนไอน้ำ ทำให้เกิดเสียงผ่านไปยังห้องต่างๆจำนวน5ห้องของตัวหวีด

โดยคุณ คลิปวิดิโอ การชักหวีดดังกล่าวถูกถ่ายโดย คุณโอกาว่า สมาชิกชาวญี่ปุ่นของทีมงาน SL TEAM ประเทศไทย (ตำแหน่งประสานงานต่างประเทศ) และท่านยังเป็นสมาชิก C56 31 volunteer Yasukuni Team อีกด้วย

ทีมงาน SL TEAM ประเทศไทยขอขอบคุณทีมงานจิตอาสา C56 31 volunteer Yasukuni Team ทุกท่านครับที่ได้ทำการดูแลรถจักรไอน้ำ C56 31 เป็นอย่างดี......

“ขออุทิศให้แด่ พันตรี เรนิชิ ซูกาโนะ อดีตนายทหารกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นตำแหน่ง วิศวกรผู้ออกแบบเส้นทางรถไฟสายไทย-พม่า

ผู้เป็นอดีตประธานชมรมจิตอาสาดูแลรถจักรไอน้ำ C56 31 ในศาลเจ้ายาสุกุนิ

และ คุณ คัตซึยะ ซึกาโมโต้ ผู้ล่วงลับ ซึ่งท่านได้ที่ตามหา C5631 ในประเทศไทยและนำ C56 31 กลับสู่บ้านเกิดที่ญี่ปุ่น ”