มัชฌิมฮาร์มอนิก
มัชฌิมฮาร์มอนิก หรือ ค่าเฉลี่ยฮาร์มอนิก (อังกฤษ: harmonic mean; H.M.) เป็นมัชฌิมชนิดหนึ่งซึ่งคำนวณจากส่วนกลับของมัชฌิมเลขคณิตของส่วนกลับของข้อมูล มัชฌิมฮาร์มอนิกเป็นหนึ่งในมัชฌิมพีทาโกรัสสามชนิด ร่วมกับมัชฌิมเลขคณิตและมัชฌิมเรขาคณิต[1]
มัชฌิมฮาร์มอนิกเหมาะสำหรับการหาค่าเฉลี่ยของอัตราหรืออัตราส่วนบางประเภท โดยเฉพาะเมื่อปริมาณที่อยู่ในตัวเศษของแต่ละอัตรามีค่าเท่ากัน เช่น ความเร็วในช่วงที่เดินทางเป็นระยะทางเท่ากัน อัตราการทำงานต่อหน่วยงาน และราคาเฉลี่ยต่อหน่วยเมื่อใช้เงินเท่ากันในแต่ละครั้ง[2] เมื่อข้อมูลทั้งหมดเป็นจำนวนบวก มัชฌิมฮาร์มอนิกจะไม่มากกว่ามัชฌิมเรขาคณิตและมัชฌิมเลขคณิต และจะมีค่าเท่ากันก็ต่อเมื่อข้อมูลทุกตัวเท่ากัน[3]

นิยาม
[แก้]สำหรับจำนวนจริงบวก มัชฌิมฮาร์มอนิก นิยามเป็น[4]
หรือเขียนในรูปที่ใช้คำนวณโดยตรงได้ว่า
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ขั้นตอนการหามัชฌิมฮาร์มอนิกประกอบด้วย
- หาส่วนกลับของข้อมูลแต่ละตัว
- หามัชฌิมเลขคณิตของส่วนกลับเหล่านั้น
- หาส่วนกลับของผลลัพธ์อีกครั้ง
ตัวอย่างเช่น มัชฌิมฮาร์มอนิกของ 1, 4 และ 4 คือ
ในทางปฏิบัติ มัชฌิมฮาร์มอนิกมักนิยามสำหรับจำนวนจริงบวก สูตรสามารถขยายไปยังจำนวนจริงที่ไม่เป็นศูนย์ได้ถ้าผลรวมของส่วนกลับไม่เป็นศูนย์ แต่ค่าที่ได้อาจไม่อยู่ระหว่างค่าต่ำสุดกับค่าสูงสุดและอาจไม่รักษาสมบัติของมัชฌิมตามความหมายทั่วไป[1] ถ้ามีข้อมูลตัวใดเป็นศูนย์ สูตรที่เขียนด้วยส่วนกลับจะไม่ถูกนิยาม สำหรับข้อมูลไม่เป็นลบ บางบริบทกำหนดค่าลิมิตของมัชฌิมฮาร์มอนิกให้เป็นศูนย์เมื่อมีข้อมูลอย่างน้อยหนึ่งตัวเป็นศูนย์ แต่ต้องระบุข้อตกลงนี้อย่างชัดเจน
จำนวนสองตัว
[แก้]สำหรับจำนวนบวกสองจำนวน และ สูตรทั่วไปย่อได้เป็น
ตัวอย่างเช่น
จำนวนสามตัว
[แก้]สำหรับจำนวนบวกสามจำนวน , และ จะได้
ตัวอย่างเช่น
ข้อมูลที่มีความถี่
[แก้]ถ้าค่า ปรากฏด้วยความถี่ และจำนวนข้อมูลทั้งหมดคือ
มัชฌิมฮาร์มอนิกคำนวณได้จาก
ตัวอย่างเช่น ถ้าค่า 2 ปรากฏ 3 ครั้ง และค่า 8 ปรากฏ 2 ครั้ง มัชฌิมฮาร์มอนิกคือ
มัชฌิมฮาร์มอนิกถ่วงน้ำหนัก
[แก้]ถ้าข้อมูล มีน้ำหนัก ที่ไม่เป็นลบ และมีน้ำหนักรวมมากกว่าศูนย์ มัชฌิมฮาร์มอนิกถ่วงน้ำหนักนิยามว่า[5]
ถ้ากำหนดให้น้ำหนักรวมเท่ากับ 1 สูตรจะย่อเป็น
มัชฌิมฮาร์มอนิกธรรมดาเป็นกรณีพิเศษที่ข้อมูลทุกตัวมีน้ำหนักเท่ากัน
ตัวอย่างเช่น ถ้าอัตราสองค่า 40 และ 60 มีน้ำหนักตามระยะทางเป็น 1 และ 2 ตามลำดับ มัชฌิมฮาร์มอนิกถ่วงน้ำหนักคือ
ความสัมพันธ์กับมัชฌิมชนิดอื่น
[แก้]สำหรับจำนวนจริงบวก กำหนดให้
เป็นมัชฌิมเลขคณิต;
เป็นมัชฌิมเรขาคณิต และ;
เป็นมัชฌิมฮาร์มอนิก;
ค่าทั้งสามเป็นไปตามอสมการ[3][6]
เครื่องหมายเท่ากับเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ
ตัวอย่างเช่น สำหรับจำนวน 4 และ 16:
จึงได้
ความสัมพันธ์สำหรับจำนวนสองตัว
[แก้]สำหรับจำนวนบวกสองจำนวน และ ถ้าให้
และ
จะได้
ดังนั้น
หรือ
กล่าวคือ มัชฌิมเรขาคณิตของ และ เท่ากับมัชฌิมเรขาคณิตของมัชฌิมเลขคณิตกับมัชฌิมฮาร์มอนิกของจำนวนทั้งสอง
ผลต่างระหว่างมัชฌิมเลขคณิตกับมัชฌิมฮาร์มอนิกเขียนได้ว่า
สมการนี้แสดงโดยตรงว่า และจะมีค่าเท่ากันเฉพาะเมื่อ
ในฐานะมัชฌิมกำลัง
[แก้]มัชฌิมกำลังของจำนวนบวกนิยามว่า
มัชฌิมฮาร์มอนิกเป็นกรณีที่ :
อสมการมัชฌิมกำลังระบุว่า ถ้า แล้ว
จึงได้ความสัมพันธ์
โดยมัชฌิมเรขาคณิต นิยามผ่านค่าลิมิตเมื่อ [1]
ในฐานะมัชฌิมกึ่งเลขคณิต
[แก้]มัชฌิมกึ่งเลขคณิตที่สร้างจากฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง นิยามว่า
ถ้าเลือก
ซึ่งมีฟังก์ชันผกผันเป็น จะได้มัชฌิมฮาร์มอนิก
ในฐานะมัชฌิมเลห์เมอร์
[แก้]มัชฌิมเลห์เมอร์นิยามว่า
เมื่อ จะได้
ดังนั้นมัชฌิมฮาร์มอนิกเป็นกรณีพิเศษของทั้งมัชฌิมกำลัง มัชฌิมกึ่งเลขคณิต และมัชฌิมเลห์เมอร์
สมบัติ
[แก้]สำหรับจำนวนจริงบวก มัชฌิมฮาร์มอนิกมีสมบัติสำคัญดังต่อไปนี้[1]
อยู่ระหว่างค่าต่ำสุดกับค่าสูงสุด
[แก้]มัชฌิมฮาร์มอนิกเป็นค่าภายใน กล่าวคือ
ถ้าข้อมูลไม่ได้มีค่าเท่ากันทั้งหมด อสมการทั้งสองจะเป็นอสมการโดยเคร่งครัด
ความสมมาตร
[แก้]การเปลี่ยนลำดับข้อมูลไม่เปลี่ยนค่ามัชฌิมฮาร์มอนิก:
เมื่อ เป็นการเรียงสับเปลี่ยนใด ๆ
ความเป็นเนื้อเดียวกัน
[แก้]สำหรับค่าคงตัว :
ดังนั้น การเปลี่ยนหน่วยของข้อมูลด้วยตัวคูณเดียวกันจะเปลี่ยนมัชฌิมฮาร์มอนิกด้วยตัวคูณเดียวกัน เช่น ถ้าเปลี่ยนความเร็วจากกิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นเมตรต่อวินาที ค่ามัชฌิมจะเปลี่ยนตามอัตราแปลงหน่วยเดียวกัน
ความเป็นโมโนโทน
[แก้]ถ้าเพิ่มค่าของข้อมูลตัวหนึ่งโดยไม่ลดค่าของข้อมูลตัวอื่น มัชฌิมฮาร์มอนิกจะไม่ลดลง สำหรับข้อมูลบวกและน้ำหนักบวก การเพิ่มค่าใดค่าหนึ่งอย่างแท้จริงทำให้มัชฌิมเพิ่มขึ้น
การทำซ้ำข้อมูล
[แก้]ถ้าทำซ้ำข้อมูลทุกตัวเป็นจำนวนครั้งเท่ากัน มัชฌิมฮาร์มอนิกไม่เปลี่ยนแปลง:
ความไวต่อค่าน้อย
[แก้]เนื่องจากสูตรใช้ส่วนกลับ ค่าที่น้อยจะมีอิทธิพลต่อมัชฌิมฮาร์มอนิกมากกว่าค่าที่มาก ตัวอย่างเช่น
แต่เมื่อเปลี่ยนข้อมูลตัวหนึ่งเป็น 1 จะได้
ในทางตรงกันข้าม การเพิ่มข้อมูลตัวหนึ่งจาก 10 เป็น 100 ให้
สมบัตินี้ทำให้มัชฌิมฮาร์มอนิกเหมาะกับตัวชี้วัดที่ไม่ต้องการให้ค่าด้านหนึ่งสูงมากชดเชยค่าอีกด้านที่ต่ำมากได้ง่าย เช่น คะแนนเอฟในการเรียนรู้ของเครื่อง อย่างไรก็ตาม สมบัติเดียวกันทำให้มัชฌิมฮาร์มอนิกไวมากต่อค่าบวกที่อยู่ใกล้ศูนย์
การใช้งาน
[แก้]ความเร็วเฉลี่ย
[แก้]มัชฌิมฮาร์มอนิกใช้หาความเร็วเฉลี่ยเมื่อเดินทางแต่ละช่วงเป็นระยะทางเท่ากัน[2]
สมมติว่าการเดินทางแต่ละช่วงมีระยะทาง และใช้ความเร็ว เวลาที่ใช้ในช่วงที่ คือ
ระยะทางรวมและเวลารวมคือ
และ
ดังนั้นความเร็วเฉลี่ยคือ
ซึ่งเท่ากับมัชฌิมฮาร์มอนิกของความเร็วแต่ละช่วง
ตัวอย่างเช่น รถเดินทางจากเมือง A ไปเมือง B ด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเดินทางกลับตามระยะทางเดิมด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ยของการเดินทางไป–กลับคือ
ไม่ใช่ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะรถใช้เวลาอยู่ในช่วงที่เดินทางด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนานกว่า
ถ้าแต่ละช่วงใช้เวลาเท่ากันแทนที่จะมีระยะทางเท่ากัน ต้องใช้มัชฌิมเลขคณิต ไม่ใช่มัชฌิมฮาร์มอนิก ตัวอย่างเช่น ถ้าขับรถด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นเวลา 1 ชั่วโมง และ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ยจะเท่ากับ
อัตราทั่วไป
[แก้]หลักเดียวกันใช้กับอัตราในรูป
เมื่อปริมาณ ของแต่ละช่วงเท่ากัน
อัตรารวมเฉลี่ยจึงเป็นมัชฌิมฮาร์มอนิกของ
ตัวอย่างเช่น เครื่องจักรสามเครื่องสามารถผลิตชิ้นงานชนิดเดียวกันหนึ่งชุดภายใน 4, 6 และ 12 ชั่วโมงตามลำดับ ถ้าต้องการหาเวลามาตรฐานที่ทำให้เครื่องจักรสามเครื่องซึ่งมีสมรรถนะเท่ากันผลิตงานได้รวมเท่ากับเครื่องจักรเดิมทั้งสาม เวลามาตรฐานคือ
กล่าวคือ กำลังการผลิตรวมของเครื่องจักรเดิมทั้งสามเท่ากับกำลังการผลิตของเครื่องจักรที่เหมือนกันสามเครื่อง ซึ่งแต่ละเครื่องใช้เวลา 6 ชั่วโมงต่อชุด
ต้นทุนต่อหน่วยเมื่อใช้เงินเท่ากัน
[แก้]ถ้าใช้เงินจำนวนเท่ากันซื้อสินค้าที่มีราคาต่อหน่วยแตกต่างกัน ราคาต่อหน่วยเฉลี่ยของสินค้าทั้งหมดเป็นมัชฌิมฮาร์มอนิกของราคาต่อหน่วย
สมมติว่าใช้เงินครั้งละ บาทซื้อสินค้าที่ราคา บาทต่อหน่วย จำนวนสินค้าที่ซื้อได้ในครั้งที่ คือ ราคาต่อหน่วยเฉลี่ยจึงเป็น
ตัวอย่างเช่น ใช้เงินครั้งละ 600 บาทซื้อสินค้าในราคา 60 และ 40 บาทต่อหน่วย จะซื้อได้ 10 และ 15 หน่วย รวม 25 หน่วยด้วยเงิน 1,200 บาท ราคาต่อหน่วยเฉลี่ยคือ
ซึ่งตรงกับ
ถ้าซื้อจำนวนหน่วยเท่ากันในแต่ละราคาแทน ราคาต่อหน่วยเฉลี่ยจะเป็นมัชฌิมเลขคณิต
ความหนาแน่นเมื่อมวลเท่ากัน
[แก้]ถ้าวัตถุหลายส่วนมีมวลเท่ากันแต่มีความหนาแน่นต่างกัน ความหนาแน่นเฉลี่ยของวัตถุรวมเป็นมัชฌิมฮาร์มอนิกของความหนาแน่นแต่ละส่วน
ถ้าแต่ละส่วนมีมวล และความหนาแน่น ปริมาตรของแต่ละส่วนคือ ความหนาแน่นรวมจึงเป็น
ถ้าแต่ละส่วนมีปริมาตรเท่ากันแทน ความหนาแน่นเฉลี่ยจะเป็นมัชฌิมเลขคณิต
วงจรไฟฟ้า
[แก้]สำหรับตัวต้านทาน ตัวที่ต่อแบบขนาน ความต้านทานสมมูล เป็นไปตาม
เมื่อเปรียบเทียบกับมัชฌิมฮาร์มอนิก
จึงได้
ดังนั้น ความต้านทานสมมูลของตัวต้านทานที่ต่อขนานไม่เท่ากับมัชฌิมฮาร์มอนิกโดยตรง แต่เท่ากับมัชฌิมฮาร์มอนิกหารด้วยจำนวนตัวต้านทาน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตัวต้านทานที่เหมือนกัน ตัว ซึ่งแต่ละตัวมีความต้านทานเท่ากับ จะให้ความต้านทานสมมูลเท่ากับตัวต้านทานเดิมทั้งชุด
ตัวอย่างเช่น ตัวต้านทาน 60 และ 40 โอห์มที่ต่อขนานมีความต้านทานสมมูล
ขณะที่มัชฌิมฮาร์มอนิกของ 60 และ 40 คือ
คะแนนเอฟในการค้นคืนสารสนเทศและการเรียนรู้ของเครื่อง
[แก้]ในการค้นคืนสารสนเทศและการเรียนรู้ของเครื่อง คะแนนเอฟ 1 () นิยามเป็นมัชฌิมฮาร์มอนิกของความแม่นยำหรือพรีซิชัน กับค่าระลึกหรือรีคอล (recall) :[7]
ตัวอย่างเช่น ถ้าแบบจำลองมีพรีซิชัน 0.90 แต่มีรีคอลเพียง 0.40:
ผลลัพธ์ต่ำกว่ามัชฌิมเลขคณิต 0.65 เพราะมัชฌิมฮาร์มอนิกให้ความสำคัญกับค่าที่ต่ำกว่าและไม่ยอมให้ค่าที่สูงมากด้านหนึ่งชดเชยอีกด้านที่ต่ำได้ทั้งหมด
รูปทั่วไปคือคะแนน :
ซึ่งเป็นมัชฌิมฮาร์มอนิกถ่วงน้ำหนักของพรีซิชันกับรีคอล เมื่อ จะให้น้ำหนักกับรีคอลมากขึ้น และเมื่อ จะให้น้ำหนักกับพรีซิชันมากขึ้น
การรวมค่าพี
[แก้]ค่าพีมัชฌิมฮาร์มอนิก (อังกฤษ: harmonic mean p-value) เป็นวิธีทางสถิติที่ใช้มัชฌิมฮาร์มอนิกถ่วงน้ำหนักเพื่อรวมค่าพีจากการทดสอบสมมติฐานหลายรายการ[8]
สำหรับค่าพี และน้ำหนัก วิธีนี้เริ่มจากปริมาณ
อย่างไรก็ตาม มัชฌิมฮาร์มอนิกดิบของค่าพีไม่ควรถูกตีความเป็นค่าพีที่ผ่านการปรับแล้วโดยอัตโนมัติ การควบคุมความผิดพลาดจากการทดสอบหลายรายการต้องใช้กระบวนวิธีและค่าแก้ไขตามสมมติฐานเกี่ยวกับการพึ่งพากันของการทดสอบ[9]
เมื่อไม่ควรใช้
[แก้]มัชฌิมฮาร์มอนิกไม่ได้เหมาะกับการเฉลี่ยอัตราทุกกรณี การเลือกใช้ต้องพิจารณาว่าปริมาณใดถูกตรึงให้เท่ากันหรือใช้เป็นน้ำหนัก
- ถ้าเดินทางแต่ละช่วงเป็นระยะทางเท่ากัน ให้ใช้มัชฌิมฮาร์มอนิกของความเร็ว
- ถ้าเดินทางแต่ละช่วงเป็นเวลาเท่ากัน ให้ใช้มัชฌิมเลขคณิตของความเร็ว
- ถ้าระยะทางหรือเวลาแต่ละช่วงไม่เท่ากัน ให้คำนวณจากระยะทางรวมหารด้วยเวลารวม หรือใช้มัชฌิมฮาร์มอนิกถ่วงน้ำหนักด้วยระยะทาง
- ถ้าใช้เงินเท่ากันซื้อสินค้าที่ราคาต่างกัน ให้ใช้มัชฌิมฮาร์มอนิกของราคา
- ถ้าซื้อสินค้าเป็นจำนวนหน่วยเท่ากันที่ราคาต่างกัน ให้ใช้มัชฌิมเลขคณิตของราคา
- ถ้าข้อมูลอาจมีค่าเป็นศูนย์หรืออยู่ใกล้ศูนย์ ต้องตรวจสอบนิยามและความเหมาะสมเป็นพิเศษ
- ถ้าข้อมูลมีทั้งค่าบวกและค่าลบ มัชฌิมฮาร์มอนิกอาจไม่อยู่ระหว่างข้อมูลและอาจไม่มีความหมายเชิงกายภาพ
ตัวอย่างเช่น มัชฌิมฮาร์มอนิกของ 1 และ −2 ตามการขยายสูตรเชิงพีชคณิตคือ
ซึ่งอยู่นอกช่วงระหว่าง −2 กับ 1 กรณีนี้จึงไม่เป็นมัชฌิมตามความหมายของค่ากลาง แม้ว่าสูตรเชิงพีชคณิตจะให้ผลลัพธ์ก็ตาม
การคำนวณเชิงตัวเลข
[แก้]สูตรตรง
อาจเกิดปัญหาทางคอมพิวเตอร์เมื่อข้อมูลมีขนาดเล็กหรือใหญ่ต่างกันมาก เพราะการหาส่วนกลับอาจทำให้เกิดภาวะล้นเกินหรือภาวะต่ำเกิน
สำหรับข้อมูลบวก สามารถเลือกค่ามาตราส่วน แล้วคำนวณ
การเลือก ใกล้ขนาดทั่วไปของข้อมูลช่วยลดความเสี่ยงจากตัวเลขที่มีขนาดสุดโต่ง
การรวมผลบวกจำนวนมากอาจใช้ขั้นตอนวิธีหาผลรวมที่ลดความคลาดเคลื่อนจากเลขทศนิยม เช่นการหาผลรวมแบบคาฮาน
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 Bullen, P. S. (2003). Handbook of Means and Their Inequalities. Dordrecht: Kluwer Academic Publishers. ISBN 978-1-4020-1522-9.
- 1 2 de Mestre, Neville (2019). "Discovery: What Do You Mean by an Average?". Australian Mathematics Education Journal. 1 (4): 24–25. ISSN 2652-0176.
- 1 2 Hardy, G. H.; Littlewood, J. E.; Pólya, G. (1952). Inequalities (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-35880-4.
{{cite book}}: ISBN / Date ไม่เข้ากัน (วิธีใช้) - ↑ "Harmonic Mean". Dataplot Reference Manual (ภาษาอังกฤษ). สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อ 18 สิงหาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Ferger, W. F. (1931). "The Nature and Use of the Harmonic Mean". Journal of the American Statistical Association. 26 (173): 36–40. doi:10.1080/01621459.1931.10503148.
- ↑ Plaza, Ángel (2022). "A Function-Based Proof of the Harmonic Mean–Geometric Mean–Arithmetic Mean Inequalities". The Mathematical Gazette. 106 (565): 130–131. doi:10.1017/mag.2022.22.
- ↑ Christen, Peter; Hand, David J.; Kirielle, Nishadi (2023). "A Review of the F-Measure: Its History, Properties, Criticism, and Alternatives". ACM Computing Surveys. 56 (3) 73: 1–24. doi:10.1145/3606367.
- ↑ Wilson, Daniel J. (2019). "The Harmonic Mean p-Value for Combining Dependent Tests". Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America. 116 (4): 1195–1200. doi:10.1073/pnas.1814092116. PMC 6347718. PMID 30610179.
{{cite journal}}: CS1 maint: PMC format (ลิงก์) - ↑ Chen, Yuyu; Wang, Ruodu; Wang, Yuming; Zhu, Wancheng (2026). "Subuniformity of Harmonic Mean p-Values". Canadian Journal of Statistics. 54. doi:10.1002/cjs.70017.
อ่านเพิ่ม
[แก้]- Bullen, P. S. (2003). Handbook of Means and Their Inequalities. Dordrecht: Kluwer Academic Publishers. ISBN 978-1-4020-1522-9.
- Hardy, G. H.; Littlewood, J. E.; Pólya, G. (1952). Inequalities (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-35880-4.
{{cite book}}: ISBN / Date ไม่เข้ากัน (วิธีใช้) - Ferger, W. F. (1931). "The Nature and Use of the Harmonic Mean". Journal of the American Statistical Association. 26 (173): 36–40. doi:10.1080/01621459.1931.10503148.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Harmonic Mean ในคู่มือ Dataplot ของสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ