ข้ามไปเนื้อหา

ภาษาถิ่นพิเทน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาษาถิ่นพิเทน
ซีแยบีเด
ประเทศที่มีการพูดไทย
ผู้พูด
ไม่ถึง 3,000 คน (2554)[1]
ขร้า-ไท
รหัสภาษา
ISO 639-3

ภาษาถิ่นพิเทน เป็นภาษาไทยถิ่นย่อยถิ่นหนึ่ง ที่ใช้จำเพาะอยู่ในชาวไทยมุสลิมในตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี มีลักษณะพิเศษคือเป็นภาษาไทยภาคกลางปนถิ่นใต้ มีการใช้คำราชาศัพท์ร่วมด้วย และยืมคำมลายูเสียมาก ปัจจุบันภาษาถิ่นพิเทนกำลังสูญไปและแทนที่ด้วยภาษามลายูปัตตานี

ประวัติ

[แก้]

บรรพชนของพิเทนเป็นกลุ่มชนที่ใช้ภาษาไทกลุ่มหนึ่ง เดิมพวกเขานับถือศาสนาพุทธ[1] อพยพเข้าไปตั้งรกรากในดินแดนแถบนี้เมื่อช่วง พ.ศ. 2218–2238[2] ครั้นเมื่ออพยพมาตั้งชุมชนที่บ้านพิเทนร่วมกับชาวมลายูในท้องถิ่นซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ชาวพิเทนส่วนใหญ่จึงพากันเข้ารีตเป็นมุสลิม[1] และมีร่องรอยของซากวัดในศาสนาพุทธที่หมู่ 2 ตำบลพิเทน[3] มุขปาฐะของผู้ใช้ภาษาถิ่นพิเทนเชื่อว่าตนมีบรรพบุรุษอพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา[4][5][6][7] โดยอธิบายว่า บรรพบุรุษเป็นควาญช้าง เดินทางลงมาทางใต้เพื่อตามหาช้างสำคัญของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งผู้นำในการติดตามช้างสำคัญนั่นคือพี่เณร (หรือโต๊ะหยัง) พร้อมกับคนอื่น ๆ บางสำนวนว่ามีสี่คน คือ เจ้าอ่อน นางผมยาวเก้าศอก นางเลือดขาว และเจ้าภา (หรือเจ้าเภา) อีกสำนวนระบุว่ามีเจ็ดคน ได้แก่ พี่แก้ว พี่อ่อน พี่มอญ พี่ขวัญ จันทอน (หรือจันทร์ทอง) และนางเลือดขาว (บ้างว่านางผมหอม) แต่การติดตามช้างสำคัญนั้นไม่สำเร็จ ด้วยเกรงกลัวพระราชอาญาจึงหลบลี้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในป่า อันเป็นที่มาของชื่อตำบลพิเทนซึ่งเพี้ยนมาจากชื่อของพี่เณรนั้นเอง[4][6][8] พวกเขาแยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณใกล้เคียง ดังนี้[9][10]

ถิ่นฐานของชาวพิเทน
หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัด
พิเทนพิเทนทุ่งยางแดงปัตตานี
บือจะ
น้ำดำน้ำดำ
เมืองยอนลุโบะยิไรมายอ
เจาะกะพ้อในกะรุบีกะพ้อ

ลูกหลานของพี่เณรที่สืบสันดานลงมาได้สมรสข้ามชาติพันธุ์กับชาวมลายูท้องถิ่นและเข้ารับอิสลาม[5][11] แต่ในมุขปาฐะก็มีบางคนที่ยังนับถือศาสนาพุทธ ไม่ยอมเข้ารับอิสลาม ครั้นเมื่อเสียชีวิตลงก็ใช้วิธีการฝังแบบมุสลิม และได้รับการนับถือในฐานะบุคคลศักดิสิทธิ์ด้วยการบนบานศาลกล่าวหรือเซ่นสรวงบูชา[2] ที่อำเภอกะพ้อมีตระกูลที่สืบมาจากพี่น้องของพี่เณร คือ นามสกุลพระศรี ศรีมาก ซีบะ จันทร์ทอง ศรีทอง ดิเภา และโต๊ะเภา[9][10] สุสานพี่เณรตั้งอยู่ที่บ้านควน หมู่ 2 ตำบลพิเทนในปัจจุบัน[7][12] โดยมีมรดกตกทอดประจำตระกูลที่เกี่ยวกับการคชบาล คือ กระดิ่งช้างเผือกและหอกสองด้ามประจำตระกูลซีบะ ปี่ของตระกูลจันทร์ทอง และเครื่องผูกเท้าช้างทำจากหนังราชสีห์ และอุปกรณ์เกี่ยวกับช้างอื่น ๆ อยู่ที่บ้านพิเทน[9][10] ซึ่งชาวพิเทนเชื่อว่าเครื่องดนตรีเหล่านี้มีอาถรรพณ์ และอุปกรณ์คชบาลที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษต้องได้รับการเซ่นไหว้[2]

ปัจจุบันชาวพิเทนมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างเดียวกับชาวมลายูในท้องถิ่น ส่วนหนึ่งก็เพราะทั้งสองกลุ่มนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน จึงรับเอาขนบธรรมเนียมประเพณีมลายูมุสลิมมาใช้อย่างแพร่หลาย เช่น การถือบวชในเดือนรอมฎอน เทศกาลฮารีรายอ การแต่งกาย หรือแม้แต่อาหาร[11] และบางส่วนหันไปใช้ภาษามลายูปัตตานีในชีวิตประจำวันแทนภาษาพิเทนไปแล้ว[13] ยังหลงเหลือการกระทำตามธรรมเนียมโบราณอยู่ในช่วงเก็บข้าวใหม่ในแต่ละปี ชาวบ้านจะนำข้าวที่เก็บเกี่ยวไว้มาใส่ใน "เรือนข้าว" หรือยุ้งฉาง โดยนำข้าวมาผูกและทำการไหว้ (คือทำขวัญข้าว) หลังจากนั้นจะนำ "เป็ด" หรือหม้อน้ำเรียกขวัญข้าว ซึ่งเป็นภาชนะทองเหลืองรูปร่างคล้ายเป็ดซึ่งใส่น้ำจนเต็ม นำมาตั้งบนข้าวที่เก็บมาไว้บนเรือนข้าว รอจนน้ำแห้งไปเอง และจะกระทำเช่นนี้เพียงปีละครั้ง[14] ขณะที่ชาวพิเทนในอำเภอกะพ้อจะมีการตั้งนามสกุลแบบไทย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนามสกุลตามชื่อบิดาอย่างชาวมลายูมุสลิมทั่วไป[2]

ในอดีตชาวพิเทนที่อาศัยอยู่หมู่ 1 ตำบลกะรุบี อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ได้แก่ ตระกูลซีบะ จันทร์ทอง พระศรี ดิเภา โต๊ะทอง ศรีทอง และหลักเพชร จะมีพิธีบรรพชาสามเณรตามธรรมเนียมของศาสนาพุทธ ก่อนเข้าพิธีสุหนัตตามธรรมเนียมของศาสนาอิสลาม เพื่อแสดงความเคารพแก่บรรพบุรุษของตน แต่ปัจจุบันธรรมเนียมนี้ได้ถูกยกเลิกไป[2] และเคยมีกิจกรรมรำลึกถึงพี่เณรที่สุสาน โดยจะมีงานจอระทาให้ชาวพิเทนจุดเทียนเป็นกะทา (รูปโดม) แห่จากบ้านไปยังสุสานพี่เณรในยามกลางคืนเพื่อทำบุญให้ รวมทั้งมีการเข้าทรงและมหรสพการละเล่นต่าง ๆ เช่น สิละหรือมโนราห์ และมีการตัดกิ่งไผ่ยาวสามเมตรและผูกอาหารคาวหวาน ผู้ชนะในการแข่งสิละจะใช้กริชตัดไม้ไผ่ดังกล่าว เด็ก ๆ ที่ล้อมวงชมก็จะเข้าไปแย่งอาหารกันอย่างสนุกสนาน แต่ปัจจุบันมิได้จัดพิธีดังกล่าวช่วงหลัง พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา[2] เพราะขัดกับหลักศาสนาอิสลาม[4][6] นอกจากนี้ยังมีการบนบานพี่เณรเมื่อจะขออะไรหรือลงมือทำสิ่งใด แต่ปัจจุบันได้คลายความเชื่อเรื่องการบนบานนี้ลงไป[10]

ภาษาถิ่นพิเทนเป็นภาษาถิ่นที่ใช้เฉพาะกลุ่มชาวไทยมุสลิม[15] ในตำบลพิเทนเท่านั้น[12][16] ผู้ใช้ส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันนี้ภาษาถิ่นดังกล่าวใกล้สูญหายและไม่เป็นที่นิยมใช้ เพราะชนนิยมใช้ภาษามลายูปัตตานีมากกว่า[4] จากการที่พวกเขาใช้ภาษาที่แตกต่างไปจากชาวมลายู ชาวมลายูก็มักจะดูแคลนชาวไทยพิเทนว่า สยามพิเทน หรือ ซีแยบีเด คือเป็นพวก "คนบก" หรือกลุ่มชนด้อยความเจริญ ทำให้เยาวชนพิเทนในยุคปัจจุบันเลิกใช้ภาษาพิเทน เพราะเมื่อพูดอาจทำให้ถูกล้อเลียนได้[17]

พ.ศ. 2534 พบว่ามีชาวไทยมุสลิมในตำบลพิเทนบางหมู่บ้านเท่านั้นที่ยังใช้ภาษาถิ่นนี้ ได้แก่ หมู่ 2 (บ้านพิเทน), หมู่ 3 (บ้านป่ามะพร้าว) และหมู่ 4 (บ้านบือจะ) ในช่วงเวลานั้นพบว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่มักมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ส่วนประชากรที่อายุน้อยกว่านี้ไม่ยอมพูดภาษาดั้งเดิม หรือพูดได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะไม่ทราบคำศัพท์เดิม จึงนำคำมลายูปัตตานีมาใช้แทน จนคิดว่าภาษามลายูปัตตานีเป็นภาษาของตัวเอง[18] ใน พ.ศ. 2559 เหลือผู้ใช้ภาษาพิเทนน้อยลงตามลำดับ มีประชากรอายุราว 50 ปีเพียงไม่กี่คนที่สื่อสารภาษาดังกล่าวกับคนรุ่นเดียวกัน หากคนอายุต่ำกว่านี้จะใช้ภาษามลายูปัตตานีและภาษาไทยมาตรฐานในชีวิตประจำวัน และอีกปัจจัยสำคัญคือสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ทำให้ประชากรรุ่นใหม่อพยพย้ายถิ่นออกจากตำบลพิเทน ส่งผลกระทบให้ภาษาพิเทนมีแนวโน้มสูญหายไปจากประเทศไทย[11]

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ประกาศขึ้นทะเบียนภาษาถิ่นพิเทนขึ้นเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติไทย สาขาภาษา เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556 ประเภทภาษาท้องถิ่น[11] ปัจจุบันพวกเขามีแนวทางการอนุรักษ์ภาษาพิเทน เช่น การสอนบุตรหลานให้ใช้ภาษาพิเทน และเปิดสอนรายวิชาภาษาพิเทนที่โรงเรียนบ้านพิเทน (วันครู 2502)[13]

ลักษณะ

[แก้]

ภาษาถิ่นพิเทนนั้นจะมีลักษณะพิเศษคือเป็นภาษาไทยภาคกลางปนถิ่นใต้ มีการใช้คำราชาศัพท์[4][5][6] แต่เรียงคำต่างจากภาษาไทยภาคกลางและใต้[19] และยืมคำมลายูมากถึงร้อยละ 97[20] ดังนั้นผู้ที่จะพูดภาษานี้ได้ต้องเข้าใจทั้งภาษาไทยและมลายูปัตตานี[6] เจริญ สุวรรณรัตน์ (2534) ระบุว่า ภาษาถิ่นพิเทนเป็นภาษาถิ่นย่อยของภาษาไทถิ่นตากใบ[21] ขณะที่ทวีพร จุลวรรณ (2554) พบว่า ภาษาถิ่นพิเทนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไปจากภาษาไทยถิ่นใต้ ภาษาถิ่นตากใบ และภาษาถิ่นสะกอม เมื่อพิจารณาจากระบบเสียงวรรณยุกต์ ระบบเสียงพยัญชนะ และคำศัพท์เฉพาะ[22] ซึ่งภาษาถิ่นพิเทนมีหน่วยเสียงพยัญชนะต้น 22 หน่วยเสียง หน่วยพยัญชนะควบกล้ำ 14 หน่วยเสียง มีเสียงพยัญชนะท้าย 9 หน่วยเสียง หน่วยเสียงสระเดี่ยว 18 หน่วยเสียง หน่วยเสียงสระประสม 3 หน่วยเสียง และมีการแตกตัวสามทาง มีระบบเสียงวรรณยุกต์ที่แตกต่างไปจากภาษาไทยถิ่นใต้ ตากใบ และสะกอม[11]

ภาษาถิ่นพิเทนมีลักษณะคือ โครงสร้างของคำพยางค์เดียว สองพยางค์ คำซ้ำ คำซ้อนจะเหมือนภาษาไทยมาตรฐาน แต่ต่างกันคือการลำดับคำไม่ตรงกัน นอกจากนี้ยังมีการโดยนำคำมลายูและคำไทยมารวมกันเพื่อสร้างคำใหม่[19] เช่น กือสาร แปลว่า "ข้าวสาร" และ ปลากือริง แปลว่า "ปลาแห้ง"[12] นอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำคำมลายูปัตตานีมาเป็นจำนวนมาก ภาษาถิ่นพิเทนจึงรับอิทธิพลด้านเสียงและคำจากภาษามลายูปัตตานี[19]

ตัวอย่าง

[แก้]
พิเทนตากใบไทยถิ่นใต้คำแปล
กล็อดกล็อดร่มร่ม
ลูกพรวนกือพรวนเหงาะเงาะ
จอกน่ามจ๊อก, จ๊อกแกวจอกแก้วน้ำ
จอนกือหรอก, แอหรอกหรอกกระรอก
ชามชามชามจาน
ซูดูช่อนฉ่อนช้อน
ยามูชมโผ่, ชุมโผ่, หยื่อมู่ชมโพ่, หย้ามู้ฝรั่ง
แตกัดฮิงหิ้งหิ้ง
บือจีนโหลกฆฮื่อจี๋น, โหลกบื่อจี๋นดีปลี, ลูกเผ็ดพริก
เรินเรินเรินบ้าน, เรือน
มิ้งกวยเตียวก๋วยเตี๋ยว
เมียแก่เมียหลวงเมียหลวงเมียหลวง
เมียหนุ่มเมียน่อยเมียน้อยเมียน้อย
ป๊ะผ่อ, บิดด๋าผ่อพ่อ
มะแหม่, มารด๋าแหม่แม่
ป๊ะแก่ลูง, ผ่อลูงลุงลุง
มะแก่ปา, แหม่ปาป้าป้า
โต๊ะชายผ่อแก๋ผ่อ, ผ่อถ่าวปู่, ตา
โต๊ะแหม่แก๋ย่าย่า
โต๊ะญิญแหม่แก๋แหม่ถ่าวยาย
อูลันผักพักผัก
แถลงแหลงแหลงพูด
สนับเพลา, แหน็บเพลาแหน็บเพลา, แหน็ดเพลาหนับเพลา, กางเก๋งกางเกง
สะรูหวาลิงเกงลิงเกงลิงกางเกงใน
ลูกตาเมียวองุ่น

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 ทวีพร จุลวรรณ (2011). ระบบเสียงภาษาพิเทน ตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี (PDF). มหาวิทยาลัยศิลปากร. p. 3.
  2. 1 2 3 4 5 6 "พิเทนและนามสถานที่เกี่ยวข้อง". สารานุกรมวัฒนธรรมไทย. สืบค้นเมื่อ 4 มกราคม 2024.
  3. "ตํานานตําบลพิเทน อําเภอมายอ จังหวัดปัตตานี". ฐานข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. 15 พฤษภาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 25 ตุลาคม 2023.
  4. 1 2 3 4 5 "ประวัติความเป็นมา". องค์การบริหารส่วนตำบลพิเทน. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 มีนาคม 2018.
  5. 1 2 3 ประพนธ์ เรืองณรงค์. บุหงาปัตตานี คติชนมุสลิมชายแดนภาคใต้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สถาพรบุ๊คส์, 2554, หน้า 203–207
  6. 1 2 3 4 5 บาราย (7 มิถุนายน 2009). "ตำนานบ้านพิเทน". ไทยรัฐออนไลน์.
  7. 1 2 การส่งเสริมครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ในโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอทุ่งยางแดง. สำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดปัตตานี. 2012. p. 6. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 มกราคม 2024.
  8. "ข้อมูลตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง ปัตตานี". ไทยตำบลดอตคอม. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 พฤษภาคม 2017.
  9. 1 2 3 "อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี วันที่ 28 พ.ค. 2559". กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. 28 พฤษภาคม 2016. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2023-03-06. สืบค้นเมื่อ 6 มีนาคม 2023.
  10. 1 2 3 4 "ประวัติความเป็นมา". องค์การบริหารส่วนตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 มีนาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 6 มีนาคม 2023.
  11. 1 2 3 4 5 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (2016). ภาษา : มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ (PDF). กรุงเทพฯ: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์. p. 55-56. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 16 เมษายน 2022. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2021.
  12. 1 2 3 "ประวัติความเป็นมา". สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี. 4 ตุลาคม 2016. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 มิถุนายน 2019. สืบค้นเมื่อ 27 เมษายน 2018.
  13. 1 2 ทวีพร จุลวรรณ (2011). ระบบเสียงภาษาพิเทน ตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี (PDF). มหาวิทยาลัยศิลปากร. p. 134.
  14. "วิถีชาวนาโบราณ จ.ปัตตานี และหมู่บ้านขนมโบราณ จ.นราธิวาส : ซีรีส์วิถีคน". Thai PBS. 5 สิงหาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 4 กันยายน 2021.
  15. "โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้: ย้อนอดีตบ้านโต๊ะชูด ย้อนรอยโมเดลทุ่งยางแดง". ประชาไท. 1 เมษายน 2015.
  16. "ข้อมูลทั่วไปตำบลพิเทน". โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพิเทน. สืบค้นเมื่อ 27 เมษายน 2018.
  17. ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม และคณะ. เล่าขานตำนานใต้. [ม.ป.ท.] : ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี (ศพส.) มหาวิทยาลัยมหิดล, 2550, หน้า 128
  18. เจริญ สุวรรณรัตน์ (1991). การศึกษาคำและความหมายในภาษาไทยถิ่นใต้ตำบลพิเทน กิ่งอำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี (PDF). มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี. p. 121.
  19. 1 2 3 เจริญ สุวรรณรัตน์. "การศึกษาคำและความหมายในภาษาไทยถิ่นใต้ตำบลพิเทน กิ่งอำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี". ฐานข้อมูลวิจัยชายแดนใต้. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 มีนาคม 2016.
  20. สุภา วัชรสุขุม. "คำยืมภาษามลายูท้องถิ่นปัตตานีในภาษาไทยถิ่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้". ฐานข้อมูลวิจัยชายแดนใต้. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 ตุลาคม 2012.
  21. เจริญ สุวรรณรัตน์ (1991). การศึกษาคำและความหมายในภาษาไทยถิ่นใต้ตำบลพิเทน กิ่งอำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี (PDF). มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี. p. 4.
  22. ทวีพร จุลวรรณ (2011). ระบบเสียงภาษาพิเทน ตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี (PDF). มหาวิทยาลัยศิลปากร. p. 130-132.