ภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดาน
ประเภทภารกิจการรักษาสันติภาพ
รัสพจน์UNMISS
หัวหน้าเดวิด เชียเรอร์
สถานะซึ่งปฏิบัติการ
จัดตั้ง9 กรกฎาคม ค.ศ. 2011
สำนักงานจูบา ประเทศเซาท์ซูดาน
เว็บไซต์https://unmiss.unmissions.org/
ต้นสังกัดคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดาน (อังกฤษ: United Nations Mission in South Sudan; อักษรย่อ: UNMISS) เป็นภารกิจรักษาสันติภาพแห่งสหประชาชาติครั้งล่าสุดสำหรับประเทศเซาท์ซูดานที่เพิ่งเป็นเอกราช ซึ่งเป็นเอกราชเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2011 ภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน ซึ่งใช้อักษรย่อ UNMISS[1] ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 2011 โดยข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 1996 (ค.ศ. 2011) ภารกิจนี้มีขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคมปี ค.ศ. 2016 โดยมีเดวิด เชียเรอร์ ซึ่งเป็นผู้แทนพิเศษของเลขาธิการ ที่สืบตำแหน่งต่อจากเอลเลน มาร์เกรธ ลอจ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2015 มีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 12,523 คน (ทหาร 11,350 คนและตำรวจ 1,173 คน) โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่จูบา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเซาท์ซูดาน[2]

อำนาจที่ได้รับมอบหมาย[แก้]

เจ้าหน้าที่กองทัพนิวซีแลนด์ที่ได้รับมอบหมายสู่ภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดาน กับสมาชิกคนหนึ่งของกองทัพปลดแอกประชาชนซูดานและพลเรือนในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2012

อำนาจที่ได้รับมอบหมายของภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดาน[3] ประกอบด้วย:

  • สนับสนุนการรวมสันติภาพ และช่วยส่งเสริมการสร้างรัฐและการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
  • สนับสนุนรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเซาท์ซูดานในการใช้ความรับผิดชอบในการป้องกันความขัดแย้ง, ลดและแก้ไขปัญหา รวมทั้งปกป้องพลเรือน
  • สนับสนุนรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเซาท์ซูดานในการพัฒนาขีดความสามารถในการรักษาความปลอดภัย, เพื่อสร้างข้อบังคับของกฎหมาย ตลอดจนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความยุติธรรม

ภารกิจนี้ได้รับการก่อตั้งโดยข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง 1996[4] และขยายไปถึงวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 โดยข้อมติ 2057[5]

ตามหมวดที่ 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ภารกิจรักษาสันติภาพเกี่ยวข้องกับการปกป้องพลเรือน และดังนั้นจึงไม่ได้รับคำสั่งให้เข้าร่วมในการป้องกันดินแดนเซาท์ซูดานหรืออธิปไตยของอาณาเขตดังกล่าว[5] (เปรียบเทียบกับสงครามชายแดนเซาท์ซูดาน–ซูดาน ค.ศ. 2012)

ตำแหน่งผู้นำ[แก้]

ผู้บัญชาการกองกำลัง

ลำดับที่ ชื่อ สัญชาติ ตั้งแต่ ถึง หมายเหตุ
1 พล.ต. โมเสส ไบซอง โอบี[6]  ไนจีเรีย 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2011 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 อดีตผู้บัญชาการกองกำลังของภารกิจสหประชาชาติในซูดาน (UNMIS)[7]
2 พล.ต. เดลาลี จอห์นสัน ซากี[6]  กานา 11 ธันวาคม ค.ศ. 2012 9 มิถุนายน ค.ศ. 2014
3 พล.ท. โยฮันเนส เกเบรเมสเกล เทสฟามาเรียม[8]  เอธิโอเปีย กรกฎาคม ค.ศ. 2014 17 มิถุนายน ค.ศ. 2016 อดีตผู้บัญชาการภารกิจและกองกำลังของกองกำลังรักษาความปลอดภัยชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในอับยี (UNISFA)
4 พล.ท. จอห์นสัน โมกัว คิมานี ออนดีกี[9]  เคนยา มิถุนายน ค.ศ. 2016 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ถูกไล่ออกจากตำแหน่งโดยเลขาธิการสหประชาชาติ[10]
5 พล.ต. จาวหยิง หยาง  จีน 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 เมษายน ค.ศ. 2017 รองผู้บัญชาการกองกำลังซึ่งกำลังทำหน้าที่ในภารกิจนี้[11]
6 พล.ท. แฟรงก์ มูโช กามันซี[12]  รวันดา เมษายน ค.ศ. 2017 ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ อดีตผู้บัญชาการกองกำลังภารกิจรักษาสันติภาพผสม ระหว่างสหภาพแอฟริกาและสหประชาชาติในดาร์ฟูร์ (UNAMID)

องค์ประกอบ[แก้]

เหรียญบำเหน็จสำหรับการรับใช้ในออพเทรนตัน มอบโดยสหราชอาณาจักร

ข้อมติ 2132 (24 ธันวาคม ค.ศ. 2013) ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้มอบอำนาจส่วนประกอบทางทหารถึง 12,500 คน และส่วนประกอบของตำรวจถึง 1,323 คน[13]

ประเทศอินเดียได้จัดส่งกองกำลัง 2,237 คน และมีรองผู้บัญชาการกองกำลังคือ พลจัตวา อษิต มิสทรี จากประเทศอินเดีย[14] ขณะที่ผู้บัญชาการกองกำลังคือ พลตรี เดลาลี จอห์นสัน ซากี จากประเทศกานา[15] สำหรับผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ ของกองกำลัง ได้แก่ ออสเตรเลีย,[16] บังกลาเทศ, เบลารุส, เบนิน, โบลิเวีย, บราซิล, กัมพูชา, แคนาดา, จีน, เดนมาร์ก, อียิปต์, เอลซัลวาดอร์, ฟีจี, เยอรมนี, กานา, กัวเตมาลา, กินี, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, จอร์แดน, เคนยา, คีร์กีซสถาน, มาลี, มองโกเลีย, นามิเบีย, เนปาล, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, ไนจีเรีย, นอร์เวย์, ปาปัวนิวกินี, ปารากวัย, เปรู, โปแลนด์, สาธารณรัฐเกาหลี, โรมาเนีย, สหพันธรัฐรัสเซีย, รวันดา, เซเนกัล, ศรีลังกา, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ติมอร์-เลสเต, โตโก, ยูกันดา, ยูเครน, สหราชอาณาจักร, สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย, สหรัฐ, เวียดนาม, เยเมน, แซมเบีย และซิมบับเว[17]

ส่วนตำรวจได้รับการสนับสนุนโดย แอลจีเรีย, แอลเบเนีย, อาร์เจนตินา, บังกลาเทศ, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, บราซิล, แคนาดา, จีน, เอลซัลวาดอร์, เอธิโอเปีย, ฟีจี, ฟินแลนด์, แกมเบีย, เยอรมนี, กานา, อินเดีย, เคนยา, คีร์กีซสถาน, มาเลเซีย, นามิเบีย, เนปาล, เนเธอร์แลนด์, ไนจีเรีย, นอร์เวย์, โอมาน, ฟิลิปปินส์, สหพันธรัฐรัสเซีย, รวันดา, ซามัว, เซเนกัล, เซเชลส์, เซียร์ราลีโอน, แอฟริกาใต้, ศรีลังกา, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ไทย, ตุรกี, ยูกันดา, ยูเครน, สหรัฐ, แซมเบีย และซิมบับเว[17]

ประวัติ[แก้]

ค.ศ. 2012[แก้]

ในการกล่าวสุนทรพจน์เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2012 หนึ่งวันหลังจากที่ขยายภารกิจ ฮิลเด เอฟ. จอห์นสัน ได้กล่าวในจูบาเกี่ยวกับความก้าวหน้าของภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดาน[5] จอห์นสันได้กล่าวถึงการคุ้มครองภารกิจของพลเรือนและการจัดทำเอกสารรวมถึงการตรวจสอบเหตุการณ์ เขายังกล่าวถึงการโจมตีชาวนูเออร์ในเดือนมกราคมปี ค.ศ. 2012 ที่รัฐจงเลย โดยปฏิบัติการของภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดาน ต่อการปรับใช้กองกำลังรักษาสันติภาพและแจ้งเตือนรัฐบาลเซาท์ซูดาน อันส่งผลให้ "พลเรือนนับพันชีวิต [กำลัง] ได้รับการช่วยเหลือแล้ว" ตลอดจนความคืบหน้าในด้านต่าง ๆ เช่น การควบคุมดูแล, ความเทียงธรรม และระบอบประชาธิปไตย[5]

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2012 เฮลิคอปเตอร์พลเรือนของภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดานได้ถูกยิงตกในรัฐจงเลย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดห้าคน ซึ่งนับรวมลูกเรือชาวรัสเซียสี่คนบนเฮลิคอปเตอร์ที่ถูกฆ่าตาย[18]

ค.ศ. 2013[แก้]

ทหารกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินญี่ปุ่นทำงานในการทำถนนลาดยางในงานวิศวกรรม

เมื่อวันที่ 9 เมษายน กองกำลังภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดานชาวอินเดียห้าคนและพนักงานพลเรือนสหประชาชาติเจ็ดคน (เจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติสองคนและผู้รับเหมาอีกห้าคน) ได้ถูกสังหารจากการซุ่มโจมตีของกบฏ[19] ที่รัฐจงเลยในขณะที่กำลังคุ้มกันขบวนสหประชาชาติระหว่างพีบอร์และบอร์[20] ผู้ปฏิบัติงานสหประชาชาติอีกเก้าคน ทั้งทหารและพลเรือน ได้รับบาดเจ็บและบางส่วนยังคงสูญหายไป[21] พลเรือนสี่รายที่ถูกสังหารเป็นผู้รับเหมาชาวเคนยาที่ทำงานเจาะหลุมเจาะน้ำ[22] หนึ่งในทหารที่เสียชีวิตเป็นทหารยศพันโท และหนึ่งในผู้บาดเจ็บเป็นทหารยศร้อยเอก[23] ตามที่โฆษกกองทัพเซาท์ซูดานเผย ขบวนถูกโจมตีโดยกองกำลังกบฏของเดวิด เยา เยา ที่พวกเขาเชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซูดาน[21] ฝ่ายภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดานกล่าวว่าบุคคลติดอาวุธ 200 คนมีส่วนร่วมในการโจมตี และขบวนของพวกเขาได้รับการคุ้มกันโดยกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติชาวอินเดีย 32 คน[21] ส่วนผู้โจมตีมีการติดตั้งระเบิดซึ่งขับเคลื่อนด้วยจรวด[22]

โฆษกของสหประชาชาติกล่าวว่าการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกองกำลังรักษาสันติภาพของอินเดียทำให้กลุ่มกบฏถอนกำลังและช่วยชีวิตพลเรือนได้เป็นจำนวนมาก[21] เลขาธิการสหประชาชาติ พัน กี-มุน เรียกว่าการฆ่าเป็นอาชญากรรมสงคราม และเรียกร้องให้นำผู้กระทำผิดมาสู่กระบวนการยุติธรรม[24] ส่วนผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติ แอนโทนี แบนบิวรี ยกย่องความกล้าหาญของทหารอินเดีย[25] และนายกรัฐมนตรีอินเดีย มันโมหัน สิงห์ ได้จ่ายเงินบรรณาการของเขาให้แก่ "ทหารผู้กล้าหาญ"[26] บุคลากรของกองทัพบกอินเดียประมาณ 2,200 คนได้รับการเคลื่อนกำลังพลสู่ประเทศเซาท์ซูดาน ในฐานะส่วนหนึ่งของภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดาน[27]

ความพยายามรัฐประหาร[แก้]

การต่อสู้ที่แผ่ขยายเป็นผลมาจากความพยายามรัฐประหารในประเทศเซาท์ซูดาน ค.ศ. 2013 ที่นำมาสู่การเสียชีวิตของผู้รักษาสันติภาพของอินเดียสองราย ขณะที่ทหารอีกคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่อาโคโบ รัฐจงเลย ในวันที่ 19 ธันวาคม[28] ส่วนวันที่ 24 ธันวาคม คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้ลงคะแนนให้มีกองกำลังเกือบสองเท่าของที่มีอยู่จำนวน 7,600 คนในภารกิจนี้ ร่วมกับกองกำลังอีกประมาณ 6,000 คนที่จะมีการเพิ่ม[29]

เลขาธิการสหประชาชาติได้แสดงความกังวลเป็นอย่างยิ่ง ถึงกรณีที่พนักงานขององค์การสหประชาชาติถูกคุกคามจากบอดีการ์ดติดอาวุธของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศอาวุโส ที่ต้องการเข้าสู่ค่ายภารกิจของสหประชาชาติซึ่งพลเรือนใช้เป็นที่หลบภัย[30] หลังจากเหตุการณ์นี้ ประธานาธิบดี ซัลวา กีร์ กล่าวหาว่าสหประชาชาติปกป้องกองกำลังฝ่ายค้านติดอาวุธในภารกิจของสหประชาชาติ ซึ่งสหประชาชาติได้ปฏิเสธ ซัลวา กีร์ ยังกล่าวหาอีกว่าองค์การสหประชาชาติพยายามเข้าควบคุมตำแหน่งผู้นำของเขา[31][32]

ค.ศ. 2014[แก้]

ในวันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน ค.ศ. 2014 มีผู้เสียชีวิต 58 รายและบาดเจ็บอย่างน้อย 100 คนเมื่อกลุ่มติดอาวุธบุกเข้าโจมตีฐานทัพสหประชาชาติในเมืองบอร์[33][34][35] ผู้คนจำนวนมากที่แกล้งทำเป็นว่าพวกเขากำลังเยี่ยมชมฐานเพื่อนำเสนอความสงบสุขได้เปิดฉากยิงใส่พลเรือนจำนวน 5,000 คนที่พักพิงในฐานทัพสหประชาชาติ[36] ในบรรดาผู้เสียชีวิต 48 คนเป็นพลเรือนในขณะที่ 10 คนเป็นผู้โจมตี ความรุนแรงสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่างชนเผ่าดินคา และนูเออร์[35] โดยก่อนการโจมตี ฝูงชนท้องถิ่นดินคา ได้เรียกร้องให้ผู้ลี้ภัยชาวนูเออร์จำนวนนับพันในค่ายพักแรมย้ายไปที่อื่น[35]

เลขาธิการสหประชาชาติ พัน กี-มุน กล่าวย้ำว่าการโจมตีกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติเป็น "อาชญากรรมสงคราม"[33] ส่วนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้แสดงความคิดต่อการโจมตีว่าเป็น "การกระทำที่โหดเหี้ยม" โดยกล่าวว่า:[37][38]

สมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแสดงความไม่พอใจในการโจมตีครั้งล่าสุดโดยกลุ่มติดอาวุธในเซาท์ซูดาน ที่กำหนดเป้าหมายไปที่พลเรือนอย่างจงใจเช่นเดียวกับที่ตั้งภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดาน (UNMISS) รวมทั้งบุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันที่ 17 เมษายนที่โจมตีประสมภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดาน ที่เมืองบอร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงผู้ที่แสวงหาที่พักพิงและการคุ้มครองของสหประชาชาติ และการโจมตีเมื่อวันที่ 14 เมษายนในเมืองเบนติวกับรัฐยูนิตีสเตต

สมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงประณามการกระทำเหล่านี้อย่างรุนแรง และเน้นย้ำว่าการโจมตีพลเรือนรวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติอาจเป็นอาชญากรรมสงคราม

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2014 ประเทศเวียดนามได้เข้าร่วมภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดาน ในฐานะภารกิจรักษาสันติภาพเป็นครั้งแรก โดยการส่งเจ้าหน้าที่จากกองทัพประชาชนเวียดนาม[39]

ค.ศ. 2015[แก้]

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจในการรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชน ภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดานได้เผยแพร่รายงานเมื่อกลางปี ค.ศ. 2015 ในข้อกล่าวหาเรื่องความรุนแรงโดยกองทัพปลดแอกประชาชนซูดาน (SPLA) และกลุ่มติดอาวุธที่เกี่ยวข้องในรัฐยูนิตีสเตต รายงานดังกล่าวอ้างถึงพยานในเรื่องการลักพาตัว, การข่มขืน รวมถึงผู้คนถูกฆ่าและเผาทั้งเป็นในที่อยู่อาศัย[40]

อ้างอิง[แก้]

  1. "About UNMISS". UN Missions. Archived from the original on 4 January 2012. สืบค้นเมื่อ 23 January 2012.
  2. "UNMISS Fact Sheet – United Nations Mission in the Republic of South Sudan". UN. สืบค้นเมื่อ 2017-12-22.
  3. "UNMISS Mandate – United Nations Mission in the Republic of South Sudan". UN. สืบค้นเมื่อ 2017-12-22.
  4. "S/RES/1996 (2011)". UN. สืบค้นเมื่อ 10 April 2013.
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 "Near Verbatim Transcript of Press Conference hosting United Nations Special Representative of the Secretary-General for South Sudan, Ms. Hilde F. Johnson" (PDF). UNMISS. สืบค้นเมื่อ 10 April 2013.
  6. 6.0 6.1 ’Secretary-General Appoints Major General Delali Johnson Sakyi of Ghana Force Commander, United Nations Mission in South Sudan’, UN press release, 11 December 2012, accessed 12 September 2017, <https://www.un.org/press/en/2012/sga1381.doc.htm>
  7. ’Secretary-General Appoints Major General Moses Bisong Obi of Nigeria Force Commander of United Nations Mission in Sudan’, UN press release, 10 June 2010, accessed 12 September 2017, <https://www.un.org/press/en/2010/sga1247.doc.htm>
  8. ’Secretary-General Appoints Lieutenant General Yohannes Gebremeskel Tesfamariam of Ethiopia Force Commander of United Nations Mission in South Sudan’, UN press release, 17 June 2014, accessed 12 September 2017, <https://www.un.org/press/en/2014/sga1477.doc.htm>
  9. ’Secretary-General Appoints Lieutenant General Johnson Mogoa Kimani Ondieki of Kenya Force Commander, United Nations Mission in South Sudan’, UN press release, 13 May 2016, accessed 12 September 2017, <https://www.un.org/press/en/2016/sga1658.doc.htm>
  10. ’Kenyan UN commander sacked in S. Sudan for failure to protect civilians’, ‘’Daily Nation’’ (Nairobi), 1 November 2016.
  11. Kelly, K.J. & Wafula, C. (2016) ’UN replaces Kenyan commander in South Sudan’, ‘’Daily Nation’’ (Nairobi), 3 November 2016.
  12. ’Lt. Gen. Frank Mushyo Kamanzi of Rwanda - Force Commander of the United Nations Mission in South Sudan (UNMISS)’, UN statement, 6 April 2017, accessed 12 September 2017, <https://www.un.org/sg/en/content/sg/personnel-appointments/2017-04-06/lt-gen-frank-mushyo-kamanzi-rwanda-force-commander>
  13. "Resolution 2132 (2013)". United Nations Security Council. สืบค้นเมื่อ 21 April 2014.
  14. "UN resolution addresses Indian concerns in South Sudan violence". Zeenews.india.com. สืบค้นเมื่อ 2014-04-22.
  15. "Arrival of UNMISS force commander Maj. Gen. Delali Johnson Sakyi". UNMISS. 14 Jan 2013. สืบค้นเมื่อ 2017-12-22.
  16. "Operation Aslan". Australian Dept of Defence. สืบค้นเมื่อ 2017-12-22.
  17. 17.0 17.1 "UNMISS Fact Sheet". UNMISS. สืบค้นเมื่อ 2017-12-22.
  18. "Attack of an UNMISS Helicopter in South Sudan". U.S. Department of State. 21 December 2012. สืบค้นเมื่อ 10 April 2013.
  19. "UN peacekeepers killed in South Sudan ambush". Al Jazeera. 10 April 2013. สืบค้นเมื่อ 10 April 2013.
  20. Pandit, Rajat (10 April 2013). "Five Indian peacekeepers killed in South Sudan ambush". The Times of India. สืบค้นเมื่อ 10 April 2013.
  21. 21.0 21.1 21.2 21.3 Associated Press (9 April 2013). "5 UN peacekeepers, 7 others killed in gunfire attack in South Sudan, officials say". Washington Post. สืบค้นเมื่อ 9 April 2013.
  22. 22.0 22.1 "Gunmen kill 4 Kenyans on Sudan water drilling mission". Business Daily Africa. 10 April 2013. สืบค้นเมื่อ 10 April 2013.
  23. "Bodies of five martyrs likely to reach India tonight". First Post. 10 April 2013. สืบค้นเมื่อ 10 April 2013.
  24. Dikshit, Sandeep (9 April 2013). "Killing of peacekeepers a war crime: Ban ki-Moon". The Hindu. Chennai, India. สืบค้นเมื่อ 9 April 2013.
  25. "Indian soldiers killed in Sudan fought valiantly: UN Assistant Secretary General to NDTV".
  26. "PM regrets killing of Indian soldiers on UN peacekeeping mission in South Sudan".
  27. "Bodies of Indian soldiers killed in Sudan to arrive in Delhi tonight".
  28. "Peacekeepers killed at South Sudan UN base - Africa". Al Jazeera English. สืบค้นเมื่อ 2014-04-22.
  29. Kulish, Nicholas (24 December 2013). "Political Fight in South Sudan Targets Civilians". The New York Times.
  30. Aleu, Philip; Poni, Lucy (2014-01-21). "UN Bars South Sudan Official from Camp for Displaced". Voa news. สืบค้นเมื่อ 2014-04-22.
  31. "South Sudan President: UN Seeking to Take Over". Voa news. 2014-01-22. สืบค้นเมื่อ 2014-04-22.
  32. "South Sudan President Salva Kiir hits out at UN". News. BBC. 2014-01-21. สืบค้นเมื่อ 2014-04-22.
  33. 33.0 33.1 Lederer, Edith M (18 April 2014). "UN Says 58 Killed in Attack on UN Base in SSudan". abc. สืบค้นเมื่อ 18 April 2014.
  34. "South Sudan conflict: Attack on UN base 'kills dozens'". BBC News. 17 April 2014. สืบค้นเมื่อ 18 April 2014.
  35. 35.0 35.1 35.2 "South Sudanese soldiers sent to protect UN base after more than 48 killed". The Guardian. Reuters. 18 April 2014. สืบค้นเมื่อ 18 April 2014.
  36. "South Sudan attack on UN base leaves dozens injured". The Guardian. AFP. 17 April 2014. สืบค้นเมื่อ 18 April 2014.
  37. Wilson, Steve (19 April 2014). "Deadly attack on South Sudan base may be considered a 'war crime'". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 19 April 2014.
  38. "Attacks against the United Nations and civilians in South Sudan: Security Council Press Statement". Permanent Mission of Luxembourg to the United Nations. สืบค้นเมื่อ 19 April 2014.
  39. https://english.vov.vn/politics/vietnam-joins-un-peacekeeping-mission-in-south-sudan-277616.vov
  40. "New levels of 'brutality' in South Sudan, says UN rights report". UN News Centre. 2015-06-30. สืบค้นเมื่อ 2015-10-16.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]