มัสยิดอัลฮะรอม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
มัสยิดอัลฮะรอม
อาหรับ: ٱلْـمَـسْـجِـد الْـحَـرَام
A packed house - Flickr - Al Jazeera English.jpg
มหามัสยิดในช่วงทำฮัจญ์ ค.ศ.2009
มัสยิดอัลฮะรอม ตั้งอยู่ใน ซาอุดีอาระเบีย
มัสยิดอัลฮะรอม
บริเวณที่มัสยิดอยู่
ข้อมูลพื้นฐาน
ที่ตั้งมักกะฮ์, ฮิญาซ, ซาอุดีอาระเบีย[1]
พิกัดภูมิศาสตร์21°25′19″N 39°49′34″E / 21.422°N 39.826°E / 21.422; 39.826พิกัดภูมิศาสตร์: 21°25′19″N 39°49′34″E / 21.422°N 39.826°E / 21.422; 39.826
ศาสนาศาสนาอิสลาม
ผู้บริหารรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย
อิหม่าม:
อับดุลเราะฮ์มาน อัสซุดัยส์
ซะอูด อัชชุรัยม์
อับดุลลอฮ์ อะวัด อัลญุฮานี
ศอเละฮ์ อัฏฏอลิบ
ศอเละฮ์ อัลฮุมัยด์
บันดัร บะลีละฮ์
อุซามะฮ์ ค็อยยัต
คอลิต อัลฆะมาดี
มาเฮอร์ อัลมุอัยกลีย์
ฟัยซัล กอสซาวี[2][3]
เว็บไซต์www.gph.gov.sa
การสร้าง
สถาปัตยกรรมมัสยิด
ปีที่เริ่มสมัยอิบรอฮีม[4]
ข้อมูลจำเพาะ
ความจุ900,000 คน (เพิ่มเป็น 4,000,000 คนในช่วงทำฮัจญ์)
จำนวนหอสูงสุเหร่า9
ความสูงของหอสูงสุเหร่า89 ม. (292 ฟุต)

มัสยิดอัลฮะรอม (อาหรับ: ٱلْـمَـسْـجِـد الْـحَـرَام‎;, "มัสยิดต้องห้าม" หรือ "มัสยิดอันศักดิ์สิทธิ์"[5]) หรือ มัสยิดใหญ่ประจำมักกะฮ์ เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นกิบลัตของศาสนาอิสลาม มีกะอ์บะฮ์ที่ตั้งอยู่ในแคว้นฮิญาซ เมืองมักกะฮ์ประเทศซาอุดีอาระเบีย มุสลิมจะหันหน้าหากะอ์บะฮ์ในช่วงการละหมาด ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าหลักการอิสลามที่มุสลิมต้องไปทำฮัจญ์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต รวมถึงการตอวาฟ (อาหรับ: طَـوَاف‎طَـوَاف‎, การเดินรอบ) รอบกะอ์บะฮ์ มหามัสยิดนี้มีหินดำ, ซัมซัม, มะกอมอิบรอฮิม และซอฟา-มัรฺวะฮ์[6]

มัสยิดนี้เปิดตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงวันที่และเวลา และถูกปกครองไว้หลายสมัย ปัจจุบันถูกปกครองโดยผู้ปกครองสองมัสยิดอันศักดิ์สิทธิ์[7] ข้างหน้ามีหอนาฬิกาทีมีชื่อว่า อับราจ อัล บัยตฺ ซึ่งเป็นตึกที่สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก[8] และมีการขยายมัสยิดอยู่หลายรอบ[9]

ประวัติศาสตร์[แก้]

มักกะฮ์ในปีค.ศ.1910

สมัยอิบรอฮีมและอิสมาอีล[แก้]

ในอัลกุรอ่าน [2:127][10] อธิบายว่าอิบรอฮีม กับอิสมาอีล ได้สร้างกะอ์บะฮ์ในบริเวณที่พระผู้เป็นเจ้าตรัสและชี้ไปที่บริเวณที่อยู่ใกล้กับบ่อน้ำซัมซัม ประมาณ 2130 ก่อนคริสตกาล หลังจากที่อิบรอฮีมสร้างกะอ์บะฮ์แล้ว มะลาอีกะฮ์ได้นำหินดำ รายงานจากความเชื่อว่าหินนี้ได้ตกลงมาจากสวรรค์ ลงไปยังบริเวณใกล้ๆ เทือกเขาอบู กุบัยด์ และศาสดามุฮัมหมัดได้กล่าวว่า หินดำ "ลงมาจากสวรรค์โดยที่มันเป็นสีขาว แต่เนื่องจากบาปของลูกหลานอาดัมทำให้มันเป็นสีดำ" หินดำจึงถูกเชื่อว่าเป็นสิ่งเดียวที่ยังคงเหลือจากการก่อสร้างครั้งแรก

สมัยมุฮัมมัด[แก้]

จนกระทั่งมุฮัมมัดยึดครองมักกะฮ์ในค.ศ.630 ท่านและอะลีทำลายรูปปั้นทั้งหมดตามที่กุรอานได้กล่าวไว้[11] เป็นจุดสิ้นสุดของพหุเทวนิยมและเริ่มการปกครองแบบเอกเทวนิยม.[12][13][14][15]

ราชวงศ์อุมัยยะฮ์[แก้]

การปรับปรุงครั้งแรกเริ่มในปีค.ศ.692 โดยอับดุลมาลิก อิบนุ มัรฺวาน[16] หลังจากศตวรรษที่ 8 เสามัสยิดถูกเปลี่ยนเป็นกระเบี้องโดยอัลวะลีดที่ 1[17][18]

ราชวงศ์ออตโตมัน[แก้]

ในปีค.ศ. 1570 สุลต่านเซลิมที่ 2 และมิมาร ซินาน ปรับปรุงมัสยิด โดยสิ่งก่อสร้างนี้ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน

สมัยซาอุดีอาระเบีย[แก้]

การขยายครั้งใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง 1955 และ 1973 โดยเพิ่มหออะซานสี่หอ เปลี่ยนเพดาน และพื้นให้สวยขึ้น ในระหว่างการปรับปรุงมีหลายอย่างที่สร้างในสมัยออตโตมันถูกทำลาย

ปัจจุบัน[แก้]

ในปี 2007 มีการขยายมัสยิดที่จะเสร็จในปี 2020 โดยสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลอห์ บิน อับดัลอะซิซ อาล สะอูดเพื่อเพิ่มความจุกว่าสองล้านคน อย่างไรก็ตามพระองค์สวรรคตในปี 2015 หลังจากนั้นสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูดได้ดำเนินโครงการต่อ[19] โดยในปี 2016 โดยมีค่าใช้จ่ายกว่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์[20]

การโต้เถียง[แก้]

มีการโต้เถียงกันว่าการขยายมัสยิดอัลฮะรอมอาจจะทำลายสถานที่สำคัญในยุคต้นของศาสนาอิสลาม บางอันมีอายุกว่า 1000 ปี ถูกทำลายเพื่อการขยายตัวอย่างเช่น:[21][22]

  • บัยตฺ อัล-เมาลีด (อาหรับ: بَـيْـت الْـمَـوْلِـيْـد‎بَـيْـت الْـمَـوْلِـيْـد‎) บ้านที่มุฮัมหมัดเกิดถูกทำลายแล้วสร้างเป็นห้องสมุด
  • ดาร์ อัล-อัรฺกอม (อาหรับ: دَار الْأَرْقَـم‎دَار الْأَرْقَـم‎) โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามโรงแรกถูกทำลายแล้วปูกระเบี้อง
  • บ้านของอบูญะฮัลถูกทำลายและสร้างเป็นห้องน้ำสาธารณะ
  • โดมเหนือบ่อซัมซัมถูกทำลาย
  • ซุ้มประตูสมัยออตโตมันกำลังอยู่ในความเสี่ยง

ดูเพิ่ม[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Location of Masjid al-Haram". Google Maps. สืบค้นเมื่อ 24 September 2013.
  2. http://www.haramainsharifain.com/p/blog-page.html
  3. http://www.haramain.info
  4. Zeitlin, I. M. (2013-04-25). "3". The Historical Muhammad. John Wiley and Sons. ISBN 0745654886.
  5. Denny, Frederick M. (9 August 1990). Kieckhefer, Richard; Bond, George D. (eds.). Sainthood: Its Manifestations in World Religions. University of California Press. p. 69.
  6. อัลกุรอาน 3:97 (แปลโดย ยูซุฟ อาลี)
  7. "Is Saudi Arabia Ready for Moderate Islam? - Latest Gulf News". www.fairobserver.com (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2017-11-25.
  8. Empty citation (help)
  9. "Mecca crane collapse: Saudi inquiry into Grand Mosque disaster". BBC News.
  10. อัลกุรอาน 2:127 (แปลโดย ยูซุฟ อาลี)
  11. อัลกุรอาน 21:57–58
  12. Mecca: From Before Genesis Until Now, M. Lings, pg. 39, Archetype
  13. Concise Encyclopedia of Islam, C. Glasse, Kaaba, Suhail Academy
  14. Ibn Ishaq, Muhammad (1955). Ibn Ishaq's Sirat Rasul Allah – The Life of Muhammad Translated by A. Guillaume. Oxford: Oxford University Press. pp. 88–9. ISBN 9780196360331.
  15. Karen Armstrong (2002). Islam: A Short History. p. 11. ISBN 0-8129-6618-X.
  16. Guidetti, Mattia (2016). In the Shadow of the Church: The Building of Mosques in Early Medieval Syria: The Building of Mosques in Early Medieval Syria (in อังกฤษ). BRILL. p. 113. ISBN 9789004328839. สืบค้นเมื่อ 17 September 2017.
  17. Petersen, Andrew (2002). Dictionary of Islamic Architecture (in อังกฤษ). Routledge. ISBN 9781134613656. สืบค้นเมื่อ 17 September 2017.
  18. Ali, Wijdan (1999). The Arab Contribution to Islamic Art: From the Seventh to the Fifteenth Centuries (in อังกฤษ). American Univ in Cairo Press. ISBN 9789774244766. สืบค้นเมื่อ 17 September 2017.
  19. Ambitious new architecture plan for Al-Masjid Al-Haram
  20. https://www.telegraph.co.uk/travel/lists/the-worlds-most-expensive-buildings/masjid-al-haram-mecca-saudi-arabia/
  21. Taylor, Jerome (24 September 2011). "Mecca for the Rich: Islam's holiest site turning into Vegas". The Independent.
  22. Abou-Ragheb, Laith (12 July 2005). "Dr.Sami Angawi on Wahhabi Desecration of Makkah". Center for Islamic Pluralism. สืบค้นเมื่อ 28 November 2010.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]