อัครมหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อัครมหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน
อัครมหาวิหารในพระสันตะปาปาแห่งพระมหาไถ่ศักดิ์สิทธิ์นักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมาและผู้นิพนธ์
พระวรสารในลาเตรัน มาตาและประมุขแห่งปวงอาสนวิหารในโรมและโลกา
Ornate facade of the basilica at night with columns, main door, and statues of the twelve Apostles on the roofline, with a Latin inscription below them
เบื้องหน้าของอัครวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน
41°53′9.26″N 12°30′22.16″E / 41.8859056°N 12.5061556°E / 41.8859056; 12.5061556พิกัดภูมิศาสตร์: 41°53′9.26″N 12°30′22.16″E / 41.8859056°N 12.5061556°E / 41.8859056; 12.5061556
ที่ตั้ง โรม
ประเทศ อิตาลี[1]
นิกาย โรมันคาทอลิก
เว็บไซต์ Archbasilica of St. John Lateran
ประวัติ
อุทิศแก่ นักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมา และ
นักบุญยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร
เสกเมื่อ ค.ศ. 324
สถาปัตยกรรม
สถานะ มหาวิหารเอกในสันตะปาปา
สถาปนิก Alessandro Galilei
ประเภทสถาปัตย์ มหาวิหาร
รูปแบบสถาปัตย์ บาโรก
งานฐานราก คริสต์ศตวรรษที่ 4
แล้วเสร็จ ค.ศ. 1735 (1735)
โครงสร้าง
อาคารยาว 140 เมตร (460 ฟุต)
อาคารกว้าง 140 เมตร (460 ฟุต)
เนฟกว้าง 65 เมตร (210 ฟุต)
วัสดุ หินอ่อน, แกรนิต และ ปูน
คณะจัดการ
มุขมณฑล มุขมณฑลโรม
คณะสงฆ์
มุขนายก พระสันตะปาปาฟรานซิส
หัวหน้าพระ อากอสตีโน วัลลีนี
ชื่อที่ขึ้นทะเบียน Historic Centre of Rome, the Properties of the Holy See in that City Enjoying Extraterritorial Rights and San Paolo Fuori le Mura
ประเภท มรดกโลกทางวัฒนธรรม
เกณฑ์ i, ii, iii, iv, vi
ขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1980 (วาระที่ 4)
เลขอ้างอิง 91
รัฐภาคี อิตาลีและสันตะสำนัก
ภูมิภาค ยุโรปและอเมริกาเหนือ

อัครมหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน ในพระสันตะปาปา (อิตาลี: Arcibasilica Papale di San Giovanni in Laterano) หรือรู้จักกันทั่วไปในชื่อ มหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน[2][3] (อิตาลี: Basilica di San Giovanni in Laterano) หรือเรียกอย่างสั้นว่า มหาวิหารลาเตรัน เป็นมหาวิหารเอกในกรุงโรมและเป็นอาสนวิหารประจำตำแหน่งมุขนายกแห่งกรุงโรม นับเป็นมหาวิหารที่เก่าแก่ที่สุดและมีตำแหน่งสูงสุดในบรรดามหาวิหารเอกทั้งสี่แห่งในกรุงโรม และมีสถานะเป็นโบสถ์แม่ของโบสถ์ทั้งปวงในคริสตจักรโรมันคาทอลิก

อัครมหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน เป็นมหาวิหารที่เก่าแก่มากที่สุดและมีความอาวุโสสูงสุดในบรรดามหาวิหารเอกทั้งสี่ในพระสันตะปาปาซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ในโรม มีลำดับศักดิ์อยู่เหนือแม้กระทั่งมหาวิหารนักบุญเปโตร และเป็นเพียงอาสนวิหารเพียงแห่งเดียวในโลกที่มีฐานะเป็น อัครมหาวิหาร และเนื่องจากเป็นอาสนวิหารที่เก่าแก่ที่สุด จึงได้รับการยกย่องให้เป็นอาสนวิหารแม่ของศาสนจักรโรมันคาทอลิก หัวหน้าพระคนบัจจุบันคือ พระคาร์ดินัลอากอสตีโน วัลลี ซึ่งเป็นคาร์ดินัลใหญ่แห่งมุขมณฑลโรม ในขณะที่ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสเป็นสังฆาณัติเกียรติยศ(honorary canon)ของมหาวิหารฯโดยตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งสังฆาณัตินี้เป็นตำแหน่งที่สืบทอดในหมู่ประมุขแห่งฝรั่งเศสมาตั้งแต่สมัยของพระเจ้าอ็องรีที่ 4 แห่งฝรั่งเศส

ด้านหน้าบริเวณทางเข้า มีศิลาจารึกเป็นภาษาละตินขนาดใหญ่ว่า Clemens XII Pont Max Anno V Christo Salvatori In Hon SS Ioan Bapt et Evang ซึ่งแปลอย่างย่อได้ว่า "พระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 12 รัชศกที่ห้า ทรงอุทิศอาคารหลังนี้แก่พระคริสต์เจ้าพระผู้มหาไถ่ ด้วยเกียรติของนักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมาและยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร" หรือมีความหมายก็คือ เดิมดี มหาวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระเยซูคริสตเจ้า และในหลายศตวรรษต่อมาก็ประกาศร่วมอุทิศให้แก่นักบุญยอห์นทั้งสอง คือยอห์นผู้ให้บัพติศมาและยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร

อัครมหาวิหารฯตั้งอยู่ในกรุงโรม แต่อยู่นอกเขตแดนของนครรัฐวาติกันประมาณ 4 กิโลเมตรไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ แม้จะไม่ได้อยู่ในวาติกัน แต่อัครมหาวิหารแห่งนี้มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในฐานะสมบัติของสันตะสำนัก จากผลของสนธิสัญญาลาเตรันค.ศ. 1929 ระหว่างสันตะสำนักวาติกันกับรัฐบาลอิตาลี

ประติมากรรมเหล่าอัครทูต[แก้]

ในปี ค.ศ. 1702 เมื่อพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 11 และ พระคาร์ดินัลเบเนตโต แปมปีลี หัวหน้าพระประจำอัครมหาวิหาร ประกาศจะสร้างประติมากรรมแกะสลักของอัครทูตจำนวน 12 องค์ในขนาดที่ใหญ่กว่าตัวจริง เนื่องจากเป็นแผนงานขนาดใหญ่ จึงเปิดให้ช่างแกะสลักชั้นนำส่วนใหญ่ในกรุงโรมสามารถเข้ามามีส่วนร่วม[4] เจ้าชายเลื่องพระนามหลายพระองค์เข้ามารับเป็นเจ้าภาพในงานรูปสลักแต่ละแห่ง แห่งละหนึ่งพระองค์ ส่วนองค์พระสันตะปาปาทรงอาสารับเป็นเจ้าภาพรูปสลักนักบุญเปโตร ในขณะที่พระคาร์ดินัลเบเนตโต แปมปีลี อาสารับเป็นเจ้าภาพรูปสลักนักบุญยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร

อ้างอิง[แก้]

  1. The archbasilica is within Italian territory and not the territory of the Vatican City State. (Lateran Treaty of 1929, Article 15 (The Treaty of the Lateran by Benedict Williamson; London: Burns, Oates, and Washbourne Limited, 1929; pages 42–66)) However, the Holy See fully owns the archbasilica, and Italy is legally obligated to recognize its full ownership thereof (Lateran Treaty of 1929, Article 13 (Ibidem)) and to concede to it "the immunity granted by International Law to the headquarters of the diplomatic agents of foreign States" (Lateran Treaty of 1929, Article 15 (Ibidem)).
  2. มิสซา ณ มหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน
  3. Sacred-destinations.com. San Giovanni in Laterano (Basilica of St. John Lateran), Rome. [www.sacred-destinations.com/italy/rome-st-john-lateran.htm]
  4. "The largest sculptural task in Rome during the early eighteenth century," per Rudolph Wittkower, Art and Architecture in Italy, 1600–1750, Revised Edition, 1965, p. 290, provides that "the distribution for commissions is, at the same time, a good yardstick for measuring the reputation of contemporary sculptors."

ข้อมูลเพิ่มเติม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]