ข้ามไปเนื้อหา

ฟุตบอลชายทีมชาติสหรัฐ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ฟุตบอลทีมชาติสหรัฐ)
ฟุตบอลชายทีมชาติสหรัฐ
Shirt badge/Association crest
ฉายาThe Star and Stripes[1]
The Yanks[2]
สมาคมสหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐ
สมาพันธ์ย่อยสหภาพฟุตบอลอเมริกาเหนือ
สมาพันธ์คอนคาแคฟ
(อเมริกาเหนือ)
หัวหน้าผู้ฝึกสอนเมาริซิโอ โปเชติโน
กัปตันคลินต์ เดมป์ซีย์
ติดทีมชาติสูงสุดโคบี โจนส์ (164)
ทำประตูสูงสุดแลนดอน โดโนแวน (57)
รหัสฟีฟ่าUSA
อันดับฟีฟ่า
อันดับปัจจุบัน 16 เพิ่มขึ้น 1 (20 กรกฎาคม 2026)[3]
อันดับสูงสุด4 (April 2006 [4])
อันดับต่ำสุด36 (July 2012 [5])
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
ไม่เป็นทางการ:
สหรัฐอเมริกา สหรัฐ 0–1 แคนาดา ประเทศแคนาดา
(นูอาร์ก; 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2428)
ทางการ:
ประเทศสวีเดน สวีเดน 2–3 สหรัฐ สหรัฐอเมริกา
(สต็อกโฮล์ม; 20 สิงหาคม พ.ศ. 2449)
ชนะสูงสุด
สหรัฐอเมริกา สหรัฐ 8–0 บาร์เบโดส ประเทศบาร์เบโดส
เดอะ โฮม ดีโป สเตเดียม
(คาร์สัน; 15 มิถุนายน พ.ศ. 2551)
แพ้สูงสุด
ประเทศนอร์เวย์ นอร์เวย์ 11–0 สหรัฐ สหรัฐอเมริกา
(ออสโล; 11 สิงหาคม พ.ศ. 2491)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม11 (ครั้งแรกใน 1930)
ผลงานดีที่สุดอันดับสาม 1930
คอนคาแคฟแชมเปียนชิพ
& โกลด์คัพ
เข้าร่วม15 (ครั้งแรกใน 1991)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ (1991, 2002, 2005, 2007, 2013, 2017, 2021)
คอนเฟเดอเรชันส์คัพ
เข้าร่วม4 (ครั้งแรกใน 1992)
ผลงานดีที่สุดรองชนะเลิศ 2009

ฟุตบอลชายทีมชาติสหรัฐ (อังกฤษ: United States men's national soccer team) เป็นทีมฟุตบอลตัวแทนของสหรัฐอเมริกาในการการแข่งขันระหว่างประเทศ ควบคุมโดยสหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐตั้งแต่ก่อตั้งใน ค.ศ. 1913 โดยเป็นทีมในภูมิภาคคอนคาแคฟและเป็นสมาชิกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ตั้งแต่ ค.ศ. 1914 รวมทั้งเป็นหนึ่งในสมาชิกรุ่นบุกเบิกของสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน หรือ คอนคาแคฟ (CONCACAF) ใน ค.ศ. 1961 และเป็นเป็นสมาชิกของสหภาพฟุตบอลอเมริกาเหนือในระดับภูมิภาค และเคยเป็นสมาชิกของ NAFC ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลกีฬาฟุตบอลในทวีปอเมริกาเหนือ และเป็นหน่วยงานก่อนหน้าที่คอนคาแคฟจะก่อตั้งขึ้น นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังเคยเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ฟุตบอลแพนอเมริกัน (PFC) ซึ่งเป็นสมาพันธ์รวมของทวีปอเมริกาในอดีตอีกด้วย

ทีมชาติสหรัฐฯ เคยเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายรวม 12 ครั้ง และเป็น 1 ใน 4 ทีมในโซนคอนคาแคฟที่ผ่านเข้ารอบแพ้คัดออก มีผลงานดีที่สุดคืออันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 1930 และเข้ารอบ 8 ทีมในฟุตบอลโลก 2002 และเข้ารอบ 16 ทีมได้อีก 4 ครั้ง ผลงานอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 1930 ที่ประเทศอุรุกวัย นับเป็นผลงานที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีมจากโซนคอนคาแคฟ และพวกเขายังเป็นทีมเดียวนอกทวีปยุโรปหรืออเมริกาใต้ที่จบ 3 อันดับแรกในฟุตบอลโลก สหรัฐฯ กลับเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก 1934 และ ฟุตบอลโลก 1950 เอาชนะอังกฤษได้ในครั้งหลัง แต่หลังจากนั้นพวกเขาห่างหายจากฟุตบอลโลกยาวนานก่อนจะกลับมาอีกครั้งในฟุตบอลโลก 1990 และเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 1994 ก่อนจะแพ้บราซิลในรอบ 16 ทีม สหรัฐฯ ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกได้อีก 5 ครั้งหลังจากนั้น ถือเป็น 1 ใน 7 ชาติที่ทำสถิติดังกล่าวได้ สหรัฐฯ ได้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่สองในฟุตบอลโลก 2026 ร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโก

สหรัฐฯ เคยลงแข่งขันฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ 4 ครั้ง ได้รับตำแหน่งรองชนะเลิศในปี 2009 และเอาชนะทีมอันดับ 1 ของยุโรปอย่างสเปนในรอบรองชนะเลิศ 2–0 ก่อนจะแพ้บราซิลในรอบชิงชนะเลิศ และเคยจบอันดับ 3 ในรายการนี้ 2 ครั้ง สหรัฐฯ ร่วมการแข่งขันชิงแชมป์ระดับทวีปที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคคอนคาแคฟรวม 20 ครั้ง และเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากเป็นอันดับสองในสมาพันธ์รองจากเม็กซิโก โดยคว้าแชมป์ระดับคอนคาแคฟ 10 ครั้ง (แบ่งเป็นคอนคาแคฟโกลด์คัพ 7 สมัย และ คอนคาแคฟเนชันส์ลีก 3 สมัย) สหรัฐฯ ยังเคยร่วมแข่งขันโกปาอาเมริกา 5 ครั้ง และจบอันดับ 4 สองครั้ง (ค.ศ. 1995 และ โกปาอาเมริกาเซนเตนาริโอ 2016) ในระดับภูมิภาค ทีมได้ตำแหน่งรองชนะเลิศในการแข่งขัน NAFC Championship ในปี 1949 และยังได้ตำแหน่งรองชนะเลิศในการแข่งขัน North American Nations Cup ในฐานะเจ้าภาพในปี 1991 อีกด้วย

ประวัติ

[แก้]

ยุคแรก

[แก้]
ทีมชาติสหรัฐอเมริกาชุดที่ลงแข่งขันทางการครั้งแรกพบสวีเดนที่สต็อกโฮล์มในปี 1916

ทีมฟุตบอลสหรัฐอเมริกาชุดแรกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1885 โดยลงแข่งขันกับแคนาดาในเกมระดับนานาชาติครั้งแรกที่จัดขึ้นนอกสหราชอาณาจักร[6] แคนาดาเอาชนะสหรัฐอเมริกา 1–0 ที่สนามคลาร์กฟิลด์ ในย่านอีสต์นิวอาร์ก เมืองเคียร์นี รัฐนิวเจอร์ซีย์[7][8] การแข่งขันนัดที่สองที่อีสต์นิวอาร์กในปีถัดมาสหรัฐอเมริกาเอาชนะแคนาดา 1–0 แม้ว่าการแข่งขันทั้งสองนัดจะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการก็ตาม[9] สหรัฐอเมริกาได้รับทั้งเหรียญเงินและเหรียญทองแดงในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 1904 ที่เซนต์หลุยส์ แม้ว่าการแข่งขันดังกล่าวจะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ทว่าในช่วงเวลานั้น ฟีฟ่ายังปฏิเสธการรับรองการแข่งขันที่จัดขึ้นก่อนปี 1908[10]

สหรัฐอเมริกาลงแข่งทางการครั้งแรกในนามสหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1916 ที่สต็อกโฮล์ม และเอาชนะสวีเดน 3–2 ณ สนามกีฬาโอลิมปิก[11] ต่อมา พวกเขาส่งทีมไปแข่งขันฟุตบอลโลก 1930 ที่อุรุกวัยซึ่งจัดการแข่งขันขึ้นเป็นครั้งแรก สหรัฐฯเริ่มต้นการแข่งขันด้วยการชนะเบลเยียม 3–0 ตามด้วยการชนะปารากวัยด้วยสกอร์เดียวกัน ซึ่งฟีฟ่าให้การรับรองการทำประตูของเบิร์ต เพตนอเดอ ใน ค.ศ. 2006 ในฐานะผู้ทำแฮตทริกเป็นคนแรกในฟุตบอลโลก ทำได้ในนัดที่พบปารากวัย[12] สหรัฐฯ แพ้อาร์เจนตินาขาดลอย 6–1 ในรอบรองชนะเลิศและตกรอบทันทีเนื่องจากในช่วงเวลานั้นยังไม่มีการชิงอันดับสาม อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่าได้นำระบบวัดผลงานจากสถิติโดยรวมในปี 1986 มาใช้ ทำให้สหรัฐอเมริกาได้อันดับสามเหนือยูโกสลาเวียซึ่งเป็นคู่แข่งในรอบรองชนะเลิศเช่นกัน[13] ผลงานครั้งนั้นถือเป็นผลงานดีที่สุดของสหรัฐฯ และผลงานดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีมนอกทวีปยุโรปและอเมริกาใต้

สหรัฐฯ ลงแข่งขันฟุตบอลโลก 1934 อีกครั้ง เอาชนะเม็กซิโก 4–2 ที่อิตาลี ไม่กี่วันก่อนการแข่งขันรอบสุดท้ายจะเริ่มต้น[14] ต่อมาในรอบแพ้คัดออก สหรัฐอเมริกาแพ้อิตาลีซึ่งเป็นเจ้าภาพไปอย่างขาดลอย 7–1 และตกรอบ ต่อมาในฟุตบอลโอลิมปิกฤดูร้อน 1936 ที่เบอร์ลิน พวกเขาแพ้อิตาลีในรอบแรก 1–0 ซึ่งทั้งสองรายการนี้อิตาลีผ่านเข้าไปคว้าแชมป์[15] สหรัฐห่างจากการลงแข่งฟุตบอลโลกจนถึงฟุตบอลโลก 1950 ที่ประเทศบราซิล เนื่องจากทีมถอนตัวจากการแข่งขันในปี 1938 และการแข่งขันถูกยกเลิกหลายปีเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ แพ้นัดแรกต่อสเปน 3–1 แต่กลับมาชนะอังกฤษ 1–0 ที่เบลูโอรีซองชีจากประตูของโจ แกตเจนส์ โดยการแข่งขันนัดนี้ถูกยกย่องเป็น "The Miracle on Grass" และเป็นหนึ่งในนัดการแข่งขันที่เหนือความคาดหมายที่สุดในฟุตบอลโลก[16] ก่อนที่พวกเขาจะยุติเส้นทางด้วยการแพ้ชิลี 5–2 ในนัดสุดท้าย

ทศวรรษ 1960–1980

[แก้]

ทีมชาติสหรัฐใช้เวลาช่วงกลางถึงปลายศตวรรษที่ 20 ในสภาพที่แทบไม่มีบทบาทใด ๆ ทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ ได้สิทธิ์เข้าร่วมฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียวจนกระทั่งปี 1982[17][18] และลงเล่นเพียง 2 นัดระหว่าง ค.ศ. 1981 ถึง 1983 ในช่วงเวลานี้ สหรัฐฯ ตั้งเป้าจะใช้รายการโอลิมปิกฤดูร้อน 1984 ที่ลอสแอนเจลิส และ ฟุตบอลโลก 1986 ที่เม็กซิโกในการสร้างทีมขึ้นใหม่และขยายฐานแฟนบอล คณะกรรมการโอลิมปิกสากลประกาศว่าทีมจากนอกทวีปยุโรปและอเมริกาใต้สามารถส่งทีมชุดใหญ่เข้าร่วมการแข่งขันได้ สหรัฐอเมริกาจบการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มด้วยสถิติ 1–1–1 แต่ไม่ผ่านเข้ารอบสอง เนื่องจากแพ้ให้กับอียิปต์จากการตัดสินด้วยจำนวนประตูที่ทำได้ แม้ทั้งสองทีมจะมีคะแนนเท่ากัน[19]

เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับโครงการพัฒนาทีมชาติและกระตุ้นความสนใจในลีกฟุตบอลอเมริกาเหนือ (NASL) สหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐฯ จึงส่งทีมชาติเข้าร่วมการแข่งขัน NASL ในฤดูกาล 1983 ในชื่อ "ทีมอเมริกา" อย่างไรก็ตาม การรวมทีมเต็มไปด้วยข้อพิพาท เนื่องจากนักกีฬาหลายคนไม่เต็มใจจะลงแข่งให้ทีมชาติแทนการลงเล่นให้สโมสร สิ่งนี้ทำให้ทีมขาดความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอในการฝึกซ้อม สหรัฐฯ จบฤดูกาลด้วยอันดับสุดท้ายของลีก ส่งผลให้สมาพันธ์ฟุตบอลสหรัฐฯ ยกเลิกโครงการทดลอง และถอนทีมชาติออกจาก NASL หลังจากเล่นไปเพียงฤดูกาลเดียว และเมื่อสิ้นปี 1984 NASL ก็ยุบตัวลง ทำให้สหรัฐฯ ไม่มีลีกฟุตบอลกลางแจ้งในระดับอาชีพเหลืออยู่เลย[20]

ฟุตบอลโลก 1986 จัดขึ้นที่เม็กซิโก หลังจากโคลอมเบียถอนตัวเนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจ และสหรัฐอเมริกาพลาดโอกาสในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในครั้งต่อมา ในการแข่งขันนัดสุดท้ายของรอบคัดเลือกโซนคอนคาแคฟ สำหรับฟุตบอลโลก 1986 สหรัฐฯ ต้องการเพียงแค่ผลเสมอคอสตาริกาเพื่อผ่านเข้ารอบสุดท้ายไปพบกับฮอนดูรัสและแคนาดา สหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐ กำหนดให้การแข่งขันจัดขึ้นที่เมืองทอร์แรนซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชาวคอสตาริกาอาศัยอยู่จำนวนมาก และทำการตลาดการแข่งขันเกือบทั้งหมดไปยังชุมชนชาวคอสตาริกา[21] ผลการแข่งขันปรากฏว่าคอสตาริกาเอาชนะได้ 1–0 ยุติความหวังในการไปฟุตบอลโลกของสหรัฐฯ[22]

1990: เจ้าภาพฟุตบอลโลก

[แก้]

สหรัฐอเมริกาได้รับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 1994 ท่ามกลางข้อกังวลและเสียงวิจารณ์จากความอ่อนแอของทีมชาติชุดปัจจุบัน และการขาดลีกอาชีพในกีฬาฟุตบอลกลางแจ้ง ทว่าฟีฟ่าใช้เกณฑ์จากความสำเร็จในโอลิมปิกฤดูร้อน 1984 ในการให้คะแนน สหรัฐผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลก 1990 จากการเอาชนะตรินิแดดและโตเบโกในนัดสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์คอนคาแคฟ 1989 เม็กซิโกถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันครั้งนี้เนื่องจากการละเมิดกฏการใช้งานผู้เล่นเยาวชนที่ขาดคุณสมบัติ เปิดโอกาสให้สหรัฐอเมริกาได้ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี[23] ทีมชุดนั้นมีผู้ฝึกสอนคือ บ็อบ แกนสเลอร์ ซึ่งเป็นผู้ฝึกสอนจากทีมมิลวอกีแพนเธอร์ และผู้ฝึกสอนทีมรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี เพื่อเตรียมทีมสำหรับฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลี โดยทีมปราศจากสองผู้เล่นสำคัญอย่าง ริก เดวิส และ ฮูโก เปเรซ จากอาการบาดเจ็บ และแทนที่จะเลือกผู้เล่นที่มีประสบการณ์จากลีกฟุตบอลในร่มของประเทศ แกนส์เลอร์และผู้ช่วยฝู้ฝึกสอนอย่างสเตเจมส์ มาร์ค เลือกผู้เล่นอายุน้อยหลายรายจากลีกฟุตบอลกลางแจ้ง รวมถึงผู้รักษาประตูอย่างโทนี มีโอลา สหรัฐฯ ลงแข่งขันในฐานะทีมที่ถูกมองว่าเป็นรอง และไม่ถูดคาดหวังว่าจะทำผลงานได้ดี พวกเขาแพ้ทั้งสามนัดในรอบแบ่งกลุ่มที่พบกับเชโกสโลวาเกีย อิตาลี และ ออสเตรีย ในรายการนี้ผู้เล่นอย่างจิมมี แบงค์ และ เดสมอนด์ อาร์มสตรอง เป็นนักฟุตบอลเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่ลงเล่นให้ทีมสหรัฐในฟุตบอลโลก[24]

ระหว่างการแข่งขันยูเอสคัพ 1993 ซึ่งเป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง สหรัฐอเมริกาเอาชนะอังกฤษได้ 2–0[25] หลังจากผ่านเข้ารอบโดยอัตโนมัติในฐานะเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 1994 ภายใต้การนำของโบรา มิลูติโนวิช สหรัฐอเมริกาเปิดหัวด้วยการเสมอสวิตเซอร์แลนด์ 1–1 ที่สนามปอนติแอค ซิลเวอร์โดม ชานเมืองดีทรอยต์ ซึ่งเป็นเกมฟุตบอลโลกเกมแรกที่ไม่ได้แข่งขันกลางแจ้ง ในเกมที่สอง สหรัฐอเมริกาเผชิญหน้ากับโคลอมเบียซึ่งขณะนั้นอยู่อันดับที่สี่ของโลก ที่สนามโรสโบว์ลใกล้ลอสแอนเจลิส และชนะ 2–1 จากการทำเข้าประตูตัวเองของอันเดรส เอสโกบาร์ หลังจากนั้นในวันที่ 2 กรกฎาคม ปีเดียวกัน เอสโกบาร์ก็ถูกยิงเสียชีวิตโดยสาเหตุมาจากความแค้นของแฟนบอลที่ทีมต้องแพ้ในครั้งนั้น[26] แม้จะพ่ายโรมาเนีย 1–0 ในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม แต่สหรัฐอเมริกาก็ผ่านเข้ารอบได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1930 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย สหรัฐอเมริกาแพ้บราซิลซึ่งเป็นแชมป์ในครั้งนั้น 1–0 ต่อมามิลูติโนวิชถูกไล่ออกเนื่องจากมีรายงานว่าเขาไม่สนใจงานด้านบริหารนอกเหนือจากงานโค้ช[27]

สหรัฐฯ ได้รับเชิญให้ลงแข่งขันโกปาอาเมริกา 1995 และทำผลงานยอดเยี่ยมโดยเอาชนะทั้งชิลีและอาร์เจนตินาอย่างเหนือความคาดหมาย[28] และเอาชนะเม็กซิโกจากการดวลจุดโทษรอบ 8 ทีม และแพ้บราซิล 1–0 ในรอบรองชนะเลิศ พวกเขาจบอันดับ 4 จากการแพ้โคลอมเบียในนัดชิงอันดับ 3[29] สหรัฐฯ มีผลงานย่ำแย่ในฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส โดยแพ้รวดทั้งสามนัดที่พบเยอรมนี (2–0), อิหร่าน (2–1) และ ยูโกสลาเวีย (1–0) จบอันดับสุดท้ายในการแข่งขันจากจำนวน 32 ทีม การแข่งขันครั้งนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างผู้เล่นและหัวหน้าผู้ฝึกสอน สตีฟ แซมป์สัน ซึ่งลาออกไม่นานหลังจบการแข่งขัน[30]

2000:

[แก้]
คลาวดิโอ เรย์นา ในการฝึกซ้อมของสหรัฐฯ

สหรัฐอเมริกาภายใต้ผู้ฝึกสอนอย่าง บรูซ อารีนา อดีตผู้ฝึกสอนของ ดี.ซี. ยูไนเต็ด สหรัฐฯ ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมฟุตบอลโลก 2002 นับเป็นผลงานดีที่สุดตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1930 พวกเขาทำได้ 4 คะแนนในรอบแบ่งกลุ่ม เริ่มจากการชนะโปรตุเกส 3–2, เสมอเจ้าภาพร่วมคือเกาหลีใต้ 1–1 แม้จะแพ้โปแลนด์ในนัดสุดท้าย 3–1 ทีมยังเข้ารอบ เนื่องจากเกาหลีใต้เอาชนะโปรตุเกสได้ในนัดสุดท้าย พวกเขาพบกับคู่แข่งอย่างเม็กซิโกเป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลก และชนะ 2–0 ด้วยประตูของไบรอัน แม็คไบรด์ และ แลนดอน โดโนแวน หนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ พวกเขาตกรอบโดยแพ้เยอรมนี 1–0 ในรอบ 8 ทีมจากกรณีปัญหาเมื่อผู้ตัดสินปฏิเสธการให้จุดโทษแก่สหรัฐฯ จากแฮนด์บอลของทอร์สเทิน ฟริงส์[31] โดโนแวนได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน[32]

สหรัฐลงแข่งฟุตบอลโลก 2006 ด้วยตำแหน่งอันดับ 1 จากรอบคัดเลือกโซนคอนคาแคฟ อยู่ร่วมกลุ่มอีกับอิตาลี, กานา และ เช็กเกีย สหรัฐแพ้นัดแรกต่อเช็กเกีย 3–0, เสมอทีมแชมป์อย่างอิตาลี 1–1 และตกรอบด้วยการแพ้กานา 2–1 สหรัฐทำได้เพียง 1 ประตูโดยคลินต์ เดมป์ซีย์ (ประตูในนัดที่พบอิตาลีคือการทำเข้าประตูตัวเองของคริสเตียน ซักการ์โด)[33] อารีนาไม่ได้รับการขยายสัญญาเมื่อจบการแข่งขัน ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนอย่างบ็อบ แบรดลีย์ ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนของสโมสรฟุตบอลชิคาโก ไฟร์ และ นิวยอร์กเร็ดบุลส์ รับตำแหน่งผู้ฝึกสอนชั่วคราวในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2006 และได้รับแต่งตั้งถาวรในเดือนพฤษภาคมปีต่อมา[34][35] ภายหลังชนะเลิศการแข่งขันคอนคาแคฟโกลด์คัพ 2007 ด้วยการชนะเม็กซิโก ส่งผลให้สหรัฐฯ ได้สิทธิ์แข่งขันฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ 2009 พวกเขาทำผลงานได้น่าประทับใจที่สุดครั้งหนึ่งจากการเอาชนะทีมอันดับ 1 ของโลกอย่างสเปนซึ่งครองสถิติไม่แพ้ติดต่อกัน 35 นัดในช่วงเวลานั้น[36] ชัยชนะดังกล่าวส่งผลให้สหรัฐอเมริกา ผ่านเข้าชิงชนะเลิศในการแข่งขันทางการของฟีฟ่าครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พวกเขาพลาดแชมป์อย่างน่าเสียดายแม้จะนำบราซิล 2–0 ในครึ่งแรก แต่เกมจบลงด้วยความพ่ายแพ้ 3–2[37] สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพการแข่งขันคอนคาแคฟโกลด์คัพ 2009 พวกเขาแพ้เม็กซิโกในนัดตัดสินแชมป์ 5–0 ความพ่ายแพ้นัดนี้เป็นการยุติสถิติไร้พ่ายในบ้านต่อทีมในคอนคาแคฟจำนวน 58 นัด และเป็นความพ่ายแพ้ในบ้านต่อเม็กซิโกเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1999 และแพ้ในบ้านในรายการนี้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1998[38]

โจซี อัลติดอร์ กลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ทำแฮตทริกให้สหรัฐฯ โดยทำได้ในฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2009 สหรัฐอเมริกาคว้าสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ด้วยชัยชนะเหนือฮอนดูรัส 3–2 สี่วันต่อมา สหรัฐจบอันดับหนึ่งในรอบคัดเลือกสุดท้ายด้วยผลเสมอกับคอสตาริกา 2–2[39]

2010:

[แก้]
แลนดอน โดโนแวนในฟุตบอลโลก 2010

สหรัฐฯ อยู่ร่วมกลุ่มซีในฟุตบอลโลก 2010 สหรัฐเสมอสองนัดแรกกับอังกฤษและสโลวีเนีย และเอาชนะแอลจีเรียในนัดสุดท้าย 1–0 จากประตูในช่วงทดเวลาของโดโนแวน จบอันดับ 1 ของกลุ่มเป็นครั้งแรกตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1930 สหรัฐแพ้กานาในรอบ 16 ทีม 2–1[40] พวกเขาแพ้เม็กซิโก 4–2 ในคอนคาแคฟโกลด์คัพ 2011 แบรดลีย์ได้ลงจากตำแหน่ง สหรัฐฯ แต่งตั้งอดีตผู้ฝึกสอนทีมชาติเยอรมนี เยือร์เกิน คลีนส์มัน รับตำแหน่งแทน[41] สหรัฐฯ บุกไปชนะอิตาลี 1–0 ที่เจนัว นับเป็นชัยชนะเหนืออิตาลีเป็นครั้งแรก[42] ก่อนจะคว้าแชมป์คอนคาแคฟโกลด์คัพสมัยที่ 5 ใน ค.ศ. 2013 โดยชนะปานามาในนัดชิงชนะเลิศ 1–0[43] สหรัฐฯ ชนะติดต่อกันเป็นนัดที่ 12 จากการบุกไปชนะบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 4–3 ที่ซาราเยโว เป็นชัยชนะติดต่อกันในการแข่งขันทางการที่มากที่สุดในโลกในช่วงเวลานั้น[44][45] สถิติดังกล่าวยุติลงในวันที่ 6 กันยายน เมื่อพวกเขาแพ้คอสตาริกา 3–1 ใน ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือกที่ซานโฮเซ (ประเทศคอสตาริกา)[46] พวกเขาผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกในที่สุด[47] สหรัฐอยู่ร่วมกลุ่มจีกลุ่มเยอรมนี, กานา และโปรตุเกส พวกเขาเอาชนะกานา 2–1 ตามด้วยเสมอโปรตุเกส 2–2 แม้จะแพ้เยอรมนีในนัดสุดท้ายแต่ยังเข้ารอบเป็นอันดับ 2 จากจำนวนประตูที่ได้ กัปตันทีมอย่างคลินต์ เดมป์ซีย์ ทำผลงานโดดเด่นในรอบนี้จากการทำ 2 ประตู[48] เป็นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาผ่านเข้ารอบแพ้คัดเลือกในฟุตบอลโลก 2 สมัยติดต่อกันได้เป็นครั้งแรก พวกเขายุติเส้นทางในรอบต่อมาโดยแพ้เบลเยียม 2–1 ในช่วงต่อเวลา แม้ทิม ฮาวเวิร์ด จะสร้างสถิติเซฟถึง 15 ครั้งในนัดนี้[49]

คลินต์ เดมป์ซีย์ กับทีมชาติสหรัฐในปี 2011

สหรัฐฯ แพ้จาเมกาในคอนคาแคฟโกลด์คัพ 2015 รอบรองชนะเลิศ และแพ้ปานามาในนัดชิงอันดับ 3 เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2003 ที่ทีมไม่สามารถผ่านเข้าชิงชนะเลิศ[50] ในการแข่งขันเพลย์ออฟคอนคาแคฟ คัพ 2015 เพื่อตัดสินหาทีมร่วมการแข่งขันฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ 2017 สหรัฐอเมริกาแพ้เม็กซิโก 3–2 ที่สนามโรสโบว์ลผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์สไตล์การฝึกสอนของคลินส์มันน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดเอกลักษณ์ของทีม[51] สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพโกปาอาเมริกาเซนเตนาริโอ ค.ศ. 2016 การแข่งขันครั้งนี้เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของคอนเมบอลและโกปาอาเมริกา และเป็นครั้งแรกที่โกปาอาเมริกาเป็นเจ้าภาพจัดนอกทวีปอเมริกาใต้[52] ในการแข่งขันกลุ่มเอ สหรัฐฯ เข้ารอบเป็นอันดับ 1 จากผลงานชนะ 2 และ แพ้ 1 จบอันดับ 1 เหนือโคลอมเบียแม้จะแพ้โคลอมเบียในนัดแรก 2–0 ตามด้วยการชนะเอกวาดอร์ในรอบก่อนรองชนะเลิศ 2–1[53] สหรัฐแพ้อาร์เจนตินา 4–0 ในรอบรองชนะเลิศ และแพ้โคลอมเบียอีกครั้งในนัดชิงอันดับ 3 ทำให้จบอันดับ 4 ในรายการนี้และเป็นสถิติที่สุดเท่ากับปี 1995[54]

หลังจากแพ้สองนัดติดให้กับเม็กซิโกและคอสตาริกาในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนอเมริกาเหนือ – รอบที่ 5 คลีนส์มันได้พ้นจากตำแหน่ง และบรูซ อารีนา กลับมารับตำแหน่งอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2017 และพาทีมเอาชนะฮอนดูรัส 6–0 สหรัฐอเมริกาได้ผลเสมอ 1–1 กับเม็กซิโกในการแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่สนามเอสตาดิโอ อัซเตกา เป็นครั้งที่สามในประวัติศาสตร์ของทีมชาติ พวกเขาคว้าแชมป์คอนคาแคฟโกลด์คัพสมัยที่ 6 ในเดือนกรกฎาคม 2017 ด้วยการชนะจาไมกาในรอบชิงชนะเลิศ แต่พวกเขาหมดสิทธิ์ลงแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 จากความพ่ายแพ้ต่อตรินิแดดและโตเบโกในวันที่ 10 ตุลาคม 2017 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1986 ที่พวกเขาพลาดการแข่งขัน[55] ความพ่ายแพ้นัดนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นผลการแข่งขันที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ทีม[56]

โจซี อัลติดอร์ ในปี 2019

เดฟ ซาราชาน ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ฝึกสอนชั่วคราวภายหลังการลาออกของอารีนาในวันที่ 13 ตุลาคม 2017[57] การสรรหาผู้ฝึกสอนคนใหม่ล่าช้าออกไปสืบเนื่องจากการเลือกตั้งประธานสหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 เอร์นี สจ๊วต ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมทั่วไปในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2018[58] ตามด้วยการแต่งตั้งเกร็กก์ เบอร์ฮัลเทอร์ เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนในวันที่ 2 ธันวาคม 2018 สหรัฐฯ แพ้เม็กซิโก 1–0 ในนัดชิงชนะเลิศคอนคาแคฟโกลด์คัพ 2019[59]

2020: Golden Generation และ เจ้าภาพฟุตบอลโลก

[แก้]
คริสเตียน พะลิซิก ในฟุตบอลโลก 2022

ทศวรรษ 2020 ถือเป็นยุคที่สหรัฐอเมริกากลับมายกระดับทีมได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้เล่นอายุน้อยหน้าใหม่หลายรายถูกส่งไปเล่นอาชีพในลีกยุโรป[60][61][62] หลายรายเป็นกำลังหลักของทีมต่อเนื่องมาตั้งแต่ทศวรรษ 2010 เช่น คริสเตียน พะลิซิก, เวสตัน แมคเคนนี, ไทเลอร์ แอดัมส์, ทิโมธี เวอาห์, แซร์จินโย แด็สต์ และ โจวันนี เรย์นา เป็นกำลังหลักพาทีมชนะเลิศคอนคาแคฟเนชันส์ลีก 2021 จากการชนะเม็กซิโก 3–2 ในนัดชิงชนะเลิศ รวมทั้งการคว้าแชมป์คอนคาแคฟโกลด์คัพ 2021 ด้วยการชนะเม็กซิโกอีกครั้ง ทำสถิติชนะ 17 นัด, เสมอ 3 และแพ้เพียง 2 นัดในหนึ่งปีปฏิทิน[63]

สหรัฐอเมริกาจบอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนคอนคาแคฟ – รอบที่ 3 ได้สิทธิ์ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก 2022 พะลิซิกทำผลงานโดดเด่นจำนวน 5 ประตูในรอบนี้ และในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 กลุ่มบี สหรัฐฯ เข้ารอบตามอังกฤษเป็นอันดับ 2 ด้วยผลงานชนะ 1 และ เสมอ 2 นัด และยุติเส้นทางจากการแพ้เนเธอร์แลนด์ 3–1 ในรอบ 16 ทีม ในรายการนี้ผู้เล่นอย่างเคลลีน อาร์คอสตา กลายเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ลงเล่นในฟุตบอลโลกให้ทีมชาติสหรัฐฯ[64] หลังจากการสิ้นสุดสัญญาการคุมทีมของเบอร์ฮัลเทอร์ ทีมต้องสรรหาหัวหน้าผู้ฝึกสอนใหม่อีกครั้ง ในระหว่างนั้นพวกเขาชนะเลิศคอนคาแคฟเนชันลีกส์ 2022–23 คว้าแชมป์สมัยที่ 2 โดยมีพะลิซิกคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมอีกเช่นเคย พวกเขาไม่เสียประตูในการแข่งขันรอบสุดท้ายแม้แต่ประตูเดียว[65] บี. เจ. คาลลาฮาน ซึ่งเป็นผู้ฝึกสอนชั่วคราวในขณะนั้น ได้รับโอกาสคุมทีมต่อจนถึงคอนคาแคฟโกลด์คัพ 2023 โดยสหรัฐฯ ใช้ผู้เล่นคนละชุดกับผู้เล่นตัวหลักในชุดที่ผ่านมา และตกรอบรองชนะเลิศจากการแพ้จุดโทษปานามา[66]

สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2026 ร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโก ส่งผลให้พวกเขาได้สิทธิ์ลงแข่งขันโดยอัตโนมัติ สหรัฐชนะเลิศคอนคาแคฟเนชันลีกส์ 2023–24 ด้วยการชนะเม็กซิโก 2–0[67] และได้ลงแข่งขันโกปาอาเมริกา 2024 ในฐานะเจ้าภาพเช่นกัน แต่ตกรอบแบ่งกลุ่มจากการชนะ 1 และแพ้ 2 นัด เมาริซิโอ โปเชติโน ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ฝึกสอนในวันที่ 10 กันยายน 2024[68] สหรัฐฯ ตกรอบโดยแพ้ปานามาในช่วงต่อเวลา 1–0 ในคอนคาแคฟเนชันลีกส์ 2024–25 เป็นการตกรอบรายการนี้เป็นครั้งแรก ต่อมา สหรัฐฯ ลงแข่งขันคอนคาแคฟโกลด์คัพ 2025 และชนะ 3 นัดรวดในรอบแบ่งกลุ่มที่พบกับตรินิแดดและโตเบโก, ซาอุดีอาระเบีย และ เฮติ ในรอบต่อมาพวกเขาเสมอปานามา 2–2 และชนะการดวลจุดโทษ 4–3 ตามด้วยการผ่านกัวเตมาลาในรอบรองชนะเลิศ 2–1 แต่ทำได้เพียงรองแชมป์จากการแพ้เม็กซิโก 2–1 ในช่วงเวลาที่เหลือในปี 2025 สหรัฐฯ ทำผลงานในการแข่งขันกระชับมิตรในอีก 6 นัดต่อมาได้ดีแม้จะแพ้เกาหลีใต้ 2–0 แต่พวกเขาชนะญี่ปุ่น 2–0 ที่โคลัมบัส (รัฐโอไฮโอ), เสมอเอกวาดอร์ และชนะอีก 3 นัดรวดที่พบกับออสเตรเลีย, ปารากวัย และ ปิดท้ายด้วยการชนะอุรุกวัย 5–1 ที่แทมปา สหรัฐฯ เริ่มต้นปี 2026 ด้วยการแพ้ทีมชั้นนำจากยุโรปในนัดกระชับมิตรทั้งสองนัดที่พบเบลเยียมและโปรตุเกสที่แอตแลนตา

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 กลุ่มดี สหรัฐประเดิมสนามนัดแรกที่อิงเกิลวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย เอาชนะปารากวัย 4–1 ซึ่งเป็นชัยชนะที่มากที่สุดของพวกเขาในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายโดยได้สองประตูจาก โฟลาริน บาโลกัน ซึ่งเป็นผู้เล่นสหรัฐคนแรกในรอบกว่า 96 ปีที่ทำได้มากกว่า 1 ประตูในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1 นัดนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1930 และคริสเตียน พะลิซิกทำสถิติแอสซิสต์ให้แก่ทีมชาติสหรัฐมากที่สุด 3 ครั้ง[69] ในนัดต่อมา สหรัฐเอาชนะออสเตรเลีย 2–0 ที่ซีแอตเทิล ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1930 ที่สหรัฐคว้าชัยชนะในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลกได้มากกว่าหนึ่งนัด[70] ส่งผลให้พวกเขาการันตีการเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มหลังจากผ่านไปเพียงสองนัด และกลายเป็นทีมที่สองในการแข่งขันที่ผ่านรอบแบ่งกลุ่ม สหรัฐแพ้ตุรกีซึ่งตกรอบไปแล้วในการแข่งขันขัดสุดท้ายที่อิงเกิลวูด 3–2 โดยพักผู้เล่นตัวหลักยกทีมในนัดนี้ และเสียประตูให้ตุรกีในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ต่อมา สหรัฐเอาชนะบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 2–0 ในรอบ 32 ทีมสุดท้ายที่แซนตาแคลรา และเหลือผู้เล่น 10 คนจากใบแดงของบาโลกันในครึ่งเวลาหลัง และสหรัฐสร้างสถิติใหม่ในการคว้าชัยชนะมากที่สุดในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจำนวน 3 นัด ก่อนจะยุติเส้นทางจากการแพ้เบลเยียม 4–1 ที่ซีแอตเทิล โดยก่อนหน้าการแข่งขันจะเริ่ม สหรัฐถูกวิจารณ์จากกรณีที่ประธานาธิบดี ดอนัล ทรัมป์ ร้องขอให้ประธานฟีฟ่าทบทวนบทลงโทษจากใบแดงของบาโลกัน ก่อนที่ฟีฟ่าจะมีมติระงับโทษแบนดังกล่าวและเปลี่ยนเป็นการคาดโทษแทน[71]

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน

[แก้]

รายชื่อผู้เล่น 26 คนที่ถูกเรียกตัวในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2022[72]

จำนวนนัดที่ลงเล่นให้ทีมชาติและจำนวนประตูที่ยิงได้นับถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2022 หลังแข่งขันกับ เวลส์

0#0 ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร
1 1GK แมตต์ เทอร์เนอร์ (1994-06-24) 24 มิถุนายน ค.ศ. 1994 (32 ปี) 21 0 ประเทศอังกฤษ อาร์เซนอล
12 1GK Ethan Horvath (1995-06-09) 9 มิถุนายน ค.ศ. 1995 (31 ปี) 8 0 ประเทศอังกฤษ ลูตันทาวน์
25 1GK Sean Johnson (1989-05-31) 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1989 (37 ปี) 10 0 สหรัฐอเมริกา นิวยอร์กซิตี

2 2DF แซร์จินโย แด็สต์ (2000-11-03) 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000 (25 ปี) 20 2 ประเทศอิตาลี เอซี มิลาน
3 2DF Walker Zimmerman (1993-05-19) 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1993 (33 ปี) 34 3 สหรัฐอเมริกา แนชวิลล์
5 2DF แอนโทนี รอบินสัน (1997-08-08) 8 สิงหาคม ค.ศ. 1997 (29 ปี) 30 2 ประเทศอังกฤษ ฟูลัม
13 2DF ทิม รีม (1987-10-05) 5 ตุลาคม ค.ศ. 1987 (38 ปี) 47 1 ประเทศอังกฤษ ฟูลัม
15 2DF Aaron Long (1992-10-12) 12 ตุลาคม ค.ศ. 1992 (33 ปี) 29 3 สหรัฐอเมริกา นิวยอร์กเร็ดบุลส์
18 2DF Shaq Moore (1996-11-02) 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1996 (29 ปี) 15 1 สหรัฐอเมริกา แนชวิลล์
20 2DF Cameron Carter-Vickers (1997-12-31) 31 ธันวาคม ค.ศ. 1997 (28 ปี) 11 0 ประเทศสกอตแลนด์ เซลติก
22 2DF DeAndre Yedlin (1993-07-09) 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1993 (33 ปี) 76 0 สหรัฐอเมริกา อินเตอร์ ไมแอมี
26 2DF Joe Scally (2002-12-31) 31 ธันวาคม ค.ศ. 2002 (23 ปี) 3 0 ประเทศเยอรมนี โบรุสซีอาเมินเชินกลัทบัค

4 3MF ไทเลอร์ แอดัมส์ (กัปตัน) (1999-02-14) 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1999 (27 ปี) 33 1 ประเทศอังกฤษ ลีดส์ยูไนเต็ด
6 3MF Yunus Musah (2002-11-29) 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2002 (23 ปี) 20 0 ประเทศสเปน บาเลนเซีย
8 3MF Weston McKennie (1998-08-28) 28 สิงหาคม ค.ศ. 1998 (28 ปี) 38 9 ประเทศอิตาลี ยูเวนตุส
11 3MF เบรนเดิน แอรอนสัน (2000-10-22) 22 ตุลาคม ค.ศ. 2000 (25 ปี) 25 6 ประเทศอังกฤษ ลีดส์ยูไนเต็ด
14 3MF Luca de la Torre (1998-05-23) 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1998 (28 ปี) 12 0 ประเทศสเปน เซลตาเดบิโก
17 3MF Cristian Roldan (1995-06-03) 3 มิถุนายน ค.ศ. 1995 (31 ปี) 32 0 สหรัฐอเมริกา ซีแอตเทิลซาวน์เดอส์
23 3MF Kellyn Acosta (1995-07-24) 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1995 (31 ปี) 54 2 สหรัฐอเมริกา ลอสแอนเจลิส

7 4FW โจวันนี เรย์นา (2002-11-13) 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 2002 (23 ปี) 14 4 ประเทศเยอรมนี โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์
9 4FW Jesús Ferreira (2000-12-24) 24 ธันวาคม ค.ศ. 2000 (25 ปี) 15 7 สหรัฐอเมริกา เอฟซี ดัลลัส
10 4FW คริสเตียน พะลิซิก (1998-09-18) 18 กันยายน ค.ศ. 1998 (27 ปี) 53 21 ประเทศอิตาลี เอซี มิลาน
16 4FW Jordan Morris (1994-10-26) 26 ตุลาคม ค.ศ. 1994 (31 ปี) 50 11 สหรัฐอเมริกา ซีแอตเทิลซาวน์เดอส์
19 4FW Haji Wright (1998-03-27) 27 มีนาคม ค.ศ. 1998 (28 ปี) 4 1 ประเทศตุรกี อันตาลยาสปอร์
21 4FW Timothy Weah (2000-02-22) 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2000 (26 ปี) 26 4 ประเทศฝรั่งเศส ลีล
24 4FW Josh Sargent (2000-02-20) 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2000 (26 ปี) 21 5 ประเทศอังกฤษ นอริชซิตี

อดีตผู้เล่นคนสำคัญ

[แก้]

เกียรติประวัติ

[แก้]
โอลิมปิก
  • เหรียญเงิน (1): 1904
  • เหรียญทองแดง (1): 1904
ฟุตบอลโลก
  • อันดับที่ 3: 1930
คอนเฟเดอเรชันส์คัพ
  • รองชนะเลิศ : 2009
โกลด์คัพ
  • ชนะเลิศ (7): 1991, 2002, 2005, 2007, 2013, 2017, 2021
  • รองชนะเลิศ (6): 1989, 1993, 1998, 2009, 2011, 2019
  • อันดับสาม (2): 1996, 2003
โกปาอาเมริกา
  • อันดับ 4 (2): 1995, 2016[73]

สถิติ

[แก้]

อันดับดาวยิง

[แก้]
  1. แลนดอน โดโนแวน - 57 ประตู
  2. คลินต์ เดมป์ซีย์ - 48 ประตู
  3. เอริก วินัลดา - 34 ประตู
  4. โจซี อัลติดอร์ - 31 ประตู
  5. ไบรอัน แม็คไบรด์ - 30 ประตู
  6. โจ-แม็กซ์ มัวร์ - 24 ประตู
  7. บรูซ เมอร์เรย์ - 21 ประตู

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Wilson, Paul (มิถุนายน 26, 2010). "USA 1–2 Ghana". The Guardian. London.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. The Yanks Are Coming USA-HON Commercial. U.S. Soccer. Retrieved on August 12, 2013. เก็บถาวร พฤษภาคม 22, 2013 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  3. "The FIFA/Coca-Cola Men's World Ranking". 20 กรกฎาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2026.
  4. "U.S. MEN MOVE TO BEST-EVER FOURTH PLACE IN FIFA WORLD RANKINGS". US Soccer Federation. เมษายน 19, 2006.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. Baxter, Kevin (กรกฎาคม 6, 2017). "U.S. drops 12 spots to No. 35 in FIFA rankings". Los Angeles Times.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. "Timeline". ussoccer.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  7. "West Hudson: A Cradle of American Soccer". ussoccerhistory.org. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  8. Maurer, Pablo; Pentz, Matt (2021-03-25). "The hidden treasures of the U.S. Soccer Hall of Fame archives". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  9. "USA - Details of International Matches 1885-1969". www.rsssf.org. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  10. Murray, Scott (2012-07-20). "The Joy of Six: Olympic football tournament stories". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  11. Bell, Jack (2013-03-01). "U.S. Teams to Wear Classic White". Goal (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  12. "The official site for the 2006 FIFA World Cup™ Germany". fifaworldcup.yahoo.com. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2006-09-06. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  13. FIFA.com. "1930 FIFA World Cup Uruguay ™ - Awards - FIFA.com". FIFA.com (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2015-02-05. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  14. Turner, Elliott (2013-09-10). "USA vs Mexico: a short history of Concacaf's greatest rivalry". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  15. Doyle, Paul (2011-11-24). "The forgotten story of ... football, farce and fascism at the 1936 Olympics". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  16. FIFA.com (2017-02-14). "USA shock England in 1950: The miracle on grass". FIFA.com (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2017-07-04. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  17. "The World Cup drought: US Soccer, 1950-1990". The Philly Soccer Page (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2014-04-10. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  18. "2010 World Cup: U.S. team's decades of futility - ESPN Soccernet". soccernet.espn.go.com. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2010-06-11. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  19. Lewis, Michael (2017-05-31). "'God is not an American': the debacle that was USA's 1986 World Cup campaign". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  20. Yannis, Alex (1985-04-22). "U.S. SOCCER TEAM HINDERED". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  21. "CNNSI.com - Inside Game - Michael Lewis - Offside Remarks - CNNSI.com's Lewis: Learning from history - Friday November 10, 2000 07:29 PM". sportsillustrated.cnn.com. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2001-06-17. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  22. "World Cup 1986 Qualifying". www.rsssf.org. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  23. "The game that changed everything for US soccer". San Diego Union-Tribune (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2017-10-09. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  24. "World Cup Veteran Jimmy Banks Passes Away at Age 54". ussoccer.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  25. "Football: England's new low as US pile on the misery: Dooley and Lalas". The Independent (ภาษาอังกฤษ). 1993-06-09. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  26. "Colombians recall 1994 murder of soccer player". SI (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2014-07-02. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  27. "World Cup-winning Coach Is Fired, Eyed By U.s. Team". philly-archives (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2016-04-07. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  28. Maurer, Pablo (2024-06-28). "'Where on earth are we?': The story of the USMNT at Copa America '95". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  29. "Copa Am�rica 1995". www.rsssf.org. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02. {{cite web}}: พบอักขระ replacement character ใน |title= ตำแหน่ง 8 (วิธีใช้)
  30. "U.S. SOCCER COACH RESIGNS AFTER FRUSTRATING WORLD CUP". Chicago Tribune (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 1998-06-29. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  31. "20 YEARS LATER: USMNT Players Remember Run to 2002 World Cup Quarterfinals". ussoccer.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  32. "A look back at Landon Donovan's World Cup career". NBC Sports (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2014-10-08. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  33. "Ghana 2-1 USA" (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2006-06-22. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  34. "New U.S. coach Bradley welcomes challenge". Daily News (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2007-01-04. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.[ลิงก์เสียถาวร]
  35. Litsky, Frank (2007-05-17). "Bradley Takes Reins as Coach of U.S. Team". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  36. "Spain 0-2 United States" (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2009-06-25. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  37. "US 2-3 Brazil" (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2009-06-28. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  38. Jones, Grahame L. (2009-07-27). "Mexico routs the U.S., 5-0". Los Angeles Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  39. "Emotional U.S. scores late to tie Costa Rica 2-2". The Mercury News (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2009-10-14. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  40. Goff, Steven (2010-06-27). "USA vs. Ghana: In World Cup 2010, Americans eliminated by Ghana" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0190-8286. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  41. Longman, Jeré (2011-07-29). "A Fresh Face for U.S. Soccer". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  42. Parker, Graham (2012-03-01). "USA's five greatest soccer results". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  43. Strauss, Ben (2013-07-29). "One Goal, but Plenty for U.S. to Celebrate in Gold Cup Final". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  44. "Soccer on ESPN - Scores, Stats and Highlights". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  45. "NULL". Soccer America (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2013-08-14. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  46. "Soccer on ESPN - Scores, Stats and Highlights". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  47. "Soccer on ESPN - Scores, Stats and Highlights". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  48. Williams, Ashley M. "USA advances, despite loss to Germany". USA TODAY (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  49. "Tim Howard's record-breaking game". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2014-07-03. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  50. Murray, Caitlin (2015-07-26). "USA cap miserable Gold Cup with penalty shootout loss to Panama". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  51. Rogers, Martin. "Jurgen Klinsmann facing major pressure in CONCACAF Cup vs. Mexico". USA TODAY (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  52. Burke, Elias (2024-05-05). "Copa America guest nations: The history, the controversy and how they have performed". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  53. "Analysis | U.S. has been good at Copa America, but its luck has been better". The Washington Post (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2016-06-13. ISSN 0190-8286. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  54. Dart, Tom (2016-06-26). "USA end Copa América with Colombia loss but show fight and flair in defeat". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  55. Rogers, Martin. "U.S. men's national soccer team fails to qualify for 2018 World Cup". USA TODAY (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  56. Caley, Michael (2017-10-11). "The Worst Loss In The History Of U.S. Men's Soccer". FiveThirtyEight (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2018-06-12. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  57. "USA soccer names Bruce Arena's assistant as interim coach, but the search goes on". The Washington Post (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2017-10-24. ISSN 0190-8286. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  58. "When will USMNT hire a coach? Ahead of high-profile friendlies, the search is taking shape". The Washington Post (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2018-09-06. ISSN 0190-8286. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  59. Sandalow, Brian (2019-07-08). "Mexico topples United States to win Gold Cup". Chicago Sun-Times (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  60. Bill ConnellyDec 8, 2020 (2020-12-08). "USMNT golden generation? Why Pulisic, Reyna & Co. are on course to make a run at 2022 World Cup". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02. {{cite web}}: |first= มีชื่อเป็นตัวเลข (วิธีใช้)CS1 maint: numeric names: authors list (ลิงก์)
  61. www.fifa.com https://www.fifa.com/en/articles/usa-world-cup-qatar-2022-fixtures-coach-key-players. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02. {{cite web}}: |title= ขาดหายหรือว่างเปล่า (วิธีใช้)
  62. Oide, Kendall Baker,Thomas (2022-11-21). "World Cup tests golden generation of U.S. men's soccer". Axios (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.{{cite web}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์)
  63. "U.S. Men's National Team Defeat Bosnia and Herzegovina 1-0 to Set Record for Wins in a Calendar Year with 17". ussoccer.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  64. "History-making Asian American soccer player describes his journey to self-acceptance". NBC News (ภาษาอังกฤษ). 2022-12-17. สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  65. Jeff CarlisleJun 18, 2023 (2023-06-19). "Debate settled: Reyna, Balogun ensure United States is kings of Concacaf". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02. {{cite web}}: |first= มีชื่อเป็นตัวเลข (วิธีใช้)CS1 maint: numeric names: authors list (ลิงก์)
  66. Press, Associated (2023-07-13). "Panama upsets U.S. on penalty kicks to reach CONCACAF Gold Cup final vs. Mexico". Los Angeles Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  67. "USMNT beats Mexico 2-0 to win third straight Nations League title". www.foxsports.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  68. "U.S. Soccer officially names Mauricio Pochettino as USMNT coach". www.foxsports.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-04-02.
  69. "USA Makes History With Its First Four-Goal Performance At Men's World Cup". www.foxsports.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-07-19.
  70. www.espn.com https://www.espn.com/soccer/story/_/id/49096090/2026-fifa-world-cup-live-updates-united-states-vs-australia. สืบค้นเมื่อ 2026-07-19. {{cite web}}: |title= ขาดหายหรือว่างเปล่า (วิธีใช้)
  71. "ทรัมป์ยอมรับขอฟีฟ่าทบทวนใบแดงของผู้เล่นสหรัฐฯ". BBC News ไทย. 2026-07-07. สืบค้นเมื่อ 2026-07-19.
  72. "Berhalter Names 26 Player USMNT Roster For 2022 FIFA World Cup". www.ussoccer.com.
  73. "โคลอมเบียซิวที่ 3 "บัคคา" ยิงดับมะกัน 1-0". ผู้จัดการออนไลน์. 26 มิถุนายน 2016. สืบค้นเมื่อ 26 มิถุนายน 2016.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)[ลิงก์เสียถาวร]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]