ภัยพิบัติทางรถไฟในเอ็ชเชอเดอ
| ภัยพิบัติทางรถไฟเอ็ชเชอเดอ | |
|---|---|
ความเสียหายของตู้โดยสารด้านท้ายขบวน | |
| รายละเอียด | |
| วันที่ | 3 มิถุนายน 1998 10.59 น. |
| สถานที่ | เอ็ชเชอเดอ (ใกล้กับเซ็ลเลอ) รัฐนีเดอร์ซัคเซิน 61 km (38 mi) N from ฮันโนเฟอร์ |
| ประเทศ | เยอรมนี |
| สาย | ฮันโนเฟอร์–ฮัมบวร์ค |
| ผู้ให้บริการ | ด็อยท์เชอบาน |
| ประเภทเหตุการณ์ | การตกราง |
| เหตุ | ล้อแตกจากความล้าของโลหะ |
| จำนวน | |
| รถไฟ | 1 |
| ผู้โดยสาร | 287 |
| ลูกเรือ | 8 (พนักงานรถไฟ 6 คน, เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง 2 คน) |
| เสียชีวิต | 101 |
| บาดเจ็บ | 88 (อาการสาหัส), 106 (บาดเจ็บเล็กน้อยหรือไม่ได้รับบาดเจ็บ) |
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1998 ขบวนรถไฟอีเซเอ 1 ส่วนหนึ่งบนทางรถไฟสายฮันโนเฟอร์–ฮัมบวร์ค ใกล้เทศบาลเอ็ชเชอเดอในรัฐนีเดอร์ซัคเซิน ประเทศเยอรมนี ตกรางและพุ่งชนสะพานยกระดับ ส่งผลให้สะพานพังถล่มลงมาทับขบวนรถไฟ มีผู้เสียชีวิต 101 คน และได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 88 คน ทำให้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นภัยพิบัติทางรถไฟที่มีผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์เยอรมนี รองจากภัยพิบัติทางรถไฟเก็นทีน ค.ศ. 1939 และเป็นอุบัติเหตุรถไฟความเร็วสูงที่ร้ายแรงที่สุดในโลกเท่าที่เคยเกิดขึ้น
สาเหตุของการตกรางเกิดจากรอยร้าวจากความล้าเพียงจุดเดียวที่ล้อรถไฟล้อหนึ่ง ทำให้ชิ้นส่วนของล้อเข้าไปติดอยู่กับประแจ ส่งผลให้ทิศทางของประแจเปลี่ยนไปในขณะที่ขบวนรถไฟกำลังวิ่งผ่าน เหตุการณ์นี้ทำให้ตู้โดยสารของขบวนรถไฟวิ่งแยกไปตามรางคนละเส้น ส่งผลให้ขบวนรถไฟตกรางและพุ่งชนเสาของสะพานถนนคอนกรีต ซึ่งต่อมาพังถล่มลงมาและทับตู้โดยสารสองตู้ ส่วนตู้โดยสารที่เหลือและรถกำลังไฟฟ้า (power car) ด้านท้ายขบวนชนเข้ากับซากสะพานที่พังลงมา
หลังเกิดเหตุ มีการสอบสวนเกี่ยวกับการแตกหักของล้อรถไฟหลายครั้ง ผลการวิเคราะห์สรุปว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากการออกแบบล้อที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดรอยร้าวจากความล้าบริเวณขอบล้อ[1] ผู้สอบสวนยังพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุ รวมถึงความล้มเหลวในการหยุดขบวนรถไฟและขั้นตอนการบำรุงรักษา
เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ส่งผลให้เกิดผลกระทบทั้งในด้านกฎหมายและด้านเทคนิค ซึ่งรวมถึงการดำเนินคดี การลงโทษปรับ และการจ่ายเงินชดเชย มีการปรับเปลี่ยนการออกแบบล้อรถไฟ และทำให้หน้าต่างรถไฟสามารถทุบหรือทำให้แตกได้ง่ายขึ้นในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังมีการเปิดสถานที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุอีกด้วย
ลำดับเหตุการณ์
[แก้]รอยร้าวของล้อ
[แก้]รถไฟ ICE 1 ชุดที่ 51 ให้บริการเดินรถเส้นทาง ICE 884 "วิลเฮ็ล์ม คอนรัท รึนท์เกิน" จากมิวนิกมุ่งหน้าฮัมบวร์ค โดยมีสถานีที่จอดตามทาง ได้แก่ เอากส์บสร์ค, นืร์นบวร์ค, วืร์ซบวร์ค, ฟุลดา, คัสเซิล, เกิททิงเงิน และ ฮันโนเฟอร์ ก่อนเข้าจอดที่ฮัมบวร์ค[2] หลังจอดที่ฮันโนเฟอร์ในเวลา 10:30 รถไฟออกเดินรถต่อปไปยังจุดหมายปลายทางทางทิศเหนือ ที่ระยะ 130 กิโลเมตร (80 ไมล์) และสี่สิบนาทีก่อนถึงฮัมบวร์ค[2]: 0:05 , หก กิโลเมตร (3.7 ไมล์) ทางทิศใต้จากใจกลางของเทศบาลเอ็ชเชอเดอ ใกล้กับเมืองเซ็ลเลอ ยางล้อรถไฟซึ่งทำจากเหล็กกล้า บนเพลาล้อที่สามของตู้โดยสารคันแรก หลุดและลอกออกจากล้อเนื่องด้วยความล้าของโลหะ โมเมนตัมที่เกิดขึ้นทำให้ยางล้อรถไฟบางลงและดีดขึ้นไปทะลุพื้นของขบวนรถและคาอยู่เช่นนั้น[2]
เยอร์ค ดิทมัน (Jörg Dittmann) หนึ่งในผู้โดยสารบนตู้โดยสารคันที่ 1 เห็นยางล้อรถไฟทะลุพื้นขึ้นมา ทะลุผ่านที่วางแขนบนเก้าอี้ระหว่างที่นั่งที่ภรรยาและบุตรของเขานั่งอยู่ ดิทมันจึงพาภรรยาและบุตรออกจากขบวนและเดินไปแจ้งกับผู้ควบคุมขบวนรถในตู้โดยสารคันที่ 3 ซึ่งรู้สึกได้ว่ารถไฟมีการสั่นไหวผิดปกติ และแจ้งกับดิทมันว่าตามนโยบายของบริษัท เขาจะตัองตรวจสอบเหตุการณ์ด้วยตนเองก่อน จึงจะสามารถหยุดรถฉุกเฉินได้ ผู้ควบคุมขบวนรถไฟใช้เวลาหนึ่งนาทีในการเดินไปถึงตู้รถโดยสารคันที่ 1 ตามที่ดิทมันแจ้ง โดยดิทมันระบุว่า ณ ตอนนั้น เขาเริ่มรู้สึกได้ว่ารถไฟเริ่มสั่นไหวไปทางซ้ายขวา ในชณะที่ผู้ควบคุมขบวนรถไม่ได้ใส่ใจที่จะหยุดรถทันที และต้องการที่จะตรวจสอบเหตุการณ์ให้ละเอียดก่อน ดิทมันไม่สามารถหาที่หยุดรถในทางเดินบนขบวนได้ และไม่ได้สังเกตว่ามีคันหยุดรถฉุกเฉินอยู่ในตู้รถโดยสารของตนเอง[3] ทันใดนั้น รถไฟตกรางทันทีขณะที่ดิทมันกำลังจะชี้ให้ผู้ควบคุมรถเห็นรอยเจาะบนที่วางแขน[2]: 13:12
รถไฟตกราง
[แก้]ขณะที่รถไฟกำลังผ่านประแจสับรางที่หนึ่งจากสองประแจ ยางล้อรถไฟที่ติดคากับพื้นรถไปชนเข้ากับรางกันของประแจ ดึงให้ประแจหลุดออก ส่วนรางกันของประแจทะลุพื้นขบวนรถขึ้นมาและคาอยู่บนขบวน ดันให้โบกี้ยกลอยขึ้นจากราง เมื่อเวลา 10:59 น. หนึ่งในล้อที่ตกรางไปแล้ว ชนเข้ากับราวของประแจสับรางที่สอง ทำให้เกิดการสับรางขึ้น เพลาของตู้โดยสารที่สามถูกเปลี่ยนไปอยู่บนรางคู่ขนาน ทำให้ตู้โดยสารทั้งคันล้มลงด้านข้างก่อนจะชนเข้ากับตอม่อของสะพานเดินรถที่ข้ามรางรถไฟซึ่งมีน้ำหนัก 300-ตัน (300-long-ton; 330-short-ton) เป็นผลให้สะพานพังถล่มลงมา[2]
ตู้โดยสารที่สี่ตกรางจากการถูกกระชากโดยตู้ที่สาม ขณะที่ยังขับเคลื่อนด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (120 ไมล์ต่อชั่วโมง) ตู้ที่สี่ลอดผ่านใต้สะพานก่อนจะกลิ้งลงไปข้างทาง ชนเข้ากับต้นไม้หลายต้นก่อนจะหยุด เจ้าหน้าที่รางของด็อยเชอบานสองคนที่กำลังทำงานอยู่ใกล้กับสะพานถูกรถไฟทับเสียชีวิตทันที ตู้ที่สามและสี่ที่ตกรางกระตุ้นให้ตัวหยุดรถฉุกเฉินทำงาน รถทั้งสามคันแรกซึ่งไม่ได้เสียหายหนักเท่าจึงหยุด[2]
สะพานถล่ม
[แก้]รถไฟฟ้ากำลังขบวนหน้าและตู้โดยสารที่หนึ่งกับสองจอดหยุดพ้นจากพื้นที่ของสะพาน ตู้โดยสารที่สามชนเข้ากับตอม่อสะพาน ตู้โดยสารที่สี่ตกรางลงข้างทางห่างไปจากสะพานที่ถล่มลงมา ชิ้นส่วนของสะพานที่พังลงมาร่วงลงมาสู่ส่วนท้ายของตู้โดยสารที่ห้า ส่วนตู้ที่หก ซึ่งเป็นตู้เสบียง ถูกชิ้นส่วนจากสะพานทับจนแบนเหลือความสูง 15-เซนติเมตร (0-ฟุต) รางรถไฟซึ่งถูกขวางกั้นด้วยซากของสะพานที่ถล่มและรถไฟขบวนที่ถูกสะพานถล่มทับทำให้ตู้รถที่เหลือชนเข้าด้วยความเร็วสูงจนเกิดหางกินหัวชนกันเป็นรูปซิกแซ็ก ตู้โดยสารที่เจ็ด, ตู้บริการ, ตู้เสบียง, ตู้โดยสารชั้นหนึ่งทั้งสามคัน (ตู้โดยสารที่ 10, 11 และ 12) และรถไฟฟ้ากำลังท้ายขบวน ทั้งหมดตกรางและชนเข้ากับซากความเสียหายด้านหน้า[2]: 34:25
รถไฟฟ้ากำลังต้นขบวนซึ่งหลุดออกขากขบวนรถไฟที่เหลือยังคงเดินทางต่อไปอีกสามกิโลเมตร ก่อนจะหยุดหลังพ้นสถานีรถไฟเอ็ชเชอเดอไปแล้ว

เหตุการณ์นี้สร้างเสียงที่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ต่อมาบรรยายว่า "น่ากลัว", "ดังมาก ๆ" และ "ราวกับว่าเครื่องบินตก" พลเรือนที่อยู่อาศัยใกล้เคียงเป็นคนกลุ่มแรกที่มาถึงจุดเกิดเหตุ เอรีกา คาร์ล (Erika Karl) เป็นคนแรกที่มาถึงจุดเกิดเหตุ เธอถ่ายรูปและเล่าว่าเมื่อแรกได้ยินเสียง สามีของเธอคิดว่าเกิดอุบัติเหตุการบิน[2]: 34:20
ณ เวลา 11:02 ตำรวจท้องถิ่นประกาศเหตุฉุกเฉิน ณ เวลา 11:07 จึงขยับระดับขึ้นเป็น "เหตุฉุกเฉินใหญ่" และเมื่อเวลา 12:30 รัฐบาลท้องถิ่นของอำเภอเซ็ลเลอประกาศ "เหตุฉุกเฉินระดับภัยพิบัติ" (สถานการณ์ฉุกเฉินทางพลเรือน) มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 1,000 คนจากบริการฉุกเฉินท้องถิ่น สถานีดับเพลิง บริการกู้ภัย ตำรวจ และทหาร ถูกสั่งการมากู้ภัยในที่เกิดเหตุ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน 37 คนซึ่งในเวลานั้นกำลังเข้าร่วมการประชุมทางการแพทย์ในฮันโนเฟอร์ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล ได้เดินทางมาช่วยเหลือในระบะแรกของการกู้ภัย ตลอดจนมีกองทัพอังกฤษในเยอรมนีที่ให้ความช่วยเหลือ
คนขับรถและผู้โดยสารในตู้รถขบวนหน้า ๆ บาดเจ็บเล็กน้อยถึงปานกลาง ในชณะที่ตู้รถขบวนท้าย ๆ มีผู้รอดชีวิตไม่กี่คน รวมแล้วมีผู้เสียชีวิต 101 ราย ในจำนวนนี้ สองคนเป็นเจ้าหน้าที่ของด็อยเชอบานที่ขณะเกิดเหตุกำลังยืนอยู่ใต้สะพาน
รถไฟ ICE 787 ซึ่งเดินทางจากฮัมบวร์คมุ่งหน้าฮันโนเฟอร์เดินรถผ่านใต้สะพานดังกล่าวในอีกทิศทางเดินรถไปเพียงสองนาทีก่อนเกิดเหตุ ซึ่งตามจริงแล้วเดินรถไปเร็วกว่ากำหนดหนึ่งนาที ในชณะที่ขบวนรถซึ่งเกิดเหตุเดินรถล่าช้าหลังกำหนดไปหนึ่งนาที หมายความว่าถ้าหากรถทั้งสองขบวนเดินรถตรงตามเวลา รถขบวน ICE 787 อาจจะต้องเผชิญกับเหตุที่สะพานถล่มลงมาใส่ในลักษณะเดียวกันเช่นกัน
อนุสรณ์สถาน
[แก้]อูโด เบาค์ (Udo Bauch) หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ แต่พิการ สร้างอนุสรณ์สถานเป็นโบสถ์น้อยขึ้นด้วยเงินทุนของตนเอง ซึ่งมีผู้เดินทางมาเยี่ยมชม 5,000 ถึง 6,000 คนต่อปี หนึ่งปีหลังโบสถ์น้อยของเบาค์สร้าง ได้มีการก่อสร้างอนุสรณ์สถานทางการขึ้นโดยด็อยเชอบานให้เงินสนับสนุนบางส่วน[2]
อนุสรณ์สถานเอ็ชเชอเดอ (Gedenkstätte Eschede) เป็นอนุสรณ์สถานอย่างเป็นทางการ ประกอบพิธีเปิดในวันที่ 11 พฤษภาคม 2001 โดยมีญาติของเหยื่อในเหตุการณ์ 400 คน ผู้แทน เจ้าหน้าที่กู้ภัย และชาวเมืองเอ็ชเชอเดอเข้าร่วมในพิธีเปิด[4][5] อนุสรณ์สถานประกอบด้วยต้นเชอร์รีป่า 101 ต้น แทนยอดผู้เสียชีวิต[6] โดยปลูกตามแนวควบคู่กับรางรถไฟ ใกล้กับสะพาน ในอนุสรณ์สถานยังมีบันไดที่เดินขึ้นไปยังระดับถนนและมีประตู ที่อีกฝั่งถนนมีบันไดซึ่งไม่ได้นำพาไปสู่ที่ใด[7] ที่ใจกลางของป่าต้นเชอร์รีมีผนังจารึกบันทึกรายชื่อผู้เสียชีวิต ผนังนี้มีการบูรณะใหม่ในปี 2012[8] 15 ปีหลังเกิดเหตุ ซีอีโอของด็อยท์เชอบาน รือดีเกอร์ กรูเบอ (Rüdiger Grube) ได้ขอโทษต่อเหยื่อที่อนุสรณ์สถาน[9][10]
- อนุสรณ์สถานทางการ ตั้งอยู่ข้างสะพาน ริมรางรถไฟ
- รายชื่อเหยื่อบนอนุสรณ์สถาย
- อนุสรณ์สถานทางการ
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Fischer, G.; Grubisic, V. (ตุลาคม 2007). "Praxisrelevante Bewertung des Radbruchs vom ICE 884 in Eschede". Materialwissenschaft und Werkstofftechnik. 38 (10): 789–801. doi:10.1002/mawe.200700151.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 5 6 7 8 9 "Derailment at Eschede" ("High Speed Train Wreck"). Seconds From Disaster.
- ↑ "Eschede Zug 884".
- ↑ "Eschede: "Einzigartige" Gedenkstätte eingeweiht". Der Spiegel (ภาษาเยอรมัน). พฤษภาคม 11, 2001.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Meldung (2001). "Gedenkstätte Eschede Eingeweiht" [Eschede Memorial Inaugurated]. Eisenbahn-Revue International (ภาษาเยอรมัน). ฉบับที่ 8–9. น. 341. ISSN 1421-2811.
- ↑ Grafe, Roman (พฤษภาคม 17, 2010). "Die Hochgeschwindigkeitskatastrophe". Süddeutsche Zeitung (ภาษาเยอรมัน).
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑
"Samtgemeinde Eschede: Ein Gang". Eschede.de (ภาษาเยอรมัน). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 4 ตุลาคม 2011.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Mahnmal von Eschede wird erneuert". Hannoversche Allgemeine Zeitung (ภาษาเยอรมัน). พฤษภาคม 31, 2012. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ มีนาคม 1, 2014.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Die Bahn entschuldigt sich für Eschede". Frankfurter Allgemeine Zeitung (ภาษาเยอรมัน). มิถุนายน 3, 2013.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bahn entschuldigt sich 15 Jahre nach ICE-Unglück". Der Spiegel (ภาษาเยอรมัน). มิถุนายน 3, 2013.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)