มะตูมซาอุ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
มะตูมซาอุ
Starr 041018-0009 Schinus terebinthifolius.jpg
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
ไม่ได้จัดลำดับ: Angiosperms
ไม่ได้จัดลำดับ: Eudicots
ไม่ได้จัดลำดับ: Rosids
อันดับ: Sapindales
วงศ์: Anacardiaceae
สกุล: Schinus
สปีชีส์: S.  terebinthifolia
ชื่อทวินาม
Schinus terebinthifolia
Raddi[1]

มะตูมซาอุ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Schinus terebinthifolia) หรือ มะตูมแขก หรือ สะเดาบาห์เรน เป็นไม้ประดับในวงศ์มะม่วง ลักษณะเป็นไม้ต้นหรือไม้พุ่มไม่ผลัดใบ สูง 7-10 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว มีใบย่อย 5-15 ใบ ใบย่อยรูปรีถึงใบหอก ขอบใบหยัก ขนาด 2-3.5 x 3-6 เซนติเมตร เมื่อขยี้ใบมีกลิ่นฉุน ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ออกเป็นช่อยาวประมาณ 15 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงสีเขียวรูปใบหอก 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวรูปรี 5 กลีบ ผลเป็นผลเมล็ดเดี่ยวแข็ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 มิลลิเมตร เมื่อแก่มีสีแดงเข็ม มีรสเผ็ดร้อน[2][3]

มะตูมซาอุมีสองพันธุ์ ได้แก่

  • S. terebinthifolia var. acutifolia, ใบยาว 22 เซนติเมตร, มีใบย่อย 7-15 ใบ, ผลสีชมพู
  • S. terebinthifolia var. terebinthifolia, ใบยาว 17 เซนติเมตร, มีใบย่อย 5-13 ใบ, ผลสีแดง

มะตูมซาอุเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ และเป็นพืชรุกรานในรัฐฟลอริดา สหรัฐ[4] ใบกินเป็นผักแกล้ม ชาวอเมริกาใต้ใช้มะตูมซาอุเป็นยาแก้อักเสบ ต้านจุลินทรีย์และใช้ผลเป็นเครื่องเทศ[5][6]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Schinus terebinthifolia Raddi". U.S. National Plant Germplasm System. สืบค้นเมื่อ 2009-12-30.
  2. "Schinus terebinthifolius". Global Invasive Species Database. สืบค้นเมื่อ May 24, 2019.
  3. "มะตูมซาอุ ผักหลายชื่อ". คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. September 18, 2016. สืบค้นเมื่อ May 24, 2019.
  4. "Schinus terebinthifolius" (PDF). Invasive.Org. สืบค้นเมื่อ May 24, 2019.
  5. "คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง : เรื่องเล่าของผักแกล้มลาบ". มติชน. April 18, 2018. สืบค้นเมื่อ May 24, 2019.
  6. dos Santos, Mônica Regina Guimarães; da Silva, Jessica Hellen Souza; Do Carmo Caxito, Marina Letícia (2015). "Brief Review on the Medicinal Uses and Antimicrobial Activity of Different Parts of Schinus terebinthifolius Raddi". International Journal of Pharmacy and Pharmaceutical Sciences. 7: 12. สืบค้นเมื่อ May 24, 2019.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]