มายลิตเติ้ลโพนี่ มิตรภาพอันแสนวิเศษ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
มายลิตเติ้ลโพนี่ มิตรภาพอันแสนวิเศษ
My Little Pony Friendship is Magic logo.png
ประเภทการ์ตูนทีวีแอนิเมชัน, จินตนิมิต, ตลก, ครอบครัว, ผจญภัย
พัฒนาโดยLauren Faust
เสียงทารา สตรอง
Ashleigh Ball
Andrea Libman
Tabitha St. Germain
Cathy Weseluck
Nicole Oliver
Michelle Creber
Madeleine Peters
Claire Corlett
John de Lancie
Andrew Francis
Britt McKillip
ผู้ประพันธ์
ดนตรีท้องเรื่อง
Daniel Ingram
ดนตรีเปิด"Friendship Is Magic"
ดนตรีปิด"Friendship Is Magic" (บรรเลง)
ประเทศแหล่งกำเนิดสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา
จำนวนฤดูกาล9
จำนวนตอน211 ตอน
การผลิต
ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารLauren Faust
Chris Bartleman
Blair Peters
Kirsten Newlands
Beth Stevenson
Stephen Davis
Meghan McCarthy
Jayson Thiessen
ผู้อำนวยการสร้างSarah Wall
Devon Cody (season 3)
ความยาวตอน22 นาที
การแพร่ภาพ
เครือข่าย/ช่องสหรัฐอเมริกา Hub Network (อดีต)
Discovery Family (ปัจจุบัน)
ไทย บูมเมอแรง ,เอ็มคอตแฟมิลี
การออกอากาศแรก10 ตุลาคม พ.ศ. 2553 – ปัจจุบัน
แหล่งข้อมูลอื่น
เว็บไซต์

มายลิตเติ้ลโพนี่ มิตรภาพอันแสนวิเศษ (อังกฤษ: My Little Pony Friendship is Magic) เป็นการ์ตูนจากแฟนตาซีสำหรับเด็กสหรัฐอเมริกา สร้างโดย ลอเร็น ฟอสต์ สำหรับ บริษัทฮาสโบร มีต้นแบบมาจากของแฟรนไชส์ของเล่นมายลิตเติ้ลโพนี่ ผู้คนส่วนใหญ่เรียกว่าเป็น รุ่นที่ 4 (G4) ของแฟรนไชส์ เริ่มออกอากาศทาง ฮับ เน็คเวิร์ค ในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 2010 ฮาสโบรแต่งตั้งให้ ลอเร็น ฟอสต์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายครีเอทีฟและโปรดิวเซอร์ ฟอสต์ได้ขอจัดสร้างซีรีส์นี้ให้เปลี่ยนจากการ์ตูนขายของเล่นเป็นการ์ตูนที่มีเนื้อหาลึกซึ้งและการผจญภัยมากขึ้น เธอออกจากการเป็นผู้ผลิตซีรีส์นี้ภายหลังฤดูกาลที่ 2 สิ้นสุดลง ซึ่งตำแหน่งถูกแทนทีโดย เมแกน มักคาร์ที

ซีรีส์ดำเนินเนื้อเรื่องจากยูนิคอร์นขยันเรียน ทไวไลท์ สปาร์คเคิล ที่ได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษาของเธอ เจ้าหญิงเซเลสเทรีย ให้ศึกษาเรียนรู้เรื่องมิตรภาพที่โพนี่วิลล์ ทไวไลท์กลายเป็นเพื่อนสนิทกับโพนี่สาว 5 ตัวคือ แอปเปิ้ลแจ๊ค,แรริตี้,ฟลัทเตอร์ชาย,เรนโบว์ แดช,พิงกี้พาย พวกเธอได้แสดงออกถึงมิตรภาพที่ต่างกัน และทไวไลท์ได้ค้นพบว่ามิตรภาพของพวกเธอคือสิ่งสำคัญที่ทำให้คนพบเครื่องรางเวทมนตร์ที่ชื่อ "ธาตุแห่งความปรองดอง" นับแต่นั้นพวกเธอได้ออกผจญภัยและช่วยเหลือเอเควสเทรียให้รอดพ้นจากภัยอันตรายและพัฒนามิตรภาพของพวกเธอ

ซีรีส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล กลายเป็นซีรีส์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ ฮับ เน็คเวิร์ค มีผลิตภัณฑ์จากฮาสโบร ที่อิงจากซีรีส์นี้ออกมาอีกมากมาย เช่น หนังสือ, เสื้อผ้า, การ์ดสะสม, และคอมมิค ถึงแม้ซีรีส์นี้จะผลิตขึ้นสำหรับกลุ่มเด็กผู้หญิง "เฟรนด์ชิพ อิส เมจิค" สามารถสร้างกลุ่มคนดูที่เป็นผู้ชายตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยทำงาน ที่เรียกกันว่า "โบรนี่" บางส่วนของซีรีส์กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสมัยนิยม รวมถึงกลายเป็นอีกส่วนหนึ่งของอินเทอร์เน็ตมีม

ณ ปัจจุบัน ซีรีส์มียอดออกอากาศ 9 ฤดูกาล และมีซีรีส์ภาพยนตร์สปิน-ออฟ ชื่อ "มายลิตเติ้ลโพนี่ เอเควสเทรียเกิร์ล" เริ่มเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อ ค.ศ. 2013 ซึ่งภายหลังได้เผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์และสื่อโทรทัศน์ จะมีภาพยนตร์ที่นำโครงเรื่องมาจากซีรีส์นี้ในชื่อ "My Little Pony: The Movie" ออกฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลกในวันที่ 5 และ 6 ตุลาคม ค.ศ. 2017

จุดกำเนิด[แก้]

ประวัติของแฟรนไชส์[แก้]

อดีตมายลิตเติ้ลโพนี่ ไม่ใช่การ์ตูนดังในปัจจุบัน แต่เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของเล่น ของบริษัท Harbro inc. ออกจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงนั้น ต่อมาได้สร้างเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นออกอากาศเป็นตอนพิเศษเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) โดยมีรุ่นของการ์ตูนแบ่งเป็น 4 รุ่น

รุ่น G1 (พ.ศ. 2524 - พ.ศ. 2535)[แก้]

ในรุ่นแรก Hasbro เริ่มออกอากาศ การ์ตูนแอนิเมชั่นเป็นครั้งแรก เป็นตอนพิเศษออกอากาศทางโทรทัศน์ซึ่งได้รับความนิยม และ Hasbro ก็ได้สร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นในชื่อเรื่อง My little pony: The Movie เพื่อตอบสนองความนิยม แต่ภาพยนตร์ก็มิได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร (ว่ากันว่าใช้ทุนสร้าง 10 ล้านเหรียญ แต่รายได้ไม่ถึง 6 ล้านเหรียญ) และถูกวิจารณ์อย่างย่อยยับ โดยมีข้อวิจารณ์ว่า เป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อโฆษณาสินค้าเท่านั้น ในปีต่อมา มายลิตเติ้ลโพนี่ ได้เริ่มออกอากาศในรูปแบบซีรีส์ ในชื่อ My little pony 'n Friend เป็นการ์ตูนในประเภทแอ็คชั่น-แฟนตาซี ซึ่งจะเน้นกลุ่มเด็กเล็กเป็นหลัก และประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งมีเด็กผู้ชายที่ชื่นชอบการ์ตูนเรื่องนี้ด้วย

ในอีก 5 ปีต่อมา ในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) มายลิตเติ้ลโพนี่กลับมาออกอากาศอีกครั้งในรูปแบบใหม่ ทั้งตัวละคร และเนื้อเรื่องในชื่อเรื่อง My little pony Tales ซึ่งได้นำสิ่งที่ได้รับความนิยมในช่วงนั้นมาใส่เป็นองค์ประกอบในเนื้อเรื่อง เช่น "การใส่ปลอกขา" "การทำผม" รวมทั้งตัวละครในเรื่องมีรูปแบบการใช้ชีวิตแบบยุค 90 เป็นการ์ตูนในประเภทชีวิตประจำวัน ซึ่งจะเน้นกลุ่มเด็กหญิงและเด็กโตเป็นหลัก แต่ซีรีส์นี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และยุติออกอากาศในปีเดียวกัน[1]

รุ่น G2 (พ.ศ. 2540 - พ.ศ. 2546)[แก้]

ในรุ่นนี้ Harbro ได้ยุติการทำแอนิเมชั่น และหันไปจำหน่ายของเล่นแทน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอยู่พอสมควร และของเล่นมีการพัฒนาไปเรื่อยๆตามลำดับ[2]

รุ่น G3-3.5 (พ.ศ. 2546 - พ.ศ. 2553)[แก้]

ในปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) Hasbro ได้กลับมาทำแอนิเมชั่นการ์ตูนมายลิตเติ้ลโพนี่อีกครั้ง โดยได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบต่างๆทั้งหมด โดยออกแนวแฟนตาซีเป็นหลัก เนื้อเรื่องเป็นแนวจินตนิมิต เน้นไปยังกลุ่มเด็กเล็กเป็นหลัก และเน้นทำลงสื่อวิดิทัศน์ และน้อยตอนนักที่จะเอาออกอากาศ ซึ่งเนื้อเรื่องขาดความน่าสนใจ แอนิเมชั่นไร้แรงดึงดูด และความนิยมตกต่ำถึงขีดสุด นับได้ว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นตกต่ำที่สุดของมายลิตเติ้ลโพนี่เลยก็ว่าได้ และทุกคนเห็นว่าสร้างขึ้นมาเพื่อโปรโมตของเล่นไปเท่านั้น[3]

จุดกำเนิด G4[แก้]

จากความล้มเหลวของ G3 และภาพยนตร์ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส ของ ไมเคิล เบย์ สามารถช่วยให้ยอดขายของเล่นทรานส์ฟอร์มเมอร์สมียอดขายพุ่งทะยาน ฮาสโบรต้องการที่จะนำแฟรนไชส์มายลิตเติ้ลโพนี่กลับมาผลิตและปรับปรุงใหม่อีกครั้ง โดยมีความต้องการที่จะปรับเนื้อเรื่องและรสนิยมให้เข้ากับเด็กผู้หญิง[4] ตามคำแนะนำของมาร์กาเร็ต โลช ผู้จัดการของฮับ เน็คเวิร์ค ได้ทบทวนถึงคุณสมบัติสำคัญของการจัดสร้างคือขอบเขตและอิทธิพลของผู้ชม [5] รองประธานอาวุโส ลินดา สไตเนอร์ หนึ่งในคนที่ชื่นชอบแฟรนไชส์นี้ ยังได้แนะนำเช่นกันว่า "ควรให้ความใส่ใจกับกลุ่มผู้คนส่วนใหญ่" ด้วยแนวคิดเด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ซึ่งเป็นธีมสำคัญของฮับ เน็คเวิร์ค[6] โดยธีมหลักที่ฮาสโบรคิดไว้คือเรื่องราวของมิตรภาพและการอยู่ร่วมสังคม และอีกปัจจัยพวกเขากำหนดคือการเขล่นของเล่นในกลุ่มเด็กๆ[7]

ลอเรน ฟอร์ส ผู้สร้าง มายลิตเติ้ลโพนี่ มิตรภาพอันแสนวิเศษ

อะนิเมเตอร์และผู้เขียน ลอเรน ฟอสต์ ติดต่อกับฮาสโบร โดยเธอกำลังพยายามที่จะขอให้ผลิตภัณฑ์ของเล่นของเธอ Galaxy Girls เป็นซีรีส์การ์ตูน ฟอสต์เคยทำงานเป็นเบื้องหลังการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จเรื่อง พาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์ และ ฟอสเตอร์ โฮม..บ้านของผองเพื่อนในจินตนาการ ถึงแม้ว่าการ์ตูนเหล่านี้จะประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางแต่ความคิดของเธอที่ปฏิเสธจากหลายสตูดิโอและเครื่องข่ายด้วยความคิดที่ว่า การ์ตูนสำหรับเด็กผู้หญิงมักจะไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อเธอได้ติดต่อ ลิซ่า ลิคช์ จากฮาสโบร สตูดิโอ, ลิคช์ได้นำผลงานที่เพิ่งเสร็จของมายลิตเติ้ลโพนี่ "Princess Promenade" ให้ฟอสต์ดู ลิคช์คิดว่าสไตล์ของฟอสต์สามารถเข้ากันได้ดีกับเรื่องนี้และได้ร้องขอให้เธอคิด "ไอเดียที่จะนำมาจัดสร้างในแฟรนไชส์ใหม่"[4]

ฟอร์สได้รับการว่าจ้างจากฮาสโบรให้สร้างโครงเรื่องหลัก และให้เธอช่วยเหลือเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดของเรื่อง[4] ฟอร์สกล่าวว่าเธอรู้สึก "ไม่เชื่อมั่นเป็นอย่างมาก" ในช่วงรับงานช่วงแรกเพราะเธอพบว่าโชว์วำหรับของเล่นเรื่องนี้มีความน่าเบื่อและไม่เป็นที่จดจำ มายลิตเติ้ลโพนี่คือหนึ่งในของเล่นโปรดของเธอในวัยเด็ก แต่เธอรู้สึกผิดหวังที่จินตนาการของเธอในเวลานั้นไม่เหมือนกับโชว์จริงๆ ฟอร์สได้กล่าวถึงโชว์เก่าๆว่า "มีแต่ปาร์ตี้น้ำชาไม่จบสิ้น ขำอย่างไร้เหตุผล และปราบตัวร้ายสำเร็จเพียงแค่แบ่งปันให้เขาหรือร้องไห้" ด้วยโอกาสที่จะได้ร่วมทำงานในมายลิตเติ้ลโพนี่ เธอหวังที่จะพัฒนาให้เป็น "การ์ตูนเด็กผู้หญิงที่ไม่มีแต่ความน่ารักหวานแหวว, ตัวละครไร้ความสมดุลและติ๊งต๊อง" เธอจึงออกแบบตัวละครและโชว์ให้มีองค์ประกอบที่ขัดแย้งต่อแบบแผนของความเป็นหญิง เช่นเป็นกลุ่มตัวละครที่มีความแตกต่างกันและมักทะเลาะกันแต่สุดท้ายก็เป็นเพื่อนกันได้ และแนวคิดที่ผู้หญิงไม่สมควรถูกจำกัดในสิ่งที่คนส่วนใหญ่บอกให้ทำและไม่ทำ องค์ประกอบและนิสัยของตัวละครได้รับแนวคิดมาจากจินตนาการของเธอในวัยเด็ก และบางส่วนก็ได้แรงบันดาลใจจากการ์ตูนที่พี่ชายของเธอดูและเติบโตมาเช่น ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส และ จีไอโจ เธอคิดที่จะสร้าง "เฟรนชิบ อิส เมจิค" สำหรับเด็กอายุ 8 ขวบ ฟอร์สยังเล็งให้ตัวละครนั้น "เป็นที่จดจำ" และมีแบบแผนของความเป็นหญิง (เช่นการเป็นหนอนหนังสือ) เพื่อเพิ่ทความน่าสนใจให้กับคนดูโดยเฉพาะหญิงสาว

ฟอร์สระบุด้วยว่าขณะที่เธอกำลังเสนอไอเดียต่างๆให้ฮาสโบร เธอก็ได้รับแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้นอีกจากการตอบรับเชิงบวกในการที่จะฉีกแนวเดิมๆของพวกเขา ฟอร์สได้เขียนโครงเรื่องให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการผจญภัยและเพิ่มเติมในเรื่องความสัมพันธ์ แต่การจะให้กลุ่มคนดูหญิงสาวจดจำมีความยากมากที่จะทำให้เนื้อหาเป็นเรื่องราวผจญภัย เธอจึงตัดแนวคิดนี้ออกไปบางส่วนและเพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความคิดของตัวละคร โชว์ยังมีการเพิ่มสัตว์ในจินตนาการที่จะทำให้เด็กหวาดกลัวเช่น มังกร, ไฮดรา แต่ก็ยังเน้นเรื่องราวมิตรภาพของตัวละครโดยให้มีความตลกขบขัน เมื่อถึงเวลาการอนุมัติโชว์นี้ ฟอร์สได้ส่งสคริปต์สำหรับโชว์นี้เป็นจำนวน 3 ตอน[4]

ฟอร์สเริ่มวาดภาพสเก็ตช์ตัวละครซึ่งปรากฏอยู่ในหน้าเดเวียนอาร์ทของเธอ โดยนำตัวละครจากซีรีส์เก่ามาดัดแปลง (เช่น ทไวไลท์, แอปเปิ้ลแจ๊ค, ไฟร์ฟาย, เซอร์ไพรส์, โพซี่และสปาร์เคอร์) ซึ่งต่อมาก็ได้พัฒนาเป็นตัวละครหลักของโชว์[8][9] ฮาสโบรอนุมัติโชว์นี้และให้ฟอร์สเป็นผู้อำนวยการโปรดิวเซอร์[10] และให้เธอทำเนื้อเรื่องให้เสร็จสมบูรณ์ ฟอร์สจึงให้ มาร์ติน แอนโซลาบีเฮียร์ และ พอล รูดิช คนที่เคยทำงานให้แอนิเมชันเรื่องอื่นๆกับเธอ, รูดิชเป็นต้นคิดของเธอที่จะให้เพกาซัสเป็นโพนี่สำหรับควบคุมสภาพอากาศในอเควสเทรียรวมถึงตัวละคร "ไนท์แมร์มูน" ด้วย ในระหว่างนี้ฟอร์สได้ขอคำปรึกษาจาก เคร็ก แมคแครกเกน สามีของเธอและผู้สร้าง พาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์ และ ฟอสเตอร์ โฮม..บ้านของผองเพื่อนในจินตนาการ, หลังจากดูเวอร์ชันเริ่มต้นของเนื้อเรื่อง ฮาสโบรได้ขอให้ทีมของฟอร์สสร้างตัวละครเพิ่มเติม ต่อมาฟอร์สได้นำ เดฟ แดนเน็ต และ ลินน์ เนย์เลอร์ เพื่อปรับแต่งสไตล์พื้นหลังและตัวละคร[4]

เมื่อเสร็จสิ้นการเขียนเนื้อเรื่อง ฮาสโบรและฟอร์สได้ตามหาสตูดิโอสำหรับสร้างแอนิเมชัน, Studio B โปรดักชั่น (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น DHX Media ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 2010 จากการร่วมเป็นหุ้นส่วนของบริษัท DHX)[11] ได้สร้างแอนิเมชันโดยใช้โปรแกรมอะโดบี แฟลช ให้กับแอนิเมชันที่มีสัตว์เป็นจำนวนมาก ทำให้ฟอร์สรู้สึกว่าพวกเขาคือทางเลือกที่ดี Studio B ได้ขอให้ เจย์สัน ธีสเซน เป็นไดเรกเตอร์ ซึ่งฟอร์สก็เห็นด้วย เธอ, ธีสเซน, และเจมส์ วุตตอน สร้างช็อทสั้นๆสองนาทีเพื่อนำเสนอให้กับฮาสโบร ทำให้บริษัทได้อนุมัติการจัดสร้างโชว์อย่างเต็มรูปแบบ โดยฟอร์สได้คาดการณ์ว่าการพัฒนาโชว์ให้ได้รับการอนุมัตินี้ใช้เวลายาวนานมากถึงหนึ่งปี[4]

งานสร้าง[แก้]

เนื้อเรื่อง[แก้]

กาลครั้งหนึ่งในดินแดนแห่งเวทมนตร์ "เอเควสเทรีย" (Equestria) มีเจ้าหญิง 2 คน (ตัว) ร่วมกันปกครองและสร้างมิตรภาพ เพื่อการนั้นผู้พี่ได้ใช้พลังแห่งยูนิคอร์น (Unicorn) นำพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ผู้น้องนำพระจันทร์ขึ้นยามราตรี ทั้งสองสร้างความสมดุลให้กับโลก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้น้องเกิดความแคลงใจที่เหล่าโพนี่ (Pony) เล่นและเริงร่าในยามกลางวันของผู้พี่แต่หลับไหลในยามราตรีของผู้น้อง แม้ผู้พี่พยายามอธิบายให้ผู้น้องได้เข้าใจ แต่ด้วยความแคลงใจที่มีอยู่ในใจของผู้น้อง ได้เปลี่ยนให้ผู้น้องกลายเป็นเงาแห่งความชั่วร้าย "ไนท์แมร์มูน" (Nightmaremoon) เธอกล่าวว่าเธอจะทำให็ดินแดนตกอยู่ในราตรีอันเป็นนิรันด์ แต่ผู้พี่ได้ใช้พลังสูงสุดที่เหล่าโพนี่รู้จัก "ศิลาแห่งความสามัคคี" (The Element of Harmony) เธอได้ใช้พลังของศิลาแห่งความสามัคคีกำจัดผู้น้องและเนรเทศผู้น้องไปยังดวงจันทร์ นับตั้งแต่นั้นมาผู้พี่ก็ได้รับหน้าที่ในการนำทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ขึ้น และเอเควสเทรียก็กลับมาสงบสุขตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา... แต่มีคำทำนายกล่าวไว้ว่า เมื่อเวลาผ่านไป 1,000 ปี เหล่าดวงดาวจะช่วยให้ "ไนท์แมร์มูน" กลับมาและทำให้ดินแดนตกอยู่ในความมือของราตรีอีกครั้ง "ทไวไลท์ สปาร์คเคิล" (Twilight Sparkle) ยูนิคอร์นผู้รอบรู้ ฉลาด และหมกตัวอยู่กับการเรียนและหนังสือได้รู้ถึงคำทำนายนี้จึงได้ส่งคำเตือนไปยังผู้เป็นอาจารย์ของตนและเป็นผู้ปกครองเอเควสเทรีย "เจ้าหญิงเซเลสเทีย" (Princess Celestia) แต่เจ้าหญิงเซเลสเทียตอบกลับว่าเป็นเพียงเรื่องไร้สาระและบอกให้ทไวไลท์หยุดอ่านนิทานปรัมปราได้แล้ว และทำการส่งเธอไปยัง "โพนี่วิลล์" (Ponyville) เพื่อให้เธอไปจัดการกับงาน "เทศกาลซัมเมอร์ซัน" (Summersun Celebretion) พร้อมกับการกาเพื่อนใหม่ เมื่อทไวไลท์ไปถึงเธอได้พบกับ "พิงค์กี้พาย" (Pinkie Pie) แต่เธอก็ตกใจที่พบทไวไลท์และวิ่งหนีหายไป จากนั้นทไวไลท์ได้เดินทางไปต่อยัง "สวีทแอปเปิ้ล เอเคอร์" (Sweet Apple Acer) และได้พบกับ "แอปเปิ้ลแจ็ค" (Applejack) เพื่อตรวจสอบอาหารและได้พบกับครอบครัวแอปเปิ้ล (Apple Family) จากนั้นทไวไลท์ก็ได้ไปตรวจสอบการจัดการสภาพอากาศและได้พบกับ "เรนโบว์แดช" (Rainbow Dash) หลังจากที่ได้คุยกันเล็กน้อยและทำความรู้จักกันนิดหน่อยและเรนโบว์แดชก็ได้แสดงให้เห็นถึงความสามรถในการบินของเธอ จากนั้นเธอได้ไปที่ศาลากลางและตรวจความเรียบร้อยของการตกแต่งและได้พบกับ "แรร์ริตี้" (Rarity) และเธอได้พาทไวไลท์ไปแต่งหน้าทำผมใหม่ (เพราะฝีมือ (เท้า) ของเรนโบว์แดช) จากนั้นเธอได้ไปพบ "ฟลัตเทอร์ชาย" (Fluttershy) ที่กำลังฝึกซ้อมนกให้ร้องเพลงอยู่ และได้คุยกันเล็กน้อยและพอฟลัตเทอร์ชายได้พบ "สไปค์" (Spike) มังกรน้อยเพื่อนของทไวไลท์ที่ตามทไวไลท์ตั้งแต่แรก จนฟลัตเทอร์ชายได้คุยกับทไวไลท์จนกระทั่งทั้งสามมาถึง "ห้องสมุดโกลเด้นโอ๊ก" (Golden Oak Library) และได้พบพิงค์กี้พายที่ได้พบตอนมาถึงโพนี่วิลล์ จัดปาร์ตี้เอาไว้ให้พร้อมกับเหล่าผองเพื่อนโพนี่อีกมากมาย แต่เธอก็ได้ปฏิเสธที่จะสร้างความสัมพันธ์กับโพนี่ตัวอื่นๆ จนกระทั่งเช้ามืดของวันงานเทศกาลซัมเมอร์ซัน โพนี่ทุกตัวได้ไปรวมตัวกัน ณ ศาลากลางเมืองเพื่อตั้งตารอการนำดวงอาทิตย์ขึ้นของเจ้าหญิงเซเลสเทีย แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลา เจ้าหญิงกลับหายตัวไปและได้ปรากฏตัว ไนท์แมร์มูนขึ้นมาแทน ต่อมาทไวไลท์และผองเพื่อนทั้ง 5 ที่พบกับในเมืองได้ร่วมเดินทางตามหา "ศิลาแห่งความสามัคคีทั้ง 5" ณ ปราสาทแห่งสองพี่น้อง (The Castle of the Two Sister) หรือก็คือป่าเอเวอร์ฟรี (Everfree Forest) ระหว่างเดินทางไปนั้นได้เกิดเรื่องต่างๆขึ้นแต่ก็ได้ผ่านไปด้วยดี (สามารถติดตามดูรายละเอียดต่างๆได้ใน My Little Pony : Friendship is Magic Season 1 Episode 2) จนถึงปราสาทแห่งสองพี่น้อง และได้เจอศิลาแห่งความสามัคคีทั้งห้าพร้อมกับไนท์แมร์มูน แต่ไนท์แมร์มูนก็ได้ทำให้ศิลาแตกออกเป็นเสี่ยงๆ สุดท้ายทไวไลท์และเพื่อนๆของเธอได้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งศิลาแห่งความสามัคคี และได้ปรากฏสิลาแห่งความสามัคคีชิ้นที่ 6 ขึ้นและได้เกิดเป็นพลังสายรุ้งขึ้นมาทำลายไนท์แมร์มูน เรื่องราวทุกอย่างได้จบลงและทันใดนั้น เจ้าหญิงเซเลสเทีย ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับการนำดวงอาทิตย์ขึ้นและได้บอกกล่าวเรื่องราวและเหตุผลต่างๆ และทั้งหมดก็ได้พบกับ "เจ้าหญิงลูน่า" (Princess Luna) ผู้เป็นน้องสาวของเจ้าหญิงเซเลสเทียที่ได้เคยกลายเป็นไนท์แมร์มูน และทุกอย่างก็จบลงและทไวไลท์จะได้กลับไปยัง "แคนเทอร์ล็อต" (Canterlot) แต่ทไวไลท์ก็ได้บอกกลับไปว่าตนอยากอยู่ที่โพนี่วิลล์กับ "เพื่อนๆ" ของเธอ และจากนั้นทุกอย่างก็กลับสู่ปกติและโพนี่ทุกตัวก็ใช้ชีวิตตามเดิมอย่างมีความสุข (เนื้อเรื่องข้างต้นเป็นเนื้อเรื่องของ My Little Pony : Friendship is Magic Season 1 Episode 1 และ 2 และเป็นจุดเริ่มต้นของซีรีส์ในเจเนอเรชั่นนี้ทั้งหมด) (เนื้อเรื่องถูกเขียนบนคอมพิวเตอร์ ขออภัยผู้ใช้โทรศัพท์มีการเว้นวรรคหรือเว้นบรรทัดที่ผิดพลาด และขออภัยหากมีจุดที่สะกดผิดหรือข้อมูลที่ผิด)

ตัวละคร[แก้]

ตัวละครหลัก[แก้]

  • "เจ้าหญิง ทไวไลท์ สปาร์คเคิล (Princess Twilight Sparkle)"

เป็นตัวเอกของเรื่อง เธอเป็นยูนิคอร์นและได้รับตำแน่งอลิคอร์นต่อมาและเธอ มีดวงตาสีม่วงมีปีก ลำตัวสีม่วงอ่อน มีแผงคอและหางเป็นสีน้ำเงินเข้มแซมม่วง ม่วงอ่อน และชมพู เธอเรียนเกี่ยวกับเวทมนตร์ เก่งเรื่องการคิดและจัดการ มีคู่หูเป็นลูกมังกรชื่อ สไปค์ เธอเป็นตัวละครหลักที่ได้รับภารกิจจากเจ้าหญิงเซเลสเทีย ให้เดินทางมาที่ โพนี่วิลล์ เพื่อมาเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่ามิตรภาพ ซึ่งที่นี่เอง ทำให้เธอได้พบกับเพื่อน ๆ และการผจญภัยมากมาย ต่อมาได้กลายเป็นอัลลิคอร์นและเจ้าหญิงเซเลสเทียแต่งตั้งให้เธอเป็นเจ้าหญิง ทไวไลท์เป็นสัญลักษณ์แห่งเวทมนตร์

  • แอปเปิ้ลแจ็ค (Applejack)

ม้าทั่วไปตัวสีส้ม แผงคอและหางสีเหลือง ตาสีเขียว ทำงานที่ไร่สวีทแอปเปิ้ลเอเคอร์กับยายของเธอ,พี่ชาย บิ้คแมคอินทอช และ น้องสาวชื่อแอปเปิ้ลบลูม มีสุนัขชื่อวิโนน่า แอปเปิ้ลแจ็คเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีความแข็งแรงทางร่างกายค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องทำงานในไร่ตลอดเวลา เธอมีนิสัยชอบช่วยเหลือคนอื่นและเป็นที่พึ่งพาได้ เธอไม่เคยปฏิเสธที่จะช่วยเหลือคนอื่น และเป็นตัวละครที่มีนิสัยขยันหมั่นเพียรมากๆ และไม่เคยบ่นเรื่องความสกปรกหรือเหงื่อเลย เธอจะสวมหมวกสีน้ำตาลอ่อนอยู่ตลอดเวลา แม้จะดูเหมือนไม่ค่อยมีความเรียบร้อยเท่าไหร่ และเธอทำขนมได้เก่งมาก แอปเปิ้ลแจ็คเป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์

  • เรนโบว์แดช (Rainbow Dash)

ม้าเพกาซัสตัวสีผ้า แผงคอและหางสีรุ้ง ตาสีแดงอมชมพู เรนโบว์แดชเป็นสาวเลือดร้อน นิสัยเหมือนผู้ชาย ชอบการแข่งขันและรักการผจญภัยมาก ไม่ชอบความสวย มีความกล้าหาญเป็นที่สุดจนบางครั้งก็นำพาความเดือดร้อนมาสู่กลุ่มเพื่อน แต่ถึงอย่างไรก็ตามเป็นคนที่ไม่เคยคิดทิ้งหรือหักหลังเพื่อนแต่อย่างใด ชื่นชอบการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของกีฬาและความสนุก ความใฝ่ฝันสูงสุดของเรนโบว์แดชคือการเข้าร่วมกับหน่วย วันเดอร์โบลท์และเธอทำมันได้สำเร็จ เรนโบว์แดชเป็นสัญลักษณ์แห่งความภักดี

  • แรริตี้ (Rarity)

ม้ายูนิคอร์นตัวสีขาวอมเทา แผงคอและหางม้วนเกลียวสีครามไล่ระดับไปถึงสีม่วง ตาสีฟ้ากลางและทาเปลือกตาด้วยสีฟ้าอ่อน เป็นตัวละครที่ชืนชอบในแฟชั่นและการออกแบบ รักความสวยงามและความสะอาด เธอมักจะเป็นยูนิคอร์นที่พูดจาอ่อนหวานและชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอถึงแม้จะดูขัดกับบุคลิกที่แสนเอาแต่ใจในบางที เธอมีชื่อเสียงในวงการแฟชั่นของโลกโพนี่และมีร้านตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นของตเอง แรริตี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเอื้อเฟื้อ

  • พิ้งค์กี้พาย (Pinkie Pie)

ม้าทั่วไปตัวสีชมพู แผงคอและหางฟูฟ่องสีชมพูเข้ม ตาสีฟ้าอ่อน โพนี่ที่มีชีวิตชีวา กระตือรือร้น, มีความสุข, พูดเก่ง, สนุกสนาน, รักที่จะหัวเราะ ชื่นชอบงานปาร์ตี้และการทำเซอร์ไพร์สเป็นอย่างมาก แต่สำคัญคือ ในบรรดาตัวละครทั้งหมด เธอมีนิสัยรั่วมากที่สุดอีกด้วย เธอยังมีสัตว์เลี้ยงเป็นจระเข้ที่ไม่มีฟันชื่อ กัมมี่ เธอทำงานที่ร้านขายเค้ก ชูการ์คิวบ์ คอร์นเนอร์ พิ้งค์กี้พายเป็นสัญลักษณ์แห่งเสียงหัวเราะ

  • ฟลัตเทอร์ชาย (Fluttershy)

ม้าเพกาซัสตัวสีเหลืองอ่อน แผงคอและหางสีชมพูนม ตาสีฟ้าเขียว เธอมีนิสัยมีขี้อายแต่เธอชอบที่จะร้องเพลงและดูแลสัตว์ต่างๆ เธอมีสัตว์เลี้ยงหลักที่เป็นทั้งคู่หูและผู้ช่วยของเธอเป็นกระต่ายน้อยชื่อ แองเจิล ด้วยนิสัยความมีเมตตากรุณาต่อสัตว์และสิ่งมีชิวิตทุกชีวิต เธอมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยคลี่คลายสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ที่มีสัตว์มาเกี่ยวข้อง แม้จะเห็นว่าเธอมีความอ่อนโยน แต่ฟลัตเทอร์ชายจะมีนิสัยขี้อายและขี้กลัว มีเสียงอันไพเราะ หากอยู่ในภาวะคับขันเธอจะกลายเป็นคนที่กล้าหาญอย่างไม่น่าเชื่อ ฟลัตเทอร์ชายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเมตตา

  • สไปค์ (Spike)

เป็นหนึ่งในตัวละครหลักที่ไม่ใช้ม้าโพนี่ มังกรที่มีเกล็ดสีม่วงอ่อนและแผงคอสีเขียวอ่อน เป็นผู้ช่วยของทไวไลท์ในการคอยดูแลงานบ้านต่างๆ ในห้องสมุด รวมไปถึงช่วยเหลือเธอยามที่เธอต้องการอีกด้วย สไปค์อยู่ร่วมกับทไวไลท์มาตั้งแต่ยังเด็ก จึงทำให้ทั้งคู่มีความสัมพันธ์เหมือนพี่สาวกับน้องชายมาก เขาจะมีลักษณะนิสัยคล้ายพ่อบ้านเสียมากกว่า สไปค์มักจะรับหน้าที่ในการเขียนจดหมายต่างๆ ถึงองค์หญิงเซเลสเทีย โดยเขาจะสามารถใช้พลังไฟของตนเองในการส่งจดหมายไปหาองค์หญิงได้ในเวลารวดเร็ว เขาชอบช่วยเหลือม้าโพนี่ต่างๆและคอยเป็นห่วงเพื่อนๆอยู่เสมอ

ตัวละครรอง[แก้]

(มีตัวละครใหม่และบางตัวกำลังอยู่ระหว่างการเพิ่มเติมข้อมูล)

  • "เจ้าหญิงเซเลสเทีย" (Princess Celestia) เจ้าหญิงผู้ปกครองเอเควสเทรีย เป็นอาจารย์ของทไวไลท์และเป็นพี่สาวของเจ้าหญิงลูน่าอีกด้วย เป็นอัลลิคอร์น ก่อนจะเกิดไนท์แมร์มูนเธอมีหน้าที่นำพาดวงตะวันขึ้นท้องฟ้าเมื่อถึงเวลาเช้า และได้ใช้พลังของศิลาแห่งความสามัคคีผนึกไนท์แมร์มูนเอาไว้ที่ดวงจันทร์
  • เจ้าหญิงลูน่า ( Princess Luna ) มีหน้าที่นำดวงจันทร์ขึ้นเมื่อถึงเวลากลางคืน เคยไม่พอใจที่ทุกตัวทุกตัวหลับใหลและเมินเฉย ในยามราตรีของเธอจึงไม่ยอมลดพระจันทร์ลงและกลายเป็นไนท์แมร์มูนและถูกผนึกไว้ที่ดวงจันทร์ แต่สุดท้ายก็กลับมาเป็นคนเดิมและปกครองเอเควสเทรียร่วมกับพี่สาวเหมือนเดิม

"เจ้าหญิงเคเดนซ์" (Princess Cadence) เป็นอัลลิคอร์น (Alicorn) พี่เลี้ยงของทไวไลท์ในสมัยเด็ก เป็นโพนี่ที่มีนิสัยอ่อนโยนและใจดี มีศักดิ์เป็นเจ้าหญิงเหทือนกับเข้าหญิงเซเลสเทียและเจ้าหญิงลูน่า ได้แต่งงานกับไชนิ่งอาร์เมอร์ ผู้เป้ฯพี่ชายของทไวไลท์ เป็นเจ้าหญิงปกครองอาณาจักรคริสตัล (มีชื่อเต็มว่า "เจ้าหญิงมี อาร์มอเร่ คาเดนซ่า" (Princess Me Armore Cadenza))

  • บิ๊กแม็กอินทอช หรือ บิ๊กแม็ก (Big Macintosh) พี่ชายของแอปเปิ้ลแจ๊ค เป็นม้าสีแดงปนส้มและ มีผมสีส้ม อาศัยอยู่ที่เดียวกับแอปเปิ้ลแจ๊ค เป็นโพนี่ที่ไม่ค่อยพูด
  • แอปเปิ้ลบลูม (Apple Bloom) น้องสาวของแอปเปิ้ลแจ๊คเป็นลูกม้าน้อยน่ารัก มีตัวสีเหลือง มีผมหางสีแดงและผูกโบสีชมพู อาศัยอยู่ที่เดียวกับแอปเปิ้ลแจ๊ค ไม่ค่อยชอบใจที่แอปเปิ้ลแจ๊คทำตัวเหมือนเธอเป็นเด็กและเธอมักคิดว่าสามารถดูแลตนเองได้เพราะเธอโตพอแล้ว เป็นลูกม้าที่ไม่มี คิวตี้มาร์ค เป็นเพื่อนสนิทของสวีทตี้เบลส์และสคูทาลู และเป็นสมาชิกของ คิวตี้มาร์ค ครูเซเดอร์
  • สวีทตี้เบลล์ (Sweetie belle) - ลูกม้า น้องสาวของแรริตี้ เป็นยูนิคอร์นเหมือนพี่สาวแต่เย็บปักถักร้อยไม่ค่อยเก่ง มีตัวสีขาว ผมหางสองสี สีม่วงอ่อนและชมพูอ่อน เป็นเพื่อนสนิทของแอปเปิ้ลบลูมและสคูทาาลู เป็นลูกม้าที่ไม่มี คิวตี้มาร์ค และเป็นสมาชิกของ คิวตี้มาร์ค ครูเซเดอร์
  • สคูทาลู (Scootaloo) - ลูกม้าเพกาซัสตัวสีส้มผมสีม่วงแต่เพราะยังเด็กจึงยังบินไม่ได้แต่ขี่สกูตเตอร์เก่งมาก นอกจากนี้ยังให้ความนับถือเรนโบว์แดชเป็นไอดอลอีกด้วย เป็นเพื่อนสนิทของสวีทตี้เบลส์และแอปเปิ้ลบลูม เป็นลูกม้าที่ไม่มี คิวตี้มาร์ค และสมาชิกของ คิวตี้มาร์ค ครูเซเดอร์
  • ไชนิ่งอาร์เมอร์ (Shining armor) - พี่ชายของทไวไลท์ และเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของทไวไลท์ในสมัยเด็ก เป็นยูนิคอร์นไม่เหมือนกับทไวไลท์ ปัจจุบันได้แต่งงานกับเจ้าหญิงเคเดนซ์
  • ไดมอนด์เทียร่า (Diamond tiara) - ลูกม้าคู่กัดของกลุ่มคิวตี้มาร์ค ครูเซเดอร์เพราะเธอมีคิวตี้มาร์คแล้วเป็นม้าตัวสีชมพูผมหางสองสี สีม่วงอ่อนกับขาว เป็นเพื่อนสนิทกับซิลเวอร์สปูน
  • ซิลเวอร์สปูน (Silver Spoon) - ลูกม้าตัวสีเทาผมสีเทาอ่อน ใส่แว่นและถักเปียคู่กัดกับคิวตี้มาร์ค ครูเซเดอร์เพราะเธอมีคิวตี้มาร์ค เป็นเพื่อนสนิทกับไดมอนด์เทียร่า
  • เบ็บส์ ซีด (Babs Seed) เดิมสนิทกับไดมอนด์เทียร่าและซิลเวอร์สปูน เป็นม้าตัวสีน้ำตาล ผมหางสองสี สีแดงกับสีชมพู ชอบกลั่นแกล้งพวกกลุ่มคิวตี้มาร์ค ครูเซเดอร์ แต่ภายหลังได้คืนดีกับกลุ่มคิวตี้มาร์ค ครูเซเดอร์และได้ย้ายมาอยู่กลุ่มนี้แล้ว
  • ซีโคร่า (Zecora) - ม้าลายที่อาศัยอยู่ในป่าเอเวอร์ฟรี หลายคนต่างเกรงกลัวเธอและคิดว่าเธอเป็นแม่มดแต่จริงๆเธอใจดีและเป็นมิตรพอสมควร ภายหลังได้รับการยอมรับจากโพนี่ทุกตัวแล้ว
  • เดอร์ปี้ (Derpy) - ม้าเพกาซัสตัวสีเทา ผมหางทอง เกิดจากความผิดพลาดของผู้เขียนที่ทำให้ตัวละครตัวนี้ตาเหล่แต่ถูกตัดตาให้กลับมาปกติในภายหลัง เธอชอบกินมัฟฟินมากและเป็นตัวละครที่ได้รับความนิยมสูงจนแซงหกตัวหลักไปเลยทีเดียว
  • เชียร์ริลี่ (Cheerilee) - ม้าตัวสีชมพูเข้มผมหางสีชมพูอ่อน เพื่อนเก่าของแรริตี้เป็นคุณครูสอนพวกลูกม้าอยู่ โรงเรียนโพร์นี้วิล
  • คุณยายสมิธ (Granny smith) - คุณยายของบิ๊กแม็กอินทัช แอปเปิ้ลแจ๊คและแอปเปิ้ลบลูม ม้าตัวสีเขียวมีผมหางสีขาว เดินช้ามากและเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโพนี่วิลล์
  • คุณนายคัพเค้ก (Mrs.Cup Cake) - ม้าตัวสีฟ้าและมีหางและผมสีชมพูม้วนเหมือนครีมเป็นเจ้าของร้านที่พิงค์กี้พายทำงานอยู่
  • คุณแครอทเค้ก (Mr.Carrot Cake) - ม้าตัวสีเหลืองมีหางและผมสีส้มใส่หมวกและเป็นหนึ่งในเจ้าของร้านที่พิงค์กี้พายทำงานอยู่
  • บอนบอน (Bon Bon) - ม้าตัวสีครีม ผมสองสี สีชมพูและสีน้ำเงินเข้ม มักจะปรากฏตัวคู่กับไลร่า เป็นตัวประกอบฉากแต่จริงๆเธอเด่นไม่ใช่น้อย
  • ไลร่า ฮาร์ทสตริง (Lyra Heartstrings) - ม้ายูนิคอร์นตัวสีมิ้นท์ ผมสองสี สีเขียวอ่อนกับสีขาว เป็นม้าที่คู่กับบอนบอน เป็นตัวประกอบฉาก
  • ทริกซี่ (Trixie) - ม้ายูนิคอร์นลูกครึ่งสองเชื้อชาติ เป็นม้าตัวสีน้ำเงินผมหางสีฟ้า เป็นนักมายากล เป็นคู่แข่งทางด้านเวทมนตร์กับทไวไลท์ โดยในซีซั่นที่ 8 ได้กลายเป็นเพื่อนรักกับสตาร์ไลท์
  • ดีเจพอน 3 (DJ Pon3) - ม้ายูนิคอร์นตัวสีขาว ผมสองสี สีฟ้ากับสีน้ำเงิน เป็นดีเจ เป็นตัวประกอบฉากที่ดังไม่ใช่น้อย
  • แฟลซ เซนทรี่ (Flash Sentry) - ม้าเพกาซัสตัวสีส้มอ่อนผมหางสีน้ำเงินเข้ม เป็นรอยัลการ์ด ปรากฏตัวใน Season 4 ตอนที่ 11 (Three's a Crowd) และค่อนข้างจะเด่นในภาค Equestria Girls แอบชอบทไวไลท์
  • ม็อด พาย (Maud Pie) ม้าตัวสีเทาผมหางสีม่วง เป็นพี่สาวของพิ้งกี้พายเธอกินหินอยู่ตลอดเธอมักจะไม่ค่อยพูดมากเหมือนพิ้งกี้เท่าไร เธอมีความวิเศษก็คือเธอสามารถขุดหินที่ใหญ่ให้ละเอียดได้ปรากฏตัวครั้งแรก ใน Season 4 ตอนที่ 18 (Maud Pie)
  • รอยัล การ์ด (Royal guard) - ม้าเพกาซัส ที่คอยปกป้องเมือง หน้าประตูเมืองก็มีรอยัล การ์ดคอยเฝ้าอยู่ด้วย
  • กิลดา (Gilda) - กริฟฟิน (สัตว์ในเทพนิยายครึ่งสิงโตครึ่งอินทรี) เพื่อนเก่าของเรนโบว์แดชแต่นิสัยไม่ดีชอบแกล้งม้าโพนี่ทุกตัวไม่เว้นแม้แต่ฟลัทเทอร์ชายทำให้พิ้งค์กี้พายไม่ชอบเธอสุดๆ ภายหลังโดนเรนโบว์แดชรู้ว่าทำไม่ดีกับพวกเพื่อนใหม่ของตนจึงเลิกคบกัน

"ดิสคอร์ด" (Discord) - หรือเรียกว่าดราโคเนสคัส ดิสคอร์ดคือปีศาจผู้นำความวุ่นวายมาสู่เอเควสเทรีย มีร่างกายเป็นสัตว์หลายชนิดผสมกัน ดิสคอร์ดเคยถูกเจ้าหญิงเซเลสเทียและเจ้าหญิงลูน่าผนึกไว้ในรูปร่างของหินด้วยพลังของศิลาแห่งความสามัคคี และได้กลับมาสร้างความวุ่นวายอีกครั้ง ครั้งนี้ได้ถูกพวกทไวไลท์ใช้พลังแห่งมิตรภาพจึงทำให้กลายเป็นหินเหมือนเดิม แต่ต่อมาก็ถูกปล่อยเพื่อที่จะสอนเขาให้เข้าใจถึงคำว่า มิตรภาพ แต่เขาก็ไม่เคยเข้าใจมันอย่างแท้จริงจนกระทั่งถูกหักหลังโดยเพื่อนเก่าเซนทอร์ที่ชื่อว่า "ลอร์ด ทีเร็ก" (Lord Tirek) ดิสคอร์ดเป็นผู้ครอบครองพลังแห่งความวุ่นวายที่มีพลังมหาศาลแต่นั่นก็ทำให้ผู้ที่สามารถใช้พลังนี้ได้มีแต่ตัวเขาเองเท่านั้น ซึ่งในซีซั่นที่ 9 "โคซี่ โกลว์" (Cozy Glow) ได้ใช้พลังของดิสคอร์ดที่แย่งชิงมาได้ทำให้ตนเองกลายเป็นโพนี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ด้วยความที่เป็นพลังของดิสคอร์ด ทำให้เธอไม่สามารถใช้งานพลังนั้นได้หรือเมื่อใช้ก็จะผิดเพี้ยนและวุ่นวายเสมอจนทำให้เธอต้องยอมที่จะไม่ใช้พลังนั้น

"ควีนคริสซาลิส" (Queen Chrysalis) เชนเจอร์ลิ่ง (Changerling) ที่มีผมหางสีเขียวราวสาหร่าย เธอมีพลังในการแปลงกายเป็นม้าตัวไหนก็ได้ ซึ่งในซีซั่นที่ 2 ตอนที่ 25 และ 26 เธอได้เปลี่ยนร่างเป็นเจ้าหญิงเคเดนซ์เพื่อแย่งไชนิ่งอาร์เมอร์ เธอมีรูปร่างลักษณะเป็นซอมบี้ทั้งเขาทั้งปีกและตามตัวมีรูพรุนอยู่ทั่วไปหมด ภายหลังได้โดนพลังแห่งความรักของไชนิ่งอาร์มเมอร์และเจ้าหญิงเคเดนซ์ทำให้ถูกขับไล่ออกจากเอเควสเทรีย แต่เธอไม่ได้สูญสลายไปไหนและเธอได้กลับไปยังอาณาจักรเชนเจอร์ลิ่งของเธอและในซีซั่นที่ 6 ตอนที่ 25 และ 26 เธอได้ใช้กองทัพของเธอมาจับตัวเหล่าเจ้าหญิงรวมถึงตัวละครหลักและคนใกล้ชิดทั้งหมดไปไว้ที่อาณาจักรของเธอ แต่ "สตาร์ไลท์ กลิมเมอร์ (Starlight Glimmer) , ทริกซี่ (Trixie) , ดิสคอร์ด (Discord) , ทอแรกซ์ (Thorax)" ได้ตามไปช่วยเหลือทุกตัวที่ถูกจับไปพร้อมทั้งปลดปล่อยเหล่าเชนเจอร์ลิ่ง (ยกเว้นตัวคริสซาลิสเอง) จากการครอบงำของเธอ คริสซาลิสได้หนีไปตั้งหลักที่ป่าแห่งหนึ่งและได้สร้าง Mane 6 ตัวปลอมขึ้นมาจากกิ่งไม้ (เรียกว่าพวก Mean 6) เพื่อที่จะชิงศิลาแห่งความสามัคคี (Element of Harmony) มา แต่ต้นไม้แห่งมิตรภาพ (Tree of Harmony) ก็ได้สลายร่างตัวปลอมทั้งหมด ทำให้คริสซาลิสต้องหนีไปอีกครั้ง จนในซีซั่นที่ 9 ได้ถูก "โกรการ์" (Grogar) ช่วยเอาไว้ เธอได้ร่วมมือกับทิเร็ก , โคซี่ โกลว์ (Cozy Glow) ใช้พลังจาก "กระดิ่งของโกรการ์ (Grogar's Bell) ทำให้เธอมีพลังมากขึ้นหลายเท่าตัวจนสามารถกลับมาแก้แค้นสตาร์ไลท์ได้สำเร็จและร่วมกับทิเร็กและโคซี่ในการยึดครองเอเควสเทรีย "ย้ำว่า ยึดครองเอเควสเทรีย" สุดท้าย ทไวไลท์ได้ใช้พลังแห่งมิตรภาพของ Mane 6 ทั้ง 3 ganeration ทำให้หมดพลังลง และถูกเจ้าหญิงเซเลสเทีย , เจ้าหญิงลูน่า , ดิสคอร์ดรวมพลังทำให้กลายเป็นรูปปั้นหินตลอดกาล

  • ทอแรกช์ (Thorax) เป็นเชนเจอลิ่ง แต่จิตใจไม่ใช่ปีศาจเขาแอบช่วยเหลือพวกโพนี่และได้เป็นเพื่อนกับสไปค์ ในภายหลังได้กลับสู่ร่างที่แท้จริง
  • ลอร์ด ทีเร็ก (Lord Tirek) - เป็นเซนทอร์ที่มาจากดินแดนห่างไกล เขาและน้องชายของเขา สคอร์แพน วางแผนขโมยพลังของม้าทั้งหมดในเอเควสเทรียแต่ สกอร์แพนได้สร้างความเป็นเพื่อนขึ้นมากับเหล่าม้าในอาณาจักร จึงหักหลังพี่ชายของตนและกลับไปยังบ้านเกิดและปล่อยให้ทีเร็กถูกขังไว้ในทาร์ทารัส ต่อมาทีเร็กได้ถูกปลดปล่อยและได้หลอกใช้ ดิสคอร์ด ให้เขาได้พลังของม้าทั้งหมดแต่สุดท้ายก็ถูกขังเหมือนเดิมโดย ทไวไลท์และเพื่อนๆของเธอ
  • ซันเซส ชิมเมอร์ (Sunset Shimmer) ม้ายูนิคอร์น มีตัวสีส้มอ่อน ผมหางสองสี สีเหลืองกับสีแดง เคยเป็นศิษย์ของ เจ้าหญิงเซเลสเทีย แต่เขาแยกไปทางของตัวเองจนเข้าไปในอีกมิติ และ ขโมยมงกฏของ ทไวไลท์ สปารค์เคิ้ล แต่ด้วย พลังแห่งมิตรภาพ ทำให้เขารู้ว่า มงกฏ ไม่สำคัญอะไรเลย เขาจึงตัดสินใจที่จะอาศัยอยู่ที่นั่น

"สตาร์ไลท์ กริมเมอร์" (Starlight Glimmer) ยูนิคอร์นตัวสีม่วงอ่อน ผมและหางสองสีคือสีม่วงกับสีเขียว เคยพยายามจะขโมยคิวตี้มาร์ค (Cutie Mark) ของโพนี่ตัวอื่นเพราะเธอเคยมีปมในอดีตเกี่ยวกับคิวตี้มาร์ค ถูกพวกทไวไลท์มาห้ามปราบไว้แต่เธอก็ได้ตลบหลังพวกทไวไลท์และขโมยคิวตี้มาร์คของพวกทไวไลท์ไปได้สำเร็จ จนกระทั่งโพนี่ที่ถูกสตาร์ไลท์เอาคิวตี้มาร์คไปรู้ความจริงที่ว่าสตาร์ไลท์หลอกใช้ก็ได้ไปนำคิ้วตี้มาร์กกลับคือมา สตาร์ไลท์ไหวตัวทันนำคิวตี้มาร์กของพวกทไวไลท์หนีไปเกือบสำเร็จ แต่ถูกขัดขวางโดยเหล่าโพนี่ที่เธอหลอกใช้ เธอได้หนีไปตัวเปล่าและกลับมาในซีซั่นที่ 5 ตอนที่ 25 และ 26 เธอพยายามจะหยุดยั้งการได้รับคิวตี้มาร์คของ Mane 6 ด้วยการย้อนเวลาผ่านคิวตี้แมพ (Cutie Map) ในปราสาทของทไวไลท์ไปหยุดยั้ง "โซนิก เรนบูม" (Sonic Rainboom) ที่เรนโบว์แดชตอนเด็กได้ทำ ทไวไลท์ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการที่เธอทำแบบนี้และได้สอนตัวเธอเกี่ยวกับมิตรภาพจนเธอกลับตัวกลับใจเป็นคนดีและกลายเป็นเพื่อนกับพวกทไวไลท์ สตาร์ไลท์เป็นยูนิคอร์นที่มีความสามารถเรื่องเวทมนตร์มากจนเกือบเทียบเท่าทไวไลท์ เวทมนตร์ที่แสดงว่าเธอเก่งกาจด้านเวทมนตร์ ตัวอย่างเช่น การเทเลพอร์ต (Teleport หรือการเคลื่อนย้ายตำแน่งในพริบตา) แบบต่อเนื่อง การระเบิดพลังเวทมหาศาล การรวมเวทมนตร์เพื่อสร้างเวทมนตร์ใหม่ การสร้างเวทมนตร์ และอื่นๆอีกมากมาย ในซีซั่นที่ 8 หลังจากที่ทไวไลท์ได้สร้างโรงเรียนแห่งมิตรภาพ (School of Friendship) ทไวไลท์ได้ชวนให้เธอไปเป็นที่ปรึกษาประจำโรงเรียน ในอนาคตหลังจากที่ทไวไลท์ได้เป็นเจ้าหญิงปกครองเอเควสเทรียอย่างสมบูรณ์แล้ว มีความน่าจะเป็นที่เธอได้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแทนทไวไลท์ เธอมีความชอบคอกับ "ซันเบิร์ส" (Sunburst) เพื่อนในสมัยเด็กของเธอ

"คิง ซอมบร้า" (King Sombra) ราชาที่เข้ามารุกรานและยึดครองอาณาจักรคริสตัล (Crystal Empire) ถูกเจ้าหญิงเซเลสเทียและเจ้าหญิงลูน่าทำให้กลายเป็นเงาและผนึกเอาไว้ที่ขั้วโลกเหนือ (Frozen North) แต่ก็กลับมายึดครองอาณาจักรคริสตัลอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ถูกพลังของคริสตัลฮาร์ท (Crystal Heart) ทำให้สลายไปอีกครั้ง ในซีซั่นที่ 9 คิงซอมบร้าได้กลับมาอีกครั้งด้วยการอัญเชิญของ "โกรการ์" (Grogar) และได้เข้ายึดครองอาณาจักรคริสตัลได้โดยสมบูรณ์ แต่เมื่อพวกของทไวไลท์ได้ฟื้นฟูอาณาจักรและขับไล่คิงซอมบร้าไปได้ คิงซอมบร้าก็ได้ไปทำลายต้นไม่แห่งความสามัคคี (Tree of Harmony) และศิลาแห่งความสามัคคี (Element of Harmony) พร้อมเข้ายึดแคนเทอร์ล็อต (Canterlot) ด้วยการควบคุมเหล่าโพนี่จากหลายๆที่ในการช่วยยึดครอง (ขณะที่คิงซอมบร้าเข้ายึดครองแคนเทอร์ล็อตเจ้าหญิงเซเลสเทียและเจ้าหญิงลูน่าออกมาช่วยพวกทไวไลท์ที่อยู่ที่โพนี่วิลล์ (Ponyville)) แต่สุดท้ายก็ถูกพวกทไวไลท์ใช้พลังแห่งมิตรภาพทำให้สลายไปตลอดกาล

"สตาร์สวิล เดอะ เบียร์เดด" (Starswirl the Bearded)

"กัสตี้ เดอะ เกรต" (Gusty the Great)

"มิสท์ เมน" (Mist Mane)

"โซแนมบูลลา" (Sonumbulla)

"ร็อกฮูฟ" (Rockhoof)

"สเตเจียน" (Stegien)

"โกรการ์" (Grogar)

"โคซี่ โกลว์" (Cozy Glow)

จำนวนตอนและฤดูกาล[แก้]

ฤดูกาลจำนวนตอนออกอากาศครั้งแรก
ออกอากาศวันแรกออกอากาศวันสุดท้ายเครือข่าย
12610 ตุลาคม ค.ศ. 2010 (2010-10-10)6 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 (2011-05-06)The Hub/Hub Network
22617 กันยายน ค.ศ. 2011 (2011-09-17)21 เมษายน ค.ศ. 2012 (2012-04-21)
31310 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 (2012-11-10)16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 (2013-02-16)
42623 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013 (2013-11-23)10 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 (2014-05-10)
5264 เมษายน ค.ศ. 2015 (2015-04-04)28 พฤศจิกายน ค.ศ. 2015 (2015-11-28)Discovery Family
62626 มีนาคม ค.ศ. 2016 (2016-03-26)22 ตุลาคม ค.ศ. 2016 (2016-10-22)
72615 เมษายน ค.ศ. 2017 (2017-04-15)28 ตุลาคม ค.ศ. 2017 (2017-10-28)
ภาพยนตร์6 ตุลาคม ค.ศ. 2017 (2017-10-06)
82624 มีนาคม ค.ศ. 2018 (2018-03-24)13 ตุลาคม ค.ศ. 2018 (2018-10-13)Discovery Family
ภาควันหยุดพิเศษ27 ตุลาคม ค.ศ. 2018 (2018-10-27)
9266 เมษายน ค.ศ. 2019 (2019-04-06)12 ตุลาคม ค.ศ. 2019 (2019-10-12)
ภาคพิเศษ29 มิถุนายน ค.ศ. 2019 (2019-06-29)

การเผยแพร่[แก้]

สหรัฐอเมริกา[แก้]

นานาชาติ[แก้]

ประเทศไทย[แก้]

ในประเทศไทย ได้เคยฉายใน ช่อง Cartoon Network ในทรูวิชั่นส์ ปัจจุบัน ออกอากาศทางช่อง บูมเมอแรง (ไทย) และ เอ็มคอตแฟมิลี รวมทั้งบริษัท ทีไอจีเอ จำกัด เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศไทย [12]

สื่อโทรทัศน์[แก้]

สินค้า[แก้]

การตอบรับและความสำเร็จ[แก้]

เสียงวิจารณ์[แก้]


ความนิยม[แก้]

การเข้าชิงและรางวัลที่ได้รับ[แก้]

กลุ่มแฟนคลับ[แก้]

อื่นๆ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  • Snider, Brandon T. (2013). My Little Pony: The Elements of Harmony: Friendship is Magic: The Official Guidebook. Little, Brown Books for Young Readers. ISBN 978-0-316-24754-2.
  1. ประวัติ My Little Pony G1 (อังกฤษ)
  2. ประวัติ My Little Pony G2 (อังกฤษ)
  3. ประวัติ My Little Pony G3 (อังกฤษ)
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 "Exclusive Season 1 Retrospective Interview with Lauren Faust". equestriadaily. 2011-09-16. สืบค้นเมื่อ 2017-04-39. Check date values in: |accessdate= (help)
  5. Anderson, Monika (2011-08-12). "Never Too Old For "ThunderCats"?". The Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ 2011-08-12.
  6. Griffiths, Daniel Nye (2011-09-27). "Friendship is Massive – Ponies, Internet phenomena and crossover audiences". Daniel Nye Griffiths. สืบค้นเมื่อ 2012-01-19.
  7. Townshend, Matt (2014-02-27). "At Hasbro, Girls Toys Become a Big Market". BusinessWeek. สืบค้นเมื่อ 2014-03-25.
  8. Faust, Lauren (2010-12-05). "MLP News- TOY FAIR PICS!!!". deviantArt. สืบค้นเมื่อ 2011-10-07.
  9. Davis, Lauren (2013-12-02). "Lauren Faust shares her childhood My Little Pony collection on Twitter". io9. สืบค้นเมื่อ 2013-12-02.
  10. Plank, Willa; Pereira, Joseph (2009-12-22). "Hasbro Chief Spins Toys to Hollywood Tales". The Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ 2011-10-07.
  11. "DHX Media Rebrands Across Divisions" (Press release). DHX Media. 2010-09-08. สืบค้นเมื่อ March 3, 2012.
  12. ประกาศลิขสิทธิ์ ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง My Little Pony: Friendship is Magic

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]