มันเทศ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มันเทศ
รากสะสมอาหารของมันเทศ
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
หมวด: Magnoliophyta
ชั้น: Magnoliopsida
อันดับ: Solanales
วงศ์: Convolvulaceae
สกุล: Ipomoea
สปีชีส์: I. batatas
ชื่อทวินาม
Ipomoea batatas
(L.) Lam.

มันเทศ (อังกฤษ: sweet potato) เป็นพืชหัวใต้ดิน เถาเลื้อยราบไปบนพื้นดิน สะสมอาหารไว้ที่ราก เรียกว่าหัว ปลูกเป็นพืชไร่ มีเนื้อสีหลายสีตามสายพันธุ์ ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เช่น เถา ใบ หัว นิยมนำมารับประทานโดย ต้ม หรือ เผา ทำเป็นอาหารคาวหวาน ส่วนผสมของอาหารสำหรับเด็ก ใช้เป็นอาหารสัตว์ เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์[แก้]

ต้นมันเทศในไร่
หัวมันเทศสีม่วงที่พบในเอเชีย

ราก[แก้]

มันเทศมีระบบรากแบบรากฝอย ซึ่งเกิดจากข้อของลำต้นที่ใช้ปลูก หรือเกิดจากลำต้นที่ทอดไปตามพื้นดิน รากเป็นที่สะสมอาหาร มีเนื้อ อวบน้ำ และใช้รับประทานได้ เรียกว่าหัว ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของราก โดยเนื้อเยื่อ พาเรนไคมา (Parenchyma) เป็นส่วนที่สะสมแป้ง ลักษณะหัวส่วนมากมีรูปร่างทรงกระบอก ด้านหัวท้ายเรียว ตรงกลางป่องออก สีผิวของหัวและสีของเนื้ออาจจะเป็นสีแดง เหลือง ขาว หรือสีนวล แตกต่างกันไปตามพันธุ์

ใบ[แก้]

ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจถึงรูปไข่ ขอบใบเรียบหรือหยักซี่ฟัน หรือหยักเป็น 3 พู ใบมีขนเล็กน้อย ไม่มีหูใบ มีต่อมน้ำหวานสองต่อมตรงขั้วใบ ก้านใบด้านบนเป็นร่องลึก

ดอก[แก้]

บางพันธุ์พบว่าไม่ออกดอกโดยเฉพาะที่ปลูกในเขตอบอุ่น ส่วนที่ปลูกในเขตร้อนจะออกดอก แต่มักไม่ติดเมล็ด ช่อดอกออกที่ซอกใบ มีจำนวนดอกน้อย กลีบเลี้ยงรูปขอบขนานถึงรูปไข่ ปลายเรียวแหลม มี 5 กลีบ โดยปกติจะแยกเป็นอิสระซึ่งกันและกันหรืออาจเชื่อมติดกันที่โคน กลีบดอกสีฟ้าถึงสีม่วงอ่อน 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย (corolla tube) โคนหลอดดอกด้านในสีม่วงแดงเข้ม บางครั้งสีขาว มีเกสรตัวผู้ (stamen) 5 อัน แยกเป็นอิสระซึ่งกันและกัน ก้านชูเกสรตัวผู้เรียกว่า ก้านอับเกสร มีความยาวไม่เท่ากันและเชื่อมติดอยู่กับฐานของกลีบดอก รังไข่มี 2 ส่วน บางดอกอาจมี 4 ส่วน

ผล[แก้]

ผลแห้ง แตก มีเปลือกแข็งหุ้ม ลักษณะเป็นแคปซูล (Capsule) ภายในมีเมล็ดเล็กสีดำค่อนข้างแบน ด้านหนึ่งของเมล็ดเรียบ ส่วนอีกด้านเป็นรูปเหลี่ยม

การกระจายพันธุ์[แก้]

มันเทศมีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางหรืออเมริกาใต้ เส้นทางการกระจายพันธุ์ของมันเทศมี 3 ทิศทางคือ เส้นทางกูมาราออกจากทางเหนือของอเมริกาเหนือไปยังแถบตะวันตกของพอลินีเซีย เส้นทางบาตาตาสเข้าสู่แอฟริกาและเอเชียผ่านทางยุโรป และเส้นทางกาโมเต จากเม็กซิโกเข้าสู่ฮาวาย กวมแล้วผ่านไปยังฟิลิปปินส์ มันเทศเป็นพืชที่ใช้หัวบริโภค ใช้เป็นอาหารสัตว์น้อย ในทางอุตสาหกรรมใช้ผลิตแป้งและแอลกอฮอล์ ในเขตร้อนของเอเชียนิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง ส่วนในเกาะนิวกินีและแถบโอเชียเนียบางประเทศรับประทานเป็นอาหารหลัก ยอดอ่อนรับประทานเป็นผักได้ องค์ประกอบในหัวมันเทศส่วนใหญ่เป็นแป้ง หัวที่มีเนื้อสีส้มมีเบตาแคโรทีน หัวสดมีวิตามินซีมาก[1]

การใช้ประโยชน์[แก้]

  • ใช้ทำเป็นของคาว เช่น แกงเลียง แกงคั่ว แกงกะหรี่ และแกงมัสมั่น เป็นต้น
  • ใช้ทำเป็นของหวาน เช่น แกงบวดมัน ทอดรังนก ฉาบ เชื่อม กวน ต้มน้ำตาล ขนมขบเคี้ยว และมันปิ้ง เป็นต้น
  • ใช้ในอุตสาหกรรมการกลั่นสุรา
  • ใช้เลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะสุกร ให้มันเทศอย่างเดียว หรือผสมกับอาหารอื่นก็ได้

นอกจากหัวแล้ว ยอดมันเทศยังใช้รับประทานแทนผัก และใช้เลี้ยงสัตว์ได้เป็นอย่างดี บางแห่งปลูกมันเทศ เพื่อใช้เลี้ยงสุกรโดยเฉพาะ คือ เมื่อมันเทศทอดยอด และลงหัวดีแล้วก็ปล่อยสุกรลงไปกินยอด ใบ และขุดหัวกินเอง

มันเทศดิบ
คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม (3.5 ออนซ์)
พลังงาน 359 kJ (86 kcal)
20.1 g
แป้ง 12.7 g
น้ำตาล 4.2 g
ใยอาหาร 3 g
0.1 g
1.6 g
วิตามิน
วิตามินเอ
(89%)
709 μg
(79%)
8509 μg
ไทอามีน (บี1)
(7%)
0.078 mg
ไรโบเฟลวิน (บี2)
(5%)
0.061 mg
ไนอาซิน (บี3)
(4%)
0.557 mg
(16%)
0.8 mg
วิตามินบี6
(16%)
0.209 mg
โฟเลต (บี9)
(3%)
11 μg
วิตามินซี
(3%)
2.4 mg
วิตามินอี
(2%)
0.26 mg
แร่ธาตุ
แคลเซียม
(3%)
30 mg
เหล็ก
(5%)
0.61 mg
แมกนีเซียม
(7%)
25 mg
แมงกานีส
(12%)
0.258 mg
ฟอสฟอรัส
(7%)
47 mg
โพแทสเซียม
(7%)
337 mg
โซเดียม
(4%)
55 mg
สังกะสี
(3%)
0.3 mg

ประมาณร้อยละคร่าว ๆ โดยใช้การแนะนำของสหรัฐอเมริกาสำหรับผู้ใหญ่
แหล่งที่มา: USDA Nutrient Database
มันเทศอบไม่ใส่เกลือ
คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม (3.5 ออนซ์)
พลังงาน 378 kJ (90 kcal)
20.7 g
แป้ง 7.05 g
น้ำตาล 6.5 g
ใยอาหาร 3.3 g
0.15 g
2.0 g
วิตามิน
วิตามินเอ
(120%)
961 μg
ไทอามีน (บี1)
(10%)
0.11 mg
ไรโบเฟลวิน (บี2)
(9%)
0.11 mg
ไนอาซิน (บี3)
(10%)
1.5 mg
วิตามินบี6
(22%)
0.29 mg
โฟเลต (บี9)
(2%)
6 μg
วิตามินซี
(24%)
19.6 mg
วิตามินอี
(5%)
0.71 mg
แร่ธาตุ
แคลเซียม
(4%)
38 mg
เหล็ก
(5%)
0.69 mg
แมกนีเซียม
(8%)
27 mg
แมงกานีส
(24%)
0.5 mg
ฟอสฟอรัส
(8%)
54 mg
โพแทสเซียม
(10%)
475 mg
โซเดียม
(2%)
36 mg
สังกะสี
(3%)
0.32 mg

ประมาณร้อยละคร่าว ๆ โดยใช้การแนะนำของสหรัฐอเมริกาสำหรับผู้ใหญ่
แหล่งที่มา: USDA Nutrient Database
ใบมันเทศดิบ
คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม (3.5 ออนซ์)
พลังงาน 175 kJ (42 kcal)
8.82 g
ใยอาหาร 5.3 g
0.51 g
2.49 g
วิตามิน
วิตามินเอ
(24%)
189 μg
(21%)
2217 μg
14720 μg
ไทอามีน (บี1)
(14%)
0.156 mg
ไรโบเฟลวิน (บี2)
(29%)
0.345 mg
ไนอาซิน (บี3)
(8%)
1.13 mg
(5%)
0.225 mg
วิตามินบี6
(15%)
0.19 mg
วิตามินซี
(13%)
11 mg
วิตามินเค
(288%)
302.2 μg
แร่ธาตุ
แคลเซียม
(8%)
78 mg
เหล็ก
(7%)
0.97 mg
แมกนีเซียม
(20%)
70 mg
ฟอสฟอรัส
(12%)
81 mg
โพแทสเซียม
(11%)
508 mg

Direct link to database entry [1]
ประมาณร้อยละคร่าว ๆ โดยใช้การแนะนำของสหรัฐอเมริกาสำหรับผู้ใหญ่
แหล่งที่มา: USDA Nutrient Database

การปลูก[แก้]

ฤดูปลูก[แก้]

มันเทศจะเจริญเติบโตได้ดีในที่ซึ่งมีอากาศ ค่อนข้างร้อน และเป็นพืชที่มีความทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี มันเทศต้องการน้ำฝนเพียงชั่วเวลาระยะแตกยอดและใบ เมื่อทอดยอด และแตกใบโตเต็มที่แล้ว ถึงฝนไม่ตกมันเทศก็ไม่เฉา และจะลงหัว ซึ่งมีขนาดโตดีกว่าฝนตกมากเสียอีก สามารถปลูกได้ 2 ครั้งต่อปี ในฤดูฝนการเตรียมดินจะต้องเริ่มหลังจากฝนตกครั้ง แรกในเดือนพฤษภาคม และปลูกโดยเร็วหลังจากเตรียมดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว เวลาที่ปลูกกันส่วนมากในฤดูฝน คือ ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ถึงกลางเดือนมิถุนายน การปลูกในฤดูฝนนี้จะเก็บหัวได้ราวเดือนสิงหาคม การปลูกอีกครั้งหนึ่ง คือ หลังฤดูฝนราวเดือนกันยายน ถึงพฤศจิกายน การปลูกในฤดูนี้ส่วนมากจะให้ผลผลิตสู้ในฤดูฝนไม่ได้ ในที่ซึ่งมีการชลประทานดีแล้ว จะปลูกมันเทศเมื่อไรก็ได้ เพราะว่ามันเทศเป็นพืชที่ไม่มีความไวต่อช่วงแสง

วิธีปลูก[แก้]

  • การเตรียมวัสดุปลูกนั้น แตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าจะใช้ส่วนใดปลูก
  • การใช้ลำต้น หรือเถาปลูก ส่วนใหญ่ใช้ลำต้นที่แก่หลังจากเก็บหัวแล้วตัดเถาให้ยาวประมาณ 40 เซนติเมตร การใช้เถานี้นิยมใช้ส่วนยอดมากกว่าส่วนอื่นๆ ทั้งนี้ก็เพราะส่วนยอดนั้นเจริญเติบโต และออกรากรวดเร็ว และนอกจากนั้นยอดส่วนมาก จะไม่เป็นที่อาศัยของแมลงปีกแข็งที่ทำให้หัวมันเทศเป็นแมง
  • การใช้หน่อจากหัวทำได้โดยคัดเลือกหัวมันเทศที่มีขนาดโต ปราศจากโรคและแมลง ล้างน้ำให้สะอาด แล้วแช่น้ำปูน เพื่อกันราไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เอาหัวมันเทศนั้นลงเพาะแบบนอนในทราย พรมน้ำให้เปียกทิ้งไว้ 6-7 วัน จะมีหน่องอกขึ้นมาตามตาของหัว ใช้มีดคมๆ และสะอาดผ่าแบ่งหัวมันเทศออกเป็นซีกๆ แต่ละซีกให้มีหน่อติดอยู่ 2-3 หน่อ เพื่อกันเน่าให้เอาปูนแดงที่ใช้กินกับหมาก ทาที่รอยแผลนั้น หรือแช่ลงในน้ำยา บอร์โดซ์มิกซ์เจอร์ (bordeaux mixture) เพื่อป้องกันรา และกันเน่า แล้วเอาซีกมันเหล่านั้นลงปลูกในแปลงเพาะชำ จนออกรากและหน่อขึ้นงามดีแล้วจึงย้ายไปปลูกในไร่
  • การเตรียมเถาชำซึ่งมีใบติด 1 ใบ ในกรณีที่ขาดแคลนเถาสามารถจะใช้วิธีนี้ได้ดี โดยคัดเลือกเถาที่อวบสมบูรณ์ และปราศจากโรคและแมลง ใช้มีดคมตัดเถาออกเป็นท่อนๆ ท่อนหนึ่งมีใบติดเพียง 1 ใบ แล้วนำไปชำในแปลงเพาะจนออกราก และแตกหน่อดี แล้วจึงย้ายไปปลูกในไร่
  • การใช้เมล็ดปลูกเป็นการค้านั้น ไม่นิยม เพราะจะต้องใช้เวลานาน และเสียเวลาปลูกโดยใช่เหตุ การใช้เมล็ดปลูกนั้นจะกระทำก็ต่อเมื่อต้องการผลิตพันธุ์ใหม่ให้มีลักษณะ และคุณภาพดีกว่าพันธุ์เดิม

การปลูกด้วยเถาแบ่งออกได้ 3 วิธี

  1. ปลูกทำมุมประมาณ 45 องศากับพื้นดินฝังเถาลงไปในดิน และให้ส่วนปลายโผล่ออกมาเหนือพื้นดิน และทำมุมประมาณ 45 องศา
  2. ปลูกแบบฝังให้หัวท้ายโผล่เหนือพื้นดิน ฝังเถาลงไปในดินให้ลึกประมาณ 5 นิ้ว และให้หัวและท้ายของเถาโผล่ออกมาเหนือพื้นดิน
  3. ปลูกแบบม้วนขมวด วิธีนี้ปลูกโดยม้วนโคนของเถาเป็นแบบวงกลม แล้วฝังส่วนนั้นไว้ใต้ดิน ส่วนปลายเถาให้โผล่เหนือพื้นดิน

ทั้งสามวิธีนี้ให้ฝังเถาลงในร่องให้ห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร

การให้น้ำ[แก้]

  • ถ้าเป็นฤดูแล้ง การให้น้ำเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพระว่าถ้าหากขาดน้ำแล้วมันเทศจะเฉาและเหี่ยวตายไป การให้น้ำควรให้หลังปลูก 1 ครั้ง และหลังจากนั้นให้ห่างกันประมาณ 20 วันต่อครั้ง เมื่อมันเทศเจริญเติบโตดีแล้วควรให้น้ำ 1 เดือนต่อครั้ง การจะให้น้ำเมื่อไรนั้นให้สังเกตดูความชุ่มชื้นของดินเป็นหลัก ถ้าหากดินยังหมาดอยู่ก็ยังไม่ต้องให้น้ำ ดังนั้น การให้น้ำจึงอาจยืดหยุ่นได้ คือ อาจจะช้า หรือเร็วกว่ากำหนดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสภาพแวดล้อม เช่น แดด กระแสลม ความร้อน เป็นต้น
  • ถ้าเป็นฤดูฝน ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ เพราะ ฝนตกอยู่เสมอ และมีความชุ่มชื่นเพียงพอ แต่ต้องระวังเรื่องการระบายน้ำ โดยขุดทางระบายน้ำให้ดี และอย่าให้น้ำท่วมและขังอยู่ได้ มิฉะนั้นมันเทศจะเน่าตายได้

การกำจัดวัชพืช[แก้]

การกำจัดวัชพืช จะต้องทำโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หญ้าที่กำจัดโดยวิธีถอนจะต้องนำไปทิ้งเสียที่อื่น เพื่อไม่ให้เจริญเติบโตในแปลงปลูกได้อีก ถ้าหากเนื้อที่ปลูกมีขนาดเล็ก หลังจากกำจัดวัชพืชแล้วควรใช้จอบพรวนดินแล้วพูนโคนด้วย เพื่อให้มันเทศลงหัวได้สะดวก ถ้าหากเนื้อที่มีขนาดใหญ่ ก็สามารถทำได้โดยใช้ไถผ่านระหว่างแถว หลังจากปลูกแล้ว 1 เดือน จึงทำเช่นนี้ เพื่อไม่ให้รากได้รับความกระทบกระเทือน นอกจากนั้น ก็ไม่ควรพรวนดินขณะที่กำลังลงหัว เพราะจะทำให้รากได้รับความกระทบกระเทือนและลงหัวน้อย

โรคและแมลง[แก้]

โรคหัวเน่า[แก้]

เกิดจากเชื้อรา ดิโพลเดียทูเบอริโคลา (อีแอนด์อี) เทาบ์ (Diplodia tubericola (E. and E.) Teub) เชื้อราจะเข้าทางแผลที่หัว แผลนั้นจะเริ่มเปลี่ยนจากสีน้ำตาลอ่อนเป็นสีดำ ผิวของหัวจะย่น และเต็มไปด้วยเชื้อราสีดำ ทีแรกเนื้อหัวมันจะอ่อนนุ่ม และสูญเสียความชื้น แต่ภายหลังจากนั้นหัวมันจะแข็งกระด้าง

  • วิธีป้องกันและกำจัด
  1. อย่าให้หัวมันเป็นแผลเมื่อขุดหรือขนส่ง
  2. เก็บหัวมันไว้ในที่ซึ่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก
  3. หัวที่ถูกเชื้อโรคนี้ทำลายจะต้องเผาทิ้ง
  4. พื้นโรงเก็บจะต้องฉีดด้วยน้ำยาเมอร์คิวริกคลอไรด์ เพื่อฆ่าสปอร์ที่ตกหล่นอยู่

โรคใบจุด[แก้]

เกิดจากเชื้อราเซอร์คอสปอราบาตาตี ซิมม์ (Cercospora batatae Zimm.) อาการเริ่มแรกใบจะเป็นจุดสีน้ำตาล ขนาดของจุดนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1/2 -1 เซนติเมตร ส่วนกลางของแผลจะมีสีน้ำตาลปนเหลือง จนถึงสีเทา แผลจะมีรูปร่างไม่แน่นอน แผลส่วนมากจะไม่ใหญ่ เพราะถูกเส้นใบกั้นไว้ ในกรณีร้ายแรง เชื้อโรคจะทำลายใบแก่เสียหาย และร่วงก่อนเวลาอันควร ทำให้ลำต้นอ่อนแอ และลงหัวน้อย

  • วิธีป้องกันและกำจัด
  1. รักษาความสะอาดแปลงปลูก และนำต้นที่เป็นโรคเผาไฟทิ้งเสีย
  2. ฉีดแปลงปลูกด้วยน้ำยาบอร์โดซ์

แมลงทำลายมันเทศที่สำคัญ ได้แก่

ด้วงงวงมันเทศ[แก้]

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ไซลาส ฟอร์มิแคเรียส แฟบร์ (Cylas formicarius Fabr.) แพร่ระบาดทั่วโลก และเป็นแมลงที่ร้ายกาจ โดยทำลายมันเทศทั้งในแปลงปลูก และโรงเก็บ ตัวหนอนจะเจาะหัวมันเทศเข้าไป ทำให้มันเป็นแมง เมื่อต้มหัวจะมีกลิ่นไม่ชวนรับประเทาน และเมื่อรับประทานจะมีรสขื่นและขม ตัวแก่จะวางไข่ที่ลำตันเหนือพื้นดิน หรือที่หัวที่โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดิน ตัวหนอนที่เกิดขึ้นจะกัดกินเนื้อของหัวมัน และเข้าดักแด้ในนั้น ชีพจักรของแมลงชนิดนี้จากการวางไข่ จนถึงตัวแก่กินเวลา 35 วัน ตัวแก่เมื่อมีอายุ 1 อาทิตย์ หลังจากออกดักแด้ก็จะวางไข่ต่อไปอีก

  • วิธีป้องกันและกำจัด
  1. ใช้แมลงทำลาย แมลงชนิดนี้ถูกทำลาย โดยแตน ๒ ชนิดด้วยกัน คือ ไมโครบราคอน ไซลาโซโวรัส โรห์เวอร์ (Microbracon cylasovorus Rohwer) และบาสซุส ไซลาโซโวรัส โรห์เวอร์ (Bassus cylasovorus Rohwer)
  2. ใช้พันธุ์ต้านทานปลูก
  3. ใช้ยา เฮบตาคลอร์ (Heptachlor) คลอร์เดน (Chlordane) และดีดีที ฉีดตามเถา และพื้นดินเพื่อกำจัดตัวแก่
  4. ใช้ ดีดีที ฉีดหัวมันก่อนเก็บ เพื่อป้องกันตัวแก่ทำลายและวางไข่

แมลงเต่าทอง[แก้]

ทั้งตัวแก่และตัวอ่อนของแมลงเต่าทองสามชนิดด้วยกัน จะกัดกินใบมันเทศ ทำให้การปรุงอาหารของใบลดน้อยลง การวางไข่เป็นแบบฟองเดียวบนใบ และการเข้าดักแด้จะเกิดขึ้นบนใบเช่นเดียวกัน แมลงชนิดนี้ทำอันตรายต่อมันเทศไม่มากนัก

  • วิธีป้องกันและกำจัด
  1. จับตัวหนอนในตอนเช้ามืด
  2. ใช้ยา แคลเซียม หรือ เล็ดอาร์เซเนท (lead arsenate) แบบผง ดีดีที ดีลดริน พาราไทออน (Parathion) และ เฮบตาคลอร์ (Heptachlor) อย่างใดอย่างหนึ่งพ่นและฉีดตามเถาและใบ

เสี้ยนดิน[แก้]

แมลงชนิดนี้ทำอันตรายหัวมัน เทศอย่างร้ายแรง โดยกัดเปลือกหัว และเนื้อหัวเป็น อาหาร ทำให้มันเทศด้อยคุณภาพลงไปอย่างมาก

  • วิธีป้องกันและกำจัด
  1. ใช้ยา อาลดริน (Aldrin) หรือดิลเดรกซ์ (Dieldrex) 2-3 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร ฉีดหลังปลูกแล้วประมาณ 1 เดือนครึ่ง จะช่วยป้องกัน และกำจัดแมลงชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี

สายพันธุ์[แก้]

  1. พันธุ์พิจิตร 1 พจ. 113-7, พจ. 115-1, พจ. 166-5
  2. พันธุ์แม่โจ้
  3. พันธุ์ห้วยสีทน
  4. พันธุ์โอกุด (เกษตร)[2]

อ้างอิง[แก้]

  1. พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ และคณะ. ทรัพยากรพืชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 9: พืชให้คาร์โบไฮเดรตที่ไม่ใช่เมล็ด. กทม. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย. 2544. หน้า 138 - 140
  2. มันเทศ

[1] [2] [3] [4]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ประวัติความเป็นมาของมันเทศ

  1. http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=5&chap=5&page=t5-5-infodetail01.html
  2. http://www.sc.mahidol.ac.th/wiki/doku.php?id=%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8
  3. http://www.kew.org/science-conservation/plants-fungi/ipomoea-batatas-sweet-potato
  4. https://en.wikipedia.org/wiki/Sweet_potato