ข้ามไปเนื้อหา

มาตุภูมิเพรียกหา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มาตุภูมิเพรียกหา
รัสเซีย
สร้างเพื่อรำลึกถึง วีรชนแห่งยุทธการณ์ที่สตาลินกราด
แล้วเสร็จ15 ตุลาคม 1967
ที่ตั้ง48°44′33″N 44°32′13″E / 48.74250°N 44.53694°E / 48.74250; 44.53694
มามาเยฟคูร์กัน วอลโกกราด ประเทศรัสเซีย
ผู้ออกแบบเยฟเกนี วูเชติช, ยากอฟ เบโลปอลสกี, นีโกไล นีคีติน

มาตุภูมิเพรียกหา (รัสเซีย: Родина-мать зовёт!, อักษรโรมัน: Rodina-mat' zovyot!, อังกฤษ: The Motherland Calls) เป็นประติมากรรมอนุสรณ์สงครามขนาดมหึมา ศิลปะนีโอคลาสสิกและสัจนิยมสังคมนิยม ตั้งอยู่บนเนินมามาเยฟคูร์กันใน วอลโกกราด ประเทศรัสเซีย ผลงานออกแบบนำโดยประติมากร เยฟเกนี วูเชติช ร่วมออกแบบโดยสถาปนิก ยาคอฟ เบโลปอลสกี ประติมากรรมนี้สร้างขึ้นจากคอนกรีตเพื่อระลึกถึงวีรชนในยุทธการณ์ที่สตาลินกราด และเป็นส่วนสำคัญของอนุสรณ์สถานซึ่งยังมีประติมากรรมชิ้นอื่น ๆ ตลอดจนลานจัตุรัสต่าง ๆ ตัวประติมากรรมมีความสูงจากฐาน 85 เมตร (279 ฟุต) และเคยเป็นรูปปั้นที่สูงที่สุดในโลกเมื่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1967 และสูงที่สุดในยุโรปหากไม่นับส่วนฐาน ประติมากรรมตลอดจนอนุสรณ์สถานทั้งหมดได้รับการขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโกในรายชื่อแหล่งมรดกโลกตั้งแต่ปี 2014

ประติมากรรมนี้แสดงรูปบุคลาธิษฐานของรัสเซียที่ซึ่งนิยมเรียกกันว่า มารดารัสเซีย ในรูปสตรีสวมผ้าคลุมที่ถูกลมพัดจนเป็นประดุจปีก ในมือขวาถือดาบ มือซ้ายกางออกเพรียกหาชาวโซเวียตให้เข้าร่วมสงคราม แรกเริ่มวางแผนจะสร้างประติมากรรมนี้ด้วยแกรนิต ด้วยความสูงเพียง 30 เมตร (98 ฟุต) และยังออกแบบให้มีทหารกองทัพแดงคุกเข่าคำนับและวางดาบต่อเบื้องหน้าของมารดารัสเซียและถือธงที่พับไว้ ก่อนจะเปลี่ยนในปี 1961 เป็นประติมากรรมคอนกรีตขนาดใหญ่โตที่สูงขึ้นกว่าเดิมเกือบสองเท่าและกลายมาเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์โดยนักเขียนและเจ้าหน้าที่ทหารของโซเวียต การออกแบบนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก เทพีแห่งชัยชนะที่มีปีกแห่งซามอธเทธรซ ประติมากรรมกรีกโบราณรูปเทพีแห่งชัยชนะ นีเก

ภูมิหลัง

[แก้]

ยุทธการณ์ที่สตาลินกราดเป็นการปะทะครั้งใหญ่ระหว่างสหภาพโซเวียตและเยอรมนีของนาซีบนแนวรบตะวันออกของสงครามโลกครั้งที่สอง การต่อสู้ดำเนินนานหกเดือนระกว่างกรกฎาคม 1942 ถึงกุมภาพันธ์ 1943[1] โดยโซเวียตชนะการศึกแต่ด้วยราคาที่สูงลิ่วด้วยชาวโซเวียตเสียชีวิตมากกว่าหนึ่งล้านราย[2] การยุทธ์นี้ได้กลายมาเป็นตำนานในวัฒนธรรมโซเวียตอย่างรวดเร็ว และได้รับการยอมรับแพร่หลายว่าเป็นจุดเปลี่ยนในตำราประวัติศาสตร์โซเวียต[3]

แนวคิดก่อสร้างอนุสรณ์ฉลองชัยชนะของโซเวียตในศึกที่สตาลินกราดมีที่มาในช่วงปีท้าย ๆ ของสงครามโลกครั้งที่สองนักการเมืองและศิลปินโซเวียตได้พิจารณาการออกแบบต่าง ๆ สำหรับอนุสรณ์ก่อนสงครามจะสิ้นสุด และพิพิธภัณฑ์โซเวียตแห่งแรกที่ระลึกถึงสงครามโลกครั้งที่สองมีสถาปนาขึ้นเร็วถึงเดือนมีนาคม 1943[4] ในปี 1944 ชิ้นงานตีพิมพ์ Arkhitektura SSSR ออกบทความตำนวนหนึ่งที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการออกแบบที่เป็นไปได้สำปรับอนุสรณ์[4] หลังสิ้นสุดสงครามในปี 1945 มีการสร้างและตั้งเสาโอเบลิสก์กับแผ่นป้ายระลึกจำนวนมากทั่วสหภาพโซเวียต กระนั้น โจเซฟ สตาลิน ได้เข้ามาตัดตอนแผนการใหญ่สำหรับอนุสรณ์ อันเนื่องมาจากปัญหาสงครามเย็น[5]

การออกแบบ

[แก้]

การออกแบบแรกของวูเชติชและเบปอลสกีมีความทะเยอทะยายและได้อิทธิพลอย่างมากจากอนุสรณ์ที่อุทยานเทรพโทในเบอร์ลิน[6] โดยในแผนแรกเริ่มตั้งใจจะมีการสร้างประตูชัยที่เปิดออกสู่ขั้นบันไดหินแกรนิต ตามด้วยขั้นบันไดอิฐบนเส้นทางเดินที่ล้อมรอบด้วยต้อนพอพลาร์ลอมบาร์ดี[7] ขั้นบันไดหินแกรนิตชุดที่สองจะเปิดออกสู่ลานกว้างรูปวงกลม ตรงกลางเป็นประติมากรรมหินแกรนิตขนาดใหญ่แสดงรูปชายชาวรัสเซีย ชื่อชิ้นงานว่า หยัดยืนตราบสิ้นชีวี (Stand To the Death!)[8] ด้านหลังจะเป็นขั้นบันไดหินแกรนิตชุดสุดท้ายที่เปิดออกสู่ลานกว้างและมีทางเข้าสู่ใต้ดิน ชื่อว่า "ปาโนรามา" (Panorama)[9] โถงใต้ดินทรงคัพพอลานี้ภายในมีทั้งไฟนิรันดร์เพื่อระลึกถึงวีรชนแห่งสตาลินกราด, ประติมากรรมรูปชายตีดาบเป็นพานไถ และผนังสลักชื่อของผู้เสียชีวิตในศึกครั้งนั้น[10] ทางออกจากโถงนี้จะเปิดออกสู่ชั้นลอยเป็นจุดชมวิวที่สองซึ่งมีภาพจิตรกรรมพานอรามาแสดงสตาลินกราดที่เจริญรุ่งเรืองหลังสงคราม[10]

องค์ประแอบหลักของโครงการจะเป็นปริตมากรรมขนาดมหึมาบนยอดของเนินมามาเยฟคูร์กัน ที่ฐานมีชั้นสำหรับผู้เยี่ยมชมวางของที่ระลึกถึงผู้ตาย[10] ประติมากรรมนี้จะออกแบบโดยใช้องค์ประกอบอย่างนีโอคลาสสิกและสัจนิยมสังคมนิยมซึ่งเป็นทั้งสองศิลปกรรมที่วูเยวิชถนัด[11] แปลนเดิมออกแบบให้สร้างจากหินแกรนิตทั้งหมด และมีทหารโซเวียตคุกเข่าคำนับและวางดาบเบื้องหน้าบุคาธิษฐานของรัสเซียหรือมารดารัสเซียกำลังถือธงที่พับไว้ ต่อมาจึงเปลี่ยนมาเป็นรูปประติมากรรมคอนกรีตแสดงมารดารัสเซียคนเดียวสวมผ้าคลุมที่ถูกลมพัดจนกางออกคล้ายปีก มือขสาถือดาบ และมือซ้ายกางออกเพรียกหาคนโซเวียตมาต่อสู้กับศัตรู[12] การออกแบบนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก เทพีแห่งชัยชนะมีปีกแห่งซามอธเธรซ ประติมากรรมกรีกโบราณแสดงรูปเทพีแห่งชัยชนะ นีเก[13]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Hellbeck 2015, pp. 1–2.
  2. Hellbeck 2015, pp. 1, 12; Hoffmann 2021, p. 90; Winchester 2011, p. 91.
  3. Hoffmann 2021, p. 90.
  4. 1 2 Palmer 2009, p. 380.
  5. Palmer 2009, pp. 380–381.
  6. Palmer 2009, p. 382.
  7. Palmer 2009, p. 383; Anon.(a) n.d.
  8. Palmer 2009, p. 383.
  9. Palmer 2009, pp. 383–384.
  10. 1 2 3 Palmer 2009, p. 385.
  11. Palmer 2009, pp. 378, 396; Farago 2018.
  12. Palmer 2009, pp. 385, 395.
  13. Palmer 2009, p. 395.

บรรณานุกรม

[แก้]

หนังสือ

  • Lowe, Keith (8 December 2020). Prisoners of History: What Monuments to World War II Tell Us About Our History and Ourselves. New York: St. Martin's Press. ISBN 978-1-250-23504-6. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 June 2024. สืบค้นเมื่อ 27 June 2024.

บทความวิชาการ

รายงานข่าว

เว็บไซต์