ฟูไฟเตอส์ (อัลบั้ม)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ฟูไฟเดอร์ส
FooFighters-FooFighters.jpg
สตูดิโออัลบั้ม โดย ฟูไฟเตอร์ส
วางตลาด 4 กรกฎาคม 1995
บันทึกเสียง 17-23 ตุลาคม ที่สตูดิโอ Robert Lang Studios ในเมือง ซีแอตเทิล
แนวเพลง อัลเทอร์เนทีฟ, กรันจ์, โพสต์กรันจ์
ความยาว 44:06
ค่ายเพลง แคปิตอลเรเคิดส์/รอสเวลเรเคิดส์
โปรดิวเซอร์ บาเร็ต โจนส์ และ เดฟ โกรล
ลำดับอัลบั้มของ ฟูไฟเตอร์ส

Foo Fighters
(1995)
The Colour and the Shape
(1997)
ซิงเกิลจาก Foo Fighters
  1. "Exhausted"
    จำหน่าย: June 12, 1995 (promo)
  2. "This Is a Call"
    จำหน่าย: June 19, 1995
  3. "I'll Stick Around"
    จำหน่าย: September 4, 1995
  4. "For All the Cows"
    จำหน่าย: November 21, 1995
  5. "Big Me"
    จำหน่าย: February 25, 1996
  6. "Alone + Easy Target"
    จำหน่าย: 1996

ฟูไฟเตอร์ส (อังกฤษ: Foo Fighters) เป็นสตูดิโออัลบั้มเปิดตัว ของวงดนตรีออลเทอร์นาทิฟร็อกจากอเมริกัน ฟูไฟเตอร์ส วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1995 โดยค่ายเพลงแคปิตอลเรเคิดส์เป็นฝ่ายวางจำหน่าย ผ่านทางค่าย รอสเวลเรเคิดส์ของ เดฟ โกรล โกรลแต่งเพลงและบันทึกอัลบั้มชุดนี้ด้วยตัวเอง โดยมีมือกีตาร์รับเชิญในส่วนหนึ่งของอัลบั้ม เกรก ดัลลี มีโปรดิวเซอร์อัลบั้มอย่าง บาเร็ต โจนส์ ที่มาเติมเต็มช่วยเหลืออัลบั้มให้ดียิ่งขึ้น โดยอัดอัลบั้มที่ โรเบิร์ตแลงสตูดิโอในเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน , ก่อนจะปล่อยอัลบั้มในราวปี 1994 โกรลกล่าวถึงกล่าวอัดอัลบั้มชุดนี้ว่าเขามีจุดประสงค์ทำเล่นๆ สนุกๆ โดยเขาอธิบายอย่างกะทะรัดว่า เป็นเหมือนอัลบั้มระบายความเศร้าใจหลังการเสียชีวิตของเพื่อนร่วมวงอย่าง เคริ์ธ โคเบน นักร้องนำจาก เนอร์วานา

หลังจากที่โกรลอัดอัลบั้มเสร็จสิ้น , เขาตัดสินใจใช้ชื่อ "ฟูไฟเดอร์ส" สำหรับโครงการดนตรีโดยเขาใช้เพื่อปิดบังตัวตน และแจกจ่ายเทปคาสเซ็ตของอัลบั้มดังกล่าวในหมู่เพื่อน , หลังจากนั้นเทปดังกล่าวเริ่มเป็นที่ได้รับความสนใจแก่[[ค่ายเพลง]ในหมู่มาก โกรลเซ็นสัญญากับแคปิตอลเรเคิดส์ อัลบั้มดังกล่าวได้รับการโปรโมทผ่านการแสดงสดอย่างกว้างขว้าง และจากผลงานซิงเกิ้ลจำนวนหกซิงเกิ้ล , ประกอบกับวิดิโอเพลงอีกสองเพลง อัลบั้มนี้มีเสียงวิจารณ์ไปเชิงทางบวก โดยคำชื่มชมจากการประพันธ์บทเพลงและการแสดง นอกจากนี้ยังมียอดรายได้ที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ , จนกลายเป็นอัลบั้มที่มียอดขายสูงสุดเป็นลำดับที่สองใน สหรัฐอเมริกา และยังติดชาร์จอันดับที่ห้าใน สหราชอาณาจักร , แคนาดา , ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์


เบื้องหลังอัลบั้ม[แก้]

Dave Grohl sings and plays the guitar atop a stage.
Dave Grohl เขียนและอัดเพลงในวงโดยตัวของเขาเอง.

หลังการเสียชีวิตของ เคิร์ต โคเบน นักร้องนำวงเนอร์วานา ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1994, เดฟ โกรล มือกลองแห่งเนอร์วานา ระบุอาจมาจากภาวะความซึมเศร้า[1], ซึ่งทำให้โกรลไม่มีกระจิตใจในการเล่นดนตรีต่อ [2] ซึ่งเขายังลังเลว่าจะทำอะไรต่อไป ซึ่งเขามีความคิดที่จะล้มเลิกการเล่นดนตรีแล้วด้วยซ้ำ ,อย่างไรก็ตามมีคำเชิญชวนจากวงต่างๆเช่น Danzig และ Tom Petty and The Heartbreakers ในการเข้ามาเป็นมือกลอง, "มันเป็นการเตือนตัวผมว่าผมยังอยู่ในเนอร์วานาเสมอ; ทุกครั้งที่ผมนั่งลงบนกลองชุด ผมจะคิดอยู่แบบนี้เสมอ"[3][4]

การแสดงสดของ เดฟ โกรล เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตของเคิร์ต โคเบน แสดงร่วมกับวง The Backbeat Band ในงานประกาศรางวัล 1994 เอ็มทีวีมูฟวี่อะวอร์ด 1994 MTV Movie Awards ในเดือนมิถุนายน , เขาถูกชักชวนโดย ไมค์ วัตต์ เพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งกับอัลบั้มของเขา Ball-Hog or Tugboat? หลังจากแสดงคอนเสริ์ตเสร็จแล้ว , เดฟ โกรล มีความคิดที่จะตั้งโครงการดนตรีของเขาขึ้นมาเอง[5] เป็นการระบายความเศร้าหม่นหมอง จากการเสียชีวิตของโคเบน โกรลเปรียบอัลบั้มนี้ว่า "ยาบำบัด" ซึ่งเขาอัดเพลงและแต่งเนื้อเพลงโดยตัวของเขาเอง[4] หลังจากนั้น เดฟ โกรล ได้จองสคูดิโอ Robert Lang Studio ไว้ประมาณหกวัน ซึ่งสตูดิโอดังกล่าวอยู่ใกล้บ้านของเขา , เมื่อเขาได้อัดเพลง "เพลงโปรดของผม ผมเขียนมามันขึ้นเมื่อ 4-5 ปีซึ่งไม่มีใครฟัง" [1] ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายโปรดิวเซอร์ บาเร็ต โจนส์ , เมื่อครั้นที่เขายังส่งเทปเดโม่ไปให้ , "Pocketwatch" ปี 1992 [6] ทำให้เดฟ โกรลมีความคิดในการเล่นดนตรีอีกครั้ง และวางจำหน่ายมันให้ภายใต้ชื่อดังกล่าว แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มบอกว่าวงมีลักษณะคล้ายคลึงกับอัลบั้ม Klark Kent ของสจ๊วต ค็อปแลนด์[2]


การบันทึก[แก้]

"อัลบั้มแรกที่พวกเราได้อัดกัน , จริงๆก็ไม่เชิงว่าอัลบั้ม แต่มันคือการทดลองและเพื่อความสนุก , ผมใช้เวลาเปล่าประโยชน์ , บางส่วนของเนื้อเพลงไม่กล่าวเอ่ยถึงความเป็นจริง ."

 —Dave Grohl กล่าวในปีค.ศ. 2011[7]

Dave Grohl และ Barret Jones อัดเพลงในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มในเดือนตุลาคม ปีค.ศ. 1994 , โดย Dave Grohl เล่นเครื่องดนตรีเองทั้งหมด (ไม่ว่าจะเป็นการร้อง กีตาร์ เบส และกลอง) รุ่งเช้าพวกเขาทั้งสองมายังสตูดิโอ Robert Lang Studios , พวกเขาเริ่มอัดเพลงจนกระทั่งบ่ายโมงและอัดไปสี่เพลง[4] ขณะที่เขาอัดเขาต้องเล่นเป็นมือกองและสลับมาเป็นกีตาร์ และไปอัดเพลง , สักพักก็ไปนั่งพักโดยการจิบกาแฟแล้วกลับไปทำเพลงต่อ

โดยการแสดงคอนเสริ์ตได้รับความช่วยเหลือจาก Greg Dull จากวง The Afghan Whigs ในการจัดหาและบริการกีตาร์ X-Static โดยการแสดงคอนเสริ์ตได้รับความช่วยเหลือจาก Greg Dull จากวง The Afghan Whigs ในการเล่นกีตาร์ให้ ซึ่งเป็นคนที่ติดตามการอัดเพลงของ Dave Grohl , ในท้ายที่สุด Dave Grohl ก็ได้ให้เป็นมือกีตาร์ (ซึ่ง Greg Dull ได้เป็นมือกีตาร์ให้ฟูไฟเดอร์สเพียงเพลงเดียว ในเพลง X-Static)[8]โดยแต่ละเพลงนั้นใช้ความยาวประมาณ 45 นาทีจึงจะเสร็จสมบูรณ์ การแต่งเพลงได้ถูกบันทึกไว้ในลำดับเดียวกันถูกกลายมาเป็นลำดับแทร็กและเป็นเพียงเพลงเดียวที่ถูกรั่วไหลก่อนจะเสร็จสมบูรณ์ "I'll Stick Around"[6] Dave Grohl รู้สึกไมปลอดภัยกับการร้องของเขา , และเพิ่มเอฟเฟ็คเสียงลงในเสียงของเขาในเพลง Floatyและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานผ่านแทร็คที่สอง [4]

ในความพยายามที่จะตั้งตัวตนของเขา , Dave Grohl วางแผนปล่อยเพลงภายใต้ชื่อ ฟู ไฟสเตอร์.[5] มันค่อนข้างจะได้ผลรับที่ค่อนข้างแย่สำหรับ 100 ตลับ LP Record ซึ่งถูกกดดันหลังจากการประชุมเสร็จสิ้น [6] Dave Grohl ต้องการที่จะสร้างแล็บเทปคาสเซ็ตที่ซีแอตเทิล ที่จะสร้าง 100 ตลับเทปคาสเซ็ต ได้ทำสำเนาต้นฉบับสำหรับการประชุม และเริ่มส่งให้ถึงมือของเพื่อนเพื่อดูความคิดเห็นและ ผมจะให้แจกเทปให้ทุกคน เด็กๆมาหาผมและพูดว่า เนอร์วานาเป็นวงโปรดของฉันเลยและผมก็ว่า ฮ่าเยี่ยมไปเลย , แต่รับเทปไปซะไอ้หนู [9] Eddie Vedder ได้ทำการเปิดเพลง 2 เพลง จากที่อัดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1995 เป็นที่แรกผ่านทางวิทยุกระจายเสียง Self-Pollution Radio[5] การบันทึกเป็นไปอย่างแพร่กระจ่าย ในเหล่าวงการเพลง , ซึ่งสร้างความน่าสนใจให้กับเรเคิดส์ ลาเบล (Record Label) ในท้ายที่สุดก็เซ็๋นสัญญากับค่าย แคปิตอลเรเคิดส์ โดยประธานบริษัทแคปิตอลเรเคิดส์ซี่งเป็นเพื่อนสนิทของ Dave Grohl ตั้งแต่เมื่อเขาอยู่กับวงเนอร์วานากับค่าย Geffen Records[3][10]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Moll, James (director) (2011). Back and Forth (documentary). RCA. 
  2. 2.0 2.1 "Everyone Has Their Dark Side", Mojo (April 2005)
  3. 3.0 3.1 Murphy, Kevin (July 2005). "Honor Roll". Classic Rock. 
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 My Brilliant Career, Q (November 2007)
  5. 5.0 5.1 5.2 From Penniless Drummer To The Bigest (sic) Rock Icon In the World, Kerrang! (November 2009)
  6. 6.0 6.1 6.2 Apter, Jeff (2006). The Dave Grohl Story. Music Sales Group. pp. 256–260. ISBN 978-0-85712-021-2. 
  7. "I have all these huge fucking riffs, I can scream for three hours... LET'S GO!", Classic Rock, May 2011
  8. Mundy, Chris (October 1995). "Invasion Of The Foo Fighters – Dave Grohl Takes Command". Rolling Stone. 
  9. Heatley, Michael. Dave Grohl: Nothing to Lose. 2006
  10. Rosen, Craig (June 24, 1995). "Time Off Re-energizes the Foo Fighters". Billboard.